• ภูทะเล
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-03-12
  • จำนวนเรื่อง : 29
  • จำนวนผู้ชม : 9461
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
ล้านนา
เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ เหตุการณ์สำคัญต่างๆที่เกิดขึ้นในภาคเหนือ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/huahin
วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน 2551
กะเตงลูกน้อยวัย 4 ขวบ ตะลุยอาร์สามเอ
Posted by ภูทะเล , ผู้อ่าน : 125 , 00:24:34 น.  
พิมพ์หน้านี้


 กะเตงลูกน้อยวัย 4 ขวบเศษ
 ตะลุย"อาร์สามเอ" ไทย-ลาว-จีน
 -------------------------------------------------------------
 ทันทีที่ทราบว่าเส้นทางอาร์สามเอ "ห้วยทราย -หลวงน้ำทา-บ่อเต็น-บ่อหาร (ชายแดนจีน)-สิบสองปันนา ซึ่งจะเป็นเส้นทางสายเศรษฐกิจแห่งใหม่ในอนาคตและยิ่งสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ที่เชื่อมระหว่างอ.เชียงของ จ.เชียงราย กับแขวงบ่อแก้ว ส.ป.ป.ลาว แล้วเสร็จปลายปี 2554 จะเกิดการการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างมหาศาล ทำให้ไม่อยากตกกระแส ก่อนตัดสินใจแพ็คกระเป๋าไปสำเร็จเส้นทาง
 ทิปนี้ในช่วงปิดเทอมนี้ ถือโอกาสกระเตงลูกชายวัย 4 ขวบเศษ ไปผจญภัยด้วย  แต่ก่อนเดินทางต้องตระเตรียมหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)  โดยเฉพาะการขอวีซ่าเข้าประเทศจีนสำหรับเด็กที่เดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกถือมีความจำเป็นอย่างมาก มิฉะนั้น คงไม่ถึงจุดหมายปลายทางและยิ่งไม่มีล่ามช่วยแปลภาษา มือไม้เมื่อยแน่ เพราะคนจีนเป็นชาติอนุรักษ์ ส่วนใหญ่ไม่ยอมพูดภาษาอื่นนอกจากภาษาตนเอง
 ในเดือนที่ร้อนอบอ้าว เราเริ่มที่ จ.เชียงราย ไป อ.เชียงของ ระยะทางประมาณ 115 กิโลเมตร ก่อนจะทำหนังสือผ่านแดนที่ตม.เชียงของ และนั่งเรือหางยาวข้ามแม่น้ำโขง คิดค่าโดยสารคนละ 20 บาท ใช้เวลาราว 5 นาที จากนั้นต้องไปทำหนังสือผ่านแดนที่ ตม.ห้วยทราย  แขวงบ่อแก้ว ส.ป.ป.ลาว และเสียค่าทำหนังสือผ่านแดนอีกคนละ 2 หมื่นกีบ หรือหากไม่ได้แลกเงิน สามารถจ่ายเป็นไทย 20 บาท
 ฝั่งเมืองห้วยทราย บรรยากาศโดยรวม ร้านรวงมีเพียง "ดิวตี้ฟรี" ขายสินค้าปลอดภาษี จำพวกเหล้า บุหรี่ เรียงรายให้เลือกซื้อไม่กี่ร้าน แตกต่างกับฝั่งท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ตรงข้ามกับ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ดินแดน"ก็อบปี้แลนด์" ราวฟ้ากับเหว ที่มีสารพัดสินค้าตั้งแต่ราคาหลักหมื่นยันหลักสิบให้เลือกช้อบปิ้ง หรือหากเลยไปประมาณ 8 กิโลเมตร จะมีตลาดอินโดจีน สินค้าส่วนใหญ่เมดอินไชน่า เหมือนตลาดนัดบ้านเรา แต่นึกว่าราคาจะถูกกลับแพงและของเก่ากว่าฝั่งไทยเสียอีกแพง ทำผู้ร่วมทิปอารมณ์บ่จอย ขณะที่คนขายอธิบายว่าสินค้าต้องขนส่งมาไกล


 การเดินทางสำเรวจเส้นทางอาร์สามเอ เราเลือกที่เหมารถตู้จากห้วยทราย ไปหลวงน้ำทา เพราะคณะเรามีหลายคนและสะดวกสบาย หากจะจอดเก็บภาพ สนนราคา  3,000-3,500 บาท แต่หากนั่งรถบัสโดยสารประจำทางจะประหยัดเงินในกระเป๋าที่เสียคนละ 200 บาทเท่านั้น ระยะทางประมาณ 196 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง เส้นทาง 2 เลน ถือว่าทรหดมาก แม้จะเป็นถนนลาดยางตลอด มีช่วงขึ้น-ลงเขาค่อนข้างมาก เพราะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นป่าเขา และภูเขาสูงชัน ว่ากันว่าไม่ตกต่างทางขึ้นดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ ทีเดียว
 ถือเป็นโชคไม่ดีของคณะ เมื่อรถตู้สายพันธุ์ญี่ปุ่น แล่นบุเรงบุเรง ขึ้นเขา-ลงเขาได้ไม่นาน เกิดแอร์เสียขึ้นมากระทันหัน ต้องเปิดหน้าต่างให้ลมร้อนเดือนเมษาฯพัดใส่  จนหน้ามันแพล็บ เหงื่อโทรมกาย สลับกับเสียงถุงพลาสติกใส่สัมภาระที่วางไว้บนหลังคารถโต้ลม ดังผับๆๆๆ และนั่งนับหลักกิโลเมตร รูปร่างแปลกๆ สี่เหลี่ยมผืนผ้า หัวมนสีปูน ทำให้เพลิดเพลินและได้รสชาติไปอีกแบบ ขณะที่เจ้าตัวน้อย เอาแต่ม่อยหลับไปด้วยความเพลียแดด ทำให้ไม่กวนนัก
 สองข้างทางพบชาวลาวยังใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา ขณะที่ไฟฟ้า ไม่ต้องพูดถึง จะมีเฉพาะในเมือง หรือแขวงเท่านั้น มิแปลกใจตลอดเส้นทางที่รถแล่นผ่านหมู่บ้าน นอกจาก "อ้ายสมนึก สบเส้า " โชเฟอร์ชาวลาว ต้องบีบแตรและชะลอรถให้สัตว์จำพวก หมู วัว หมา มักวิ่งตัดหน้าแล้วยังมีบรรดาเด็กตัวเล็กตัวน้อย บ้างมานั่งเล่น บ้างเดินไปโรงเรียน ก็เพราะไม่มีไฟฟ้า พลบค่ำก็เข้านอน สุดท้าย "ลูกดก" ส่วนบ้านที่มีฐานะหน่อยจะใช้เครื่องปั่นไฟจากน้ำมัน ราคาลิตรละเกือบ 40 บาท และติดจานดาวเทียม ราคาย่อมเยาว์ไม่กี่พันบาท แถมผ่อนได้เสียด้วย
 แต่ที่น่าหดหู่ พบการเผาป่าด้วยน้ำมือมนุษย์ เพื่อทำการเกษตรจนกลายเป็นภูเขาหัวโล้น บางแห่งยังพบไฟยังลุกโชน จนเกิดปัญหาหมอกควันปกคลุมตลอดทาง ยิ่งกว่าภาคเหนือของไทย ซึ่ง "อ้ายสมนึก" ไขข้อข้องใจโดยที่ไม่ปักใจเชื่อนักว่าเป็นวิธีการทำนาของชาวลาวที่ต้องทำการเผาป่าก่อนและทางการไม่เอาผิด หากเผาเพื่อทำการเกษตร ในภาวะที่ราคาข้าวทะยานไม่หยุดถึงตันละ 2.5  หมื่นบาท พอจะเข้าใจได้ แต่ภาพที่ปรากฎต่อสายตา ดูน่าวิตกป่าไม้จะหมดไปในอนาคตอันใกล้นี้หากปล่อยไปเยี่ยงนี้ โดยไม่มีมาตรการควบคุมที่ดีพอ
 ร้านขายอาหารหรือเครื่องดื่ม ให้ลืมความเอร็ดอร่อยและสะอาดไปได้เลยเพราะระหว่างมีเพียงร้านเพิงหมาแง่นหรือร้านเล็กๆ ไว้บริการ เท่านั้น การซื้อและนำติดตัวดูจะเป็นทางออกที่ดีกว่าโดยเฉพาะการมีเด็กน้อยร่วมคณะมาด้วย คณะเราจึงรองท้องและตุนเสบียงเพื่อให้ถึงแขวงหลวงน้ำทา ซึ่งทิปนี้เราถึงที่หมายในช่วงหัวค่ำ และพักเอาแรงที่เฮือนลาว ของ "พี่ตึ๊ง"สุรนาถ ทวีทรัพ ในราคาย่อมเยาว์ คืนละ 300 บาท พร้อมลิ้มรสอาหารไทยถูกปาก โดยเฉพาะหมู-เนื้อกระทะยักษ์ ที่ดูเหมือนจะเป็นของใหม่ในชีวิตของคนลาว
 การได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ"พี่ตึ๊ง" ในค่ำคืนนั้น ได้เห็นภาพรวมและลู่ทางการลงทุนในลาวอย่างมาก โดยเฉพาะหากเปิดใช้ถนนเส้นนี้อย่างเป็นรูปธรรมจะเกิดการลงทุนมหาศาล ล่าสุดมีชาวจีนเริ่มเข้ามาสร้างโรงแรม ขณะคนลาวยังใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ฉะนั้นอยากให้คนไทยซึ่งได้เปรียบในแง่บ้านใกล้เรือนเคียงและภาษา เข้ามาลงทุน อันจะได้เปรียบชาติอื่นและได้เห็นวัฒนธรรมการดื่มของคนลาว เวลาชนแก้ว จะต้องยืนคล้องแขนและดื่มจนหมดแก้วทุกครั้ง เห็นอดเมาแทนไม่ได้
 หลังพักผ่อนเอาแรงรุ่งเช้า รีบปลุกเจ้าน้อยจากที่นอน กินอาหารเช้า และกุลีกุจอนั่งรถจากหลวงน้ำทาไปที่บ่อหาร หรือโมฮัง ชายแดนจีน ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง บรรยากาศยามเช้าดูสดชื่น และไม่ร้อนนัก แม้อยู่ในช่วงเดือนเมษายน การเดินทางมาสิ้นสุดที่บ่อเตน ชายแดนลาว จุดที่มีการก่อสร้างกาสิโน แต่ละวันจะนักพนันทั้งชาวไทย ลาวและจีนมาเสี่ยงโชคจำนวนมาก


 เรามาถึงก่อนด่านเปิด 08.00 น.เล็กน้อย เมื่อถึงเวลาจึงได้ไปทำหนังสือผ่านแดน เสียค่าธรรมเนียมอีก 20 บาท
 ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ตม.บ่อหาร เพื่อทำวีซ่าเข้าจีน และไปสิ้นสุดปลายทางที่เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา แต่ขำไม่ออก และน่าเป็นบทเรียน คือ รูปถ่ายขนาด 2 นิ้วที่เราถ่ายที่ด่าน ตม.เชียงของ  กลับไม่สามารถใช้ทำวีซ่าที่จีนได้ โดยเจ้าหน้าที่จีนที่สื่อสารผ่านล่ามว่าต้องเป็นรูปที่ "โคทอัพ" ให้เห็นหัวโตๆ  หรือหน้าบวมๆ เบ็ดเสร็จ ต้องเสียค่าใช้จ่าย ค่าวีซ่า 180 หยวน ค่ารูปถ่าย 30 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทย เกือบ 1,050 บาท กระนั้นต้องขอบคุณ "สาลี่" ไกด์สาวจีน ที่ช่วยเป็นธุระ  มิฉะนั้นกว่าจะสื่อสารรู้เรื่อง เมื่อยมืออีก แต่กว่าจะเรียบร้อย ก็กินเวลานานนับ 2 ชั่วโมง
 ก่อนที่เราจะเดินทางต่อ "สาลี่" ชวนเราไปแวะเที่ยวงานแฟร์สองชาติ "ลาว-จีน"  ซึ่งจะเป็นประจำทุกปีในช่วงสงกรานต์ จึงตกปากรับคำไปพิสูจน์ เหมือนงานวัดบ้านเราดีๆนี่เอง ได้ของติดไม้ติดมือ โดยเฉพาะลูกโป่งสวรรค์สายการ์ตูนของเล่นของเจ้าลูกชาย แถมได้ประลองความแม่น เหมือนการยิงเป้าหรือโยนห่วง แต่เป็นการขว้างลูกผ้าใส่ขวดน้ำอัดลม เหล้า ลูกละ 1 หยวน หมดไปหลายหยวนแต่ไม่มีของรางวัลติดไม้ติดมือ
  เสียเวลาอ้อยอิ่งอยู่นาน มองดูนาฬิกาที่ข้อมือ บ่งบอกเวลา 11 โมง แต่คนรอบข้างบอกว่าเที่ยงแล้วเพราะเวลาจีนจะเร็วกว่าลาว 1 ชั่วโมง จึงส่งสัญญานชวนชาวคณะไปหาอาหารใส่ท้อง เลือก "เอี้ยว อี ซุ่น"ร้านอาหารไทยบริเวณหน้าด่าน รสชาติ ใช้ได้ทีเดียวและราคาไม่แพงนัก แต่ขอเตือนหากไม่อยากถูกตราหน้าเฉย หรืออยากดื่มน้ำเย็นๆแก้กระหาย อย่าสั่งน้ำแข็งเด็ดขาด เพราะไม่มีขาย ... คนร่วมทิปอดแซวไม่ได้ กลับไปเที่ยวนี้ จะไปแคะกระปุกมาตั้งโรงงานน้ำแข็งขาย ดูจะรายได้ดี
 ที่อดจะเล่าให้ฟังไม่ได้ "ห้องน้ำจีน" สมคำเล่าลือจริงๆ  เป็นส้วมหลุม ชนิดนั่งย่องๆ แล้วหัวโผล่ ทั้งเรื่องความสะอาด กลิ่น ไม่ต้องพูดถึงสุดจะบรรยาย แถมน้ำล้างก็ไม่มีเช่นกัน ขนาดในโรงแรมกลางเมืองสิบสองปันนา ผู้ร่วมผจญภัยหญิงเข้าไปใช้บริการ เล่าแล้วยังอดหัวเราะไม่ได้ เป็นห้องเรียงรายกันประมาณ 4 -5 ห้อง แต่ไม่มีประตูกั้นแค่คิดก็บรื๊อๆๆๆ 
 ขอแนะนำ ก่อนเดินทางควรเตรียมกระดาษชำระมามากๆ หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ผลต่อถ่ายท้อง
 จากบ่อหารชายจีนแดน มุ่งหน้าสิบสองปันนา เราเช่ารถตู้เหมา ไปกลับ 1,200 หยวน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง ครั้งนี้โชคดีแอร์ไม่เสีย แต่ตลอดสองข้างทางทรหดไม่แพ้กัน เพราะถนนที่ตัดใหม่นั้นยังไม่แล้วเสร็จ จึงต้องหันไปใช้เส้นทางเดิม เป็นทางขึ้น-ลงเขา สูงชันและแคบ โชเฟอร์หนุ่มเซียนตึ๊ง สร้างความอึดใจให้คณะเราอย่างมากเนื่องเพราะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เราจะพูดอย่างเดียว "ถิงถิง" คือ ให้หยุดจอด
 นอกนั้นพ่อคุณจะตั้งหน้าตั้งตาขับรถ สลับร้องเพลงเสียงดังลั่นรถ จนเกือบจะเอาชีวิตพวกเราไปทิ้ง ที่สำคัญบีบแตรเป็นว่าเล่น จากความน่ารำคาญเป็นความเคยชิน ว่ากันว่าเที่ยวหนึ่ง บีบแตรมากกว่าเราขับรถในเมืองไทยแล้วบีบแตร 10 ปีทีเดียว
 มีบางช่วงที่ถนนอาร์สามเอเสร็จในจีนและสามารถวนรถขึ้นไปวิ่งได้ ซึ่งสิ่งที่น่าทึ่ง มีการใช้เทคโนโลยีและงบประมาณมหาศาลในก่อสร้าง ด้วยการเจาะอุโมงค์ผ่านภูเขานับสิบๆลูก อุโมงค์ที่พอจำได้ว่ายาวที่สุด ประมาณ 3,710 เมตร ซึ่งในช่วงที่เดินทางการก่อสร้างและการติดไฟสัญญานจราจรยังไม่เสร็จสมบูรณ์ อย่างน้อยการใช้บริการเส้นทางเดิมนั้นทำให้เราพบเห็นว่าประเทศจีนมีการรณรงค์ให้ปลูกยางพาราจำนวนมาก มีทั้งสามารถกรีดให้น้ำยางได้แล้วและระหว่างการเติบโต
  ฉะนั้นอนาคตยางพาราไทยหนาวแน่ ราคาจะไม่พุ่งสูงเหมือนเช่นปัจจุบัน เมื่อยางพาราจีน พร้อมให้ผลผลิต รวมถึงมีการปลูกกล้วยหอมเพื่อส่งออกต่างประเทศ สองข้างทางก่อนเข้าเมืองสิบสองปันนา มีการส่งเสริมให้ปลูกกันเป็นจำนวนมาก บางแห่งกำลังและขนขึ้นรถบรรทุกเพื่อเตรียมส่งให้กับลูกค้า
 เราถึงสิบสองปันนาในช่วงค่ำ ด้วยสวัสดิภาพ แต่ทำให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่ไปมาเจ็ดย่านน้ำไม่เคยเมารถ แต่ทิปถึงกับอ้วกแตก จนอดคิดไม่น่าเอาลูกมาลำบากเลย แต่ด้วยเป็นเด็ก แป็บเดียวก็ซุกซนเหมือนเดิม ก่อนจะพากันไปนั่งลิ้มลองอาหารในภัตตาหารอาหารไทย และดื่มด่ำกับเบียร์จีนถึง 3 ยี่ห้อ ในค่ำคืนที่ทรหดและได้รสชาติ เพื่อรอคอยการเดินทางย้อนกลับในเส้นทางเดิมในวันต่อมา
  นี่เป็นอีกส่วนหนึ่งการสำรวจเส้นทางสายเศรษฐกิจแห่งใหม่ หากทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายการเดินทางไทย-ลาว-จีนตอนใต้ หรือเส้นทางเชียงราย-สิบสองปันนาจะใช้เวลาเพียง 6-7 ชม. เท่านั้น  
 แต่จะมีโอกาสมาอีกหรือไม่ คงต้องถาม "น้ำหมอก" เข็ดไหมลูก!!!!
---------------------------------------


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
นายมะอึก วันที่ : 19/07/2008 เวลา : 18.36 น.
http://www.oknation.net/blog/panakom1
 

ผมขอโทษ....ที่เพิ่งจะมีโอกาสเข้ามาอ่าน
ท่านเขียนหนังสือได้ดีมากครับ
แม้จะเป็นเพียงการเล่าเรื่องของการเดินทาง
แต่ตัวอักษรแฝงด้วยชีวิตและความรู้สึก(ที่ดี)
.
ความคิดเห็นที่ 1
Supawan วันที่ : 25/06/2008 เวลา : 06.35 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

รอให้ทางเสร็จ แล้วจะออกเดินทาง ...
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30