วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน 2551
ล่องเรือน้ำโขงแอ่วสิบสองปันนา- สัมผัสวิถีชีวิตไทลื้อ(3)
Posted by
ภูทะเล
,
ผู้อ่าน : 217
, 16:34:28 น.
พิมพ์หน้านี้
|

3. แดดร่มลมตก ผู้ร่วมทริปที่ต่างหลบเข้าพักผ่อนตามอัธยาศรัย บ้างงีบ บ้างอ่านหนังสือหรือดูหนัง ก็เริ่มทยอยเยื้องกายจากที่ตั้งมาร่วมวงเฮฮา บริเวณดาดฟ้าของเรือที่มีการจับกลุ่มร้องคาราโอเกะ "มาราธอน" ตั้งแต่ช่วงสายมาแล้ว เสมือนนกรู้ถึง "มื้อเย็น" แล้ว ผมกับน้องเครางาม รีบกุลีกุจอออกจากห้องพัก โดยไม่ต้องรอให้เจ้าหน้าที่เรือเดินสั่นระฆัง เรียกมากินข้าวเย็น เมนูมื้อเย็นไม่มีอะไรพิเศษพิสดาร ส่วนใหญ่เป็นอาหารคุ้นปากกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นยำหมูแฮม น้ำพริกหนุ่ม แคปหมู ปลาทอด ไข่ต้ม ต้มจืดฟักทอง ทำให้พวกเราเพลิดเพลินไปกับรายการอาหาร เคล้าคลอไปกับเสียงเพลงของคนกันเองที่หมุนเวียนสร้างความบันเทิง เผลอแป๊บเดียว ผมรองท้องไปถึง 2 จาน...  ทิวทัศน์สองฝั่งโขง แม้ไม่มีอะไรน่าตื่นตามาก หรือแปลกใหม่กว่าจุดเริ่มต้น คงมีเพียงเกาะแก่งที่เรียงราย ต้นไม้ใหญ่น้อยเขียวชะอุ่ม สลับไปมา ขณะที่เสียงเครื่องยนต์ของเรือสำราญเจ้าชายแม่น้ำโขง ยังแผดลั่น ฝ่าสายน้ำโขงที่บางช่วงนิ่งสงบ บางช่วงเชี่ยวกราก
 มิได้ทำให้เสียอรรถรสกับการซึมซับบรรยากาศบนเรือในช่วงพลบค่ำ ยิ่งได้ "เบียร์ล้านช้าง" น้ำเมาชื่อดังของจีนที่นอนแอ่งแม้ง เรียงรายอยู่ในตู้เย็นมาเป็นมาตัวเสริม พร้อมกับเพลงที่ยังคงขับกล่อมอยู่เนืองๆ ทำให้บรรยากาศการพักผ่อนและพูดคุยออกรถมากมากขึ้น เอ่ยถึง "เบียร์จีน" ขอเล่าให้ฟังหน่อย เมื่อครั้งที่กะเตงลูกชายวัย 4 ขวบ ไปสำรวจเส้นทางอาร์ 3 เอ จากไทย-ลาว-จีน โดยทางรถยนต์ เมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ได้เข้าไปอุดหนุนร้านอาหารไทยในเชียงรุ้งและสั่งเบียร์จีนหลากยี่ห้อมาลองสาดคอดู ภายในก๊วนต่างโหวตเป็นเสียงเอกฉันท์ ยกให้"เบียร์ล้านช้าง"และ"เบียร์ชิงเต่า" โดยชนิดหลังนี้เป็นผู้สนับสนุนกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ "โอลิมปิกเกมส์" ที่ปักกิ่ง เป็นเบียร์พรีเมี่ยม ระดับใกล้เคียงกับไฮเนเก้น แต่ดีกรีอ่อนกว่าประมาณ 3% และไม่แรงเท่าเบียร์ไทยอย่าง "ช้าง-สิงห์-ลีโอ" ด้วยรสชาติเบานุ่ม ไม่ฝาดคอ จึงเหมาะสมกับคอแป๊บอย่างเราๆ แถมราคาก็ย่อมเยาว์เพียงขวดละ 5 หยวน หรือประมาณ 25 บาท หากเป็นร้านข้างถนนราคาจะถูกกว่านี้แน่นอน
  ก่อนหน้านี้ "อาเหลี่ยง"เจ้าของร้านอาหาร-รีสอร์ท หนุ่มรุ่นน้องในแม่สาย เคยเปิดโปรโมชั่นดึงลูกค้า ดื่มเบียร์ลีโอ 4 ขวดในเวลา 1 ชั่วโมงโดยอ้วก จะได้ 5 พันบาทเป็นรางวัล แต่น้อยคนนักจะชนะเกมนี้ ด้วยความกดดัน-เวลาบีบ ส่วนใหญ่ แก้วสองแก้วสุดท้าย คาย.... ของเก่าออกให้เห็นแทบทุกราย .. รายที่ชนะก็หมดสภาพ แถมเคยนำเกมนี้มาเล่นกันสนุก ๆในช่วงปีใหม่ กับบรรดาน้องในออฟฟิศ เจ้าพวกราคาคุยหรือคอทองแดง สำราก -นอนเป็นแมว มาแล้ว... "4 ขวด 1 ชั่วโมงเอาไหม เดี๋ยวพี่กินเอง" ผมท้าทาย "ไม่ไหวมั้ง ผมกินเองเอาไหม" น้องเครางาม รู้แกว ท้ายที่สุด เกมนี้จึงจบแค่การทำสงครามน้ำลายในวงเหล้าเท่านั้น .... เบียร์ล้านช้าง ถูกเปิดและหายลงคอ ขวดแล้ว ขวดเล่า การดื่มด่ำ ความสำราญยังเดินต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งทุกอย่างจะสิ้นสุดลงในเวลา 5 ทุ่ม ตามที่ทางเรือจะดับเครื่องยนต์เรือ เพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อนไร้เสียงรบกวนและทำให้ไม่มีไฟฟ้าใช้ มีพียงแต่ไฟหรี่ฉุกเฉินตามทางเดินเท่านั้น ก่อนจะเปิดไฟอีกครั้งในเวลาตี 5
 ในค่ำคืนแรก เรือเจ้าชายแม่น้ำโขงเลือกทำเลจอดบริเวณชายฝั่งของจีนซึ่งจะปลอดภัยมากกว่าพม่า หรือลาวและจะไม่จอดรวมกลุ่มกับเรือลำอื่นเพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้ร่วมทริป เมื่อถึงเวลาเรือจะดับเครื่องยนต์ "จอย-มิลค์" ไกด์สาวสวย ได้ขอตัวไปพักผ่อน พร้อมกับนัดแนะอาหารเช้า โดยให้ทุกคนปรับเวลาให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมงตามเวลาจีน และเมื่อไร้ไฟฟ้าส่องสว่าง มีเพียงไฟฉายที่เตรียมติดตัวมา ทำให้ต่างคนต่างราตรีสวัสดิ์ ไปพัก คงเหลือเพียง 6 คน "ผม-น้องเครางาม" กับอีก 2 คู่หวาน "แซม-อ้อ" และ "แป๊บ-กาญจน์" ที่ยังติดอกติดใจกับบรรยากาศในค่ำคืน กับ "เบียร์ล้านช้าง" นั่งเม้าท์กันต่อ เสมือนราตรีนี้อีกยาวนาน ท้องฟ้าแม้ไม่สุกสกาว ไม่สามารถมองเห็นดาวระยิบระยับได้อย่างชัดเจน โดยรอบโอบกอดด้วยท้องน้ำและป่าไม้ มีลมเย็นๆ ที่โชยปะทะหน้าและร่างกายเป็นระยะๆ ทำให้ผมอดคิดถึงคนที่บ้านที่อุตส่าห์เลี้ยงเจ้าตัวน้อยแทนไม่ได้ กว่าที่พวกเราจะบอกลา"ธรรมชาติ-เบียร์ล้านช้าง"ในค่ำคืนแสนสุข หันมาดูนาฬิกาอีกที "เฮ้ย ตี 4 แล้วเหรอ !!" -----
|