วันอาทิตย์ ที่ 6 กรกฎาคม 2551
ล่องเรือน้ำโขงแอ่วสิบสองปันนา- สัมผัสวิถีชีวิตไทลื้อ(4)
Posted by
ภูทะเล
,
ผู้อ่าน : 222
, 11:47:24 น.
พิมพ์หน้านี้
|

4. เช้าวันที่สอง....เสียงเครื่องยนต์ของเรือยังคำรามลั่นคุ้งน้ำโขง ผมและน้องเครางามยังนอนซุกผ้าห่มอุ่นๆ บนเตียงนุ่มๆ ที่โยกไหวไปตามหัวเรือที่แหวกคลื่นน้ำโขง จนไม่รู้ว่าเรือออกแล่นตั้งแต่เมื่อไหร่ โปรแกรมนั่งจิบกาแฟ ดูพระอาทิตย์ขึ้นเป็นต้องพับไปปริยาย แต่ไม่ได้ทำให้เราตีอกชกลม จะเป็นจะตายให้ได้ เพราะความเสียดาย การได้นั่งรับลม ชมดาว แม้ไม่ดาษดื่น บนดาดฟ้าเรือในช่วงค่ำคืน กับเพื่อนใหม่ ๆ ดูจะคุ้มค่ากว่าแหกขี้ตา มานั่งดูแสงแรกของวันใหม่เพียงลำพัง ดูหดหู่พิลึกกระมัง แต่ถึงมีคนมาปลุก ความตั้งใจคงต้องล้มเหลว เพราะขนาดเสียงเจ้าหน้าที่เรือมาสั่นระฆั ส่งสัญญานอาหารเช้าอยู่นานสองนาน ยังไม่สามารถปลุก"ผีสองตัว" ออกจากผ้าห่มได้เลย แต่กระนั้นกว่าที่เราจะเสด็จออกจากผ้าห่มมาได้ก็เวลาล่วงเลยไปเกือบ 10 โมงเช้า อาหารมื้อเช้าจึงต้องยกยอดให้ที่มื้อเที่ยง กาแฟดำ ใส่น้ำตาล 1 ช้อน ดูเหมือนจะเป็นเครื่องดื่มชนิดเดียวที่จะเพิ่มความกระปี้กระเปร่าให้กับร่างกายที่ทำสงครามกับน้ำเมามาตลอดคืน ยิ่งได้นั่งรับลมเย็นที่ปะหน้าเป็นระยะๆ ยิ่งนำมาด้วยความสดชื่น เรือเจ้าชายแม่น้ำโขง ยังแหวกสายน้ำต่อไป มีสวนยางพารา พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของจีนและสวนกล้วย เป็นฉากสองฝั่งโขงได้จดจำ จนเวลาล่วงเลยเที่ยงวัน เรือได้จอดมาเทียบท่าที่ท่าเรือกวนเหล่ย หลังจากแล่นมาประมาณ 260 กิโลเมตร ซึ่งมีเรือสินค้าจีนจำนวนมากจอดเรียงรายอยู่ก่อนแล้ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่จีนทำการตรวจเอกสารการเข้าเมือง การเข้าเมืองจีนในช่วงปักกิ่งเกมส์ ทางการจีนจะเข้มงวดเป็นพิเศษ เพราะเป็นโรคขี้กลัวขึ้นสมอง การรื้อค้นข้าวของ การซักถามถี่ยิบ กลายเป็นเรื่องปกติ ฉะนั้นแนะนำอย่าได้หงุดหงิด ถือว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฎิบัติตามรัฐบาลกลาง ยิ่งการขอวีซ่าเข้าประเทศยุ่งมาก "เราอยากได้เอกสารการจองห้องพักของโรงแรมในจีนที่มีการระบุชื่อ และใบอนุญาตประกอบการเดินเรือน้ำโขงของเรือเจ้าชายน้ำโขง" "อาหมวย"หน้าตาจิ้มลิ้ม เจ้าหน้าที่กงสุลจีน เอ่ยอย่างมีไมตรี "อีกแล้ว"ผมบ่นในลำคอด้วยความหงุดหงิด เมื่อครั้งเดินทางไปขอวีซ่าที่กงสุลจีน ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ครั้งแรก แต่เจออุปสรรคด้านเอกสารจนทำให้หัวเสียต้องบ่ายหน้ากลับ ทั้งที่เมื่อสงกรานต์ไม่ยุ่งยากเช่นนี้ "เวลาฝรั่งแบ็คแพคเข้าเมืองไทยเรา ไม่เห็นต้องยุ่งยากขนาดนี้เลย เพราะโอลิมปิกแท้ๆ" ผมบ่นเป็นหมีกินผึ้งกับน้องเครางาม ก่อนจะบ่นต่อไปที่ปลายสายและรบกวนให้ช่วยขอใบอนุญาตการเดินเรือไปที่จีนและแฟกซ์มาให้ในวันรุ่งขึ้น ในที่สุดก็ผ่านไปอย่างเส้นยาแดงผ่าแปด พร้อมเสียค่าวีซ่าแบบธรรมดา 1 พันบาทต่อฉบับ   
ระหว่างรอเจ้าหน้าที่จีนตรวจเอกสารการเข้าเมือง สังเกตุบริเวณท่าเรือกวนเหล่ย เสมือนโรงละครเล็กๆ ฉากหนึ่งดูวุ่นวาย ขณะที่บนฝั่ง กรรมกรจีนต่างขมักเขม่นขนหอมหัวใหญ่จากรถบรรทุกสิบล้อลำเลียงลงเรือเพื่อส่งมาขายยังเมืองไทย ซึ่งหอมหัวใหญ่ นี่แหละ! ต้นตอของความเดือดร้อนทั่วหัวระแหงของเกษตรกรไทย กระทั่งก่อหวอดปิดถนนประท้วง เพราะราคาดิ่งเหวเหลือเพียง กิโลกรัมละ 3 บาท สวนทางกับต้นทุนการผลิตที่อยู่ที่กิโลกรัมละ 4- 5 บาท อันเป็นอานิสงส์การลงนามเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือเอฟทีเอไทย-จีน ทำให้แต่ละปี แต่ละปีทะลักเข้าไทยมหาศาล จนบางครอบครัวต้องสิ้นเนื้อปะดาตัว ทิ้งไร่ ทิ้งแผ่นดินเกิดบ่ายหน้าไปหากินในเมืองหลวงแทน จนทุกวันนี้ปัญหาก็ยังไม่ได้การแก้ไขให้ลุล่วง    อีกฉากหนึ่ง คนเรือที่อยู่บนเรือดูนิ่งสงบ บ้างนั่งเหม่อยลอยดูท้องน้ำ และเรือที่แล่นผ่านไปมาอย่างสบายอุรา บ้างนั่งสูบซิกกาแลตตามแคมเรือ ว่ากันว่าคนจีนสูบบุหรี่กันจัดมาก ชนิดม้วนต่อม้วน ไม่รู้ด้วยบุหรี่จีนจืด เมื่อเทียบกับของไทยหรือไม่ แต่เท่าที่สังเกตุคนจีนบนเรือส่วนใกญ่ มีคราบบุหรี่สีดำในช่องปาก "ทุกคนๆ ขึ้นมารวมตัวที่บริเวณลานดาดฟ้าของเรือ" มิลค์ ไกด์สาวมาดเท่ ตะโกนเรียกรวมพลเพื่อให้ตำรวจจีนที่ดูสะดุดตา เพราะใส่รองเท้าสีเขียวลายพราง เหมือนรองเท้าเดินป่า ตรวจพาสปอร์ต
   ที่น่าตื่นเต้นและได้รับความสนใจ เห็นจะเป็นเจ้าหน้าที่จีนรายหนึ่ง และพอจะคาดเดาได้ว่าไม่ใช่ตำรวจจีนแน่นอน เพราะไม่ได้แต่งเครื่องแบบ และน่าจะมาจากหน่วยงานด้านสาธารณเดินถืออุปกรณ์เล็กๆ คล้ายๆเครื่องยิงบาร์โค้ดในห้างสรรพสินค้า เวลาใช้จะใช้ยิงมาที่บริเวณดวงตาของทุกคน และจะมีไฟแดงแสดง ให้รู้ว่าได้ตรวจแล้ว ตอนแรกพวกเราก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เมื่อเจ้าหน้าที่ยิงมาที่ตา แต่ละคนเหมือนนัดกันมา ต่างฉีกยิ้ม เหมือนแอ๊คท่าให้ถ่ายรูป ก่อนจะได้รับการอธิบายนภายหลังว่า เจ้าหน้าที่จะใช้เครื่องดังกล่าวยิงที่มาตาของแต่ละคน เพื่อตรวจไข้ก่อนเข้าประเทศ และจะออกหนังสือรับรองให้เพื่อไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอีกครั้ง เมื่อฝั่งแผ่นดินจีน เมื่อผ่านการพิธีการตรวจทุกขั้นตอนแล้วเสร็จ พวกเราต้องใช้ชีวิตบนเรืออีกร่วม 4-5 ชั่วโมง กว่าเรือที่จะมาเทียบท่าที่ท่าเรือเชียงรุ้ง ในเวลาประมาณ 5 โมงเย็น ก่อนที่ด่านตม.จะปิดทำการ 6 โมงเย็น เบ็ดเสร็จระยะทางจากเชียงแสน-เชียงรุ้ง 344 กิโลเมตร
 กว่าจะเสร็จขั้นตอนพิธีการเข้าเมือง ใช้เวลาอีกร่วมชั่วโมง เพราะต้องเสียเวลาตั้งแต่อยู่บนเรือ ตำรวจจีนจะมาปฎิบัติการค้นกระเป๋าของทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค -แผ่นวีซีดี เกรงมีสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาเล็ดรอดเข้าเมือง "สิ่งของที่พวกคุณกำลังค้นหา และระแวงกันอยู่ ส่วนใหญ่ก็มาจากบ้านคุณทั้งนั้นแหละ" ผมรำพึงรำพัน แกมประชดประชัน -------------------------
|