วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม 2551
ทำไมนักการเมืองถึงอยากได้อำนาจรัฐกันนัก
Posted by
หนุ่มฮวงซุ๊ย45
,
ผู้อ่าน : 66
, 18:48:55 น.
พิมพ์หน้านี้
|
ทำไมนักการเมืองถึงอยากได้อำนาจรัฐกันนัก
โดยไม่คำนึงถึงวิธีการว่าจะถูกต้องหรือสกปรกเพียงใด ถ้าไม่ใช่เพราะว่า ...จะย้ายข้าราชการคนไหน
กรมใด ก็กู (ไม่หยาบ) จะย้าย ไม่มีใครหือ ใครขวางข้าได้
จะบรรจุลูกท่านหลานเธอ
ที่ถูกไล่ออกเพราะหนีราชการ กลับเข้ารับราชการ... ก็ได้
จะให้บริษัทไหนได้สิทธิเข้ามาทำรายการทีวี
... ก็ได้
จะบีบให้วิทยุชุมชนเข้ามาเป็นพวกรับใช้รัฐบาล
... ก็ได้
แถม
โอ่ว่าจะเจรจาสั่งการไม่ให้ตำรวจเอาผิด ... ก็ได้
นั่งให้
ผู้อาวุโสหัวหงอกหัวดำ รดน้ำอวยพร ... ก็ได้
จะออกรายการทีวี
ด่าว่าเสียดสี พูดกูมึง ( ไม่หยาบนะคร้าบ) ... ก็ได้ ก็กูจะพูดต่อน่ะ
หนีประชุมไปติดตามรับใช้นายใหญ่
(ของพวกมึง) ... ก็ได้
ปล่อยให้คนออกใบปลิว
และวีซีดี เปิดเพลงด่าประธานองคมนตรี ... ก็ได้
สั่งให้ DSI กรมที่ดิน สรรพากร ตรวจสอบ ติดตาม เพิกถอนสิทธิใคร ก็ได้ ฯลฯ
หรือแม้กระทั่งว่า
กูจะแก้รัฐธรรมนูญมันทั้งฉบับหรือบางมาตรา ก็กูจะทำ ใครจะทำไมหือ?
แล้วก็สำรอกคำว่า “พวกเรามาจากการเลือกตั้ง” เป็นคาถาป้องกันตัว แต่ลืมเติมคำว่า
“อันแสนสกปรก เพราะ (บางคน) ได้คะแนนจากการซื้อเสียง”จึงจะครบถ้วนสมบูรณ์
ทุกคนคงทราบดีว่า
ในพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค มีถึง 3 พรรค ที่กรรมการบริหารพรรคได้ถูกตัดสินว่า
ได้กระทำการผิดกฎหมายเลือกตั้ง คือ กระทำการซื้อเสียงจากประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้ง
อันถือเป็นการกระทำผิดร้ายแรง ซึ่งตรงกับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.
2550 ให้ กกต.ดำเนินการส่งศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาตัดสินยุบพรรคได้ ในขณะนี้มี
2 พรรค คือ พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่เรื่องการยุบพรรคอยู่ที่อัยการ
ส่วนของพรรคพลังประชาชนนั้น รอให้ศาลเลือกตั้งพิพากษาว่ามีความผิดจริงหรือไม่
แต่ที่แน่ๆ คือ กกต.ได้ตัดสินแล้วว่า ทั้ง 3 พรรค มีกรรมการบริหารพรรคกระทำผิดในการซื้อเสียงจากผู้สิทธิเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหา และพรรคที่สังกัดย่อมมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีตามช่องทางที่กฎหมายกำหนดหรือช่องทางใดๆเท่าที่พวกเขาจะทำได้
ทีนี้ผู้ที่อยู่ในข่ายจะถูกยุบพรรคก็ร้อนตัว
ร้อนรนใจ ว่าอำนาจรัฐที่อยู่ในมือ (เป็นการชั่วคราว) จะหลุดลอยไป ก็เลยต้องร่วมแรงร่วมใจกัน
ทำยังไงก็ได้ให้พ้นผิด ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็วิ่งหาผู้ตัดสินทั้งกระบวนการเลย
ตั้งแต่ต้นเรื่อง เช่น กกต. อัยการสูงสุด จนถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนเมื่อ 5
ปีที่ผ่านมา แต่ยุคนี้สมัยนี้ กกต.ซี้เก่า ก็ซี้แหงไปซะแล้ว
จะติดคุกจริงๆ อยู่รอมร่อแล้ว อัยการสูงสุดก็พยายามช่วยแล้ว แต่สำนวนมันโจ่งแจ้งก็ท่าจะช่วยลำบาก
(ไม่เหมือนคดี คตส.ยังพอแกล้งอู้ แกล้งถ่วงได้)
แหงนขึ้นไปดูตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ ท่านก็สวมวิญญาณเปาบุ้นจิ้นมาเกิดใหม่ยังไงยังงั้น
เปิดมีดประหารหัวสุนัข (สุภาพนะคร้าบ
ถ้าไม่สุภาพเขาเรียกว่าหัวหมา จึงจะสาสม) รอมาแต่ไกลเชียว พอเห็นอย่างนั้นก็เลยเหลือด่านสุดท้ายคือแก้กติกามันซะเลย
จะได้พ้นผิดไง โอ้โห การได้อำนาจรัฐจากการเลือกตั้งมันช่างใหญ่โตมโหระทึก มีอำนาจบาตรใหญ่คับบ้านคับเมืองกันอย่างนี้เอง
ขนาดคนที่ว่ามาจากพรรคที่ได้ความนิยมสูงสุด เต็งหามมาแต่ไกลยังไม่วายซื้อเสียง
ก็เพื่อให้ได้อำนาจวิเศษ แทบจะเหาะเหินเดินอากาศได้ มาไว้ในครอบครอง
ทำนองว่ากันเหนียวไว้ก่อน ยังไง กูก็ต้องได้รับเลือก คงคิดว่า ซื้อๆ ไปก่อน
เดี๋ยวได้รับเลือก มีอำนาจแล้ว จะต่อรองเป่าคดีทีหลังก็ยังไม่สาย พอเรื่องมันไม่เป็นอย่างที่คิด
ก็เลยออกมาโวยวาย ดีดดิ้นเหมือนไส้เดือนโดนขี้เถ้า ยังไงก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ได้
แถมยังพ่วงมาตราที่จะทำให้นายใหญ่สู้คดีทุจริตได้ง่ายขึ้นอีกด้วยพวกนี้มันเก่งนะคิดได้ไงเนี่ย
แล้วทำไมท่าน ส.ส.ร.
(สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ก็กรรมาธิการฯ ยกร่างทั้งหลาย ทำไมท่านถึงได้ดุและเหี้ยมเกรียมขนาดนี้ล่ะครับ
? กะอีแค่ ซื้อเสียง แค่คนสองคนมันต้องยุบทั้งพรรคกันด้วย
ช่างไม่ยุติธรรม และไม่เป็นประชาธิปไตยเสียเลย สมกับที่เขาหาว่ามีที่มาจากเผด็จการรัฐประหารจริงๆ
ไอ้เรื่องการยุบพรรคเนื่องจากคนในพรรคซื้อเสียง แล้วผู้ใหญ่ในพรรครู้เห็นเป็นใจเนี่ยนะ
ผมชูจั๊กกะแร้เห็นด้วยจริงๆ ทำไมหรือครับ ก็เพราะว่า ถ้านักเลือกตั้งเหล่านี้ซื้อเสียงเข้ามาแล้วเล็ดลอดกระบวนการตรวจสอบเข้ามาได้
ก็จะได้อำนาจรัฐ เข้ามาเป็นเสนาบดีบริหารบ้านเมือง กระทำการเรื่องอันน่าอิดหนาระอาใจข้างต้น
ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเขาถือว่า การซื้อสิทธิซื้อเสียง เป็นการได้อำนาจรัฐมาโดยไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย
ก็เลยต้องทำให้เขาเหล่านี้และพวก ต้องถูกประหารทางการเมืองให้ตายตกไปตามกัน
ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง
และที่สำคัญคือควบคุมป้องกันมิให้คน
(ชั่วๆ) เหล่านี้ได้ครองอำนาจรัฐอย่างเด็ดขาด หรือถ้าได้อำนาจมาแล้ว ก็ต้องขจัดคนเหล่านี้ออกไป
โดยจะอ้างการเลือกตั้งก็ไม่ได้แล้ว เพราะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม
ขอย้ำอีกทีว่า การเลือกตั้ง เป็นเพียงกระบวนการที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย
ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง และที่สำคัญไปกว่านั้น การเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์และยุติธรรมเท่านั้น
จึงจะถือว่าเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่แก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อย่างที่หมอคนที่ไปเป็นเสนาบดีคลังพูดไว้
ดังนั้นการที่คนในพรรคที่มีกรรมการบริหารพรรคซื้อเสียง
จะอ้างสิทธิในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงถือว่าเป็นการลืมตัวลืมอายอย่างที่สุด แทนที่จะเปิดประชุมเพื่อขับไล่คนที่ซื้อเสียงออกจากพรรค
กลับปกป้องเอาไว้เหมือนกับเป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้ เหมือน “ฆาตกรผู้ประหารประชาธิปไตย” แท้ๆ ชาวบ้านชาวช่องที่เขาติดตามความเป็นไปของบ้านเมืองเขารู้เข้าก็ทนไม่ได้
ออกมาคัดค้านกันระงมทั้งบ้านทั้งเมือง แต่คนเหล่านี้ก็ยังหน้าด้านหน้าทน ดันทุรังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้
ก็เพราะเพื่อคงไว้ซึ่งอำนาจรัฐอันวิเศษที่อยู่ในมือในปัจจุบันนั่นเอง ทั้งๆ ที่นักเลือกตั้งเหล่านี้ขาดความชอบธรรมที่จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปแล้ว
เหลือเพียงพรรครัฐบาล 3 พรรค ที่ไม่โดนใบแดง ที่พอจะเหลือความชอบธรรมที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกและฉบับเดียว ที่ผ่านการลงประชามติของประชาชนเห็นชอบถึงกว่า14ล้านเสียงก่อนจะแก้ไขต้องคำนึงถึงข้อนี้ด้วย
อำนาจรัฐนั้นช่างหอมหวน
ชวนให้ครอบครอง จนทำให้นักเลือกตั้งทั้งหลายอยากได้มาครอบครอง จะเสี่ยงซื้อสิทธิซื้อเสียงก็ยอม
เพราะถ้าถูกจับได้ ก็แค่โดนตัดสิทธิไม่นาน เดี๋ยวก็กลับมาใหม่ได้ ยิ่งถ้ารอดไม่ถูกจับได้ยิ่งดีใหญ่
มันก็เลยย่ามใจเหิมเกริม การซื้อสิทธิขายเสียงจึงไม่อาจหมดสิ้นไปจากสังคมไทยได้
เมื่อพิจารณาว่า กกต.ชุด 3 หนา 5 ห่วง
จัดการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ยังถูกพิพากษาจำคุกเลย
แล้วทำไมนักเลือกตั้งซื้อเสียง ถึงไม่มีการกำหนดโทษทั้งทางอาญาและแพ่งบ้าง
จริงแล้ว “นักเลือกตั้งที่ซื้อเสียง คือ อาชญากรทางการเมือง”
ชัดๆ จึงควรที่จะได้รับโทษจำคุก และปรับมาเป็นค่าจัดการเลือกตั้งซ่อมเสียด้วยซ้ำ
โทษแบบนี้อย่าหาว่าแรงเกินไปเลยครับ ก็ไม่เพราะนักเลือกตั้งซื้อเสียงเหล่านี้เข้ามาครองเมืองน่ะหรือที่ทำให้บ้านเมืองเราเละเทะวิกฤตอย่างนี้
ถ้านักเลือกตั้งไม่ทำผิดด้วยการซื้อเสียงซะอย่าง
ต่อให้กำหนดโทษประหารชีวิต บทลงโทษก็ไม่สามารถทำอะไรพวกคุณได้ ไม่ได้ทำผิดซะอย่าง
กลัวทำไม ถ้าใครเรียกร้องให้ตัดบทลงโทษยุบพรรคออก ก็คิดได้อย่างเดียวว่าคุณตั้งใจจะโกงการเลือกตั้งน่ะสิ
แล้วการเลือกตั้งอันเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย จะบริสุทธิ์ยุติธรรมได้อย่างไร
อย่าลืมว่า ถ้าหัวใจคือการเลือกตั้งมันสกปรกแล้ว ร่างกายโดยรวมคือบ้านเมืองและระบอบประชาธิปไตยจะไปรอดได้อย่างไร
จึงเป็นการควรแล้ว ที่ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะกำหนดบทลงโทษนักการเมือง
และพรรคการเมืองที่มีพฤติการณ์ซื้อเสียง อย่างรุนแรงถึงยุบพรรค อีกทั้งควรเพิ่มโทษอาญาและแพ่งให้มากยิ่งขึ้น
เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสืบไป ตุลย์ สิทธิสมวงศ์
เอากันเข้าไป พวกเอ๋ย
|