|
|
1. ทำไมน้ำมันในไทยจึงแพงผิดปกติ
ตอบ : เป็นเพราะกลุ่มบริษัทโรงกลั่นน้ำมันและ ปตท.ใช้โอกาสบวกกำไรเพิ่มอีก
169,438 ล้านบาท หรือเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเดิม 700 % (ตาราง 1)  |
|
หลายปีที่ผ่านมาคนไทยใช้น้ำมันสำเร็จรูปประมาณ
700,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อ 5 ปีก่อนบริษัทโรงกลั่นน้ำมัน
7 แห่งและบริษัท ปตท. ( มีโรงแยกก๊าซ)
ได้ซื้อน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติดิบมากลั่นโดยบวกกำไรอีก 20,330 ล้านบาท แล้วนำผลผลิตมาขายให้คนไทย ปัจจุบันกลุ่มบริษัทดังกล่าวได้ใช้โอกาสบวกกำไรเพิ่มทวีอีก
195,853 ล้านบาทถึง 169,438 ล้านบาท
(ดูตาราง 1 ) แล้วนำผลผลิตมาขายให้คนไทย
บริษัทโรงกลั่น 5
แห่งเป็นเครือบริษัท ปตท.ผูกขาดกำลังกลั่น 83%
บางบริษัทกำไรเพิ่มถึง
50 เท่า ปตท. บอกว่าผลกำไร 2 ใน 3
ของบริษัท ปตท. (เกือบ 70,000 ล้านบาท)
มาจากก๊าซ ,LPG , NGV ฯลฯ (กำไรก๊าซทำให้ราคาไฟฟ้าแพง)
ดังนั้นกำไรมหาศาลที่เหลืออีกมากกว่า 100,000 ล้านบาทของบริษัททั้ง
8 แห่งมาจากน้ำมัน
กำไรเพิ่ม 700-800
% สูงขึ้นกว่าปี 2544 - 2545 ในขณะที่เราใช้น้ำมันเพิ่มเพียงปีละ
3%
ตัวเลขกำไรเป็นตัวเลขทางการที่บริษัทรายงานตามกฎหมายใช้เสียภาษี
ปันผล ฯลฯ จึงไม่สามารถปฏิเสธได้ อาจมีกำไรมากกว่านี้ที่สามารถซ่อนไว้ในบัญชีสต๊อก
ฯลฯ หรืออาจมีบัญชีกำไรซ้อนระหว่างกันที่คนภายนอกไม่สามารถรู้ทั้งหมดได้
2. ทำไมบริษัทโรงกลั่นสามารถขายน้ำมันราคาแพง
และเอากำไรจากคนไทยเพิ่มขึ้นผิดปกติมากกว่าปีละ100,000 ล้านบาทได้
ตอบ : เป็นเพราะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้สมมติตั้งสูตรราคาขายน้ำมัน
(หายนะ) ณ โรงกลั่นให้บริษัทโรงกลั่นได้กำไรสูงกว่าต้นทุนจริงมาก
(ตาราง2)  |
|
ราคาน้ำมันที่
1 เหรียญ ต่อ 1 บาร์เรลนั้นเท่ากับ
0.2 บาทต่อลิตร (คือ 32บาท หารด้วย
159 ลิตร )
ดังนั้นน้ำมันดิบพื้นฐานโอมานที่บริษัทโรงกลั่นนำเข้ามากลั่นส่วนใหญ่ราคา
122 เหรียญต่อบาร์เรล จึงมีต้นทุนเท่ากับ 24.8 บาทต่อลิตร รวมค่าใช้จ่ายการกลั่นเฉลี่ยทั้งหมด 1.5 บาทต่อลิตร (1.3 - 1.7 บาทต่อลิตร)
จึงเป็นต้นทุนน้ำมันเฉลี่ยทั้งสิ้น 26.3 บาทต่อลิตร แต่
คณะกรรมการนโยบายพลังงาน ได้สมมติสูตรราคาขายดีเซล ณ โรงกลั่นให้บริษัทขึ้นให้เท่ากับราคาสิงคโปร์บวกอีก
0.8 บาทต่อลิตร หรือเท่ากับ 33.0 บาทต่อลิตร ทำให้บริษัทขายน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นได้ สูงกว่าต้นทุนการกลั่นถึง
6.7 บาทต่อลิตร (ทั้งๆ
ที่ราคาสิงคโปร์เป็นตลาดเก็งกำไรเหมือนเล่นหุ้น)
ในการกลั่นน้ำมันดิบนั้นจะได้น้ำมันประมาณ
6 ชนิดที่ให้กำไรตามสูตรเช่นนี้สูงกว่าต้นทุน และมี 1
ชนิดที่ได้ราคาต่ำกว่า ดังนั้นการที่ตั้งสูตรสมมติราคาขาย ณ
โรงกลั่นให้สูงกว่าปกติ ก็จะสร้างกำไรสูงผิดปกติให้บริษัทโรงกลั่นมหาศาล
นอกเหนือจากกำไรจากสต๊อก ฯลฯ
3. ทำไมพ่อค้า
ข้าราชการบางคน หรือนักวิชาการที่ถูกจ้างมาพูด มักพูดแต่เรื่องค่าการตลาด
(ตาราง 3)  |
|
ตอบ : เพราะสูตรราคาน้ำมัน (หายนะ) ณ โรงกลั่นที่ 33.0 บาทซึ่งสมมติไว้สูงๆ จะถูกใช้หลอกประชาชนว่าเป็นต้นทุน (ทั้งที่เป็นเรื่องสมมติเอาเอง) บวกภาษี 5.0 บาท
บวกค่าการตลาด 1.5 บาท รวมเป็นตัวเลขขายปลีกน้ำมันดีเซลที่
39.5 บาทต่อลิตร
พ่อค้าบางคนที่ได้กำไร
ข้าราชการบางคนที่ได้เงินจากบริษัท และนักวิชาการที่ถูกจ้างมาพูด
จึงพูดหลอกประชาชนว่าค่าการตลาดน้อย ติดลบอยู่บ่อยๆ โดยสมมติราคา ณ โรงกลั่นของตนให้สูงขึ้นเพื่อให้ตัวเลขค่าการตลาดเป็นตัวเลขติดลบ
โดยไม่พูดถึงกำไรสูง 6.7 บาท
ต่อลิตรที่ถูกซ่อนไว้ที่โรงกลั่น (ตลาดปั๊มเอกชนเล็กๆ
น้อยๆ จึงถูกบีบจากราคา ณ โรงกลั่น)
4. ทำไมคณะกรรมการนโยบายฯ
จึงได้ตั้งสูตรราคาขายน้ำมัน (หายนะ) ณ โรงกลั่น ให้สูงมากสร้างกำไรให้บริษัท
แต่สร้างหายนะให้คนไทย
ตอบ :
เพราะกรรมการบางคนมีผลประโยชน์ทับซ้อน
หลังจากการแปรรูป
ขาย ปตท. เข้าตลาดหุ้นปี 2545 มีข้าราชการบางคนในคณะกรรมการนโยบายพลังงาน
และกระทรวงมีผลประโยชน์ทับซ้อน เอาบริษัทโรงกลั่นหลายแห่งของ ปตท.
เข้าขายในตลาดหุ้น แล้วเข้าไปเป็นประธาน
เป็นกรรมการบริษัทโรงกลั่นเอกชนเล่นหุ้น ได้หุ้นราคาถูกกว่า IPO ได้เบี้ยประชุม ได้โบนัส ได้กำไรหุ้น ได้เงินปันผล (บางบริษัทให้โบนัสคณะกรรมการ 50 ล้านบาทต่อปี
ผู้บริหาร ข้าราชการบางคนได้ประโยชน์มากกว่า 100 ล้านบาทจากหุ้น)
ได้กำหนดสูตรราคาหายนะ ณ โรงกลั่นไว้ ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2546
เปิดรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทน้ำมันที่กระทรวงพาณิชย์และตลาดหลักทรัพย์จะพบ
ภรรยา กรรมการนโยบายพลังงานบางคนถือหุ้นบริษัทน้ำมันด้วย
5. ควรเปลี่ยนสูตรราคาขาย
ณ โรงกลั่นเป็นอย่างไร
ตอบ :
ควรกำหนดสูตรราคาขายน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น เท่ากับราคาที่สิงคโปร์ลบ (-) 2
บาทต่อลิตร
บริษัทโรงกลั่นทั้งหมดกลั่นน้ำมันประมาณ
900,000 บาร์เรลต่อวัน ขายในประเทศวันละมากกว่า 700,000
บาร์เรล อีกเกือบ 200,000 บาร์เรล ใช้ส่งออกไปขายต่างประเทศ
สิงคโปร์ฯลฯ
ดังนั้นการตั้งราคาในประเทศต้องตั้งให้ต่ำกว่าราคาที่สิงคโปร์
1 - 2 บาทต่อลิตร เพราะเมื่อบวกกำไร ค่าใช้จ่าย ค่าขนส่ง
ไปสิงคโปร์อีก 1 - 2 บาทต่อลิตร
ก็ต้องไม่สูงกว่าราคาตลาดสิงคโปร์ (ที่ผ่านมาน้ำมันส่วนที่ได้ส่งออกไปขายต่างประเทศราคาถูกกว่าขายในประเทศ)
ถ้าทำให้สูตรราคาดีเซลลดลง
3 บาทต่อลิตร คูณด้วยการใช้ทั้งประเทศ 19,000 ล้านลิตรต่อปี กำไรของกลุ่มบริษัทจะลดลงเพียง 57,000 ล้านบาท บริษัทก็ยังคงเหลือกำไรอีกมากกว่า 110,000 ล้านบาทต่อปีอยู่ดี
6. ใครมีอำนาจเปลี่ยนสูตรราคาให้คนไทยพ้นหายนะ
ตอบ :
นายกรัฐมนตรี เพราะเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติตามกฎหมาย
7. ข้อมูลที่ควรทราบเพื่อไม่ให้ถูกหลอก
1. อย่าเพิ่งเชื่อพ่อค้าที่ได้กำไร
ข้าราชการบางคนที่ได้เงินบริษัท นักวิชาการที่ถูกจ้างมาพูดเท็จ
2.1 เหรียญต่อบาร์เรล
เมื่อคูณ 0.2 จะเป็นราคาบาทต่อลิตร
3. ราคาน้ำมันดิบในต่างประเทศ
120 -130 เหรียญต่อบาร์เรล ที่พ่อค้าพูด เป็นราคาอีก 1-2
เดือนข้างหน้า ไม่เป็นเหตุผลให้ขึ้นราคาพรุ่งนี้ บางบริษัทได้กำไรเฉพาะจากเอาสต๊อกถูกมาขายแพงมากกว่า
6,000 ล้านบาทต่อปี
4. สูตรราคาน้ำมัน
ไม่จำเป็นต้องอิงราคาแพงในสิงคโปร์ ตัวอย่างเช่น LPG เราใช้อิงราคาต่ำกว่าราคา
LPG ที่ตะวันออกกลางมานานแล้ว
เรื่องนี้เป็นหน้าที่รัฐบาล(มานานแล้ว)
ครับ..
|
|
|