พิมพ์หน้านี้
|
หลังจากที่มีการจับกุมแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. และนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำแล้ว เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ณ เวลานี้ ภายใต้รัฐบาลของ พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ประเทศไทยได้มีนักโทษการเมือง เกิดขึ้นแล้ว อย่างน้อย แปดคน และมีแนวโน้มว่าจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจะมีการจับกุมแกนนำที่ นปก.ตั้งขึ้นมาใหม่ ทั้งๆที่ยังไม่มีเหตุการณ์และข้อเท็จจริงว่า แกนนำใหม่ทั้งเก้าคนนี้ได้กระทำความผิดกฏหมายใด ที่ว่าเป็นนักโทษการเมืองก็เนื่องจากคนเหล่านี้คือ นปก.ได้เคลื่อนไหวชุมนุมโดยเหตุผลและมูลเหตุจูงใจในทางการเมือง คือต่อต้านการรัฐประหารของกลุ่มนายทหารที่ต่อมาเรียกกันว่า คณะมนตรีความั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และรัฐบาลที่แต่งตั้งโดยคมช. นอกจากนั้น ลักษณะของกิจกรรมที่ นปก.ทำก็เป็นกิจกรรมในทางการเมือง คือการชุมนุมทางการเมือง และเหตุผลที่ คนเหล่านี้ถุกจับกุมก็เป็นเหตุผลในทางการเมือง คือ คมช.เกรงกว่าการชุมนุมคัดค้านของ นปก. จะสั่นคลอนสถานะของ คมช. และมีผลกระทบต่อการลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 กระทั่งเกรงว่าจะเป็นการแผ้วถางทางให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษินกลับมามีอำนาจ ประเด็นที่สำคัญก็คือ สังคมไทยกำลังยอมรับ การจับกุม คุมขังผู้ที่มีความเห็นแตกต่างจากตน ทั้งๆไม่นานมานี้ คนกลุ่มนี้เพิ่งผ่านการต่อสู้กับระบอบทักษิน เพื่อให้ระบอบทักษิน ยอมรับนับถือสิทธิของตนในการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็น สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้คนไทยกลุ่มนี้ ลืมไปแล้วว่า คนอื่นๆ ไม่ใช่ตนเท่านั้นก็มีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะแสดงออกในทางการเมือง รวมทั้งการชุมนุมทางการเมือง ก็คือ ความเกลียดและความกลัว นั่นเอง ดูเหมือนว่าเมล็ดพืชแห่งความเกลียดชังได้ถูกหว่านลงบนผืนแผ่นดินนี้อย่างทั่วถึงอีกครั้ง หลังจากที่ได้เคยงอกงามและเติบโตขึ้นในสังคมไทยในช่วงปี 2518-2519 จนนำไปสู่การสังหารหมู่บรรดานิสิตนักศึกษาประชาชนที่สนามหญ้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และถูกกวาดจับไปคุมขังหลายพันคน แต่พืชพิษสายพันธุ์นี้ก็ได้ล้มตายไปในเวลาต่อมา หลังจากที่มันได้เกาะกินสังคมไทยจนแทบจะเกิดเป็นกลียุค พืชพันธ์แห่งความเกลียดชังได้ถูกหว่านและงอกงามอีกครั้งหนึ่งในยุคของระบอบทักษิน ด้วยบุคคลิกที่แข็งกร้าว การโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่เร้าใจ อำนาจที่ล้นเหลือทั้งในทางการเงินและการเมือง และการควบคุมและแทรกแซงสื่ออย่างได้ผล ทำให้ทักษินสามารถทำให้สังคมเชื่อว่าคนไม่เห็นด้วยกับทักษิณคือคนที่ไม่รักชาติ ซึ่งไม่แตกต่างจากการโฆษณาชวนชื่อของประธานาธิบดี ยอร์ช ดับเบิลยู บุชของสหรัฐอเมริกาที่กล่าวว่า คนที่ไม่เข้าร่วมเป็นพันธมตรกับสหรัฐในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ก็คือผู้ที่อยู่ข้างผู้ก่อการร้าย วิธีการที่ผู้นำเหล่านี้มักจะใช้กัน และก็ใช้ได้ผลก็คือการสร้างความรู้สึกหวาดกลัว ความรู้สึกไม่มั่นคง ในหมู่ประชาชน อดีตนายกทักษิน ใช้ความหวาดกลัวยาเสพย์ติด ในการรณรงค์ทำสงครามยาเสพย์ติด ทำให้มีคนถูกฆ่าตายกว่าสองพันห้าร้อยคน ในช่วงเวลาเพียงสองสามเดือน ประธานาธิบดีบุชใช้ความหวาดกลัวการก่อการร้าย มาเป็นเหตุในการส่งกำลังทหารเข้าบุกประเทศอิรัก ทำให้มีคนตายเป็นจำนวนมาก รวมทั้งทหารอเมริกันที่ถูกเกณฑ์ไปรบ ฮิตเลอร์โฆษณาให้ชาวเยอรมันกลัวชาวยิว จนนำไปสู่การสังหารหมู่แบบล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวกว่าหกล้านคนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เมื่อกลัวสิ่งใดแล้วก็มักจะเกลี่ยดสิ่งนั้น ท่านผู้นำเหล่านั้นจับจุดอ่อนของมนุษย์มาใช้ประโยชน์ทางการเมือง โดยสร้างความหวาดกลัว เพื่อให้ความหวาดกลัวนำไปสู่ความเกลียดชัง และความเกลียดชังนี่แหละที่ทำให้เกิดความกลัวยิ่งๆขึ้นไปอีก คือทั้งกลัวทั้งเกลียด กระทั่งนำไปสู่ความรุนแรงเพื่อทำลายสิ่งที่ตนเกลียดและกลัว เพราะกลัวว่า หากไม่ทำลายมันเสียก่อน มันก็จะมาทำลายเรา เมล็ดพืชแห่งความชิงชังที่ระบอบทักษินได้หว่านไว้ในผืนแผ่นดินนี้ แทนที่สังคมจะช่วยกันขุดรากถอนโคนพืชพันธ์พิษนี้ทิ้งไปเสีย แต่ดูเหมือนว่าสังคมกำลังช่วยกันรดน้ำพรวนดินให้มันเจริญงอกงามยิ่งขึ้น โดยได้สร้างความกลัวขึ้นมาใหม่ คือกลัวว่าทักษินจะกลับมามีอำนาจอีก เมื่อทักษินกลับมามีอำนาจก็จะทำลายตน ดังนั้นก็ต้องทำลายทักษินเสียก่อน รวมทั้งใครก็ตามที่ทักษินอาจใช้เป็นประโยชน์เพื่อให้ตนกลับคืนสู่อำนาจ การที่ คมช. พยายามผลักดันกฎหมายการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรออกมา จนมีผู้กล่าวหาว่า เพื่อสืบทอดอำนาจของ คมช.เองนั้นก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความกลัวนนี้ การจัดการกับผู้ชุมนุมโดยการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของ นปก. เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา และการจับกุมแกนนำ นปก.ทั้ง 9 คน รวมทั้งข่าวที่ว่าจะจับแกนนำ นปค. ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ รวมทั้งการบังคับให้ผู้ที่จะไปร่วมชุมนุมกับ นปก. พิมพ์ลายนิ้วมือ หรือการที่ไม่ให้ญาติพี่น้อง หรือภรรยาเยี่ยมงนายแพทย์เหวง โตจิราการ ก็เกิดจากความเกลียดความกลัวนี่เอง ความเกลียดและความกลัวที่กำลังก่อตัวขึ้นในขณะนี้ กำลังนำไปสู่การกัดกร่อน หรือบั่นทอนฐานรากของสังคมการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่พวกเราได้เพียรพยามยามก่อสร้างมาเพื่อให้รากฐานเหล่านี้มั่นคงเข้มแข็งโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมของการประนีประนอมทางการเมือง เมื่อมีความขัดแย้งคนไทยมักจะหันหน้าเจรจากันทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อหาทางประนีประนอมและยุติความขัดแย้ง บัดนี้วัฒนธรรมทางการเมืองของสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีวัฒนธรรมทางการเมืองของการประนีประนอมอีกแล้ว จะมีก็แต่วัฒนธรรมที่เมือขัดแย้งกันก็ต้องเข่นฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง เหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนาอื่นๆ การปฏิบัติต่อนักโทษทางการเมือง ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการผุกร่อนของฐานรากทางการเมืองในขณะนี้ แต่ก่อนคนที่มีความเห็นแตกต่างกัน เป็นศัตรูทางการเมืองกัน เมื่อถูกจับกุมคุมขังด้วยข้อหาต่างๆ ก็ได้รับการปฏิบัติอย่างนักโทษหรือผู้ต้องขังทางการเมือง ซึ่งแตกต่างจากนักโทษ หรือผู้ต้องขังในคดีอาญาโดยทั่วไป การปฏิบัติเช่นนี้ ทำกันเป็นประเพณีของกรมราชทัณฑ์ ตั้งแต่ยุคคอมมิวนิสต์ลาดยาวที่คุณทองใบ ทองเปาน์กับพวกเคยถูกคุมขังในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อสี่สิบปีก่อน ผู้เขียนจึงไม่สบายใจที่มีข่าวออกมาว่า อาจารย์ธิดา โตจิราการ ไม่ได้รับความสะดวกในการเยี่ยมนายแพทย์เหวง โตจิราการ สามี โดยทางกรมราชทัณฑ์ อ้างว่าไม่มีระเบียบให้เยี่ยมวันหยุด กรมราชทัณฑ์คงลืมไปแล้วว่า การได้รับการเยี่ยมเยียนจากญาติ และการได้พบกับทนายความเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขัง ทั้งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ในประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา กฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และประเพณีปฏิบัติของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย กรมราชทัณฑ์คงลืมวัฒนธรรมประเพณีการปฎิบัติต่อนักโทษการเมืองของกรมฯเอง ที่เป็นประเพณีที่ได้รับการยกย่องว่าเคารพสิทธิของนักโทษการเมืองเป็นอย่างดี ที่ควรปฏิบัติก็คือเมื่อแกนนำ นปก. ถูกจับกุม และไม่ประสงค์จะประกันตัวออกมาสู้คดี ก็ควรถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่สถานที่อันสมควรอย่างนักโทษทางการเมือง ในที่เคยป็นที่คุมขังนักโทษการเมือง เช่นโรงเรียนพลตำรวจบางเขนเป็นต้น ผู้เขียนจึงขอเรียกร้องให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวง และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ช่วยพิจารณาเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยอย่าลืมว่า ต่างประเทศและกลุ่มองค์การด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศกำลังจับจ้องอยู่ ว่าประเทศไทยจะปฏิบัติอย่างไรต่อนักโทษทางการเมืองกลุ่มนี้ ผู้เขียนหวังว่า ท่านเหล่านั้นซึ่งเป้นผู้ที่มีวุฒิภาวะสูง ผ่านการต่อสู้เพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักนิติรัฐและสิทิมนุษยชน จะตัดสินใจต่อกรณีนี้อย่างถูกต้องตามหลักสิทิมนุษยชน ไม่ตกอยู่ในวังวนของความเกลียดกลัวเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
|
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||