• ครส.
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hrdth@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-30
  • จำนวนเรื่อง : 99
  • จำนวนผู้ชม : 29942
  • จำนวนผู้โหวต : 23
  • ส่ง msg :
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) Campaign Committee for Human Rights
สิทธิมนุษยชน คือจุดเริ่มต้นแห่งสันติภาพ Thai Coalition for the Protection of Human Rights Defenders.(HRD-TH)
Permalink : http://www.oknation.net/blog/humanrights
วันพฤหัสบดี ที่ 2 สิงหาคม 2550
ข้อสังเกตบางประการ ต่อ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ
Posted by ครส. , ผู้อ่าน : 324 , 16:52:26 น.  
พิมพ์หน้านี้


ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับ

ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. ..........

1.         ความเป็นมา

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบอนุมัติหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. .......... ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ แล้วได้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแก้ไข ก่อนที่จะส่งให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

ประเทศไทยมีและเคยมีกฎหมายเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงของประเทศหลายฉบับ ได้แก่

(1)       บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 1 หมวด 2 ในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง ของรัฐในราชอาณาจักร ซึ่งในสมัยของรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้มีการเพิ่มเติมให้มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายไว้ในลักษณะ 1/1 มาตรา 135/1 – 135/4 ที่กำหนดให้การใช้กำลังประทุษร้าย การก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการคมนาคมและสื่อสาร การทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ฯลฯ เพื่อขู่เข็ญบังคับรัฐบาล หรือองค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงหรือสร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ถือเป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย รวมทั้งได้กำหนดให้การเตรียมการ การสนับสนุนการก่อการร้าย และการเป็นสมาชิกขององค์การก่อการร้ายเป็นความผิดด้วย

(2)       พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ให้อำนาจฝ่ายทหารในการประกาศกฎอัยการศึกได้ทั่วราชอาณาจักรหรือเป็นการเฉพาะที่ เมื่อมีความจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อย จากภัยที่มาทั้งจากภายนอกหรือภายในราชอาณาจักร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน สามารถใช้อำนาจและกำลังในการรักษาความมั่นคงได้อย่างเต็มที่ โดยให้มีอำนาจจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ตามความจำเป็นเพื่อการยุทธ์หรือรักษาความสงบเรียบร้อย เช่น การประกาศห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน การตรวจค้น จับกุมและกักตัวบุคคลได้ไม่เกิน 7 วัน ห้ามชุมนุม ตรวจข่าวสาร ตรวจการสื่อสาร เข้ายึดหรือทำลายสิ่งของหรืออาคารสถานที่ รวมทั้งการเกณฑ์แรงงานและการบังคับให้มีการอพยพโยกย้ายราษฎรได้

สำหรับการตรวจสอบและเยียวยาโดยฝ่ายตุลาการนั้น ผู้ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติการตามกฎอัยการศึกของเจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ได้ นอกจากนั้น ผู้มีอำนาจประกาศกฎอัยการศึกยังมีอำนาจประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาคดีอาญาบางประเภทแทนศาลยุติธรรมได้ด้วย

(3)       พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งได้ประกาศใช้โดยยกเลิกกฎหมายฉบับเดิม ในสมัยรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ และออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นใช้แทน เนื่องจากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย พ.ร.ก. ได้ให้อำนาจคณะรัฐมนตรีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร หรือในบางท้องที่เป็นระยะไม่เกินคราวละ 3 เดือน เพื่อให้เจ้าหน้าที่พลเรือนมีอำนาจตามที่นายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนดหรือประกาศ ในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ตามความจำเป็นเพื่อระงับเหตุร้ายแรง เช่น การตรวจค้น จับกุม และคุมขังโดยไม่มีการตั้งข้อหาได้ไม่เกิน 30 วัน แต่ต้องได้รับอนุญาตจากศาล การห้ามออกนอกเคหสถาน การตรวจข่าวสารและการสื่อสาร เข้ายึดสิ่งของหรืออาคารสถานที่ และมีคำสั่งให้ใช้เจ้าหน้าที่ทหารช่วยเจ้าหน้าที่พลเรือนเพื่อการดังกล่าวได้

            สำหรับการตรวจสอบและเยียวยาโดยฝ่ายตุลาการนั้น ศาลปกครองไม่มีอำนาจในการพิจารณาตรวจสอบข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนด และเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย อย่างไรก็ตาม ผู้ได้รับความเสียหายอาจเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของทางราชการได้

(4)        ในอดีต ประเทศไทยเคยมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ซึ่งได้มีการแก้ไขหลายครั้ง แต่ถูกยกเลิกไปแล้วในสมัยรัฐบาลที่มีนายชวน   หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหมดไป      ตามพ.ร.บ.ดังกล่าวได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่คล้ายคลึงกับอำนาจตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ รวมทั้งได้ขยายระยะเวลาในการควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ยาวนานกว่าที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งได้ยกเว้นไม่ต้องมีการชันสูตรพลิกศพ หากมีการตายในเขตปฏิบัติการของคอมมิวนิสต์

            เพื่อให้มีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมีประสิทธิภาพ ได้มีการจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ขึ้น ให้ทำหน้าที่ในการประสานงานกับหน่วยราชการทุกแห่งเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ มีผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ทั่วไปเป็นหัวหน้า โดยมีการจัดตั้ง ผอ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ระดับภาคและจังหวัดด้วย                       

            เมื่อมีการยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันคอมมิวนิสต์ฯ ทำให้ กอ.รมน. ลดบทบาทและหน้าที่ลง เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจึงได้เสนอให้มีกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงภายในโดยใช้ต้นแบบจากกฎหมายความมั่นคงภายใน (Internal Security Act) ของประเทศมาเลเซียหรือสิงคโปร์ ได้มีความพยายามในการผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวตั้งแต่เมื่อมีการยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันคอมมิวนิสต์ฯ เรื่อยมา รวมทั้งในสมัยรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณฯ แต่ก็ถูกคัดค้านจากสื่อมวลชน นักวิชาการ และนักสิทธิมนุษยชน จนต้องระงับไป

            สำหรับ กอ.รมน. นั้น แต่เดิมนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้อำนวยการ แต่หลังจากมีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ผู้บัญชาการทหารบกเป็น ผู้อำนวยการ

2.         ร่าง พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. ...........

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงฯ คือ

(1)        ให้มีคณะกรรมการรักษาความมั่นคงภายใน กรรมการส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เป็นกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงภายในของ สมช. หรือ ครม. (มาตรา 6)

(2)        ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กน.รมน.) เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการอำนวยการและประสานงานในการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์และนโยบายดังกล่าวข้างต้น (มาตรา 10) โดยให้ผู้บัญชาการทหารบก เป็น ผอ. รมน. และเสนาธิการทหารบก เป็นเลขาธิการ กอ. รมน. โดยตำแหน่ง (มาตรา 9 และมาตรา 13)

(3)        มีการจัดตั้ง กอ.รมน.ภาค ตามการแบ่งภาคของกองทัพ คือ 4 ภาค มีแม่ทัพภาคเป็น   ผอ.รมน.ภาค  ให้มี กอ.รมน.จังหวัด  และ กอ.รมน.กทม. มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็น ผู้อำนวยการ (หมวด 3 หมวด 4 และหมวด 5) ทำหน้าที่คล้ายกับ กอ.รมน. (ระดับชาติ) สำหรับพื้นที่รับผิดชอบของตน

(4)        อำนาจของ กอ.รมน. และ ผอ.รมน. หรือผู้บัญชาการทหารบก เมื่อปรากฏว่ามี “การกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร”

1.         ให้ กอ.รมน.มีอำนาจบังคับบัญชาหน่วยงานต่างๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานเพื่อระงับหรือลดภัยต่อความมั่นคง (มาตรา 24)

2.         ให้ ผอ.รมน. มีอำนาจออกข้อกำหนดที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในลักษณะคล้ายคลึงกับอำนาจของนายกรัฐมนตรี ตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ห้ามชุมนุม ห้ามโฆษณา ห้ามบุคคลใดๆออกนอกเคหสถาน ยึด อายัดสิ่งของ เรียกบุคคลมาสอบถาม ฯลฯ ค้นในเคหสถาน ทั้งมีอำนาจออกประกาศให้อำนาจเจ้าพนักงานในการจับกุมและควบคุมตัวผู้ที่ต้องสงสัยว่ากระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงสามารถกระทำได้โดยการขออนุญาตจากศาล (มาตรา 25 มาตรา 26 และมาตรา 27) โดยข้อกำหนดดังกล่าว จะกำหนดระยะเวลา หรือ พื้นที่ก็ได้

3.         ผอ.รมน. มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงาน และให้พนักงานร่วมฟังการสอบสวนผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนในคดีอาญาใดๆ ก็ได้ หรือเรียกสำนวนการสอบสวนมาตรวจดูได้ (มาตรา 30)

4.         ผอ.รมน. มีอำนาจสั่งให้ระงับการดำเนินคดีอาญาต่อผู้ต้องหาที่หลงผิด หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ (มาตรา 31)

5.         ผอ.รมน.มีอำนาจย้ายข้าราการใดๆที่เป็นภัยต่อความมั่นคงออกนอกพื้นที่ได้ (มาตรา 34)

6.         ศาลปกครองไม่มีอำนาจในการพิจาณาตรวจสอบข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ (มาตรา 36)

7.         เจ้าพนักงาน ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ที่ปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่ต้องรับผิดทั้งในทางแพ่ง อาญา และวินัย หากกระทำโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุ (มาตรา 37)

จากรายงานข่าว ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอ้างว่าในสถานการณ์ที่การก่อการร้ายเป็นภัยต่อความมั่นคงเช่นในปัจจุบันนั้น จำเป็นต้องมีการตรา พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ โดยใช้แนวคิดมาจาก Home Land Security Act  ของประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อที่จะให้สามารถเอาชนะการก่อการร้ายได้

3.         ข้อสังเกตและข้อคิดเห็น

1.         ร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เป็นกฎหมายที่จำกัดและริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสิทธิมนุษยชนอย่างมาก ทั้งในส่วนที่ได้รับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น สิทธิเสรีภาพในร่างกายที่จะไม่ถูกจับกุม คุมขัง  สิทธิในทางการเมือง เช่นการโฆษณา แสดงความคิดเห็น การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ สิทธิในความเป็นส่วนตัว เช่น สิทธิในเคหสถาน  และสิทธิในการที่จะเข้าถึงและได้รับการเยียวยาโดยศาลสถิตยุติธรรม  การจำกัดสิทธิดังกล่าวข้างต้นนั้นตามกฏหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง จะกระทำได้เฉพาะในสถานการณ์ที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพนั้นไม่ได้ (รธน.2540 มาตรา 29)

2.         คำนิยามของคำว่า “การกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร” ในมาตรา 3 มีความหมายที่กว้างและคลุมเครือเกินไป โดยมิได้หมายถึงเฉพาะการกระทำอันเป็นการก่อการร้าย หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญาเท่านั้น แต่รวมถึง การกระทำอื่นๆเช่นการบ่อนทำลาย การโฆษณาชวนเชื่อ การยุยง การปลุกปั่น เพื่อไม่ให้เกิดความสวบสุขในชีวิตของประชาชน  คำนิยามที่กว้างเกินไปดังกล่าวอาจทำให้การกระทำใดๆ ถูกตีความโดยเจ้าหน้าที่ว่าเป็นการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงได้โดยง่าย เช่นการตีพิพม์บทความหรือ บทสัมภาษณ์ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือฝ่ายทหาร เป็นต้น  จึงมีโอกาสที่ผอ.รมน.จะออกข้อกำหนดหรือประกาศจำกัดสิทธิของประชาชนตามมาตรา 25  และเจ้าพนักงานจะใช้อำนาจไปในทางลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชนตามมาตรา 26 ข้างต้นอย่างกว้างขวางได้โดยง่าย 

3.         คำนิยามของคำว่า “การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร” ตามมาตรา 3 ก็มีความหมายที่กว้างและคลุมเครือเช่นเดียวกัน  เช่น หมายถึงการดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างปกติสุข  มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีความรักและหวงแหนวัฒนธรรมและผืนแผนดินไทย ฯลฯ หรือการป้องกันและปราบปรามเพื่อให้สามารถควบคุมสถานการณ์อันเกิดจากการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงให้กลับสู่ภาวะปกติ จึงเท่ากับเป็นการให้อำนาจเจ้าพนักงานที่จะดำเนินการใดๆก็ได้อย่างกว้างขวางเพื่อ “รักษาความมั่นคงในราชอาราจักร”  และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้กระทำไปโดยสุจริตไม่เลือกปฏิบัติและไม่เกินสมควรแก่เหตุแล้ว เจ้าพนักงานก็ไม่ต้องรับผิดทั้งในทางแพ่ง อาญา และในทางวินัย ดังที่ยกเว้นไว้ในมาตรา 37  บทบัญญัติข้างต้นเป็นการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบอำนาจนิยมและอภิสิทธิ์ของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีต่อประชาชน ซึ่งในปัจจุบันได้กลายเป็นวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง และเป็นปัญหาที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและในการพัฒนาประเทศอยู่แล้ว

4.         การใช้อำนาจของ ผอ.รมน. และการกระทำของเจ้าพนักงาน ไม่มีการตรวจสอบโดยฝ่ายตุลาการ เนื่องจากก  พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ได้ลิดรอนอำนาจในการตรวจสอบของศาล ไม่วาจะเป็นการตรวจสอบข้อกำหนดและประกาศของ ผอ.รมน. หรือเจ้าหน้าที่โดยศาลปกครอง ตามมาตรา 36 หรือการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนโดยศาลยุติธรรม ตามาตรา 37 ทำให้ขาดการถ่วงดุลยและขาดความโปร่งใส เป็นการขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดถือหลักนิติรัฐเป็นพื้นฐาน

5.         เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ฝ่ายทหารเหนือฝ่ายพลเรือน เนื่องจากการที่ให้ ผู้บัญชาการทหารบกเป็นผอ.รมน.โดยตำแหน่ง และการที่ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะ ผอ.รมน มีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการและหน่วยงานต่างๆของรัฐ (มาตรา 9) มีอำนาจในการออกข้อกำหนดต่างๆ ตามมาตรา 25 และออกประกาศให้อำนาจเจ้าพนักงานในการดำเนินการต่างๆ ตามมาตรา 26 ได้โดยลำพัง โดยที่ไม่ต้องปรึกษาหรือขอความเห็นชอบจากรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีเสียก่อนนั้น ย่อมขัดต่อหลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เนื่องจากในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยนั้น กองทัพจักต้องขึ้นต่อรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งโดยเด็ดขาด  เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เดินตามแนว Home Land Security Act ของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ไม่น่าจะถูกต้อง เนื่องจากตามกฎหมายฉบับดังกล่าวของสหรัฐอเมริกานั้น ไม่ได้ให้อำนาจฝ่ายทหารมากมายเช่นนี้และฝ่ายทหารจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับความมั่นคงภายใน การปฏิบัติการของฝ่ายทหาร ยังคงต้องอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล และสั่งการโดยฝ่ายพลเรือนโดยเคร่งครัด เช่นเดียวกับกฎหมายความมั่นคงภายในของประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ที่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบและสั่งการโดยตรง  ทั้งกฏหมายดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้ใช้บังคับเอากับพลเมืองอเมริกัน แต่ใช้กับชาวต่างชาติที่สหรัฐถือว่าเป็นศัตรูของชาติเท่านั้น รวมทั้งไม่ได้ลด จำกัด หรือลิดรอนอำนาจของศาลในการตรวจสอบฝ่ายบริหารและการเยียวยาประชาชนแต่อย่างใด    สายการบังคับบัญชา ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ทำให้เกิดความสับสนในการบริหารราชการแผ่นดิน มีผลทำให้ข้าราชการประจำโดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพมีอำนาจซ้อนหรือเหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เกิดรัฐซ้อนรัฐ อันอาจนำไปสู่ระบอบเผด็จการทหารได้โดยง่าย

                        การให้อำนาจต่อ ผบ.ทบ. หรือ ผอ. รมน. ให้สามารถออกข้อกำหนดหรือประกาศได้อย่างกว้างขวางในลักษณะเดียวกับอำนาจของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เท่ากับเป็นการให้อำนาจ ผบ.ทบ. ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐบาล

6.         เนื่องจาก ร่างพ.ร.บ.นี้เป็นกฎหมายที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหลักสิทธิมนุษยชน และสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมาก ทั้งมิใช่เป็นกรณีเร่งด่วน ทั้งกฎหมายที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.กฎอัยการศึก หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ  ก็น่าจะเพียงพอต่อการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร แต่หาก สมช. ยังยืนยันว่ามีความจำเป็นที่จะให้มีกฎหมายฉบับนี้ ก็ไม่ควรที่จะจัดทำและตราขึ้นโดยรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง  แต่ควรรอให้มีรัฐบาลชุดใหม่จัดตั้งขึ้นเสียก่อน

           การผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติอาจจะถูกพิจารณาว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติและเป็นการสถาปนาระบอบเผด็จการทหารขึ้นได้

                สมชาย  หอมลออ
เลขาธิการ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
เมธา วันที่ : 07/08/2007 เวลา : 13.51 น.
http://www.oknation.net/blog/talkwithMetha

หยุด พ.ร.บ.ความมั่นคง หยุดรัฐทหารถาวร
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31