พิมพ์หน้านี้
|
เครือข่ายระบบความปลอดภัยที่ล้มเหลว!!! (ของแรงงานที่ประสบอุบัติเหตุในสถานประกอบการ)* **************************************************** เรื่องเล่าชีวิตของแรงงานข้ามชาติชาวพม่ากับประสบการณ์การถูกละเมิดต่างๆ จากการเป็นผู้ค้าแรงงานข้ามแดนจนกลายเป็นผู้พิการจากอุบัติเหตุในสถานประกอบการ ที่ต้องต่อสู้ ดิ้นรน เดินเรื่อง เรียกร้องการชดเชยที่ไม่รู้จะจบสิ้นเมื่อไหร่ อิริก้า ฟราย ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รายงานจากเชียงใหม่ (วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2550) ชีวิตของแรงงานที่เป็นความหวังของพี่น้องที่อยู่ในประเทศพม่าของนางหนุ่ม แรงงานสตรีชาวไทใหญ่วัย 36 ปีซึ่งเดินทางมารับจ้างทำงานบ้านและงานก่อสร้างที่เชียงใหม่กลับพินพังลงหลังจากที่นางหนุ่มประสบอุบัติเหตุถูกแบบพิมพ์คอนกรีตขนาดใหญ่หนักกว่า 300 กิโลกรัม ตกทับร่างกายขณะที่เธอกำลังทำงานก่อสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ช่วงเวลาของการก้าวข้ามวันเวลาอันเลวร้ายดังกล่าวช่างยากเย็นแสนเข็นเสียเหลือเกินสำหรับผู้หญิงชาวไทใหญ่ที่ต้องกลายเป็นผู้พิการเป็นอัมพฤกษ์ ทำให้นางหนุ่มคิดจะจบสิ้นชีวิตที่ต้องทนรับสภาพดังกล่าวด้วยการฆ่าตัวตายหลายๆ ครั้ง ถึงวันนี้สภาพจิตใจยังคงบอบช้ำ นางหนุ่มได้แต่เพียงคิดว่า สถานที่ต่างๆ ที่ตนเคยใช้ชีวิต เดินทาง เหยียบย่ำด้วยฝ่าเท้าของตนเองกลายเป็นเพียงเรื่องที่มีอยู่ในอดีตซึ่งห่างไกลจากสภาพร่างกายปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อมองไปยังสิ่งใกล้ตัว วันนี้ยังดีที่สายบุญ สามีที่เป็นแรงงานชาวไทใหญ่เหมือนกันยังคงไม่ทอดทิ้งเธอ แต่นางหนุ่มก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่า สักวันหนึ่งสายบุญอาจจะหนีหายไป เนื่องจากไม่อาจจะทนแบกรับภาระต่างๆ ได้อีกต่อไป นับถึงวันนี้เป็นเวลา 11 เดือนแล้ว ที่นางหนุ่มต้องใช้ชีวิตพักฟื้นสภาพร่างกาย และเยียวยาจิตใจในโรงพยาบาลซึ่งห่างไกลจากบ้านเกิดและครอบครัวในรัฐฉาน ประเทศพม่าอย่างไร้พี่น้องและครอบครัวมาดูแล เพื่อรอความหวังว่า สักวันหนึ่งเธอเองจะได้รับการชดเชย เยียวยา หรือการเหลียวแลจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันได้มีความร่วมมือขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือโดยใช้ทั้งมาตรการ กฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนทั้งภายในและระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่า ทุกอย่างยังนิ่งเฉย วันนี้นางหนุ่มได้รับการสงเคราะห์จัดหารถนั่งเข็นสำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว ซึ่งอันที่จริงก็เป็นของที่บริจาคกันต่อมาเป็นทอดๆ จากผู้ป่วยด้วยกันเองในโรงพยาบาล ในขณะที่ผู้ซึ่งควรจะเข้ามารับผิดชอบทั้งนายจ้าง, สำนักงานประกันสังคม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ยังคงกล่าวอ้างแต่เพียงว่า ยังไม่สามารถดำเนินการอะไรได้เพราะนางหนุ่มไม่มีหนังสือเดินทาง (passport)!!! ย้อนหลังไปเมื่อเดือนธันวาคม 2549 นางหนุ่มได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากที่ถูกแบบพิมพ์คอนกรีตขนาดใหญ่หนักกว่า 300 กิโลกรัมหล่นจากชั้น 12 ของอาคารซึ่งกำลังก่อสร้างเพื่อใช้เป็นโรงแรมแชงกรีลาเชียงใหม่ทับจนหมดสติไปนานกว่า 2 เดือน หลังจากที่ฟื้นขึ้นมา นางหนุ่มก็จำเหตุการณ์วันที่เกิดเหตุไม่ได้แต่อย่างใด รู้แต่ว่า ตนเองนอนอยู่ในโรงพยาบาล และได้ยินคุณหมอพูดถึงอาการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังของตน พร้อมกับการวินิจฉัยว่า เธอจะเป็นอัมพฤกษ์ไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้นางหนุ่มกระดูกหัก, เลือดตกใน และลำคอถูกกระทบกระเทือนจนไม่สามารถเปล่งเสียงพูดจาได้นานกว่า 2 เดือน นางหนุ่มย้อนเล่าเรื่องก่อนเกิดอุบัติเหตุว่า ตนเองเริ่มต้นทำงานก่อสร้างที่เชียงใหม่ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2549 โดยมีหน้าที่ขนย้ายวัสดุ และเก็บเศษโลหะรอบๆ พื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งได้รับค่าแรงวันละ 130 บาท (โดยเป็นอัตราที่ต่ำกว่าค่าจ้างรายวันขั้นต่ำที่ใช้กันในเมืองทั่วไป 20 บาท) เมื่อตอนเริ่มต้นทำงานก่อสร้างใหม่ๆ นางหนุ่มยอมรับว่า งานก่อสร้างเป็นงานที่หนักและยากกว่างานรับใช้ตามบ้านที่เธอเคยทำมานานกว่า 3 ปี ตั้งแต่ที่เดินทางมาจากประเทศพม่า แต่มันเป็นงานที่เธอเลือกทำด้วยเหตุผลว่า ทำให้ได้ใช้ชีวิตอยู่กับสามีของเธอ โดยระหว่างที่นางหนุ่มทำงานก่อสร้างดังกล่าว หลายๆ ครั้งก็พบเห็นเหตุการณ์ที่พี่น้องแรงงานด้วยกันเองประสบอุบัติเหตุต่างๆ ทั้งจากของการถูกกระแทกจากวัสดุที่ตกจากปั้นจั่นยกของ, การพลัดตกจากนั่งร้าน หรือแม้แต่การถูกตะปูตำเท้า แต่นางหนุ่มก็ไม่ได้วิตกกังวลกับความปลอดภัยของเธอแต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากเธอได้ซื้อหาอุปกรณ์ใส่ป้องกันทั้งถุงมือ และถุงเท้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทั้งนายจ้างส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะจัดหาให้ลูกจ้าง และลูกจ้างที่เป็นแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ก็ไม่มีเงินที่จะจับจ่ายซื้อหามาได้ นางหนุ่มบอกว่า เธอเองไม่อยากประสบอุบัติเหตุแบบที่พี่น้องแรงงานเป็นกัน จึงต้องป้องกันเอาไว้ก่อน และเมื่อสอบถามถึงรายละเอียดการเข้ามาทำงานในประเทศไทย พบว่า นางหนุ่มเป็นหนึ่งในแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่ากว่า 200,000 คน ที่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าอย่างถูกต้องตั้งแต่ปี 2547 โดยทุก ๆ ปีนับตั้งแต่ขึ้นทะเบียน นางหนุ่มได้จ่ายเงินเพื่อต่ออายุสถานะดังกล่าวสมทบการขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3,800 บาท โดยจัดเป็นค่าใบอนุญาตให้ทำงานได้ 1,900 บาท และค่าประกันสุขภาพของตนเองตามนโยบายหลักประกันสุขภาพของรัฐบาลอีก 1,900 บาท ในขณะที่ตัวเลขแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวในลักษณะดังกล่าว กล่าวกันว่ามีราวๆ 2,000,000 คน ซึ่งแรงงานเหล่านี้ย่อมไม่ได้รับการคุ้มครองตามนโยบายหลักประกันสุขภาพของรัฐอย่างแน่นอน โดยปัญหาเช่นนี้ เกิดขึ้นจากหลายๆ เหตุผล ทั้งจากการที่รัฐไม่ได้กำหนดให้มีกลไกการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวสำหรับแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่าตั้งแต่ปี 2547 เลย หรือแม้แต่กลไกที่รัฐจัดทำเกี่ยวกับการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ค่อนข้างสับสน และมีเงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ สำหรับผู้ใช้บริการมากเกินไป นอกจากนั้นในขณะที่รัฐบาลเพื่อนบ้านอีก 2 ประเทศ คือ ลาวและกัมพูชาได้จัดทำข้อตกลงกับรัฐบาลไทยเกี่ยวกับการจัดระเบียบทำระบบดูแลแรงงานต่างด้าวที่เป็นบุคคลของทั้ง 2 ประเทศแล้ว รัฐบาลพม่ากลับยังนิ่งเฉยไม่ให้ความร่วมมือใดๆ ในการจัดทำระบบดังกล่าวเลย กรณีของนางหนุ่ม แม้ว่าจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยรัฐได้เรียกเก็บทั้งเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ ตลอดจนข้อมูลประวัติบุคคล และจัดพิมพ์ลายนิ้วมือป้อนเข้าระบบฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยไปแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ การที่เธอยังคงต้องต่อสู้ดิ้นรนนานกว่า 11 เดือน เพื่อขอรับการชดเชยกรณีที่ต้องสูญเสียอวัยวะหรือพิการจากการทำงาน พิสูจน์ให้เราเห็นได้ว่า การมีสถานะเป็นแรงงานที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายใช่ว่าจะได้รับการคุ้มครองจากการถูกเลือกปฏิบัติ หรือการได้เข้าถึงการดูแลอย่างเป็นระบบชัดเจน และมีประสิทธิภาพจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เมื่อครั้งที่นางหนุ่มประสบอุบัติเหตุใหม่ๆ นายจ้างของเธอรับปากว่าจะดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดจนกว่าเธอจะหายดีและสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ แต่ในทางกลับกันนายจ้างคนดังกล่าวกลับยังติดค้างค่าจ้างรายวันทั้งของนางหนุ่มและสามีของเธอคิดเป็นเงินค่าจ้างรวมหลายสัปดาห์ด้วยกัน ซึ่งนายจ้างคนดังกล่าวเคยตกลงว่าจะยินดีจ่ายคืนให้ทั้งหมด แต่ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามที่รับปากไว้เลย ทำให้สายบุญต้องหมั่นไปทวงถาม จนได้รับคำยืนยันว่าจะจ่ายเงินให้ทั้งนางหนุ่มและสายบุญรวมเป็นเงิน 30,000 บาท และจ่ายให้อีก 10,000 บาทเป็นค่าเดินทางกรณีที่ทั้งสองคนต้องการเดินทางกลับประเทศพม่า ซึ่งหากจะว่ากันจริงๆ แล้ว มันเป็นการกระทำที่ไม่ยุติธรรม และไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง สายบุญจึงเดินทางไปขอรับการช่วยเหลือจากสำนักงานประกันสังคม จังหวัดเชียงใหม่อีกหลายๆ ครั้งหลังจากที่ได้รับคำตอบจากนายจ้างดังกล่าว ความยอกย้อน ตุกติก และขาดประสิทธิภาพของ การจัดการเงินทดแทน ตามกฎหมายแรงงานไทย (ซึ่งในที่นี้ครอบคลุมถึงบทบัญญัติที่ได้รับการรับรองทั้งจากรัฐธรรมนูญ, กฎหมายในระดับภูมิภาค และข้อตกลงระหว่างประเทศ) ให้การรับรองว่า แรงงานทุกคน โดยไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใดก็ตาม ย่อมได้รับการชดเชยกรณีที่ต้องบาดเจ็บทุพพลภาพจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในการทำงาน โดยกลไกที่ถูกสร้างขึ้นมาให้ทำงานดังกล่าวคือ กองทุนเงินทดแทน ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานประกันสังคมนั่นเอง โดยมีเงื่อนไขว่า นายจ้างทุกคนที่ดำเนินกิจการในประเทศไทยต้องจ่ายเงินสนับสนุนสบทบเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงในการทำงานไว้ที่กองทุนดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างระบบการประกันตนทั้งสำหรับผู้ทำงานและนายจ้าง โดยมุ่งหวังการสร้างเครือข่ายความปลอดภัยเพื่อรองรับอุบัติเหตุ หรือหายนะที่อาจจะเกิดขึ้นจากการประกอบอาชีพนั่นเอง โฆษกของนายสุรินทร์ จิรวิศิษฐ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนในการสนทนาทางโทรศัพท์ว่า มาตรการการชดเชยค่าเสียหายนี้ถือเป็นมาตรฐานสำหรับการดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน...คนทุกคนที่เป็นผู้ทำงานถือว่าได้รับการคุ้มครองจากกองทุนนี้ทั้งหมด โดยหากมีลูกจ้างที่บาดเจ็บจากการทำงาน มีข้อบังคับให้กองทุนต้องเข้าไปดูแลบุคคลดังกล่าว โฆษกคนดังกล่าวยังกล่าวย้ำด้วยว่า แต่ทว่า ผู้ทำงานที่พูดถึงนี้ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับโดยกฎหมาย โดยอธิบายเพิ่มเติมว่าหากเป็นเป็นแรงงานผิดกฏหมาย เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องเป็นผู้ดูแล ไม่ใช่หน้าที่ของกองทุนเงินทดแทน ทั้งนี้สำนักงานประกันสังคมมีบทบาทเพียงแค่สามารถบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเงินทดแทนให้ลูกจ้างเท่านั้น คำชี้แจงนี้ทำให้พอจะเข้าใจได้ว่า เพราะเหตุใดหลังจากที่นางหนุ่มประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน จนบาดเจ็บอย่างสาหัสและทุพพลภาพนานกว่า 11 เดือน จึงได้รับเงินค่าทดแทนเพียง 17,260 บาทเท่านั้น เงินจำนวนนี้มาจากนายจ้างของเธอซึ่งจ่ายหลังจากสำนักงานประกันสังคมมีคำสั่งให้นายจ้างจ่าย และมิใช่จากกองทุนเงินทดแทนแต่อย่างใด ดังนั้นจึงพอจะอนุมานได้ว่า การทำงานของกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกาพนสังคมก็เช่นกันที่เชื่องช้า ยอกย้อน และขาดประสิทธิภาพ (โดยสำนักงานประกันสังคม) พอเอาเข้าจริงก็เชื่องช้า ยอกย้อน และขาดประสิทธิภาพเกินกว่าที่จะดูแลความเสียหายของชีวิตแรงงานที่เดือดร้อนได้อย่างแท้จริง (ดังจะเห็นได้จากกรณีนางหนุ่ม ที่กินเวลานานถึง 8 เดือนนับแต่ที่เธอประสบอุบัติเหตุ กว่าที่สำนักงานประกันสังคมจะมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินเงิดทดแทนความเสียหายงวดแรก) ถึงแม้จะมีคำร้องขอให้จ่ายเงินทดแทนจากความเสียหายดังกล่าวหลังจากเกิดเหตุการณ์ ประมาณ 8 เดือนแล้วก็ตาม) มันจึงดูเหมือนว่า ระหว่างที่นางหนุ่มพยายามต่อสู้เพื่อติดตามทวงถามสิทธิในการได้รับค่าทดแทนความเสียหายดังกล่าวของเธอ แต่ทว่าสำนักงานประกันสังคมและนายจ้างกลับเกี่ยงกันไปมาว่าใครจะเป็นคนควักกระเป๋าจ่ายค่าทดแทนดังกล่าว และกลายเป็นคำถามชวนให้คิดจากกรณีของนางหนุ่มว่า แล้วใครกันแน่ที่ควรจะเข้ามารับผิดชอบ ในกรณีแรงงานได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการทำงาน สัปดาห์ที่แล้ว ในที่ประชุมกรณีการนางหนุ่มยื่นอุทธรณ์ของนางหนุ่มต่อคำสั่งสำนักงานประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมยืนยันในการประชุมเพื่อพิจารณาคำอุทธรณ์การตัดสินใจของสำนักงานประกันสังคมต่อกรณีนางหนุ่มว่า สำนักงานประกันสังคมยืนยันว่า ท้ายที่สุดแล้ว ในกรณีของนางหนุ่ม สำนักงานคงทำอะไรไม่ได้ โดยให้เหตุผลในหลายๆ ข้อซึ่งฟังแล้วไม่อาจจะยอมรับได้ว่า ข้อแรก นางหนุ่มไม่มีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้อง (ซึ่งก็คือการตีความว่านางหนุ่มเป็นผู้ลักลอบเข้าประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายนั่นเอง)..ข้อสอง นายจ้างของนางหนุ่มเองก็ไม่ได้จ่ายเงินสมทบเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงในการทำงานไว้ที่กองทุนเงินทดแทนแต่อย่างใด (ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมที่จะต้องเรียกเก็บเบี้ยประกันดังกล่าว) และสุดท้าย เป็นความยากลำบากอย่างยิ่งที่จะแยกแยะ หรือชี้ชัด ในการพิสูจน์ตัวบุคคล และจัดทำเอกสารหลักฐานสำหรับที่เป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าทางเอกสารเท่านั้น เนื่องจากแรงงานเหล่านี้ไม่มีนามสกุล!!! นอกจากนั้นในการประชุมดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมยังพยายามทำความชัดเจนกับคำจำกัดความของ แรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย ว่าหมายรวมถึง แรงงานต่างด้าวทั้งที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และหรือไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน ที่ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติของตนเองได้ หรือไม่มีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้องแต่อย่างใด อาทิ หนังสือเดินทาง (passport) แต่อย่างที่เราต่างทราบกันดีว่าสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศพม่า การขออนุญาตออกนอกประเทศเพื่อทำงานหรือแสวงหาชีวิตที่ดีกว่านั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เสียเลยเป็นไปได้ยากเสียเหลือเกิน นั่นจึงทำให้แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ในประเทศไทยตกอยู่ในนิยาม แรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย ตามที่สำนักงานประกันสังคมอธิบาย นายสมชาย หอมลออ เลขาธิการมูลนิธิสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา เห็นว่า การตีความ การใช้สำบัดสำนวน และการแก้ต่างของสำนักงานประกันสังคมต่อกรณีดังกล่าวช่างดูเป็นเรื่องที่น่าขัน และรับไม่ได้ ตลกที่ขำไม่ออกเป็นอย่างยิ่ง โดยให้เหตุผลว่า แรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่าจำนวนกว่า 200,000 คน ซึ่งล้วนได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกระทรวงมหาดไทยแล้วทั้งนั้น ในขณะที่กระทรวงแรงงานก็ออกใบอนุญาตการทำงานให้แล้ว แต่ทำไมรัฐบาลถึงไม่ยอมรับแรงงานเหล่านี้ หรือทว่าระบบข้อมูลของหน่วยงานรัฐด้วยกันเองไม่น่าเชื่อถือ แล้วรัฐเองจะออกบัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าวมาทำไม อันที่จริงแล้วมันยังมีหนทางอื่นอีกในการที่จะพิสูจน์ตัวบุคคล มากมายที่อาจจะใช้จำแนก(ชี้ชัด)บุคคลได้มิใช่หรือ นายสมชายยังเสริมอีกว่า แนวทางการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐในลักษณะดังกล่าวถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อพี่น้องแรงงานสัญชาติพม่าในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลนานาประเทศที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวช่วยพิจารณาท่าทีการปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติของรัฐบาลไทยด้วย ทั้งนี้ก่อนที่สำนักงานประกันสังคมได้มีผลการพิจารณาเกี่ยวกับกรณีของนางหนุ่มตามที่กล่าวอ้างข้างต้น สำนักงานประกันสังคมเคยวินิจฉัยกรณีของนางหนุ่มตามนโยบายกองทุนเงินทดแทนไว้ถึง 6 แนวทางที่แตกต่างกันออกไป ทั้งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ต่อนางหนุ่ม แต่ก็ไม่มีการปฏิบัติตามข้อเสนอดังกล่าวแต่อย่างใด สำนักงานประกันสังคมใช้เวลากว่า 4 เดือนสำหรับการพิสูจน์ความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับ การทุพพลภาพของนางหนุ่ม กระบวนการปฏิบัติงานของสำนักงานประกันสังคมแสดงถึงความยุ่งยาก ซับซ้อน และไม่รู้จักสิ้นสุด เป็นกลไกการเยียวยาที่ไร้ประสิทธิภาพ ขณะที่สำนักงานประกันสังคมได้แต่พยายามอธิบายระเบียบปฏิบัติของตนเองในสุ้มเสียงยืนกรานที่อย่างปลอบโยนแบบเฉื่อยๆ ต่อกรณีนางหนุ่มว่า เธอควรได้รับค่าทดแทนคิดเป็นร้อยละ 60 ของค่าตอบแทนรายวันที่เธอควรได้รับจากการทำงานปกติ โดยจะต้องจ่ายให้เธอเป็นค่าทดแทนทั้งสิ้นอีกเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี (เหมือนกับที่เธอควรจะได้รับจากกองทุนเงินทดแทน) ทั้งนี้ให้นายจ้างเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวทั้งหมด (ซึ่งหากพูดกันจริงๆ แล้ว กองทุนเงินทดแทนควรเข้ามาดูแลจำนวนเงินดังกล่าวก่อน เพื่อให้เป็นการช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ และทันกับความต้องการ และสภาพปัญหาไม่ว่าจะโดยเหตุผลใดก็ตาม อีกทั้งสำนักงานประกันสังคมควรทำหน้าที่ติดตาม ดูแล และช่วยเหลือให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้) นอกจากนั้นนายจ้างของนางหนุ่มเองก็ยังจ่ายค่าตอบแทนต่ำกว่าอัตราค่าจ้างรายวันขั้นต่ำ ซึ่งดูเสมือนว่าเป็นการปฏิบัติที่พบเห็นทั่วไปแล้ว นายจ้างดังกล่าวยังบกพร่องไม่จ่ายเบี้ยประกันความเสี่ยงจากการทำงานสมทบไว้กับกองทุนเงินทดแทนด้วย อีกทั้งยังบกพร่องไม่เร่งรายงานกรณีการเกิดอุบัติเหตุของนางหนุ่มให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบด้วย (ซึ่งหมายถึงทั้งหมดเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายแรงงานซึ่งสำนักงานประกันสังคมจะต้องความเคารพและปฏิบัติตามด้วย)เป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องดูแลด้วย) แต่เมื่อถึงเวลาที่สำนักงานประกันสังคมต้องสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนให้กับนางหนุ่ม สำนักงานประกันสังคมกลับมีท่าทีไม่เอาจริงเอาจัง และค่อนข้างอะลุ้มอะหล่วยเกินไป อีกทั้งไม่มีระบบการติดตามการบังคับให้เป็นผลแต่อย่างใด และที่ยิ่งแปลกไปกว่านั้นก็คือ สำนักงานประกันสังคมยังไม่ให้คำตอบที่ชัดเจนกับทั้งนางหนุ่มและคณะทำงานที่ช่วยเหลือกรณีของนางหนุ่ม ในส่วนที่เกี่ยวกับจำนวนเงินทดแทน และระยะเวลาในการดำเนินการกับทั้งนางหนุ่มและคณะทำงานที่ช่วยเหลือกรณีของนางหนุ่มแต่อย่างใด โดยให้ข้อมูลแต่เพียงว่า เป็นเรื่องระหว่างของนายจ้างกับและสำนักงานประกันสังคมเท่านั้น แต่เมื่อได้รับแรงกดดันจากกระบวนการต่างๆ สำนักงานประกันสังคมก็ต้องยอมเปิดเผยข้อมูลทั้งต่อนางหนุ่มและคณะทำงานช่วยเหลือนางหนุ่มว่า นายจ้างซึ่งยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมได้รับการผ่อนปรน หรือขยายเวลาในการดำเนินการจากสำนักงานประกันสังคม ซึ่งนายสมชาย หอมลออ ในฐานะคณะทำงานช่วยเหลือกรณีนางหนุ่มก็ให้ความเห็นต่อการออกมาชี้แจงของสำนักงานประกันสังคมว่า คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมต่อกรณีการจ่ายเงินค่าทดแทนของนายจ้างนั้นมีช่องโหว่ เหมือนกับเหตุผลที่สำนักงานประกันสังคมหมั่นเอามาอ้างอยู่ตลอด สำนักงานประกันสังคมบอกว่า มีอำนาจสั่งการให้นายจ้างจ่ายเงินค่าทดแทนให้ลูกจ้างได้ แต่เอาเข้าจริงก็ยากต่อการบังคับให้เป็นจริง และไม่มีความแน่นอน และอีกทั้งดูเหมือนว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เลย.. และแม้แต่กับกรณีของนายจ้างที่มีคุณธรรม นายสมชายฯ เองก็ตั้งข้อสังเกตว่า ทางออกแบบที่สำนักงานประกันสังคมช่วยดำเนินการก็ยังยากที่จะนำไปปฏิบัติจริง โดยข้อจำกัดตามลักษณะของแรงงานข้ามชาติด้วย... ดังนั้นเพื่อประกันความเสี่ยงและทำให้มั่นใจว่าแรงงานข้ามชาติที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานต้องได้รับค่าทดแทนดังกล่าว กองทุนเงินทดแทนต้องเป็นผู้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ...กลไกการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง ต้องเรียบง่าย และเน้นการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง เนื่องจากพี่น้องแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ล้วนเป็นเหยื่อจากการกดขี่ เอารัดเอาเปรียบจากการทำงาน...ที่ผ่านมา กฏหมายที่ควรจะปกป้องคุ้มครองสิทธิของพวกเขา กลับไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง การบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากอคติ, การเลือกปฏิบัติ และการทุจริตคอรัปชั่น การเฝ้ารอ คำตัดสิน กรณีของนางหนุ่มทำให้เราเห็นถึงช่องโหว่ของนโยบายรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นยังสะท้อนให้เห็นความไร้ซึ่งมนุษยธรรมซึ่งนางหนุ่มต้องประสบเจอตลอดเวลาของการต่อสู้ดิ้นรนของเธอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากประสบการณ์การต่อสู้ดิ้นรนของนางหนุ่มเพื่อให้เข้าถึงการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ในขณะที่ชีวิตของนางหนุ่มต้องประสบเคราะห์กรรมจากอุบัติเหตุในการทำงานและยังต้องดิ้นรนเพื่อการอยู่รอด โรงแรมขนาดใหญ่ซึ่งเป็นสถานที่ๆ เธอเคยเป็นแรงงานก่อสร้างก็จะเปิดดำเนินการราวๆ เดือนธันวาคม 2550 นี้ จะกลายเป็นธุรกิจที่ดึงดูดเงินจำนวนมหาศาลจากผู้มาใช้บริการ และเชื่อว่าคงเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศไปด้วย แต่นางหนุ่มยังถูกปฏิบัติจากนายจ้างราวกับเป็นนายจ้างของนางหนุ่มยังปฏิบัติต่อเธอเสมือนเป็นตัวปัญหาอย่างไม่จบสิ้น และก็ยังถูกปฏิบัติราวกับเป็นภาระสำหรับสำนักงานประกันสังคมต่อไป การกดขี่เอารัดเอาเปรียบต่อแรงงานข้ามชาติที่เราพบกับกรณีนางหนุ่มจึงเป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างจากพี่น้องแรงงานข้ามชาติกว่า 2,000,000 คนเท่านั้น นายสมชายฯ กล่าวสรุปทิ้งท้าย พร้อมกับแสดงความตั้งใจว่า ที่ผ่านมาเรามีข้อบังคับต่างๆ มากมาย ตั้งแต่กฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงภายในกลไกอาเซียน เช่นเดียวกับกฎหมายภายในประเทศเอง หรือแม้แต้กฎหมายระหว่างประเทศ เราจะต้องต่อสู้ในอีกหลายกรณี ขอยืนยันที่จะต่อสู้เพื่อช่วยเหลือพี่น้องแรงงานที่ประสบปัญหาในลักษณะดังกล่าว รวมไปถึงกรณีของนางหนุ่มด้วย...จนกว่าที่รัฐบาลจะยอมรับว่า พี่น้องแรงงานข้ามชาติที่ประสบปัญหาเหล่านี้จะต้องได้รับการคุ้มครองจากพระราชบัญญัติกองทุนเงินทดแทน คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนซึ่งทำหน้าที่พิจารณากรณีอุทธรณ์ของนางหนุ่มต่อคำสั่งสำนักงานประกันสังคมเชียงใหม่ ต่อกองทุนเงินทดแทนกล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนกรณีของนางหนุ่ม โดยจะมีมติตัดสินว่านางหนุ่มจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนหรือไม่ในเดือนหน้า(พฤศจิกายน 2550) โดยหากคำตัดสินของคณะกรรมการดังกล่าว ปฏิเสธสิทธิในการได้รับเงินทดแทนของนางหนุ่ม นายสมชายฯ และคณะทำงานช่วยเหลือคดีดังกล่าวก็พร้อมจะยื่นเรื่องฟ้องต่อศาล เพื่อสร้างบรรทัดฐานในการปฏิบัติเพื่อคุ้มครองสิทธิของกลุ่มแรงงานข้ามชาติต่อไป กรณีของนางหนุ่มอาจจะเป็นความโชคร้ายที่ต้องใช้เวลายาวนานในการดำเนินการ และอาจจะยิ่งลำบากมากยิ่งขึ้น หากยังไม่มีการช่วยเหลือใดๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากเธอถึงวันที่ต้องย้ายออกจากโรงพยาบาลหลังจากการพักฟื้นมานาน หากเมื่ออายุของใบอนุญาตทำงานของเธอหมดลง และเธอก็คงต้องกลับไปยังประเทศพม่า ก็จะยิ่งมีความเป็นไปได้น้อยลงไปอีกที่จะสามารถพึ่งพาความแน่นอนของคำสั่งสำนักงานประกันสังคมที่ให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนให้นางหนุ่ม ทำให้ความแน่นอนที่จะเธอจะได้รับเงินทดแทนจากนายจ้างและยิ่งทำให้เธอมีความแคลงใจถึงความน่าเชื่อถือของระบบการจ่ายเงินทดแทนของสำนักงานประกันสังคมต่อไปอีกเรื่อยๆ นับจากวันนี้ไป นางหนุ่มคงนับวันรอคอยคำตัดสินในเดือนพฤศจิกายนที่จะมาถึง พยายามที่จะรับมือกับความไม่แน่นอนของชีวิตเหมือนกับในขณะที่เธอได้เรียนรู้ที่จะขึ้นและลงรถนั่งเข็นสำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวคันใหม่ของเธอ * แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยจากบทความ Failed Safety Net ในหนังสือหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ (วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2550) โดยโครงการส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงานสำหรับแรงงานข้ามชาติ e-mail: anday@hrdfoundation.org
|
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |