พิมพ์หน้านี้
|
สมชาย หอมลออ
ผู้เขียนที่ช่วยงานในฐานะที่เป็นอนุกรรมการของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ได้รับรู้ ได้รับทราบ ถึงพฤติกรรมโหดๆ เถื่อนๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่ทั้งผิดระเบียบวินัยและผิดกฎหมาย ของบุคคลในเครื่องแบบมามาก เช่นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากการที่ผู้เขียนติดตามคดีของคุณสมชาย นีละไพจิต จากการตรวจสอบคดีฆ่าตัดตอนในสงครามยาเสพย์ติดทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาณ ภาคกลาง และภาคใต้ จากการตรวจสอบการกระทำของ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ที่สอบสวนผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจากการตรวจสอบคดีที่อาสาสมัคร (อ.ส.) ซึ่งอยู่ในการควบคุมของมหาดไทย ที่ทำร้าย ทุบตี ทรมาน ผู้พลัดถิ่น คนชายขอบ ตามพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า ฯลฯ ความจริงการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ โดยเจ้าหน้าที่บางคน บางกลุ่ม ที่ทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเอง ด้วยการตั้งศาลเตี้ยชำระความ ซ้อม ทรมาน และกระทำทารุณกรรมต่อประชาชน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน มิใช่เป็นเรื่องที่แปลกใหม่ในสังคมไทยแต่อย่างใด ที่น่าแปลกก็คือ ที่ผ่านมาสังคมไทยไม่เคยยอมรับรู้ ไม่ยอมตระหนัก และไม่ยอมรับความจริงว่ามันเป็นปัญหาที่เกาะกินกระบวนการยุติธรรมของเรา ที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยการผ่าตัดโดยเร่งด่วนแต่อย่างใด คนไทยจะตระหนักถึงปัญหานี้ก็ต่อเมื่อตนหรือคนใกล้ชิด ต้องเผชิญกับภัยร้ายนี้ด้วยตนเองแล้วเท่านั้น เป็นเรื่องแปลกที่สังคมไทยเชื่อกันว่าในวงการตำรวจนั้น การทุจริตคอรับชั่น และการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่ก็มีแนวโน้มที่เชื่อว่า ผู้ที่ตำรวจจับกุมตัวไปนั้นส่วนใหญ่เป็นคนเลว คนร้าย เป็นผู้เสพยา ค้ายา ตัวจริง ที่สมควรถูกลงโทษแม้ด้วยการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ เป็นเรื่องแปลกที่สังคมไทย เชื่อว่าศาลเป็นที่พึ่งสุดท้าย และมีความสะอาด ปลอดจากการทุจริตคอรัปชั่น มากกว่ากลไกใดๆในกระบวนการยุติธรรม แต่ก็เชื่อว่าเมื่อส่งคนร้ายฟ้องศาลแล้ว คนเหล่านั้น จะรอดพ้นจากเงื้อมมือของกฎหมายได้เสมอ โดยศาลมักจะมีคำพิพากษาปล่อยคนเลวคนร้ายไปทั้งๆ ทั้งๆที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอุตส่าห์เสี่ยงตายจับตัวคนร้ายมา เป็นเรื่องแปลกที่สังคมไทย และวงการยุติธรรมบางส่วน ยอมรับได้ว่าคนที่ตนเชื่อว่าเป็นคนเลวคนร้าย เป็นพวกเสพยาหรือขายยาบ้านั้น เจ้าหน้าที่อาจตั้งศาลเตี้ยลงโทษได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของศาล โดยไม่ต้องให้โอกาสผู้ที่ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ทั้งที่ทั้งกฎหมายอาญาและรัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิของคนเหล่านั้นไว้ชัดเจน เป็นเรื่องแปลกที่สังคมไทย วงการยุติธรรมและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบางส่วน ยอมรับว่าการทรมานผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ ถ้าต้องการข้อมูลหรือการรับสารภาพ ทั้งๆที่เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน ค.ศ. ๑๙๘๔ ที่ระบุไว้ชัดเจนในข้อ ๒ (๒) ว่า ไม่มีสถานการณ์พิเศษใดๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะสงคราม หรือสภาพคุกคามว่าจะเกิดสงคราม การขาดเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ หรือสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่จะยกมาเป็นข้ออ้างเพื่อเป็นเหตุผลในการทรมานได้ นอกจากพันธกรณีระหว่างประเทศตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานดังกล่าวข้างต้นแล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓๒ ยังได้รับรองสิทธิในชีวิตและร่างกายของบุคคลไว้ ที่สำคัญคือ มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่งระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และในวรรคห้าได้วางหนทางในการแก้ไขเยียวยาไว้ว่าในกรณีที่มีการกระทำซึ่งกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหาย พนักงานอัยการหรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย มีสิทธิร้องต่อศาลเพื่อให้สั่งระงับหรือเพิกถอนการกระทำเช่นว่านั้น รวมทั้งจะกำหนดวิธีการตามสมควรหรือการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยก็ได้ แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่เจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบ ข่มเหง ซ้อม ทรมาน แต่คนเหล่านั้นกลับลอยนวล ก่อกรรมทำเข็นประชาชนได้ต่อไป อย่างมากก็ย้ายไปในท้งอที่ห่างไกล เพื่อจะได้กระทำการดังกล่าวได้ไกลหูไกลตาผู้บังคับบัญชา และสื่อมวลชนได้สะดวกขึ้น เช่นกรณีของ แก๊ง ตชด. นี้เป็นต้น เรื่องราวของ แก๊ง ตชด. จึง มิใช่กรณียกเว้น แต่เป็นกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้น ในวงการของบุคคลในเครื่องแบบ เป็นตัวอย่างที่สท้อนค่านิยม ความเชื่อ และการปฏิบัติที่สับสนขัดแย้งในตัวมันเองของสังคมไทย ที่ไร้การเคารพยึดถือหลักการ แต่เชื่อว่าใช้วิธีการอะไรก็ไม่สำคัญ ขอให้บรรลุผล จะลักพาตัว ซ้อม ทรมาน อย่างไรก็ได้ แต่ขอให้ลดปัญหายาบ้าลงได้ก็แล้วกัน ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับตรรกที่ว่า คอรัปชั่นอย่างไรก็ได้ ขอให้บริหารบ้านเมืองให้เจริญก็แล้วกัน ตรรกที่ขัดแย้งในตัวของมันเองนั้นเกิดขึ้นจากทัศนคติในการมองปัญหาแบบแยกส่วน และมองปัญหาโดยแยกตนเองออกมา โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อล้วนๆที่ปราศจากข้อมูลความจริงและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลความจริงและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็คือ การซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัย ก็คือมะเร็งร้ายที่ในที่สุดก็จะลุกลามกลืนกินกระบวนการยุติธรรมและสังคมเสียทั้งหมด การทุจริตคอรัปชั่นก็เช่นเดียวกัน วันนี้เราไม่ถูกซ้อมทรมาน ไม่ถูกคอรัปชั่นโกงกิน แต่สักวันหนึ่งก็ต้องโดนกับตนเองเข้าจนได้ การซ้อม ทรมานผู้ต้องหา การรีดไถ กระทั่งเรียกค่าไถ่ โดยบุคคลในเครื่องแบบ จะไม่ลดลงเลย หาก ความเชื่อผิดๆและ ทัศนคติ ดังกล่าวข้างต้นยังมีอยู่อย่างเหนียวแน่นในสังคมไทย และในวงการของบุคคลในเครื่องแบบ ถ้าหากสังคมไทยต้องการให้เรื่องราวแบบ แก๊ง ตชด. เป็นเพียงข้อยกเว้น มิใช่เป็นเพียงตัวอย่างแล้ว ก็จงอย่าติดตามข่าวนี้เพียงเพราะมันเป็นข่าวที่น่าตื่นเต้น เปลี่ยนรสชาติการเสพย์ข่าวเสียบ้าง เพราะกำลังรู้สึกเซ็งและเบื่อหน่ายกับข่าวการเมืองน้ำเน่าเท่านั้น การแก้ปัญหาการซ้อมทรมาน ก่อนอื่นจงหันมาตรวจสอบตนเองและบุคคลรอบข้างเสียก่อนว่ามีทัศนความเชื่อผิดๆเช่นว่านั้นอยู่หรือไม่ หากมีก็จงขจัดออกไปเสียก่อน แล้วจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาของวงการตำรวจได้
|
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |