พิมพ์หน้านี้
|
ที่ (พิเศษ) / ๒๕๕๑ วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๑ เรื่อง ขอเสนอข้อคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย มาตรา ๑๕๗ เรียน เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สืบเนื่องจากร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ) พ.ศ (การกำหนดบทนิยามคำว่า เจ้าพนักงาน ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ความผิดเกี่ยวกับศพ และความผิดเกี่ยวกับการคุกคาม) เป็นร่างกฎหมายที่จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนถึงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ นั้น จากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ ดังกล่าว ในมาตรา ๑๕๗ วรรค ๒ ที่บัญญัติว่า การฟ้องคดีตามมาตราดังกล่าวให้เป็นอำนาจของพนักงานอัยการโดยเฉพาะ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะเป็นโจทก์ร่วม ซึ่งหมายความว่า ผู้เสียหายไม่สามารถฟ้อง เจ้าพนักงานที่กระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวเป็นคดีอาญาได้เอง โดยให้เหตุผลว่า มีการกลั่นแกล้งฟ้องร้องเจ้าพนักงานในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ทำให้เจ้าพนักงานไม่กล้าตัดสินใจในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งผู้มีรายนามแนบท้ายหนังสือฉบับนี้ ไม่เห็นพ้องด้วยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๒(๑) บัญญัติว่า ในกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลต้องไต่สวนมูลฟ้องราษฎร และเจ้าพนักงานซึ่งตกเป็นจำเลยสามารถมีทนายความเข้ามาให้ความช่วยเหลือได้ อันเป็นกระบวนการกลั่นกรองโดยศาลอยู่แล้ว นอกจากนี้ การคุ้มครองเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบนั้น ได้ถูกรับรองไว้อยู่แล้วในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนั้น การจำกัดสิทธิผู้เสียหายไม่ให้เป็นโจทก์ฟ้องคดีตามร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ ดังกล่าว เป็นการขัดต่อหลักการพิจารณาคดีมาตรา ๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่บัญญัติว่าผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล ได้แก่ พนักงานอัยการและผู้สียหาย ขัดต่อหลักการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๔๐(๑) และการจำกัดสิทธิดังกล่าวยังเป็นการกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของผู้เสียหาย ซึ่งจะกระทำมิได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙ ประการสำคัญคือ การใช้สิทธิทางศาลในการฟ้องคดีเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานโดยประชาชน ซึ่งจะก่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างมาตรฐานในการปฏิบัติและการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ ในมาตรา ๓๙๗ อยู่ในภาค ๓ ลหุโทษ ซึ่งความผิดลหุโทษนั้น ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน และปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท แต่บทกำหนดโทษในมาตรา ๓๙๗ วรรค ๑ ซึ่งกำหนดระวางโทษปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท วรรค ๒ และวรรค ๓ ระวางโทษปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท จึงควรพิจารณาตามความเหมาะสม ในฐานะที่ท่านเป็นหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายต่อไป ข้าพเจ้าผู้มีรายนามแนบท้ายหนังสือฉบับนี้ จึงขอเสนอข้อคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ) พ.ศ. ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น เพื่อประกอบการพิจารณาของท่าน โดยรอบคอบ รอบด้าน เพื่อมิให้มีกฎหมายที่จะบังคับใช้กับประชาชนมีผลเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน และเพื่อมิให้เกิดความลักลั่นของกฎหมาย จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ขอแสดงความนับถือ รายนามองค์กรผู้ร่วมยื่นหนังสือเสนอข้อคิดเห็น ต่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. เสนอต่อเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๑ ๑. มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ๒. เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ๓. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ๔. คณะกรรมการยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ๕. คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) ๖. คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ๗. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)
|
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||