• เพลงฝน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-06
  • จำนวนเรื่อง : 13
  • จำนวนผู้ชม : 3723
  • จำนวนผู้โหวต : 35
  • ส่ง msg :
เขตเมืองมายา!!!
โปรดภาวนา...เพื่อเราคนบาป!!!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hyacinth
วันจันทร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551
หลวงพระบาง...ใจคนและหนทาง (๑)
Posted by เพลงฝน , ผู้อ่าน : 214 , 18:57:39 น.   | หมวดหมู่ : ก้าวที่ย่างทางที่ผ่าน  
พิมพ์หน้านี้


‘ถ้าฉันไม่สบายอยู่ที่ไหนสักแห่งที่คุณไม่เคยไป คุณจะทำยังไง’

‘ผมจะเดินทางด้วยวิธีที่เร็วที่สุด ไปหาคุณให้เร็วที่สุด’

                มันอาจฟังดูเหมือนบทสนทนาโรแมนติคยามที่ความรักนั้นเบ่งบานสว่างไสวจนหลอมรวมหัวใจทั้งสองให้เป็นดวงเดียว

                ฉันนึกถึงบทสนทนาดังกล่าวในวันที่นอนป่วยไข้อยู่ที่เมืองมรดกโลกของผืนดินลาว ‘หลวงพระบาง’ ผืนความฝันที่ฉันไม่ต้องการเพื่อนร่วมทาง ทันที่เสร็จจากงานเก็บข้อมูลที่หนองคาย ฉันก็รีบทำเรื่องข้ามฝั่งแต่เช้าเพื่อขึ้นรถปรับอากาศเที่ยวเจ็ดโมงเช้าเข้าเวียงจันทร์ ก่อนต่อรถเมล์แดงหวานเย็นเข้าสู่หลวงพระบาง

                ไม่มีการแวะพักทั้งเวียงจันทร์และวังเวียง ไม่มีบทสนทนาใดกับหัวใจตัวเองระหว่างทาง มีเพียงความนึกอยากให้หนทางสั้นกว่านี้ เวลาเกือบ ๑๒ ชั่วโมงบนรถโดยสารจากเวียงจันทร์ไปหลวงพระบางช่างเนิ่นนานกว่าทุกที ฉันหยิบเครื่องเล่นเอ็มพีสามตัวจิ๋วออกจากกระเป๋ากล้อง ให้เสียงเพลงช่วยขับกล่อมใจตนให้นิ่งและปล่อยวาง ทิวทัศน์ด้านนอกเป็นภูสูงสลับซับซ้อน ที่บางช่วงตอนวิ่งลงสู่หุบเขา ก่อนจะวกไต่ขึ้นภูต่อไปลูกแล้ว...ลูกเล่า คงเพราะความงามของธรรมชาตินี่กระมังที่ทำให้ใจสงบลงอย่างประหลาด ขณะที่รถยังคงรักษาความเชื่องช้า ทว่าความคิดฉันลอยไปไกลให้รู้สึกว่าตนนั้นช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กกระจ่อยร่อยเมื่อเทียบกับภูสูงที่โอบล้อมอยู่นี้

                ถนนที่ทอดยาวเบื้องหน้า ทำให้ฉันนึกทึ่งในความสามารถของมนุษย์ ความสามารถในการเชื่อมโยงผู้คนจากต่างถิ่นที่อยู่ มาร่วมชะตากรรมเดียวกันบนรถโดยสารคันนี้

                แนวหินปูนสองฝั่งถนนที่สวยแปลกตาดั่งภาพวาดอันงดงามนั้นบอกให้รู้ว่ากำลังเข้าสู่เขตวังเวียง ทันทีที่รถจอดที่ท่ารถของเมือง ฝรั่งสิบกว่าคนทยอยลงจากรถ ‘ปังจินแอ’ เกาหลีสาวที่นั่งข้างฉัน ถามอีกครั้งก่อนลงว่า...ไม่พักที่นี่ด้วยกันสักคืนหรือ ฉันยิ้มส่ายหน้าปฎิเสธ แม้จะเสียดายอยู่บ้างที่อดดูแสงสุดท้ายริมสายน้ำซอง ทำยังไงได้...หัวใจฉันมันไปถึงหลวงพระบางตั้งนานแล้วนี่นา

                รถวิ่งเลียบลำน้ำซองอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะพาฉันสู่จุดหมายปลายทางที่รออยู่

                ‘ไชโยเกสเฮ้าส์’ ฉันบอกชื่อที่พักในค่ำคืนนี้กับอ้ายคนขับสามล้อ ห้องพักเล็กๆ ริมสายน้ำคาน วางสัมภาระทั้งหมดลงแล้วรีบเข้าไปอาบน้ำสระผมเรียกหาความสดชื่นให้ร่างกายก่อนลงไปหาอะไรอุ่นท้องสำหรับมือเย็นที่ค่อนข้างดึกไปนิดในค่ำคืนแรก ณ เมืองมรดกโลกแห่งนี้

                 ‘เช้าวันหนึ่งในฤดูหนาว...ยามแสงแรกแย้มจับขอบฟ้า สายหมอกลอยอ้อยอิ่งเรี่ยผิวน้ำ...อวัศยา...แปลว่าสายหมอก ใครบางคนบอกฉันเช่นนี้ ยามเราชื่นชมความงามของทะเลหมอกนั้นที่ดอยเสมอดาวด้วยกัน  ฉันยืมชื่อนี้มาให้กับนางเอกในตัวอักษรของฉัน และวันนี้ฉันพาเธอมาขัดเกลาความรักมั่นคงที่มีต่อ...พิรัล...ชายหนุ่มที่เป็นดั่งแผ่นฟ้า เธอหนักแน่นแต่จำยอมลอยตัวอยู่ต่ำ ผืนน้ำกับแผ่นฟ้าแม้อยู่ร่วมกัน ทว่าก็ดูห่างเหินในความรู้สึกฉัน บางสิ่งบางอย่างอาจอยู่ร่วม แต่ไม่อาจเคียงข้าง รอเวลาอีกสักหน่อยเถิด...อวัศยา...แสงตะวันจะอาบไล้ให้ไออุ่น เธอก็จะได้ลอยตัวขึ้นสูง แล้วเลือนหาย กลายเป็นหนึ่งเดียวกับแผ่นฟ้ากว้างใหญ่ แม้นเพียงอยู่ร่วม ไม่อาจเคียงข้าง แต่ท้ายสุด รักของเธอและพิรัลนั้นจะเป็นหนึ่งเดียว’  ระหว่างตื่นมานั่งงัวเงียคุยกับสายหมอกริมน้ำคานฉันจารถ้อยคำนั้นลงโปสการ์ดใบแรก โปสการ์ดจากเมืองไทยที่เดินทางไกลมาเมืองลาวก่อนกลับไปส่งความคิดถึงให้คนปลายทาง

 

                ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จฉันสวมแจ๊กเก็ตแล้วสะพายกระเป๋ากล้องออกจากที่พัก หวังไปทันบันทึกภาพพระสงฆ์นับร้อยออกบิณฑบาตร ระหว่างทางผู้คนมากหน้าหลายตาร้องทัก ‘สะบายดี’ รอยยิ้มและคำทักทายที่มีความหมายว่า ‘สวัสดี’ นั้นทำให้หัวใจฉันอุ่นในวันที่อากาศหนาวเหน็บ ยิ่งเดินช้าฉันยิ่งพบว่าความอบอุ่นนั้น...มันกระจัดกระจายอยู่มากมายบนถนนทุกสายของคนเมืองหลวง

                นาฬิกาจากร้านค้าบอกเวลาเจ็ดโมงนิดๆ หนก่อนที่มานั้นเพียงหกโมงเช้าขบวนพระสงฆ์ก็ออกบิณฑบาตรแล้ว ฉันตัดสินใจกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังถนนบ้านเจ๊ก สามเณรกลุ่มใหญ่เดินแถวเรียงหนึ่งมาแต่ไกล แม่หญิงลาวกับเด็กหญิงตัวน้อยเดินตรงมาเซ้าซี้ให้ช่วยซื้อข้าวเหนียวห่อใบตอง มันเป็นข้าวเหนียวดำราคาถูกที่คนลาวไม่นิยมนำมาใส่บาตร แต่มือเล็กๆ ของเด็กหญิงที่เกาะชายเสื้อแจ๊กเก็ตและสายตาคู่นั้นทำให้ฉันใจอ่อน แม้ฉันจะรู้สึกไม่ดีที่ไม่สามารถหาข้าวเหนียวขาวมาใส่บาตรได้เหมือนที่ชาวบ้านใส่กัน แต่ฉันก็ตั้งใจและเต็มใจหยิบเงิน ๘,๐๐๐ กีบ แลกกับข้าวเหนียวสามห่อนั่น ฉันหวังในใจ...จะหาข้าวเหนียวขาวมาใส่ให้ได้ในวันพรุ่งนี้

                หลังใส่บาตร ฉันยืนคว้างกลางเมือง นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ พากันกลับที่พัก ฉันไม่เหนื่อยยังไม่อยากพักและไม่อยากเดินย้อนกลับไปทางที่เพิ่งเดินผ่านมา  ‘หากหลงทางให้แหงนหน้ามองยอดพูสีไว้’ คำเตือนตั้งแต่ครั้งที่ฉันมาเยือนหลวงพระบางครั้งแรกเพิ่งถูกนำมาใช้ในวันนี้ แม้จะไม่หลงทางก็เถอะ 

                 คงเช้าเกินไป กอปรกับอากาศเย็นจัด จึงมีฉันคนเดียวเดินบนถนนที่ปูด้วยอิฐมีขอบสีขาวทอดยาวขึ้นยอดพูสี ลุงแก่ๆ คนหนึ่งกวาดเศษใบไม้ตามรายทาง จำปาทิ้งใบลงเกือบหมดเพื่อรับมือกับฤดูหนาว กิ่งก้านที่ยื่นไปบนฟ้านั้น คล้ายคนที่กำลังยื่นมือคว้าอะไรไม่ได้สักอย่าง

                จู่ๆ ฉันก็นึกถึงความฝันระหว่างเก็บข้อมูลช่วยเพื่อนรุ่นพี่อยู่ที่ภาคอีสาน...ในฝัน ฉันเห็นตัวเองเดินร้องไห้ขึ้นพูสี ฉันจำรายละเอียดอะไรไม่ได้นัก รู้แต่ว่าเศร้าเหลือเกิน เจ็บปวดกับเรื่องราวบางอย่างจนบอกไม่ถูก ฉันเลยเลือกที่จะให้น้ำตาที่ไหลบรรเทาความปวดร้าวนั้น ฉันฝันซ้ำกันสี่ห้าครั้ง เล่าให้เพื่อนรุ่นพี่ฟัง เขาบอกให้ฉันลองมาหาคำตอบด้วยตนเอง เมื่องานที่ทำด้วยกันได้เวลาพัก ฉันจึงตรงดิ่งมาเมืองนี้ แต่ตอนนี้ฉันยังนึกอะไรไม่ออก...

                หลวงพระบางคงยังไม่ตื่นดี ด้วยหมอกยังคงห่มคลุมเมืองทั้งเมืองไว้ ด้านหน้าฉันเป็นแม่น้ำโขงหรือที่คนเมืองหลวงเรียกน้ำของถูกหมอกบดบังจนไม่เห็นอะไร นอกจากพระธาตุสีทองที่ตั้งตระหง่านเหนือไอหมอก ภาพที่เห็นนั้นงามเหมือนกับมันไม่ได้ตั้งอยู่บนโลกที่วุ่นวายใบนี้ ฉันนั่งเขียนบันทึกอยู่พักใหญ่ เวลาผ่านไป ไอหมอกคลี่คลายตนเอง ที่ฝั่งเมืองแมนแสงกล้าของอาทิตย์จับมือเริงระบำกับสายน้ำของ เป็นภาพที่งดงามจับใจฉัน

                ในแสงแดดสายที่อาบไล้อาคารเก่าย่านบ้านเจ๊ก ฉันเดินผ่านร้านอาหารหลายร้านจนมาสะดุดตาที่ Café des Arts  หน้าร้านนั้นยกพื้นเป็นระเบียงเล็กๆ วางโต๊ะเก้าอี้น่ารัก แต่งร้านด้วยสีครีม น้ำตาล และเขียวเข้ม เพดานใช้สาดไม่ไผ่ประดับดูแปลกตา ตามฝาผนังแขวนรูปสีน้ำ และภาพสเก็ตซ์อีกหลายภาพ มันทำให้ฉันอดใจไม่ไหวแวะดื่มกาแฟฝรั่งคาปูชิโน่ ก่อนที่จะไปหาอาหารพื้นบ้านกินแถวตลาด

                กาแฟรสเข้มอ่อนลงด้วยฟองนมสีขาวละมุนลิ้น ดูอ่อนโยนเหมาะกับอากาศเช้าที่เย็นสบาย ย่านบ้านเจ๊กที่ฉันนั่งละเลียดกาแฟอยู่นี้เป็นย่านเก่าของคนลาวเชื้อสายจีนเวียดนามในหลวงพระบาง เป็นย่านการค้าที่สำคัญมาตั้งแต่อดีต สองฝั่งอาคารสองชั้นนั้นมุงหลังคาด้วยกระเบื้อง ชวนให้คิดถึงย่านเสาชิงช้าบ้านเรานัก ด้วยหน้าตาของตัวอาคารที่ไม่ต่างกัน ถนนที่ทอดตัวผ่านยังคงเป็นถนนสายเล็กๆ ที่มีรถราวิ่งไปมามากพอดู ผู้คนที่เดินผ่านไปมาเป็นชาวต่างเชาติเสียส่วนใหญ่

               ฝรั่งคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน เขาเป็นลูกค้าคนที่สองต่อจากฉัน ท่าทางเขามีความสุขกับการหยิบโปสการ์ดที่เขียนไว้มาติดแสตมป์ เขาคงเดินทางมาคนเดียวเหมือนฉัน คงมีเรื่องมากมายอยากบอกเล่าให้คนไกลได้รับรู้ เราต่างเดินทางตามลำพัง แต่ทุกขณะที่เรามองเห็น ได้ยิน สัมผัส กับทุกเรื่องราว และทุกภาพที่งดงามเราก็คิดถึงคนที่ผูกพันด้วย แม้ข้างกายจะไม่มีใครอยู่ด้วยตรงนี้ แต่ทุกที่ที่ไป มีใครบางคนอยู่ในใจเสมอ...คุณอยู่กับฉันในทุกหนแห่งที่ฉันเดินทางไปถึง

                ฉันนึกถึงตอนหนึ่งจากหนัง Forest Gump คืนที่เจนนี่กลับมา  แล้วฟอเรสต์เล่าเรื่องราวที่เขาออกวิ่งไปทั่วอเมริกา เขาพยายามบอกเล่าถึงทุกภาพที่งดงามเหมือนสวรรค์บนโลกใบนี้ เจนนี่บอกกับฟอเรสต์ว่า...น่าเสียดายที่เธอไม่ได้อยู่ตรงนั้นกับเขา...ประโยคที่ฟอเรสต์พูดทำให้ฉันถึงกับน้ำตาซึม ‘คุณอยู่ตรงนั้นกับผม อยู่ตรงนั้นตลอดเวลา’ ในหนังเจนนี่เป็นนกที่โบยบินออกไปตามสัญชาตญาณและแรงขับเคลื่อนจากความฝันที่กระจัดกระจาย เธอทิ้งขนนกอย่างฟอเรสต์ไว้กับรวงรัง ทุกครั้งที่เธอบาดเจ็บกับชีวิตและการเดินทาง เธอจะกลับมาหาเขา ฟอเรสต์ กัมป์ รังอันอบอุ่นให้นกอย่างเจนนี่กลับมาพักพิงได้เสมอ วันหนึ่งเธอจากไปไม่มีวันกลับ ทิ้งลูกนกตัวน้อย ‘จูเนียร์’ ให้ฟอเรสต์ดูแล เช้าวันนั้นฟอเรสต์เดินออกมาส่งลูกชายขึ้นรถไปโรงเรียนหน้าบ้าน ขนนกที่เคยปรากฎตัวในต้นเรื่องปรากฎอีกครั้ง ชีวิตของผู้ชายชื่อ ‘ฟอเรสต์ กัมป์’ ยังคงดำเนินต่อไป

                เรื่องเล่าของนก และขนนกในหนัง บอกกับฉันว่า...สวรรค์ที่แท้จริงและความรักที่ยิ่งใหญ่นั้นอยู่ที่บ้าน วันนี้คนไร้บ้านอย่างฉันจึงเดียวดายนัก หากฉันมีประตูวิเศษของโดราเอม่อน ฉันจะเปิดมันออกไปรับคนที่ฉันรักมานั่งอยู่ตรงนี้กับฉัน เอสเพรสโซ่รสเข้มสักสองช๊อตเหมือนเดิมใช่มั้ยคะ จิบกาแฟหอมๆ ที่นี่สักพักก่อนนะคะที่รัก แล้วฉันจะพาคุณขึ้นไปกราบพระธาตุพูสี แวะกินเฝอข้างถนน แล้วเกี่ยวก้อยเดินดูน้ำคานยามสายด้วยกัน

ฉันหยิบโปสการ์ดออกจากกระเป๋ากล้อง  จดความคิดถึงขณะนั่งดื่มกาแฟที่ระเบียงร้านย่านบ้านเจ๊ก คิดถึงคำสั่งลาสุดท้าย ‘...ไม่มีผมแล้วคุณต้องดูแลตัวเองดีดี อย่าทำให้ผมต้องมีห่วง’  ฉันรู้...ฉันรู้ดีว่าชีวิตฉันไม่ใช่ของฉันคนเดียว ฉันยังต้องมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นๆ ที่รักฉัน ฉันเป็นของพวกเขา เท่าๆ กับที่พวกเขาเป็นของฉัน ในโลกใบนี้ไม่มีชีวิตใดเกิดขึ้นมาลอยๆ เราต่างเดินทางมาโลกนี้ตามลำพัง แต่ระหว่างเรากับผู้คนมากมายก็ถูกโยงใยเข้าหากันด้วยสายใยที่มองไม่เห็น  ฉันไม่ได้เกิดมาเป็นของคุณ คุณไม่ได้เลือกเกิดมาเป็นของฉัน แต่เราถูกสร้างให้เกิดมาเป็นของกันและกัน เป็นพ่อ-แม่-พี่-น้อง-เพื่อน หรือกระทั่ง...คนรัก... และเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว มันก็จะเป็นเช่นนั้นตลอดไป!!!

                ฉันใช้เวลาตลอดบ่ายเดินชมวัด...เริ่มจาก...วัดวิชุนไปตามถนนพูสีเลียบน้ำคานไปจนถึงวัดปากคาน แล้ววกเข้าถนนสักกรินทร์ ผ่านวัดไหนแวะทุกวัด แวะชื่นชมความงามเรียบง่ายของศิลปะนายช่างลาว สิมหรือพระอุโบสถวัดเชียงทองที่ดูกี่ครั้งก็ยังงดงามจับตา แม้นไม่อลังการงานสร้างยิ่งใหญ่เหมือนบ้านเรา แต่ลวดลายปูนปั้นไม้แกะสลักตลอดจนวัสดุที่ใช้ประดับประดา บ่งบอกถึงพื้นเพทางจิตใจของคนลาวที่ทั้งงดงามและเรียบง่าย ฉันเดินเข้าวัดนั้นออกวัดนี้อยู่ราว ๔ ชั่วโมง รวมแล้วได้เกือบ ๒๐ วัด

                บางวัดกำแพงติดกันเดินได้สบายมาก แวะนั่งดื่มน้ำหมากไม้ หรือ ผลไม้ปั่น ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตัวร้านดัดแปลงจากบ้านไม้หลังเก่าที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ น้ำหมากนัดหรือสัปปะรดปั่น เรียกเรี่ยวแรงให้กลับคืน ขณะที่อากาศเริ่มเย็นลง ฉันเปลี่ยนเส้นทางไปเดินเลียบน้ำของ ฉันจดใส่สมุดบันทึกเล่มเล็กว่า...วันนี้ฉันเดินได้สมกับเป็น ‘นัก-เดิน-ทาง’

                ฉันกลับขึ้นยอดพูสีอีกครั้งในขณะที่แสงสุดท้ายกำลังเลือนหาย ที่ทิวเขาไกลสุดสายตา ฉันยิ้มให้กับผู้คนมากมายที่ขึ้นมาที่นี่เพื่อร่วมเป็นประจักษ์พยานความงาม ขณะอาทิตยาเอ่ยคำลาน้ำแม่ของ ส่วนซีกฝั่งตะวันออกน้ำคานก็กำลังทักทายดวงจันทราที่ฉายแสงนวลตาท่ามกลางความมืดที่โรยตัว จำปาดอกหนึ่งคว้างหล่นตามแรงลม ฉันเก็บมันขึ้นมาเหน็บผมที่มุ่นมวยไว้ พลางสัญญากับตัวเองว่าจะกลับมาที่นี่อีกครั้งในเย็นวันสุดท้ายก่อนจากลา

                ระหว่างเดินลงจากพระธาตุพูสี ฉันเจอพี่สาวคนไทยสามคนที่เจอเมื่อบ่ายระหว่างเดินชมวัด พี่สาวชวนไปนั่งชมน้ำคานตามประสาวสาวที่มีชื่อจองคานไว้รอมร่อ (ฮา) ‘ซัย’ หนุ่มลาวที่เฝ้าร้านเสนอเครื่องดื่มที่ไม่ควรพลาด...เหล้าขาวสูตรดั้งเดิมจากบ้านสร้างไห่ ที่หมักจากข้าวเหนียว ฉันกลั้นใจยกจอกแรกร้อนวาบไปทั่วคอ คิดถึงเหมาไถที่เคยลิ้มลองยามเยือนต้าลี่ ที่มีคนส่งให้ดื่มแก้หนาว จอกเดียวอุ่นทันใจ เหล้าข้าวเหนียวนี่ก็รสชาติบาดคอและให้ความอบอุ่นได้ไม่แพ้กัน

                หลังจากฝรั่งที่เข้ามาก่อนหน้าเราออกจากร้าน ซัยกับสมชายเดินมานั่งคุยกับพวกเราเหล่าสี่สาว  ความเป็นกันเองของทั้งสอง สร้างความคุ้นเคยได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซัยเล่าให้ฟังว่า...มีคนชวนเขาไปทำงานเป็นบริกรที่เชียงใหม่ เพราะเขาพูดภาษาอังกฤษได้ดี แต่เขาไม่แน่ใจว่าควรไปไหม ฉันเล่าให้เขาฟังคร่าวๆ ว่าสภาพที่เขาต้องไปเจอคืออะไร...เงินเดือนสองสามพันบาทนั้นแม้จะเป็นจำนวนมหาศาลเมื่อเทียบกับเงินกีบ แต่ค่าใช้จ่ายในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่หักแล้วคงเหลือไม่เท่าไหร่ อาชีพบริกรนั้นก็ใช่ว่าจะมั่นคง เขาพูดประโยคที่ฟังดูซื่อๆ ประโยคหนึ่งว่า...ถ้าไปก็เพราะอยากได้เงิน มีน้องอีกตั้งหกคน... ความคิดของซัยก็ไม่ต่างกับผู้คนมากมายที่เดินทางเข้ากรุงมุ่งหางานทำ ในจำนวนคนมากมายเหล่านี้มีเท่าไหร่ที่...กลับไม่ได้ไปไม่ถึงอยู่ในเมืองแปลกหน้า

                ๓-๔ เดือนมานี้ ฉันมีโอกาสได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนาม จากการพูดคุยกับชาวบ้านหลายจังหวัด ฉันได้คำตอบหนึ่งเกี่ยวกับสภาพของหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่ชนบท ที่ผ่านมาเมืองได้ดูดทุกสิ่งทุกอย่างไปจากพวกเขา ทรัพยากรความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของท้องถิ่น การพึ่งพาตนเอง และที่สำคัญที่สุด ลูกหลานของพวกเชา...ยิ่งเรียนสูงยิ่งออกจากบ้านไปแล้วไม่กลับ คนที่เรียนอ่อนตกค้างในหมู่บ้าน ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาให้กับคนอื่นได้ ขณะเดียวกันเมืองก็ยัดเยียดของเสียหลายอย่างให้กับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นกระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม ยาเสพติด ความขัดแย้งจากการเมืองท้องถิ่น ฯลฯ

                เปล่า...ไม่มีอะไร...ฉันคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเฉยๆ ระหว่างนั่งคุยกับหนุ่มลาวสองคนนี้

                สามทุ่มเศษ...กลับถึงห้องพัก อาบน้ำสระผมแล้วหลับไหลด้วยฤทธิ์เหล้าขาวจากร้านซัย

                ฉันไม่แน่ใจนักว่าตื่นขึ้นมากี่โมง รู้เพียงสว่างแล้ว ด้วยขณะนั้นปวดหัวเหลือที่จะทาน อีกทั้งคอยังแห้งผากอย่างเหลือร้าย เปิดกระเป๋าเป้หยิบพาราสองเม็ด พร้อมดื่มน้ำเปล่าจากขวดที่ซื้อมาตั้งแต่ก่อนออกจากหนองคาย แล้วหลับยาวตื่นขึ้นมาอีกทีบ่ายโมงกว่า อาการปวดหัวนอกจากยังไม่หาย ยังแถมพ่วงด้วยอาการปวดเนื้อปวดตัว และความรู้สึกขมคอยามเฝอร้อนๆ ถูกลำเลียงสู่ร่างกาย

                ฉันไม่แน่ใจนักว่ายามนี้อาการปวดหัวนั้นเกิดจากความร้อนของร่างกายที่ขึ้นสูง หรือปวดจากความคิดที่ลังเล  ใจหนึ่งฉันอยากโทรศัพท์ไปหาเจ้าของคำตอบต้นเรื่อง แต่ฉันก็ไม่อยากรบกวนเขา เพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกันอีกต่อไปแล้ว  หากอีกใจ...กระหวัดนึกย้อนถึงคำพูดของเขาที่เคยว่ากัน  ‘ทำอวดเก่ง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้วยังจะมาหยิ่งไม่เข้าท่า!!!’

                สุดท้ายฉันตัดสินใจโทรบอกเพื่อนรุ่นพี่ที่เพิ่งแยกจากกันมา เขาร้อนใจ...เขาไม่อาจมาได้ด้วยพรุ่งนี้เช้าต้องไปพรีเซนต์งาน ฉันเข้าใจ และไม่คาดหวังว่าเขาจะมา พี่ขอเบอร์ติดต่อที่เกสต์เฮ้าส์ไว้ ไม่กี่นาทีถัดมาคนที่โทรหาฉันกลับเป็นใครอีกคน

                “ดูแลตัวเองก่อนนะครับ เครื่องบินไปหลวงพระบางวันนี้ไม่มีแล้ว พรุ่งนี้ผมจะขึ้นเที่ยวแรกเก้าโมงครึ่ง คงไปถึงประมาณเที่ยงน่ะครับ แล้วผมจะรีบไปดูแลหัวใจผมด้วยตัวผมเอง!!!” 

                ฉันนึกถึงประโยคหนึ่งจากหนังสือ ‘ใจคนและหนทาง’ ของภัทรพงศ์  คงวิจิตร หรือพี่แรก...คนเขียนสารคดีที่หยุดการเดินทางและหัวใจไว้ที่เมืองนี้ ที่ว่า... ‘รสชาติการรอคอยบนหนทางกลับบ้านหรือที่ที่เรารักเป็นความเงียบเหงาเกินทน’ ชายหนุ่มหน้าคมผมยาวคนนั้นกำลังรู้สึกเช่นไรกันนะกับการรอคอยที่จะมาถึงฉันในวันพรุ่งนี้ เขาจะรู้สึกอย่างที่พี่แรกรู้สึกไหมว่าการรอคอยนั้นช่างยาวนานและทรมานสิ้นดี!!!


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13
โกศล วันที่ : 07/03/2008 เวลา : 09.38 น.
http://www.oknation.net/blog/kosol
ใครใครต่างว่ากวีตาย    ขอสืบลมหายใจกวี

หลวงพระบางเขาว่างาม ผมก็แน่ใจงว่างาม แม้ชาตินี้ยังไม่ได้ไป

แต่หลายชาติก่อนผมเกิดที่นั่นแน่ๆ เพราะได้ยินหลวงพระบางมาตั้งแต่เด็กๆก็จำได้ติดใจเลย

ไม่แปลก ล้านช้าง หลวงพระบาง เวียงจันทน์ ฝั่งซ้าย ฝั่งขวาแม่น้ำโขง จากหลวงพระบางจรดดอนมดแดงบ้านกระผมย่อมเป็น "ชนชาติลาว"เช่นกัน ที่ถูกแบ่งแยกโดย "รัฐ" สมัยใหม่

ฉะนั้นชาติที่ผ่านมาย้อนหลัง กระผมย่อมมีโอกาสจะเป็นคน "หลวงพระบาง"

ขอให้หลวงพระบางรอดจากการถูกเหยียบย่ำในนาม "การท่องเที่ยว"
ความคิดเห็นที่ 12
ชัชวัลย์พงศ์ยุทธนาธรรม วันที่ : 02/03/2008 เวลา : 12.22 น.
http://www.oknation.net/blog/chatchawan

เห็นด้วยครับ
"จิตวิญญาณการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวหายไปไหน"
แต่ไม่แน่หรอก อาจจะอยู่หลวงพระบางก็ได้
ที่นั่นแสนงาม มิติของพื้นที่ เวลา และเสียงประวัติศาสต์ รวมทั้งวาทกรรมทางชาติพันธุ์นั้นก้องกัวานเพาะพริ้งไม่รู้จบ นี่คือความงามที่แตกต่างไปจากสิ่งที่เราคุ้นชินอยู่ในโลกฝั่งขวาแม่น้ำโขง-ประเทศไทยที่กลายเป็นพื้นที่สำหรับการขนทิ้งขยะซากเทคโนโลยีและวัตถุนานาชนิดที่ผุดออกมาจากปล่องทวารเครื่องจักกลและนาโนเทคโนโลยีสุดขั้ว

คนหนุ่มสาวหายไปไหนและจิตวิญญาณการต่อสู้หายไปอยู่ในโลกของความเซื่อมซึม

คนหนุ่มสาวทั้งมวลยังเดินทางต่อไป ต่อสู้กับแรงเสียดทานของพลังจักรวาลวัตถุนิยมมายาและวาทกรรมที่บาดใจให้เร่าร้อนและไขว่คว้าหาความสุขบางชนิด เรายังเดินทางต่อไป สร้างศิลปะขึ้นมาทดแทนสภาพจิตใจที่อ่อนล้าสูญหายและถูกกระแทกแดกดันจากมวลสารในห้างสรรพสินค้าที่ทรงอานุภาพ ฯลฯ
ความคิดเห็นที่ 11
ระจัน วันที่ : 14/02/2008 เวลา : 10.19 น.
http://www.oknation.net/blog/rajun

สบายใจกรุงเทพ
สุขใจวันแห่งความรักครับ


รูปสวยมาก
ความคิดเห็นที่ 10
แพรจารุ วันที่ : 08/02/2008 เวลา : 23.43 น.
http://www.oknation.net/blog/parjaru
อยู่แบบบ้าน ๆ ในป่าเมือง

หลวงพระบางยังไม่เคยไปสักที ได้แต่อ่าน อ่าน และอ่าน ที่ใคร ๆ เขียน บอกใครเขาคงว่าเชยมาก ๆ คนเดินทางเช่นเรา ครั้งหนึ่งเคยบอกเพื่อนว่าไปมาหลายแห่งแต่ไม่เคยไปเกาะเสม็ด เพื่อนว่าอย่าไปบอกใครเชียวเชยมาก

ฟอเรสกัมป์หนังที่ชอบมาก ๆ เรื่องหนึ่ง

จะมาบอกว่า ยังอยากฟังเพลงเศร้า ๆ อยู่ไหม เชิญได้ที่บ้านคนชายขอบ
ความคิดเห็นที่ 9
ตาพรานบุญ วันที่ : 07/02/2008 เวลา : 23.49 น.
http://www.oknation.net/blog/ta-pran-boon

แม่เพลง น่ะ สั้นๆได้พร้าเล่มงามนะ เอ้ พันกว่าโลนี่น้ำหนักเหรอ น่ะ อ่านจ้า
ความคิดเห็นที่ 8
เพลงฝน วันที่ : 07/02/2008 เวลา : 18.48 น.
http://www.oknation.net/blog/hyacinth
"รอยหายใจเป็นเช่นการสลักบาดแผลใหม่ให้กับชีวิต" 

อ้ายป๋าน...อะไรกัน ยาวนิดยาวหน่อยแค่นี้ยังมิมีปัญญาอ่าน
ถ้างั้นพันกว่าโลเราก็ไม่ต้องมาพูดกันหรอกพี่ท่าน


ก้อนหินรำพัน...เราไม่อยากเฉลยตอนจบอีกตอนเลยสิน่า


พี่โต้...คึดฮอดเน้อพี่เน้อ
ความคิดเห็นที่ 7
อาโต้ วันที่ : 07/02/2008 เวลา : 13.23 น.
http://www.oknation.net/blog/rtoto

สายทางแห่งถิ่นกำเนิด..

สักวัน..

คงได้เยือน

.ระลึกถึงทุกระยะนะน้องพี่เอย
ความคิดเห็นที่ 6
ก้อนหินรำพัน วันที่ : 05/02/2008 เวลา : 18.19 น.
http://www.oknation.net/blog/LOSTGEO


หวัดดีกันอีกครั้งนะครับ....

ได้ตามไปเที่ยวหลวงพระบางด้วยแล้วนะ....

เดินทางคนเดียว...หอบนำหัวใจที่แหว่งวิ่นไปยังที่ที่สงบงาม...

หวังเพียงว่าอาจช่วยบรรเทาเบาบางลงได้บ้าง...

แต่สุดท้ายก็ดูท่าจะหนักหนากว่าเดิมนะครับ..

คงเป็นอย่างที่ว่า...ถึงชีวิตจะร้ายหรือดีเพียงใด

สุดท้ายมันก็ต้องดำเนินต่อไปนะครับ....

ส่วนความรู้สึกถึง "รสชาติการรอคอยบนหนทางกลับบ้านหรือที่ที่เรารักเป็นความเงียบเหงาเกินทน’ นั้น...ผมคิดว่าพอเข้าใจได้...และคิดว่าหัวใจชายหนุ่มคงล่วงหน้าไปถึงหลวงพระบางตั้งแต่คืนนั้นแล้ว....

มีความสุขเสมอนะครับ.....

(ปลายเดือนนี้จะเข้าลาวเหมือนกันครับ แถวสุวรรณเขต แต่เวลาจำกัดและคงเข้าป่าตามเคย)
ความคิดเห็นที่ 5
วิตามินบี วันที่ : 05/02/2008 เวลา : 17.41 น.
http://www.oknation.net/blog/babymind
ความอ่อนน้อมถ่อมตน คืออาภรณ์ประดับกายที่งดงาม


การเป็นผู้ให้ในวันนี้ จะทำให้เราเป็นผู้รับในวันหน้า

การที่เราทำงานอะไรก็ติดขัด หรือเกือบจะสำเร็จแล้ว
แต่ก็มีอุปสรรคมาขัดขวางทุกคราวไป
ให้พลาดโอกาส ให้งานสะดุด ให้ความหวังหลุดลอย
ลองแก้ด้วยการให้ทานซิคะ ผลแห่งการให้ทานจะช่วย
ให้เราทำอะไรติดขัดน้อยลง

บีจึงมาบอกบุญชวนคุณร่วมบริจาคหนังสือสำหรับเด็ก เช่น หนังสือให้ความรู้ การ์ตูน พจนานุกรม ซีดีการ์ตูน สารคดี หรือจะเป็นอุปกรณ์การเรียนทุกชนิด ของเล่น(ของใหม่)
ถุงเท้า กระเป๋า ขนม ออมสิน

เพื่อนำไปมอบให้กับเด็กในโรงเรียนยากจนที่จ.สระแก้ว ซึ่งขณะนี้ยังขาดอีกเป็นจำนวนมาก คุณสามารถส่งไปตามที่อยู่ด้านล่างก่อนวันที่20 กพ.นี้ค่ะ
ขอให้บุญในคราวนี้ ส่งผลให้คุณได้รับสิ่งที่หวังและตั้งใจอย่างง่ายดายในเร็ววัน

ส่งได้ที่ คุณ ชาลี วาระดี (โอเคเนชั่นบล๊อก)
บ. เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ชั้น 12A
1855 ถนน บางนา-ตราด
แขวงบางนา เขต บางนา
กทม. 10260
(จากบล็อกเกอร์..............)
ความคิดเห็นที่ 4
ตาพรานบุญ วันที่ : 05/02/2008 เวลา : 17.00 น.
http://www.oknation.net/blog/ta-pran-boon

ฝากไว้ก่อนเหอะเพลงเนชั่น เขียนยาวยืดเลย เกรงใจคนอ่านหน่อยดิ
ความคิดเห็นที่ 3
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 04/02/2008 เวลา : 20.29 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

หลวงพระบาง..ยังน่าเที่ยวใช่ไหมครับ
ความคิดเห็นที่ 2
BITCH วันที่ : 04/02/2008 เวลา : 19.16 น.
http://www.oknation.net/blog/bitch
อิ ท ธิ พ ล ชี วิ ต  มี ค่ า สู ง ยิ่ ง ก ว่ า สิ่ ง ใ ด


ความคิดเห็นที่ 1
ลูกไ่ก่ในกำมือ วันที่ : 04/02/2008 เวลา : 19.03 น.
http://www.oknation.net/blog/mknott

ทำไมมันอ่านได้แค่ครึ่งเดียวละครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน