พิมพ์หน้านี้
|
ลูกชิ้นปลาพองๆ กรอบๆ มีหลากหลายรูปร่าง ทั้งรักบี้ กลมๆ ที่ทอดขายกันตามตลาดหรือริมทางเท้า ถ้าเรารู้เบื้องหลังของพวกมัน แล้วเรายังจะกล้ากินมันอยู่อีกหรือไม่ นายน้อย (นามสมมติ) อาชีพชาวประมง คนงานแพปลาแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ เล่าว่า ขอเตือนเลยว่าลูกชิ้นทอดที่แม่ค้าเขาทอดในขายกันนั้นอย่าไปทานกันมาก เพราะมันมีส่วนผสมของเนื้องูที่จับได้มาจากทะเลหรืองูปลาผสมอยู่ด้วย โรงงานเขาจะมารับซื้อแล้วเอาไปปนกับเศษปลา แล้วเขาก็จะเอาเนื้อปลา เนื้องูปลา ไปผสมกับแป้งแล้วก็ปรุงรส จะไม่ใส่เนื้องูอย่างเดียว เพราะมันเหม็นคาวมาก นายน้อย กล่าวต่อไปว่า เมื่อทางแพปลาเขาจับปลาขึ้นมาแล้วคนงานจะไม่มาแยกก่อน จะเอาไปใส่ห้องเย็นเลย แล้วค่อยไปแยกอีกทีที่สะพานปลา หรือที่จอดเรือ แล้วทุกครั้งก็มักจะมีงูติดมาด้วย พอมันติดมาก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ถ้าทิ้งไปก็ต้องจับมาได้ใหม่อยู่ดี และพอดีว่ามีโรงงานมารับซื้อไป เขาจะซื้อไปพร้อมๆกับเศษปลาที่เหลือจากการคัดแยก เพื่อนำไปผสมลูกชิ้น ลูกชิ้นพวกนี้ก็จะเป็นลูกชิ้นเกรดไม่ดี อย่างเช่นลูกชิ้นที่แม่ค้าทอดขายกันลูกละบาท นายน้อยกล่าวทิ้งท้ายว่า งูที่จับมาได้ ตนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นงูอะไร แต่ที่แพเขาจะเรียกว่างูปลา บางทีก็งูทะเล เพราะมันจับมาได้จากทะเล งูพวกนี้มันจะกินปลาเป็นอาหาร กินไปก็ไม่น่าจะอันตราย เพราะบางคนเขาก็กินงูกัน แต่ก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นอันตราย ทางฝ่ายนางสร้อยไข่มุก ศรีทองอินทร์ เจ้าหน้าที่แพล่าง สะพานปลาสมุทรปราการ กล่าวว่า ปลาที่โรงงานเอาไปทำลูกชิ้น จะเป็นพวกเศษปลาที่เหลือจากการคัดแยกเท่านั้น ไม่น่าจะทำมาจากงงูทะเลหรืองูอย่างอื่น เพราะงูทะเลเป็นสัตว์หายาก และมีพิษ อีกอย่างเนื้อมันน้อย เขาไม่นิยมทำอาหาร แต่ถ้าจับได้เขาก็จะเอาไปทำเข็มขัดหรือกระเป๋ามากกว่า เพราะได้ราคามากกว่า ด้าน ดร.ประทีป มีวัฒนา อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า งูทะเลหรืองูบกถูกจัดไว้ในประเภทสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งงูทุกชนิดล้วนมีพิษทั้งสิ้น แต่รับประทานได้และไม่ผิดกฎหมาย ถ้าจะนำมาประกอบอาหาร เพราะงูไม่ถูกจัดอยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เมื่อก่อนชาวประมงจะนำไปทำปูอัด โดยผสมกับเนื้อปลาที่เขาคัดออก แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจว่ายังใช้อยู่หรือไม่ เพราะในทะเลไทยงูทะเลเริ่มหายาก แต่ในต่างประเทศยังมีอยู่มาก ดร.ประทีป กล่าวถึงเรื่องพิษของงูว่า โดยปกติงูจะมีพิษอยู่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ต่อมพิษมีสารอาหารประเภทโปรตีนเป็นองค์ประกอบถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งงูทั้งตัวสามารถรับประทานได้ถึงแม้จะไม่เอาต่อมพิษออกโดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่พิษของงูจะก่อให้เกิดอันตรายก็ต่อเมื่อเข้าสู่กระแสเลือด แต่ถ้ากินงูเฉยๆก็ไม่เกิดอันตรายแต่ประการใด เพราะงูเป็นสัตว์ที่รับประทานได้อยู่แล้ว
ดร.ประทีป กล่าวต่อว่า ถ้าหากเราไปถามเจ้าของแพปลาหรือเจ้าของเรือ เขาก็จะไม่บอกข้อมูลกับเราหรือบอกไม่หมด เพราะมันจะมีส่วนได้ส่วนเสียทางธุรกิจ เป็นความลับทางธุรกิจ ส่วนคนงานแพปลาก็จะไม่มาแยกปลาที่หลงมาหรือปลาที่ไม่เป็นที่ต้องการ เพราะงูทะเลก็ไม่ได้เป็นสัตว์ที่เขาตั้งใจจับ แต่มันติดอวนขึ้นมา พอเขาไม่รู้จะนำไปทำอะไรเขาจึงนำไปปนกับปลาส่งให้โรงงาน แล้วทำเป็นปูอัด จะไม่มีการนำไปทำเป็นเครื่องหนัง เพราะมันไม่คุ้ม ต้องใช้งูหลายตัวกว่าจะได้กระเป๋าสักหนึ่งใบ อีกประเด็นหนึ่งก็คือถ้าหากว่าลูกชิ้นปลานั้น ทำมาจากเนื้องูทะเล แล้วจะมีมาตรการใดในการจัดการกับผู้ผลิตที่ทำแบบนี้หรือไม่ นายจีรภัทร พลายงาม เภสัชกร 7 สำนักงานสาธารณะสุข จังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า ในเรื่องที่มีการนำเนื้องูปลา ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเนื้องูประเภทใดนั้น ก็ต้องมีการพิสูจน์ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าจะตรวจพิสูจน์ก็คงจะทำได้ยากมาก หรือไม่ได้เลย เพราะเครื่องมือหรือสารที่นำมาใช้ตรวจนั้น จะสามารถตรวจได้แต่สารเคมีที่ผู้ผลิตใช้ เช่น สารฟอกขาว สารเร่งเนื้อแดง ทางสำนักงานอาหารและยามอบอำนาจให้กับสำนักงานสาธารณะสุขจังหวัดเป็นผู้จัดการตรวจสอบในเรื่องนี้ได้ โดยทางเราสามารถเข้าไปตรวจที่โรงงานได้เลย โดยไม่ต้องแจ้งให้ทางโรงงานทราบล่วงหน้า เพราะถ้าแจ้งไปก่อน ผู้ผลิตก็จะรู้ตัว และเปลี่ยนส่วนผสมในการผลิตครั้งนั้นได้ นายจีรภัทร กล่าว นายจีรภัทร กล่าวว่า ความผิดด้านกฎหมายของเรื่องนี้อาจจะมี เช่น กรณีที่บรรจุภัณฑ์ของลูกชิ้นปลานั้น ระบุว่า มีเนื้อปลาอินทรีย์ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อไปตรวจสอบแล้วพบว่า ลูกชิ้นนั้นไม่ได้ทำมาจากเนื้อปลาอินทรีย์ทั้งหมดตามที่ระบุไว้ แต่อาจจะผสมปลาชนิดอื่นลงไปด้วย ในกรณีนี้ก็จะมีความผิดตามาตรา 27 เรื่องอาหารปลอม ในวรรค 4 ที่ระบุไว้ว่า ฉลากที่มีอาหารเพื่อลวง หรือพยายามลวงผู้ซื้อให้เข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพ ปริมาณ ประโยชน์ หรือคุณลักษณะพิเศษอย่างอื่น หรือในเรื่องสถานที่และประเทศผลิต นายจีรภัทร กล่าวต่อไปว่า ความผิดในอีกข้อหนึ่ง ก็คือ มาตารา 27 วรรค 1 ระบุว่า อาหารที่ได้สับเปลี่ยนใช้วัตถุอื่นแทนบางส่วน หรือคัดแยกวัตถุที่มีคุณค่าออกเสียทั้งหมดหรือบางส่วน และจำหน่ายเป็นอาหารแท้อย่างนั้น หรือใช้ชื่ออาหารแท้อย่างนั้น นายจีรภัทร กล่าวว่า ในอีกกรณีหนึ่ง ถ้าหากว่าในบรรจุภัณฑ์ของลูกชิ้นนั้น ระบุว่า มีปลาทะเล 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อไปตรวจ แล้วพบว่า มีปลาทะเลหลายชนิดผสมกันอยู่ กรณีนี้ไม่ผิด แต่ถ้าหากตรวจพบว่ามีปลาน้ำจืดผสมรวมอยู่ด้วย กรณีนี้ผิด เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค
นายจีรภัทร ระบุว่า ส่วนมากทางอย. จะไม่ให้ใช้คำที่เรียกในลักษณะรวมๆเช่นนี้ แต่จะให้ระบุชนิดไปเลย เพื่อเป็นการป้องกันผู้ผลิตที่พยายามหลีกเลี่ยงข้อกฎหมาย เพราะเกรงว่าผู้บริโภคบางคนอาจจะแพ้ส่วนประกอบบางชนิดที่ผสมอยู่ในอาหารชนิดนั้น เมื่อผู้บริโภคเห็นก็จะไม่ซื้อสินค้า ผู้ผลิตจึงระบุแบบรวมๆเพื่อเป็นการรักษาลูกค้าเอาไว้ ในเดือนหนึ่งๆจะมีผู้บริโภคมาแจ้งกับทางสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคไว้ประมาณ 200 เรื่อง บางครั้งคนที่มาแจ้งก็อาจจะเป็นคู่แข่ง หรือมีปัญหาเรื่องการขัดผลประโยชน์ทางธุรกิจ ถึงแม้ว่างูจะเป็นสัตว์ที่รับประทานได้ก็จริง แต่ในวิถีชีวิตของคนที่เปลี่ยนแปลงไปจากสังคมชนบทมาเป็นสังคมเมืองเช่นนี้ ยังจะมีซักกี่คนที่รับได้กับอาหารจานเปิบไม่พิสดาร ดังเช่นลูกชิ้นงูและงูอัดถุงนี้
|
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |