พิมพ์หน้านี้
|
ปัญหาบัตรเครดิต : ซับไพรม์ที่มาพร้อมกับทุนนิยม หากพูดถึงประเด็นเศรษฐกิจในเวลานี้คงหนีไม่พ้นเรื่องซับไพรม์ (Subprime) หรือสินเชื่อที่ปล่อยให้กู้ให้กับลูกหนี้ที่มีเครดิตทางการเงินต่ำกว่ามาตรฐาน โดยใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นแน่ เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบแวดวงการเงิน การลงทุน และอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างมาก คำว่า ซับไพรม์ ถือเป็นศัพท์เฉพาะของวงการเครดิตและสินเชื่อในสหรัฐ ใช้บ่งบอกถึงระดับหรือเกรดของสินเชื่อ หมายถึง เกรดที่ด้อยกว่าหรือถือว่าดี หรือด้อยกว่ามาตรฐาน ที่จริงแล้วจุดเริ่มต้นของมันไม่ได้หมายถึงคุณภาพของสินเชื่อ แต่หมายถึงคุณภาพของคนหรือของผู้กู้ว่าเป็นผู้กู้ที่มีประวัติความสามารถในการชำระหนี้ที่ไม่ดีนัก หรือผู้กู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ด้อยกว่ามาตรฐาน และซับไพรม์ ไม่ได้อ้างอิงถึงเฉพาะสินเชื่อบ้านเท่านั้น แต่อาจครอบคลุมถึงสินเชื่ออื่นๆ เช่น สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ก็ได้ เพียงแต่ที่เป็นข่าวใหญ่พาดหัวอยู่ตอนนี้เป็นปัญหาซับไพรม์ของสินเชื่อบ้าน หรือ Subprime Mortgage (ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์) ในสหรัฐอเมริกามีปัญหาเรื่องสินเชื่อที่อยู่อาศัยต่ำกว่ามาตรฐาน (ซับไพรม์) ที่เกิดขึ้นกับวงการอสังหาริมทรัพย์ ปัญหา Subprim ของบ้านเราที่กำลังน่าเป็นห่วงน่าจะเกิดจากสินเชื่อบุคคล - บัครเครดิต มากกว่าที่จะเป็นประเภทพวกอสังหาริมทรัพย์ เพราะบ้านเรานั้นการซื้ออสังหาริมทรัพย์เก็งกำไรจะเกิดเฉพาะพวกมีเงินพอสมควรเท่านั้น แต่ประชาชนระดับกลางถึงล่างจะเป็นการกู้เงินมาใช้สิ่งของต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้อำนวยความสะดวกต่างๆ เป็นต้น บุคคลที่ตกเป็นเหยื่อลูกหนี้บัตรเครดิตมากที่สุดคือ กลุ่มคนระดับค่อนไปทางปานกลาง เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ คนทำงานบริษัทเอกชนทั่วไป รวมกระทั่งถึงนักศึกษาที่ยังไม่มีรายได้ด้วยซ้ำ มักตกเป็นลูกหนี้บัตรเครดิตโดยถ้วนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มหลังสุด อยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะเป็นกลุ่มที่ติดหนี้ค้างชำระมากที่สุด ข้อมูลจากการสำรวจพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตของคนไทยจำนวนหนึ่ง ของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยพบว่า คนไทยเฉลี่ยใช้บัตรเครดิตคนละ 3 ใบ ในจำนวนนี้เป็นบัตรเครดิตธนาคารพาณิชย์ของไทย ร้อยละ 50 ธนาคารต่างประเทศที่เปิดสาขาในไทย ร้อยละ 6 และบัตรเครดิตประเภทนอนแบงก์ ร้อยละ 43 ผู้ถือบัตรเครดิตส่วนใหญ่จะใช้ซื้อสินค้าแทนเงินสด ผ่อนชำระสินค้า และเบิกเงินสดล่วงหน้า โดยในส่วนการซื้อสินค้า จะใช้ซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตมากที่สุด รองลงมาคือซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับ เติมน้ำมัน และกินอาหารผลจากการสำรวจดังกล่าว ยังพบด้วยว่า กลุ่มที่ค้างชำระมากที่สุด และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือกลุ่มนักศึกษา ประโยชน์ของบัตรเครดิตจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่มีความรับผิดชอบต่อหนี้ที่ตนเองก่อเท่านั้น เพราะหากเราเป็นลูกค้าของบัตรเครดิตไม่ว่าจะเป็นของสถาบันการเงินรายไหนก็ตาม แล้วเราไม่ปฏิบัติตามกฎของเขา ความเดือดร้อนก็จะเกิดกับตัวผู้ใช้เอง เมื่อผู้ใช้บัตรเครดิตไม่มีเงินไปจ่ายสถาบันการเงิน ก็ต้องไปสมัครสมาชิกบัตรเครดิตกับสถาบันการเงินอีกรายเพื่อเอาเงินมาจ่ายให้เจ้าหนี้รายแรกก่อน แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆจนกลายเป็นวงจร สาเหตุที่คนตกเป็นหนี้บัตรเครดิตกันมากก็เพราะเงินในกระเป๋าของคนไทยลดน้อยลง รายจ่ายมากกว่ารายได้ ขณะที่ราคาสินค้าก็แพงขึ้นเรื่อยๆ อัตรดอกเบี้ยสูงขึ้น รวมทั้งราคาน้ำมันที่แพงขึ้นด้วย คนจึงหันไปพึ่งบัตรเครดิตกันเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน บัตรเครดิตจึงกลายเป็นตัวก่อหนี้ให้กับคนยุคใหม่ รัฐบาลจึงควรเร่งแก้ปัญหาด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัว เพื่อเพิ่มรายได้ของประชาชน รวมทั้งรณรงค์ให้มีการออมเงินมากขึ้น ก่อนจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ก่อนที่ซับไพรม์ในส่วนของสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตของไทยจะขยายตัวจนทำให้คนไทยเป็นหนี้กันหัวโตมากไปกว่านี้ โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาที่อาจจะมีหนี้ก่อนที่จะเรียนจบมีงานทำด้วยซ้ำ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงสามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ปัญหาซับไพรม์นั้นมาพร้อมกับระบอบทุนนิยมจริงๆ เพราะฉะนั้นการยึดหลักพอเพียงก็ยังเป็นวิธีที่ยังคลาสสิกเสมอ และสามารถปรับใช้ได้กับเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนได้ ไม่เพียงเฉพาะแต่เศรษฐกิจไทยเท่านั้น แต่นำไปปรับใช้กับเศรษฐกิจระดับโลกก็ยังไหวเลย
|
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||