|

"เฮ้ย! อยู่ไหน เลิกงานยัง กินเหล้ากันมั๊ย" เสียงสนทนาที่ดังมาจากโทรศัพท์ในเวลาเย็นๆ ของสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการยิงคำถามทีเดียว 3 คำถามรวด (hattrick question) ที่คู่สนทนาคงไม่ต้องการคำตอบใดๆ มากไปกว่า คำว่า "ไป" เพียงคำตอบเดียว ก็ชีวิตของมนุษย์เงินเดือนอย่างผม หรือคุณๆ ท่านๆ คงไม่มีรางวัลชีวิตแบบไหนจะดีไปกว่าการสังสรรค์ในคืนสุดสัปดาห์ โดยไม่ต้องห่วงว่า...วันพรุ่งนี้...จะต้องลากสังขารขึ้นมาจากที่นอนโดย ไม่ต้องใช้บริการเครื่องดื่มระงับอาการ "แฮงค์" หลากหลายยี่ห้อ... ไม่ต้องพึ่งกาแฟเข้มๆ...ไร้น้ำตาล และการได้เจอะเจอเพื่อน(เป็น)ฝูง มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีตัวกระตุ้นรสขาติการพูดคุยเป็น "น้ำสีเหลืองอำพัน" นั้น มันเป็นธรรมเนียมที่ "ชาติชาย" อย่างเราๆ ท่านๆ นั้น ปฎิบัติสืบต่อกันมา ตั้งแต่ ปู่ ของ ปู่ ของ ปู่ ของ ปู่ ของ ปู่ ของปู่ (เอาเป็นว่า...นานมากก็แล้วกัน) เพียงแต่ว่า มีการ "อะแด๊บ แอนด์ แอ๊บพลาย" เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการดื่ม ให้เข้ากับยุคสมัย แตกต่างกันก็แค่เพียงรูปแบบและวิธีการก็เท่านั้นเอง แต่หัวใจหลักของวัฒนธรรมการดื่มที่ยังเหมือนเดิม นั่นคือ "ดื่ม...เมา...อ๊วก(แตก) แล้วก็...อ๊วก(แตน)" มิเคยเปลี่ยนแปลง "ร้านไหน...พี่" ผมไม่ตอบ แต่กลับตั้งคำถามกลับ "ร้านเดิมว่ะ...พี่ฝากเหล้าไว้ เอ็งออกค่า mixer แล้วกัน" เสียงปลายสายตอบมา "โหย..ร้านนั้น มิกซ์มันแพงนะพี่..หาร้านอื่นไม่ได้เหรอ เดี่ยวตังค์ไม่พอจ่าย" ผมต่อรอง "เอาน่า...ไปเหอะ น้องๆ เค้าโทรมาตาม เห็นว่าเหล้ามันจะหมดอายุแล้ว..." "เอา...ไปก็ไป แล้วเจอกันพี่ ไปนั่งกินรอเลยแล้วกัน เดี๋ยวตามไป" ผมจบการสนทนา เพื่อเตรียมตัวกลับบ้านไป อาบน้ำ แต่งตัว เตรียมออก "ศึกสุราสุดสัปดาห์" อีกครั้ง หลังจากร้างลา และห่างหายไปนาน เนื่องจากว่ามี "ภาระอันยิ่งใหญ่...ที่มาพร้อมกับดอกเบี้ยอันใหญ่ยิ่ง" นั่นเอง ระหว่างการเดินทาง ผมสงสัยว่าวัฒนธรรมการดื่มเหล้าของเรา เกิดการเปลี่ยนแปลงแปลกๆ ขึ้นเรื่อยๆ เช่น เราไปเปิดเหล้าร้านเค้า...กินไม่หมด...ก็ฝากไว้ ห้ามเอากลับ (เค้าว่ามันเสียมารยาทอย่างรุนแรง...ยิ่งกว่าการไปจีบน้องเมียเจ้าของร้าน) และมักจะเป็นเหล้าที่ทำบุญมาน้อย เพราะอายุของมันสั้นมาก... แค่เดือนเดียว...ถ้าเราไม่ไปแสดงสิทธิการเป็นเจ้าของ เจ้าของร้านก็จะทำการฌาปนกิจสุราขวดนั้นทันที (เราเตือนคุณแล้ว!) ยิ่งถ้า "บัตรฝากเหล้า" หายล่ะก็ ไม่ต้องพูดถึงครับ...จบข่าว 
เมื่อไปถึงร้าน บรรยากาศของร้านก็ยังคงเหมือนเดิม ทางเข้าร้าน ยังคงมีน้องๆ พริตตี้ให้การต้อนรับ จ๊ะ จ๋า เหมือนเดิม ในร้านจะมี "จอกลางแปลง" ที่ถ่ายทอด ถ้าไม่ถ่ายฟุตบอล (ของสโมสรโคตรเหง้าศักราชของคนบางกลุ่มบนดินแดนด้ามขวานของเรา ที่คิดว่าตัวเองมีเชื้อสายต้นตระกูลมาจากทีมนั้นๆ แล้วคอยด่ากันไป ด่ากันมา ลามมาถึงในโลกไซเบอร์ที่เราๆ ท่านๆ ได้เคยเห็นกันทุกวันนี้...เบื่อ(ไอ้พวกนี้)โคตรๆ) ก็ให้เราดูฝรั่งหน้าบึ้งๆ เดินกันไป เดินกันมา วนไปวนมา เหมือนเดิม หรือไม่ก็เป็นมิวสิกวิดีโอมาให้ดูกันเพลินๆ ทั้งไทยและเทศ แต่น่าแปลก ที่จอกลางแปลงที่นี่ มักจะเป็นใบ้ (เพราะผมไม่เคยได้ยินเสียงมันเลย) และก็มีวงดนตรี...วงเดิมๆ...เพลงเดิมๆ...คอยสร้างบรรยากาศให้เรา เคลิบเคลิ้ม...คึกคัก...กะจึ๊ก...กะจั๊ก ไปตามจังหวะดนตรี และตามอัตราดีกรีในร่างกายเรา (เขาว่ากันว่า ยิ่งดึก ยิ่งเมา เพลงยิ่งเพราะ) ........................................... และแล้ว...เวลาก็เดินทางไปอย่างรวดเร็ว...จากหัวค่ำ (21:00 ) ก้าวเข้าเวลาหัวรุ่ง (00:58) เสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดคุย... เสียงดนตรี ก็เริ่มหรี่ลงทีละนิดๆ สวนทางกับความมืดที่เคยปกคลุมร้านก็ค่อยๆ สว่างขึ้นทีละหน่อยๆ และเริ่มมีการทำงานทำการของแคชเชียร์ ทยอยมาคิดค่าเสียหายเป็นรายโต๊ะ...และแล้วก็มาถึงโต๊ะผม "เก้าร้อยสี่สิบห้าบาทค่ะพี่" ผมควักสตางค์ออกมาจ่ายเป็นแบงค์สีเทาให้ น้องบริกรก็เดินทางกลับไปที่แคชเชียร์พร้อมกับอัตราค่าความเสียหาย ที่ผมกับเพื่อนรุ่นพี่ได้ร่วมกันก่อการไว้ แล้วเดินกลับมาอีกครั้งพร้อมถาดเงินทอน "เฮ้ย...มีแบงค์ร้อยสัก 2 ใบไหมวะ" น้ำเสียงของรุ่นพี่ที่ค่อนข้างจะอ้อแอ้ ลอยเข้ามากระทบกับใบหูที่ค่อนข้างจะเต่งตึง เพราะพิษสุราในเวลานี้ "พี่จะเอาไปทำอะไร" ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงที่แอ้อ้อ พอๆ กับรุ่นพี่คนนั้น "ติ๊บ โว้ย ติ๊บน้องๆ" "พี่จะบ้าเหรอ เงินทอนที่เหลือก็พอแล้ว ติ๊บบ้าติ๊บบออะไร ตั้งสองร้อย" ผมบ่นงึมๆ งำๆ หลังจากได้รู้จุดมุ่งหมายของรุ่นพี่คนนั้น "เฮ้ย...ม่ายด้าย ม่ายด้ายยยย มันเป็น "ศักดิ์ศรี" ของพี่โว๊ยยย" รุ่นพี่ยังไม่ยอมลดละ "(กู)...ไม่ให้ เดี๋ยวไม่มีเงินค่ารถหรอกพี่" ผมยื่นคำขาด "แม่มมมม...เคี่ยว แม่มมม ไม่เห็นใจ "ศักดิ์ศรี" กูเล๊ย น้องๆ เค้าหมดความนับถือกูกันพอดี...แม่มมมมมเอ๊ย"" เสียงบ่นกะปอดกะแปดของรุ่นพี่แว่วมาตามลม ................................ ระหว่างทางกลับบ้าน หลังจากไปส่ง(ไอ้)รุ่นพี่จนถึงเรือนพำนักแล้ว ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย และวกกลับมาตรงคำว่า "ศักดิ์ศรี"...ที่รุ่นพี่ได้อ้างถึงในวงเหล้า ทำให้สงสัยว่า... เราจะมี "ศักดิ์ศรี" เมื่อเราได้แจกเงินให้กับเหล่าน้องๆ บริกรทีละเยอะๆ อย่างนั้นหรือ?? เราจะมี "ศักดิ์ศรี" เมื่อเวลาเราเข้าห้องน้ำในร้านเหล้า แล้วเสียเงินทีละ สี่ห้าสิบบาท เป็นอย่างต่ำหรือ?? ถ้า "ศักดิ์ศรี" เราวัดกันด้วยเงิน... เหล่า(ว่าที่)ผู้แทนฯ เหล่านั้น คงเป็นพวกที่มี "ศักดิ์ศรี" มากถึงมากที่สุด เพราะพวกท่านเหล่านั้น กำลังจะเอาเงินไปแจกเหมาทั้งหมู่บ้าน คาดกันว่า ราคา "ศักดิ์ศรี" เที่ยวนี้คงจะไม่ต่ำกว่าหัวละสามสี่ร้อย อย่างแน่นอน และเราคงจะได้...ผู้แทนที่(โคตรจะ)สม "ศักดิ์ศรี"" กันอีกแล้วล่ะครับ 
"ศักดิ์ศรี" ในวงเหล้าไม่ได้มีแค่นี้... เราจะมี "ศักดิ์ศรี" ได้ ต้องใส่รองเกือกที่สุภาพ ไม่อย่างนั้นหมดสิทธิ์กินเหล้า ราคากันเอ๊ง...กันเอง (น้ำแข็งก้อนละ...สองสามบาทเอง) ในสภานที่ที่มี "ศักดิ์ศรี" แต่ส่วนใหญ่...รองเกือกที่สุภาพ ก็ไม่สามารถห่อหุ้ม ความมี "ศักดิ์ศรี" ของ "ตีน" ที่อยู่ข้างในรองเกือกนั้นได้ จึงมักมีการ รุมกระทืบ (ขอย้ำ รุม! เพราะถ้าเกือกคู่เดียว "ศักดิ์ศรี" ยังไม่ทำงาน) อย่างมี "ศักดิ์ศรี" ในสถานที่ "ศักดิ์ศรี" สูงๆ อยู่เป็นประจำ และเมื่อไม่นานนี้ "ศักดิ์ศรี" ของ "ว่าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" ก็ทำงานอีกแล้ว เนื่องจากไปหยาม "ศักดิ์ศรี" ว่าพี่เขาเมา ก็เลยโชว์พลังให้ดูว่าตูยังไม่เมา(โว้ย!) เพียงแต่ครั้งนี้ "ศักดิ์ศรี" ครั้งใหม่ มีความจำดี ถึงดีมาก เพราะว่า เมาแค่ไหน ก็ยังจำชื่อบิดา...ชื่อญาติโกโหติกาของท่านได้ ไม่ต้องไปถามชาวบ้านชาวช่องว่า "ตู...ลูกใคร(วะ)" ให้เราปวดหัวเล่น น่าชมเชยนะครับ ว่าที่ผู้พิทักษ์ฯ ของเรา มีความจำที่ดีจริงๆ ถ้า..."ศักดิ์ศรี" ในร้านเหล้าของเหล่าสุภาพชน เค้าวัดกันด้วยวิธีนี้ ผมขอเป็นคนมี "ศักดิ์ศรี" แบบพอเพียง หากินสุราตามร้าน "ศักดิ์ศรี" แบบเพียงพอ (ติ๊บน้อยๆ เมานานๆ) ที่มีอยู่ทั่วไปจะเป็นการปลอดภัย ต่อ "ศักดิ์ศรี" ที่มีอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของตัวผมเองจะดีเสียกว่า เพราะไม่ว่าอย่างไร "สุราขวดไหนๆ ก็มีศักดิ์ศรี และดีกรีของความเมาเท่าเทียมกัน"...คุณว่าไหมครับ... 
"ถึงแล้วพี่"...คำนี้ทำให้ผมตื่นจากภวังค์ความคิดเรื่อง "ศักดิ์ศรี" เมื่อรถสีเขียว-เหลือง ได้จอดสนิทหน้าบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านชานเมือง ผมได้ชะโงกไปดูตัวเลขที่หน้าคอนโซลรถ มองออกมาเป็นตัวเลข 153 ผมจึงได้ควักสตางค์ 200 (ที่รุ่นพี่มันจะเอาไปสร้างศักดิ์ศรีนั่นแหละครับ) ให้กับคนขับ taxi และยืนรอสตางค์ทอนที่หน้ารถ ได้รับเงินทอนมา 40 บาท ผมเห็นคนขับทำท่าขยุกขยิก แล้วก็ถามผมว่า "พี่มีเศษสตางค์ 3 บาทไหม" ผมควานหาเศษสตางค์ในตัว แล้วบอกกลับไปว่า "ไม่มีเลย ไม่เป็นไรครับ" แล้วรถเขียว-เหลืองก็ได้เดินทางจากไป และระหว่างที่ผมกำลังพยายามไขกุญแจเข้าบ้าน เหมือนกับได้ยินเสียงแว่วๆ ลอยมาตามลม เข้ามากระทบกับใบหูของผมว่า "ถ้าอยากเป็นผู้โดยสารที่มี "ศักดิ์ศรี" ห้ามเตรียมเงินให้พอดีกับค่าโดยสาร TAXI อย่างเด็ดขาด" (ปัจฉิมลิขิต : ขอบคุณรูปภาพดีๆ จาก Gettyone)
|