• ปณาลี
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : iisu_rasada@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-12-21
  • จำนวนเรื่อง : 49
  • จำนวนผู้ชม : 8452
  • จำนวนผู้โหวต : 25
  • ส่ง msg :
นักเดินทางระยะสั้น
ระยะทางสั้นๆ แต่มีเรื่องรายทางจะเล่าให้ฟัง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/iisu
วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551
Work&Labor ประสบการณ์จริง ยิ่งกว่าเรื่องเล่า
Posted by ปณาลี , ผู้อ่าน : 221 , 19:29:07 น.   | หมวดหมู่ : เรื่องเล่าในวงเล็บ  
พิมพ์หน้านี้


“รอยยิ้มของเราทำให้พวกเขาแปลกใจมากค่ะ” อุ๊ หรือ นางสาวนิศารัตน์ สุขษาเกษ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี 4 บอกถึงยิ้มสยามที่ทำให้คนต่างชาติประหลาดใจ

“ไปเอาเงินคืนค่ะ” แจง หรือ นางสาวชุติมา บัวพรหม นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี 4 บอกถึงเหตุที่เธอตัดสินใจไปร่วมโครงการ Work&Travel อีกครั้งหลังจากที่เธอไปมาก่อนหน้านั้นเมื่อปี 1

2 สาวเป็นเพื่อนต่างคณะ ที่รู้จักกันก่อนจะเดินทางไปกับโครงการ Work&Travel ซึ่งเธอทั้ง 2 คนเรียกโครงการนี้ว่าโครงการ Work&Labor นักศึกษาที่เคยไปร่วมโครงการนี้หลายๆ คนก็คงจะเรียกไม่ต่างไปจากเธอ 2 คน

สถานการณ์ของโครงการ Work&Travel ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว แจงบอกว่ายังไม่ค่อยได้รับความนิยมเหมือนเช่นปัจจุบัน จะมีการประชาสัมพันธ์เพียงป้ายเล็กๆ ซึ่งมีเพียง 2 บริษัทเท่านั้น ประกอบกับโครงการดังกล่าวคนยังไม่แน่ใจด้วยว่าโครงการดังกล่าวจริงหรือว่าหลอกกันแน่ แต่ปัจจุบันเธอบอกว่านับไม่ได้เลย ว่ามีกี่บริษัท ทั้งด้านข้างและด้านหลังมหาวิทยาลัย แทบจะเรียกได้ว่าที่ไหนที่มีศูนย์ภาษาจะมีโครงการ Work&Travel อยู่ด้วย และในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนครึ่งหนึ่งของเด็กที่เรียนเอกภาษาจะเดินทางไปกับโครงการนี้และเธอเองก็เป็นหนึ่งในนักศึกษากลุ่มนั้น

“ตอนที่ไปในช่วงปี 1 ก็อยากไปค่ะ แล้วแจงก็ตั้งใจไว้แล้วตั้งแต่มัธยมปลายว่าอยากจะไป แต่ไม่ได้ก็เลยขอไปในช่วงเรียนมหาลัยแล้วกัน ไปเจอป้ายที่เขาโฆษณาไว้ ก็อยากรู้อยากเห็น แต่ก็ไม่รู้ว่าโครงการนี้เขาให้ไปทำอะไรแจงกับเพื่อนอีกคนเลยไปถามเขา ก็รู้ว่าไปทำงาน แล้วพี่เขาก็พูดดีนะ น่าเชื่อถือไปทำงานด้วยไปเที่ยวด้วย ก็ตกลงไป”

ก่อนไปทางบริษัทจะให้เลือกว่าจะไปรัฐไหน มีตำแหน่งงานให้เลือกว่าจะทำงานอะไร อย่างเลือกไว้ 4 อันดับ ก็ต้องผ่านการสัมภาษณ์จากบริษัทนายจ้างก่อน

“เสียค่าใช้จ่ายไปประมาณ 120,000 บาท ไปรัฐเวอร์จิเนียค่ะ ก่อนไปเขาก็ให้เลือกว่าจะไปทำงานอะไร แจงก็เลือกทำงานที่สวนสนุก แล้วก็ได้ทำที่สวนสนุกเลย ไปจัดอาหารให้กับพนักงานด้วยกัน ไม่ได้ออกไปข้างนอก ก็สนุกค่ะแต่ทำงานหนักมาก แล้วภาษาเราก็พูดไม่ได้ คุยกับใครก็ไม่รู้เรื่อง ฟังก็ไม่รู้เรื่อง ปีนี้ขาดทุนค่ะ เลยไปอีกไปเอาเงินคืน” พูดจบเธอก็หัวเราะ เมื่อย้อนเรื่องราวการผจญภัยเมื่อปี 1 ให้ฟัง

นอกจากค่าใช้จ่ายที่ไม่คุ้มสำหรับเธอในปี 1 แล้ว แจงยังบอกอีกว่าเธอตกเครื่องบิน เพราะเครื่องบินดีเลย์ เธอกับเพื่อนที่ร่วมเดินทางกันต้องติดต่อประสานงานกันเอง ซึ่งมีปัญหามากในการสื่อสาร และต้องนอนค้างที่สนามบินกว่า 2 คืนเพื่อรอเที่ยวบินต่อไป ค่าใช้จ่ายเธอและเพื่อนต้องออกเองทั้งหมดเช่นกัน มีอะไรให้กินก็ต้องกิน

เก็บเงินและหัวใจใส่กระเป๋าเดินทาง
หลังจากเลือกว่าจะไปรัฐไหนและไปทำงานอะไร ก่อนจะเดินทางต้องยื่นหลักฐานและเอกสารทั้งสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาการทำงานของพ่อแม่ ทรานสคริป สเตรทเม้นต์ ให้กับทางบริษัท นอกจากนั้นก็ทำพาสปอร์ต และวีซ่าด้วยตัวเอง การขอวีซ่าทางบริษัทจะนัดวันสัมภาษณ์ให้ และดำเนินการทุกอย่างเอง

“พอตกลงว่าจะไปกับบริษัทนี้ และเลือกงานแล้ว ก็จะต้องจ่ายค่าสมัครและค่าธรรมเนียมประมาณ 4,000 – 5000 บาท ถึงแม้เราสัมภาษณ์ไปแล้วไม่ได้งานอย่างที่เลือก เหมือนเป็นการรับประกันว่าไม่ให้เราเปลี่ยนใจที่จะไม่ไปเพราะว่าจ่ายเงินไปแล้ว พอสัมภาษณ์เสร็จก็ค่อยจ่ายอีกที่เหลืออาจจะจ่ายเป็นงวดๆ ค่ะ” อุ๊ผลัดมาเล่าบ้าง “จ่ายให้กับบริษัทอีก 45,000 บาท เหมือนเป็นค่าดำเนินการ ค่านายหน้า อะไรแบบนี้ค่ะ แต่ไม่ได้รวมตั๋วเครื่องบินนะคะจะต้องซื้อต่างหากอีก” พูดจบก็ผงกหัวเป็นการยอมรับว่ามันแพงจริงๆ แต่มันก็แพงเอาการ แพงแบบนี้ไม่รู้ผู้ปกครองคิดอย่างไรบ้าง

“พ่อกับแม่ของอุ๊จะรู้ก่อนแล้วค่ะ ว่าอุ๊อยากไป ก็ไปเล่าให้เขาฟังว่าเพื่อนเราไปมานะ ไปแล้วเขาเก่งภาษาขึ้น ได้เงินกลับมาด้วย ตอนนั้นแม่ก็ไม่พูดอะไร พอมาปี 3 แจงกับเพื่อนอีก 2 คน บอกว่าจะไปสมัครไป Work&Travel อุ๊ก็เลยไปด้วย สัมภาษณ์อะไรเสร็จแล้วค่อยโทรไปบอกพ่อกับแม่ ว่าจะให้ไปหรือเปล่า รอประมาณวัน 2วัน พ่อก็บอกตามใจอยากไปก็ไป” เล่าไปหัวเราะไปทั้ง อุ๊และแจง ราวกับเป็นการหนีเที่ยวแบบเด็กๆ แต่ทั้งที่จริงเป็นการหนีเที่ยวที่ไกลอกพ่อกับแม่มากเหลือเกิน

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่รวมออกมาแล้วทั้งค่าธรรมเนียม ค่าสมัคร ค่าตั๋วเครื่องบิน อยู่ที่ 120,000 บาท รวมทั้งต้องเตรียมเงินไปอีก 700 เหรียญ เพื่อเป็นค่ามัดจำค่าเช่าบ้าน และค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ ที่โน่น

หลังจากทุกอย่างเรียบร้อย ทริปแรกของอุ๊กับทริปที่สองแจงก็เริ่มขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินนานาชาติของไทยนั่นเอง ไม่มีตัวแทนจากบริษัทนายหน้าไปส่งและไม่มีพวงมาลัยมาคล้องคอเหมือนละครในทีวี มีแต่ตัวเองและเพื่อนร่วมทางที่ไป Work&Travel ด้วยกัน

บทเรียนบทใหม่ ที่เขียนหลักสูตรด้วยตัวเอง
“มีคนไปโครงการนี้เยอะมากค่ะ บางคนก็ไปที่เดียวกัน พอไปถึงก็จะมีนายจ้างมารรับที่สนามบิน พาไปที่พัก แต่ครั้งนี้พอไปถึงแล้ว เราต้องไปพักที่โรงแรมกันก่อน แล้วค่าโรงแรมทางนายจ้างออกให้แค่คืนเดียว ซึ่งพวกเราต้องอยู่กัน 3 คืน ก็ช่วยๆ กันออกค่ะ เพราะว่าบ้านพักยังซ่อมไม่เสร็จ”

แจงเล่าเหตุการณ์เมื่อครั้งเธอไปถึง Mississippi เธอบอกว่าต่างจากครั้งแรกมาก ครั้งที่เธอมากับอีกบริษัทเมื่อตอนปี 1 ทางตัวแทนจะเดินทางมาส่งที่ประเทศนั้นด้วย แต่ครั้งนี้เธอเดินทางมากันเองกับเพื่อนและมาพบนายจ้างที่สนามบินเอง หนำซ้ำบ้านพักที่จะให้พวกเธออยู่ก็ยังซ่อมไม่เสร็จ ซึ่งก่อนหน้านี้บ้านพัก 2 หลังนั้นนักศึกษาจากเปรูเคยมาพักก่อนแล้ว ตอนนี้เดินทางกลับไป ทางนายจ้างจึงต้องซ่อมแซมปรับปรุงบ้าน กว่าจะได้เข้าอยู่บ้านก็วันที่ 4 และระหว่าง 3 วันที่รอก็ยังไม่ได้เดินทาง ซึ่งทั้งแจงและอุ๊ รวมถึงเพื่อนๆ ต้องรับผิดชอบค่าเช่าห้อง ค่ากิน กันเอง

“งานที่เราไปทำก็คือร้าน McDonald’s ซึ่งเป็นงานที่เลือกมาตั้งแต่เมืองไทยแล้ว และงานนี้เราต้องทำ 3 เดือน ที่ร้าน McDonald’s จะมีการลงเวลาทำงานที่ชัดเจน อย่างทำวันนี้ ทำกี่ชั่วโมง หลังจากนั้นเราแล้วก็ไปหางานทำเพิ่ม” อุ๊แจกแจงรายละเอียดการทำงานอย่างชัดเจน พร้อมกับทำตาเจ้าเล่ห์เมื่อพูดที่งานที่ 2 ที่เธอเลือกทำ

1 สัปดาห์ ทั้งอุ๊และแจงเลือกทำงานที่ร้าน McDonald’s 4 วัน อีก 3 จะไปทำงานที่ Casino Resort งานที่ร้าน McDonald’s เธอจะต้องทำทุกอย่าง ตั้งแต่หน้าร้านจนถึงก้นครัวทีเดียว ดูเหมือนจะหนักกว่า “แจ๋ว” เมืองไทยซะอีก 8 ใน 10 ของเพื่อนร่วมงานต่างเชื้อชาติของอุ๊กับแจงเป็นคนดำ อุ๊บอกว่าจะแอบดีใจอยู่ลึกๆที่จะได้กลายเป็นคนขาว (กว่าอีก 8 คน) และรู้สึกว่าตัวเองสวยขึ้นอีกโขเลย

“เราต้องทำให้ได้ทุกงานค่ะ ทำอะไรได้ก็ต้องทำ เพราะว่าคนไม่พอ พนักงานที่เป็นอเมริกันจะเป็นนักเรียนไฮสคูลก็จะทำในวันเสาร์ – อาทิตย์และก็ตอนเย็น ตอนกลางวันก็จะมีเพียงพวกเรา งานหนักมา…ก จะทำงานกันกะเย็นค่ะช่วง บ่าย 3 – เที่ยงคืน อุ๊จะทำหน้าที่รับรายการอาหาร ลูกค้าเดินมาสั่งอาหารเขาพูดเหมือนเวลาเราสั่งก๋วยเตี๋ยว เล็ก เนื้อ น้ำตก ชิ้น ไม่งอก พิเศษ อะไรแบบเนี้ยแต่เมนูที่สั่งเป็นอาหารฝรั่งที่เราไม่เคยกิน และไม่เคยเห็น แล้วเราก็ฟังไม่รู้เรื่องด้วย จะถามลูกค้าซ้ำๆ จนรู้สึกว่าตัวเราเองเริ่มไม่ไหวค่ะ อยากจะร้องไห้มากเลยตอนนั้น ขอเขาเปลี่ยนไปทำหน้าที่อื่นตอนแรกเขาไม่ยอมค่ะ ก็อดทนทำอยู่สักพัก จนในที่สุดเขาก็เปลี่ยนหน้าที่ให้ค่ะ” งานที่อุ๊บอกว่าขอไปใช้แรงงานดีกว่า

ระยะทางระหว่างบ้านพักกับที่ทำงานแจงบอกว่าไกล แต่มีรถรับ – ส่ง เพียงแต่ว่าต้องเสียค่ารถด้วย ซึ่งทั้งอุ๊และแจงก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องเสียเงินค่ารถด้วย อุ๊ชิงอธิบายเพิ่มเติมว่าทั้งบ้านพักก็เป็นของ McDonald’s ด้วยเช่นกัน

“รถรับ – ส่งจะเสียค่ารถวันละ 5 เหรียญ ส่วนค่าบ้านเช่าเขาจะคิดค่า 500 เหรียญ/ต่อคนและ 1 ห้องจะอยู่กัน 4 คน แล้วพอเช็คออกมาก็จะหักค่าบ้าน ค่ารถออกไปเลยค่ะ” อุ๊พูดจบ แจงก็เสริมทันควันเช่นกันว่า จะนั่งหรือไม่ได้นั่งก็หักหมด ถ้าหากว่าไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายมากขนาดนั้นคงจะรวยกลับเมืองไทยไปเลย

เมื่อถามถึงค่าอยู่แล้วจะไม่พูดถึงค่ากินก็ไม่ได้ เพื่อเป็นการประหยัดก็กินซะที่ร้านนั่นละ จะมีอาหารฟรีให้ 1 มื้อ ที่เหลือเราก็ทำกินกันเอง แล้วก็มีฟรีอีกแบบที่แจงบอกว่าเป็นฟรีแบบแอบๆ

“ฟรีแบบแอบๆ ก็ขโมยกินเอาค่ะ” พูดจบ 2 สาวต่างคณะก็ระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกัน รสชาติอาหารในมื้อ ”ฟรีแบบแอบๆ“ ในช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนค่อยๆ ลอยมาทีเดียว

เธอ 2 คนทำงานในช่วงกะบ่าย ตั้งแต่บ่าย 3 ถึงเที่ยงคืน ซึ่งในช่วงมื้อเช้าและเที่ยง ก็จะทำกินกันเองที่บ้านพักทั้งไข่ทอด ไข่ดาว ผัดมาม่า ปลากระป๋อง อาหารไม่ได้ต่างไปจากเด็กหอเมืองไทยเลยให้ตายสิ ที่เธอเลือกกินแบบนี้ไม่ใช่เพราะคิดถึงบ้านขนาดนั้นหรอก เพราะว่าเป็นอาหารที่ประหยัดนั่นเอง

Second job ทางรอดที่คุ้มค่าเงิน
หลังจากทำงานที่ร้าน Mc.Donalds' 4 วันอีก 3 วันที่เหลือก็จะทำ Second job ซึ่งทั้งแจงและอุ๊ บอกว่ามาครั้งนี้เธอตั้งใจมาทำงานจริงๆ และหากทำงานเพียงงานเดียว ก็จะได้เงินกลับมาแค่ครึ่งเดียว แล้วก็ไม่มีเงินไปเที่ยวด้วย ถึงแม้จะได้เที่ยวในวันที่ไม่ได้ทำงานแต่จะเอาเงินที่ไหนไปเที่ยว จึงออกตระเวนหางานในเมืองในช่วงที่เป็นวันหยุด และได้ทำงานที่ Casino Resort อุ๊บอกว่างานนี้ เหมือนจะดูดี มีชาติตระกูล แต่ไม่อยากบอกเลยว่าทำตำแหน่ง House keeping หรือ แม่บ้านโรงแรมนั่นเอง ทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น

ที่โรงแรม เพื่อนร่วมงานของเธอเป็นคนดำทั้งหมด ทำให้เธอกลายเป็นคนขาวอีกเช่นเคย (พูดแล้วก็ยิ้มเขินๆ)หลายคนเป็นเพื่อนที่ดีของเธอ ให้คำแนะนำหลายๆอย่าง แต่อีกหลายคนเธอบอกว่านิสัยไม่ดีเลย

“เขาชอบทำให้เด็กไทยเป็นตัวตลก แล้วก็หัวเราะอย่างไม่มีมารยาท เพราะเค้าคิดว่าเราไปแย่งงานเค้าทำ บางคนถามว่า ‘ที่ประเทศไทยไม่มีงานทำรึไง’ หรือ ‘หาเงินส่งกลับบ้านไปให้ลูกหรอ มีลูกกี่คนแล้วเนี่ย’ แล้วบางคนก็ยังพูดว่า ‘ทำเป็นหรอ แน่ใจนะว่าทำได้’ อย่างกับตัวอิจฉาในละครน้ำเน่าเลยค่ะ นางเอกก็ได้แต่ร้องไห้ปาดน้ำตาอย่างน่าสงสาร แต่นั่นไม่ใช่อุ๊คะ เพราะอุ๊ไม่ใช่นางเอกสมัยเก่าแล้ว ก็เลยตอบกลับไปว่า ‘เราปิดเทอม อยู่ว่างๆไม่มีอะไรทำ เลยมาทำงาน อีกไม่นานเราจะลาออก เอาเงินไปช็อปปิ้งนิวยอร์ค และที่อื่นๆจนหนำใจแล้วก็จะกลับบ้าน’” อุ๊เล่าถึงเพื่อนร่วมงานของเธอให้ฟัง เธอเองเลยกลายเป็นนางเอกไปในที่สุด

“งานของแม่บ้านก็คือการทำความสะอาดให้ทันเวลา อย่างวันหนึ่งต้องทำให้ได้ 15 ห้องต่อคน ตกห้องล่ะ 30 นาที แล้วห้องก็หย้าย ใหญ่ เตียงก็หย่าย ใหญ่ แล้วยิ่งเป็นห้อง Sweet room นี่ก็ยิ่งใหญ่ค่ะ ใหญ่กว่าบ้านอีก” แจงบอกความใหญ่แล้วมันคงจะใหญ่น่าดู

ก่อนการทำงานในแต่วันจะมีการประชุมกันก่อนว่ามีห้องสกปรกกี่ห้องแล้วแบ่งกันได้คนละกี่ห้อง อย่างมากสุดก็คือ 15 ห้อง/คน/วัน ต้องทำให้เสร็จ

“งานหลักๆที่ต้องทำแต่ละห้องก็คือทำความสะอาดห้องน้ำ เติมสบู่ เติมแชมพู เปลี่ยนผ้าปูเตียง เปลี่ยนปลอกหมอน แล้วก็เช็ดโต๊ะ เช็ดกระจก แล้วก็ค่อยดูดฝุ่นสุดท้าย คือมันต้องทำอะไรให้ดูใหม่หมดเลยเหมือนไม่เคยผ่านการใช้มาก่อน ก็มีบางวันที่ทำไม่ทันตามเวลาคะ เพื่อนๆ ก็จะมาช่วยกัน คือใครเสร็จก่อนก็มาช่วยเพื่อนที่ยังไม่เสร็จนะคะ” พูดจบอุ๊ก็หันมองหน้าแจงพร้อมกันหัวเราะพร้อมๆกัน

งานที่โรงแรมนี้ทั้งอุ๊และแจง ทำงานเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมง ได้ค่าแรงชั่วโมงละ 8.50 เหรียญ (คิดเป็นเงินไทย 33บาท/เหรียญ) เพราะฉะนั้นงาน Second job จะทำรายได้ให้กับเธอทั้ง 2 คน คนละ68 เหรียญต่อวันหรือ 2,244 บาทต่อวันทีเดียว แต่เพราะค่าครองชีพที่สูงการบริหารจัดการจึงต้องรัดกุม

“ในเรื่องค่าใช้จ่าย อย่างค่าอยู่ค่ากิน ห้องเราอยู่กัน 4 คนก็จะออกเงินกองกลางมา แล้วเอาไปซื้อกินด้วยกัน คนหนึ่งก็จะตกอาทิตย์ละ 10 เหรียญได้คะ อย่างซื้อผัก ซื้อไข่ ก็จะกินได้ทั้งอาทิตย์” อุ๊แจกแจงการบริหารจัดการ

การจ่ายค่าแรงของทั้ง 2 ร้าน McDonald’s และ Casino Resort จะจ่ายให้ 2 อาทิตย์ 1 ครั้ง โดยจ่ายเป็นเช็คพร้อมหักค่าใช้จ่ายไปแล้ว นั่นคือทั้งค่าเช่าบ้าน ค่ารถ สำหรับร้าน McDonald’s นอกจากนั้นทั้ง 2 ที่เธอจะถูกหักภาษีซึ่งแจงบอกว่าจะถูกหัก 7 เปอร์ของเงินได้โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือภาษีของรัฐ กับภาษีของประเทศ ซึ่งภาษีนั้นจะทำเรื่องขอคืนได้หลังจาก 1 ปีที่กลับมา

“เราซื้อจักรยานกันคนละกัน แล้วก็ปั่นไปทำงาน เห็นไหมนี่เราลงทุนนะ” แจงบอกวิธีการเดินทางไปทำงาน ที่โรงแรม ซึ่งระยะทางไกลโข เธอบอกว่าต้องปั่นประมาณ 40 นาที จนทำให้เธอดำขึ้น แต่เธอก็ยังขาวกว่าเพื่อนร่วมงานอยู่ดี พอจะกลับเมืองไทยก็ขายจักรยานต่อให้กับคนที่จะมาอยู่ต่อ

ความคาดหวังจาก Work&Travel
“แจงกะว่ามาทำงานเก็บเงินอย่างเดียวเลยคะ กะเอาให้คุ้มกับที่เสียไปเมื่อตอนปี1 แต่ช่วงปี 1 ก็หวังไปฝึกภาษานะ ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เขาพูดกันเราก็น่าจะพูดได้เพราะอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้พูด ไปได้ยินสำเนียงเจ้าของภาษาน่าจะดี เผื่อจะเก่งขึ้นบ้างคะ” เห็นความตั้งใจของแจงในช่วงปี 1 กับปี 3 ชัดเจนทีเดียว แจงบอกอีกว่า ปีหนึ่งถึงแม้จะไม่ได้คุ้มค่าในด้านเงินที่ไป แต่ก็ถือว่าคุ้มแล้วสำหรับการได้ไปเห็นหลายๆ ที่ ได้เที่ยวมากกว่าปี 3 นี่อีก

“ก็อยากไปเฉยๆ คะ เห็นใครๆ เขาไปกันก็เลยอยากไปบ้าง อยากไปเห็นว่าเขาไปเจออะไรกันมาบ้าง อยากไปเผชิญกับสถานการณ์ที่เคยมีคนเล่าให้ฟัง อย่างเรื่องการทำงานหนัก ใครๆไปมาก็บอกว่าทำงานหนัก ซึ่งก็หนักจริงๆ คะ อีกอย่างก็คือการได้ฝึกภาษา แล้วก็อยากไปเห็นว่าบ้านเมืองเขาเป็นอย่างไร อยู่อย่างไร อยากไปเห็นค่ะ” แล้วอุ๊ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ทำงานหนักจริงๆ

เมื่อมีปัญหาเธอทั้งสองก็ต้องฟันฟ่าด้วยตัวเองเช่นกัน เธอบอกว่าเคยโทรหาซุปเปอร์ไวเซอร์ซึ่งจะเป็นคนที่ดูแลอยู่ที่ประเทศนั้นเพื่อให้แก้ปัญหา อย่างค่าเช่าบ้าน หรือค่ารถ แต่ก็มักจะปิดโทรศัพท์หนีไป

ถึงแม้งานจะหนักแค่ไหนเด็กไทยอย่างไรก็ขยันทำงาน ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจของนายจ้างมาก พอบอกว่ามาจากเมืองไทยปุ๊บก็จะดีด้วย เพราะว่าทำงานอึด

“เขาชอบเด็กไทยมากเลยค่ะ เพราะว่าทำงานอึดค่ะ ใครๆ ก็พูดอย่างนั้น ให้ทำอะไรก็ทำค่ะ หรือเพราะว่าเถียงเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจค่ะ” แล้วเสียงหัวของทั้งสองสาวก็ดังขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง

“กับนายจ้างพวกเราจะไม่ค่อยมีปัญหาแต่จะมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานต่างชาติมากว่าค่ะ เพราะถามอะไรก็บอกว่าไม่รู้ แล้วพวกเราจะหาของไม่ค่อยเจอเพราะว่าทำงานในครัวที่ใหญ่ แล้วอีกอย่างก็คือไม่รู้คำศัพท์นั่นเองค่ะ” แจงเสริมขึ้นบ้าง

การงานรู้แล้ว่าไปทำงาน แล้วเรื่องไปเที่ยวล่ะ 2 สาวของเราได้ไปเที่ยวบ้างหรือเปล่า พลันที่คำถามจบ รอยยิ้มผุดพรายขึ้นมาให้ทันที

“ไปค่ะพี่ ช่วงสัปดาห์สุดท้าย ตอนแรกก็ลาเขาไปเที่ยว พอกลับมาก็ลาออกจากงานไปเที่ยวกันให้เต็มอิ่มไปเลย เราไปกันที่ Disney World ไป Florida แล้วก็ไปพักที่วัดไทยในฟลอริดาด้วยค่ะ หลวงพี่ใจดีมาก…กก ไปส่งเราถึงท่ารถ และแนะว่าต้องไปที่ไหนบ้าง พี่รู้ไหมว่าตอนเย็นแกก็มารับนะคะให้คนขับรถมารับ ใจดี คุณป้าคนไทยและพระที่นั่นท่านใจดีมากๆ นอกจากจะเอื้อเฟื้อที่พัก อาหาร แล้วก็ยังไปรับ-ไปส่งเราที่สวนสนุก ก่อนกลับก็พาเราไปชอปปิ้งของฝาก (โดยใช้รถวัด อิอิ) ซาบซึ้งจริงๆค่ะพี่” สาวอุ๊ ยิ้มร่า ทำให้คนถามอย่างฉัน นึกภาพออกเลยว่าเวลาไปต่างถิ่นแล้วไปเจอคนไทยด้วยกันดีใจขนาดไหน

ระยะเวลา 3 เดือนของการผจญภัยของทั้งแจงและอุ๊ จบลงไปแล้ว เพื่อนร่วมทางของเธอบางคนต้องกลับมาก่อนเพราะงานที่หนักเกินไป หรือวีซ่ามีปัญหา แต่ถึงแม้งานจะหนักแค่ไหนเธอทั้งสองก็ผ่านมาได้ และแจงยืนยันว่าเธอจะกลับไปอีกครั้งและไม่หวั่นกับอะไรอีกแล้ว

สำหรับใครที่อยากจะไปกับโครงการ Work&Travel ต้องเข้าใจว่าเป็นการไปทำงาน มากกว่าจะไปเรียนภาษา และงานก็เป็นงานที่หนักมากและไม่เคยมีที่ไหนที่หนักเท่าที่นั่นอีกแล้ว ต้องอดทนและยอมรับมันให้ได้ 2 สาวบอกมาอย่างนั้นค่ะ….

การเดินทางมาหาบุคคลที่เคยไปร่วมกับโครงการ Work&Travel จบลงไปแล้ว แต่กับน้องๆ นักศึกษาอีกหลายคนกำลังจะเริ่มขึ้น เตรียมตัวให้พร้อมนะคะ

---------------------

รู้จักโครงการ WAT
โครงการทำงานและท่องเที่ยวภาคฤดูร้อน (WAT) เป็นโครงการที่ริเริ่มโดยประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติความสัมพันธ์ทางการศึกษาและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ค.ศ.1961 (The Mutual Educational and Cultural Exchange Act of 1961) และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 1988 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างชาวอเมริกันกับผู้คนในประเทศอื่นๆ เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ในประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านการทำงานและท่องเที่ยว

ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการนี้หลังวิกฤติเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งในช่วงเกือบ 8 ปีที่ผ่านมา โครงการ WAT เรียกได้ว่า “มาแรง” และได้รับความสนใจจากเยาวชนเป็นจำนวนมาก ในปี 2548 พบว่ามีนักศึกษาไทยเข้ารวมโครงการถึง 10,000 คน

โครงการฯ มีเงื่อนไขให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีสถานภาพเป็นนิสิตนักศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท เสียเงินเข้าร่วมโครงการฯ 1,000 เหรียญ เดินทางเข้าประเทศอเมริกาในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน (Cultural exchange visitor) โดยได้รับวีซ่าประเภท J-1 ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับการศึกษาแลกเปลี่ยน และมีสัญญาการจ้างงานระยะสั้นและท่องเที่ยวในระยะเวลา 4 เดือน

ลักษณะงานที่ไปทำเป็นงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะเฉพาะในการทำงาน (Non-skilled Work) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานที่เปิดตามฤดูกาล (Seasonal Job) เช่น งานสวนสนุกและสถานที่พักผ่อน รีสอร์ท โรงแรม งานในอุทยานแห่งชาติ (National Park) และงานในร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร จานด่วน เป็นต้น โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับค่าแรงประมาณ 6-8 เหรียญสหรัฐอเมริกาต่อชั่วโมง สามารถทำงานได้สูงสุด 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และสามารถหางานอื่นๆ ทำได้ในเวลาว่าง หลังสิ้นสุดการทำงานตามสัญญาจ้าง


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
ปณาลี วันที่ : 07/02/2008 เวลา : 14.09 น.
http://www.oknation.net/blog/iisu


ฟังน้องๆ เล่าแล้วก็อยากไปเหมือนกันค่ะ แต่เวลามันล่วงเลยมานานแล้วเหมือนกัน

สำหรับใครที่อยาก รู้เรื่องนี้ให้มากขึ้น แนะนำหนังสือ "Work & Travel เสี่ยงบริสุทธิ์ ขุดคุ้มเส้นทางท่องเที่ยวเชิงกรรมกร" ให้อ่านค่ะ

เป็นวิทยานิพนธ์ของ ธัญญาภรณ์ จันทรเวช ผู้เคยเข้าร่วมโครงการ “Work and Travel” ค่ะ

หาซื้อได้ที่ร้านซีเอ็ดทุกสาขาค่ะ *-*
ความคิดเห็นที่ 3
Ch.Minivet วันที่ : 07/02/2008 เวลา : 14.02 น.
http://www.oknation.net/blog/ChMinivet
Ch.Minivet

แหม! ถ้ามันมีโครงการนี้ตอน สมัย Ch.Minivet เรียนหนังสือน้า..
... ... ...
ไม่พ้นๆ..น่าสนใจดีค่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
หนุ่มใต้ใจดี วันที่ : 06/02/2008 เวลา : 20.20 น.
http://www.oknation.net/blog/sijo

สวัสดี...ปณาลี

เป็นข้อมูลที่ให้ประโยชน์มากครับ


ความคิดเห็นที่ 1
เบอร์ดี้ วันที่ : 06/02/2008 เวลา : 19.49 น.
http://www.oknation.net/blog/sdcs

ดีค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29