• อิมกุดั่น
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : p_kornkarn@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-07
  • จำนวนเรื่อง : 105
  • จำนวนผู้ชม : 36798
  • จำนวนผู้โหวต : 189
  • ส่ง msg :
<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน 2551
นิราศภูเขาทอง : วันสุนทรภู่
Posted by อิมกุดั่น , ผู้อ่าน : 453 , 19:13:44 น.   | หมวดหมู่ : เล่าไร้พล็อต   บทกวีที่รัก  
พิมพ์หน้านี้


ประวัติสุนทรภู่โดยสังเขป

               สุนทรภู่ เกิดเมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาประมาณสองโมงเช้า (๘.๐๐ น.) ซึ่งตรงกับ   วันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๙  ในสมัยรัชกาลที่ ๑   เรียนหนังสือที่วัดชีปะขาว หรือวัดศรีสุดารามในปัจจุบัน   เมื่อมีความรู้ดีเเล้ว จึงได้ออกมาเป็นครูสอนหนังสือในวัดชีปะขาว จนอายุได้    ๑๘   ปี   ก็ไปทำหน้าที่เป็นเสมียน เเต่ว่าเป็นอยู่ได้ไม่นานก็ เกิดต้องโทษเนื่องจากไปรักใคร่ชอบพอกับนางในวังหลัง และต้องติดคุก แต่ก็ติดได้ไม่นาน จึงได้รับการปล่อยตัว     ชีวิตของสุนทรภู่ในช่วงนั้นจึงต้องร่อนเร่พเนจรไปทั่ว  จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๒ จึงเป็นที่โปรดปรานเนื่องด้วยความสามารถจึงได้เข้ารับราชการให้เป็นที่   "ขุนสุนทรโวหาร" (ภู่)  เรียกกันสั้นๆ ว่า "สุนทรภู่"  แต่เมื่อสิ้นสมัยรัชกาลที่ ๒ ชีวิตของสุนทรภู่ก็สิ้นวาสนากลับมาร่อนเร่พเนจรอีกครั้ง  และต้องออกบวชตลอดสมัยรัชกาลที่ ๓  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ สุนทรภู่ก็ได้รับความช่วยเหลือ จนได้กลับมารับราชการอีกครั้ง โดยได้รับบรรดาศักดิ์เป็น " พระสุนทรโวหาร "   ถึงเเก่กรรมเมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๙๘ สิริอายุได้ ๖๙ ปี
               
หลังจากท่านสุนทรภู่ถึงแก่อนิจกรรมได้ ๑๓๑ ปี  ท่านได้รับเกียรติจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาต (UNESCO)    ยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม  หรือนัยหนึ่งคือเป็นกวีเอกของโลก  เมื่อปี ๒๕๒๙   นับเป็นผู้ที่ได้รับเกียรติคนที่ ๕  และเป็นสามัญชนคนแรกที่ได้รับเกียรติถึงขั้นเป็นกวีเอกของโลก

.

นิราศภูเขาทอง

นิราศภูเขาทอง เป็นนิราศเรื่องเยี่ยมที่สุดของท่านสุนทรภู่ ท่านแต่งเรื่องนี้ เมื่อครั้งเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทอง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ราวปี พ.ศ.๒๓๗๑ อายุราว ๔๒ ปี   นิราศเรื่องนี้มีกระบวนกลอนอันไพเราะ และแง่คิดสำหรับการดำรงชีวิต  
.
อาจเป็นด้วยท่านสุนทรภู่ได้บวชมาหลายพรรษาแล้ว และได้ตระหนักถึงความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น เส้นทางเดินทางจะคล้ายกับนิราศ พระบาท เพราะออกจากพระนครทวนแม่น้ำขึ้นไปทางเหนือ ขอให้สังเกตความเปรียบเทียบในนิราศภูเขาทองกับนิราศพระบาท ซึ่งท่านแต่งขึ้นเมื่อรุ่นหนุ่มอายุเพียง ๒๑ ปีว่า ท่านสุนทรภู่คิดเห็นสุขุมขึ้นอย่างไร
.
นอกจากนี้ แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตไปหลายปีแล้วก็ตาม แต่ความจงรักภักดีของท่านสุนทรภู่ ในพระองค์ก็มิได้เสื่อมคลายไปแม้แต่น้อย ด้วยท่านยังคร่ำครวญรำพันถึงพระองค์อยู่ตลอดการเดินทางในนิราศเรื่องนี้
 

.

 

๏ เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา

รับกฐินภิญโญโมทนา

ชุลีลาลงเรือเหลืออาลัย

ออกจากวัดทัศนาดูอาวาส

เมื่อตรุษสารทพระวสาได้อาศัย

สามฤดูอยู่ดีไม่มีภัย

มาจำไกลอารามเมื่อยามเย็น

โอ้อาวาสราชบุรณะพระวิหาร

แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น

เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น

เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง

จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง

ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง

จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้าง

มาอ้างว้างวิญญาณ์ในสาครฯ

 .

 

๏ ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด

คิดถึงบาทบพิตรอดิศร

โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร

แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น

พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด

ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ

ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น

ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา

จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย

ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา

เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา

ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไปฯ

 .

 

๏ ถึงหน้าแพแลเห็นเรือที่นั่ง

คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล

เคยหมอบรับกับพระจมื่นไวย

แล้วลงในเรือที่นั่งบัลลังก์ทอง

เคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถ

เคยรับราชโองการอ่านฉลอง

จนกฐินสิ้นแม่น้ำแลลำคลอง

มิได้ข้องเคืองขัดหัทยา

เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ

ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา

สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา

วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์ฯ

 .

 

๏ ดูในวังยังเห็นหอพระอัฐิ

ตั้งสติเติมถวายฝ่ายกุศล

ทั้งปิ่นเกล้าเจ้าพิภพจบสกล

ให้ผ่องพ้นภัยสำราญผ่านบุรินทร์ฯ

 

๏ ถึงอารามนามวัดประโคนปัก

ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน

เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน

มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ลือชา

ขอเดชะพระพุทธคุณช่วย

แม้นมอดม้วยกลับชาติวาสนา

อายุยืนหมื่นเท่าเสาศิลา

อยู่คู่ฟ้าดินได้ดังใจปอง

ไปพ้นวัดทัศนาริมท่าน้ำ

แพประจำจอดรายเขาขายของ

มีแพรผ้าสารพัดสีม่วงตอง

ทั้งสิ่งของขาวเหลืองเครื่องสำเภาฯ

 .

 

๏ ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง

มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา

โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา

ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย

ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ

สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย

ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย

ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป

ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก

สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน

ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป

แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ

 

๏ ถึงบางจากจากวัดพลัดพี่น้อง

มามัวหมองม้วนหน้าไม่ฝ่าฝืน

เพราะรักใคร่ใจจืดไม่ยืดยืน

จึงต้องขืนในพรากมาจากเมือง

ถึงบางพลูคิดถึงคู่เมื่ออยู่ครอง

เคยใส่ซองส่งให้ล้วนใบเหลือง

ถึงบางพลัดเหมือนพี่พลัดมาขัดเคือง

ทั้งพลัดเมืองพลัดสมรมาร้อนรน

ถึงบางโพธิ์โอ้พระศรีมหาโพธิ์

ร่มริโรธรุกขมูลให้พูนผล

ขอเดชะอานุภาพพระทศพล

ให้ผ่องพ้นภัยพาลสำราญกายฯ

 

 

๏ ถึงบ้านญวนล้วนแต่โรงแลสะพรั่ง

มีข้องขังกุ้งปลาไว้ค้าขาย

ตรงหน้าโรงโพงพางเขาวางราย

 พวกหญิงชายพร้อมเพรียงมาเมียงมอง

จะเหลียวกลับลับเขตประเทศสถาน

ทรมานหม่นไหม้ฤทัยหมอง

ถึงเขมาอารามอร่ามทอง

พึ่งฉลองเลิกงานเมื่อวานซืนฯ

 

๏ โอ้ปางหลังครั้งสมเด็จพระบรมโกศ

มาผูกโบสถ์ก็ได้มาบูชาชื่น

ชมพระพิมพ์ริมผนังยังยั่งยืน