
พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อหลายปีก่อนข่าวใหญ่ในวงการบันเทิงไทยข่าวหนึ่งก็คือการโกหกและปกปิดเรื่องการตั้งครรณ์ของนางเอกเบอร์1คนหนึ่งของเมืองไทย ข่าวลือแพร่อยู่ได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวซุบซิบดารายุคอินเตอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมและเชื่อถือมากที่สุดจนถึงทุกวัน และเป็นต้นแบบที่สร้างกระแสและทำให้หนังสือประเภทปาปารัชชี่เหลือทิ้งเกลื่อนร้านเซเว่นอยู่จนทุกวัน ถ้านึกย้อนกลับไปในเวลานั้น นางเอกคนดังกล่าวได้ยืนยันการโกหกจนถึงวินาทีสุดท้าย คำพูดที่ใช้สารภาพคือคำว่า "วันนี้มีข่าวดีมาบอกทุกคนค่ะ" หรืออะไรทำนองนี้ ไม่มีการขอโทษ ไม่มีการยอมรับ ไม่เคยก้มหัวขอโทษให้กับประชาชนที่คอยสนับสนุน ไม่เคยพิจารณาตัวเองว่าตัวเองทำอะไรผิดไปหรือเปล่า และควรจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ไม่เคยบีบน้ำตาร้องไห้ขอความเห็นใจเลยด้วยซ้ำไป แล้วหลังจากนั้นไม่นาน กรณีข่าวอย่างงี้ก็มีตามมาอีกเป็นระยะๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้ว่าวิธีการก็คือหน้าด้านแล้ว โกหกต่อประชาชนผ่านหน้าผู้สื่อข่าวเหมือนเดิม...ซ้ำแล้วซ้ำอีก...คนแล้วคนเล่า ลองมองดูในแวดวงการเมือง เวลานักการเมืองโกหก แล้วถูกจับได้...แน่นอนก็ทำเหมือนกันกับนักแสดงนั้นเอง ไม่เคยยอมรับผิด ไม่เคยขอโทษ อย่างดีก็หลบหน้าไปซักพักแล้วก็กลับมาได้ใหม่โดยยืนยันคำเดียวว่าผมเป็นฝ่ายไม่ผิด อันนี้ไม่ว่าขั้วเทพหรือขั้วมาร ผมว่าก็ใช้พฤติกรรมเดียวกันทั้งนั้นแต่ไหนแต่ไรมาแล้วไม่ใช่เพิ่งมาเป็นกัน ตอนนี้เราอยู่ในยุคสมัยของโลกแห่งการติดต่อสื่อสารเวอร์ชั่นที่ 2.x กันแล้ว โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าสิ่งนี้ทำให้ข่าวลือและกระบวนการจับผิดขยายวงกว้างออกไปนั้นเป็นเพราะเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวไกลมากขึ้น เรามีกล้องมือถือถ่ายรูป นักเมืองที่เผลอตัวไปมีเมียแก่กว่านับสิบปีทุกวันนี้เลยต้องไปนัวเนียกับ"เพื่อน"นางแบบถึงเกาะช้าง ซึ่งก็เป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ถ่ายภาพรถถังตอนปฏิวัติให้เราได้ดูกันตั้งแต่ยังไม่ห้าทุ่มตาม Blog และเว็บบอร์ดต่างๆ เทคโนโลยีและความพยายามจับผิดมีการพัฒนาไปมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่วิธีการแก้ปัญหาก็ยังใช้วิธีเดิมคือหน้าด้านโกหกเหมือนเดิม โดยเพิ่มความหน้าด้านหน้าทนเข้าไปเรื่อยๆ เหมือนกันทั้งในวงการการเมืองและวงการนักแสดง แต่อาจจะเป็นเพราะความหน้าด่านเองก็มีขีดจำกัดของมันดังนั้นนักการเมืองและนักแสดงจึงต้องมีวิธีการเสริมเข้ามาใช้ เช่น การเบี่ยงประเด็น เช่นนี้เรื่องส่วนตัวนะ ฉันไม่ได้ขอใครกิน หรือในนักการเมืองก็เช่น เอาเรื่องอื่นมาพูดแทน "ทำไมลูกนาย กนะ ผมทำโยชน์มากมาย ทำไมลูกเข้ามหาลัยต้องมีคนจับผิด" การหาแนวร่วมเช่นมี ชมรมคนรักนักร้องหน้าเกาหลีไปให้กำลังใจในขณะที่ถูกเสี่ยเกย์ออกมาแฉ หรือไม่ก็พอถูกตรวจสอบก็ตั้งชมรมตั้งคนไปให้กำลังใจ วิธีนี้ซื้อใจได้สองวิธีคือให้สินบนทั้งทางตรงและทางอ้อมกับพูดดีด้วยคุยดีด้วยเพื่อซื้อใจ หรืออาจจะใช้จิตวิทยามวลชนหลอกล่อก็ได้ แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือ การพยายามสร้างเรื่องที่ผิดเหล่านี้ให้เป็นบรรทัดฐาน เช่นใครก็ท้องก่อนแต่งไม่เห็นแปลกเลย หรือ ใครๆก็โกงกันทั้งนั้นแหละ บางทีอาจเลยเถิดไปขั้นแก้กฏหมาย ลดมาตรฐานจริยธรรมลง ออกมาถามว่าจริยธรรมคืออะไรกันเลยก็มี แต่ถ้ามองอย่างเป็นกลางก็จะพบว่า ในทุกวงการก็จะมีสิ่งนี้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ แพทย์-หมอ น้อยครั้งนักที่จะมีใครในสังคมลุกขึ้นมายอมรับผิดแล้วขอโทษสังคม พร้อมกับพิจารณาลงโทษตัวเองอย่างเหมาะสม เวลาหมอรักษาคนไข้ตายก็มักจะมีข้ออ้างทางวิชาการมากมาย ครั้งล่าสุดที่เจอก็คือการเอาผลทางสถิติมาอ้างว่าประมาณว่า แพทย์ไม่พอทำให้ต้องรักษาต่ำมาตรฐาน แต่การรักษาต่ำกว่ามาตรฐานนี้ทำให้อัตราการตายที่เกิดเนื่องจากเหตุนี้ต่อปีต่ำกว่าในประเทศอื่น เพราะประเทศอื่นถ้าเกิดอาการแบบนี้ต้องส่งต่อไปที่รพ.ใหญ่หมดและทำให้มีผู้ป่วยเสียชีวิตมากกว่าของไทย ที่ทำกันทั้งที่ไม่ได้มาตรฐานแต่เสี่ยงทำๆไปเลย...ฟังดูไม่ดีแต่สุดท้ายแล้วตัวเลขโดยรวมทั้งปีดีกว่า โดยส่วนตัวผมว่ามันเป็นเข้าใจทั้งหมอและคนไข้ในกรณีนี้นะครับ แต่ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดน่าจะเริ่มจากการขอโทษผู้ป่วยอย่างจริงใจและช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบอย่างถึงที่สุดก่อน แล้วค่อยๆอธิบายเหตุผล และสิ่งที่ค้างอยู่ในใจก็คือทำไมแพทย์ที่มีรายได้ดีกว่าผมหลายสิบหลายร้อยเท่าตัวไม่บริจาคเงินร่วมกันตั้งกองทุนแล้วออกช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาเช่นนี้ละครับ หรือว่าแท้จริง ลักษณะไม่ยอมรับผิดและขอโทษจะเป็นลักษณะเด่นอีกอย่างของสังคมไทย ที่เป็นตัวกำหนดให้ทุกอย่างเป็นอย่างที่พบเห็นอยู่ทุกวันนี้ |