• incityscape
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : in_cityscape@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-02
  • จำนวนเรื่อง : 45
  • จำนวนผู้ชม : 5319
  • จำนวนผู้โหวต : 6
  • ส่ง msg :
ความคิดที่สถิตอยู่ในเมือง
ความคิดที่สถิตอยู่ในเมือง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/incityscape
วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม 2551
เปลี่ยนมาพูดเรื่องปากเรื่องท้องกันดีกว่า
Posted by incityscape , ผู้อ่าน : 118 , 00:20:58 น.   | หมวดหมู่ : การเมืองทั่วไป  
พิมพ์หน้านี้


จริงวันนี้มีการบ้านต้องมาเขียนถึงเจ้เพ็ญต่อแต่วันนี้ก็นึกเบื่อที่จะต้องมาเขียนเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์มากนัก และวันก่อนก็มีคนมาเปิดประเด็นว่าปัญหาเรื่องปากท้องสำคัญกว่าเราจะทำอย่างไร

แต่เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่จริงๆถ้าจะถามว่าผมคิดเห็นว่าอย่างไรนั้นกับเรื่องนี้ผมเองก็มีแนวคิดอยู่สองสามประการที่น่าจะพอบรรเทาปัญหาได้ แต่ต้องออกตัวไว้เลยว่าผมเป็นแค่บล็อกเกอร์หน้าใหม่ไม่ได้เป็นนักวิชาการหรือเก่งกาจมาจากไหน แถมจริงๆแล้วก็แค่อดีตข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ปัจจุบันตกงานอยู่ ดังนั้นมิต้องนำพากับความคิดต่างๆที่ฟุ้นซ่านอยู่ในนี้มากนักก็ได้ แต่ถ้ามีความคิดเห็นใดๆกับข้อเขียนต่างๆก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่นะครับ

1. ตั้งใจคิดให้มากขึ้น ออกจากบ้านไปซื้อของให้คิดให้ถ้วนถี่ว่าจะเอาอะไรบ้าง ซื้อที่ไหนซื้อเมื่อไหร่และอย่างไร คำนวณค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วย ปรับเปลี่ยนและค้นหาวิธีการบริโภคให้คุ้มค่าที่สุด

เอาตัวอย่างของผมเองที่จะนำเสนอก็คือ ทุกวันนี้ผมกำลังลดน้ำหนักอย่างเร่งด่วนและลดปริมาณมากๆ เลยต้องออกไปวิ่งทุกวันที่ Fitness วันหนึ่งวิ่งวันละ 60-90 นาที และทำการบริหารเฉพาะส่วนด้วย ยอมรับว่านิสัยไม่ดีติดน้ำอัดลมแก้ไม่หายแต่มันไปทุกวันค่าใช้จ่ายก็มากโขอยู่  เริ่มจากแรกสุดคือซื้อน้ำอัดลมของ Mc ที่ข้างๆ Fitness ก็เปลี่ยนมาซื้อน้ำกดจากเครื่องใน 7 ก็ลดไปได้ระดับหนึ่ง ต่อมาก็เปลี่ยนมาซื้อน้ำอัดลมแบบไม่มีน้ำตาลเป็นขวดและกรอกใส่กระติกใส่น้ำแข็งไปจากบ้าน ที่แรกผสมน้ำผลไม้กล่องๆก็ยังประหยัดได้เยอะแล้ว ล่าสุดนี้ไปขนน้ำหวานขวดละ 37 บาท (Lot ต้นทุนราคาน้ำตาลเก่า) จาก Tesco มาผสมกับน้ำอัดลมแบบไม่มีน้ำตาลแทน ปรากฏว่าลดต้นทุนค่าน้ำดื่มขณะวิ่งที่ต้องดื่มน้ำประมาณ 800cc - 1000cc ลงไปได้มากทีเดียวเหลือเพียงแค่ไม่ถึง 10 บาทต่อวันเท่านั้น

2. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ผมคิดว่าบล็อกเกอร์ส่วนมากน่าจะเป็นคนชั้นกลางทำงาน Office กันเป็นส่วนมาก พวกเราส่วนมากก็จะมีเงินเดือนประจำกันอยู่แล้วเวลาเกิดปัญหาข้าวยากหมากแพงเช่นนี้คนชั้นกลางอย่างเราๆก็ได้ผลกระทบกันไม่มากนัก แต่คนที่ได้รับผลกระทบมากกว่าเราคือคนที่มีเศษรฐานะด้อยกว่าเรา

ยกตัวอย่างที่ Fitness ตอนกลางวันจะลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นแม่บ้านที่อยู่บ้านว่างๆ มักจะมาออกกำลังกายกัน ที่ฮิตสุดๆก็เห็นจะเป็น yoga เล่นกันตั้งแต่สาย-ไปถึงบ่ายๆ สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือมีการทำอาหารจากบ้านมาแล้วล้อมวงกินกันอันนี้เห็นครั้งแรกก็อึ้งไปเหมือนกัน แต่ที่เด็ดที่สุดก็คือหลายคนมีการทำอาหารมาเผื่อแม่บ้านด้วย บ้างคนก็เอาขนม เอาผลไม้ มาฝากแม่บ้านด้วย ถ้ามองอย่างอคติก็คือการติดสินบนแม่บ้าน แต่ถ้าคิดอย่างใจกว้างในสถานะการที่ทุกอย่างแพงขึ้นมากแต่ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำขึ้นไปนิดเดียวเช่นนี้ อาหารกลางวันหนึ่งมื้่อของคนที่ทำงานเป็นแม่บ้านนั้นถือว่าเป็นช่วยได้มากทีเดียวนะครับ

ผมเชื่อว่าในหลายๆ Office ก็มีแม่บ้าน มีคนงาน มี Messenger ผมอยากให้คิดสักนิดว่ายังไงเค้าก็ลำบากกว่าเราเวลานี้เราพอจะช่วยอะไรเค้าได้ก็ช่วยไปเถอะครับ อย่างการให้ทริปพนักงานร้านอาหารก็เหมือนกันให้ทริป ในภาวะเช่นนี้อาจจะไปทานนอกบ้านกันน้อยลง แต่ทริปเด็กที่บริการดีๆให้หนักมือขึ้นสักหน่อยก็ดีนะครับ

3. ข้อนี้เริ่มไกลตัวไปมากแล้ว ผมอยากให้สื่อที่มีอิทธิพลมากๆอย่าง เนชั่น มติชน ผู้จัดการ หรือแม้แต่ไทยรัฐ ระดมทุนจากชนชั้นกลางในเมืองไปซื้อข้าวที่กำลังจะเก็บเกี่ยวมาเก็บเอาไว้ โดยเอาเงินสดๆจากในเมืองไปซื้อในราคาที่สูง และมีตั้งตัวแทนมาบริหารจัดการให้ข้าวเปลือกที่ได้มา ไม่ว่าจะสีมาเป็นข้าวถุงขายปลีกและสมาชิก หรือจะส่งออกก็แล้วแต่ ได้กำไรเท่าไหร่ก็เอามาแบ่งสมาชิก ถ้าจะขาดทุนเพราะราคาข้าวมันลง สมาชิกก็กัดฟันซื้อมาหุงกินกันสะเอง โดยสมาชิกไม่ต้องถือว่าเป็นการเก็งกำไรหรือลงทุนอะไรกัน แต่ถือว่าไหนๆข้าวมันจะแพงก็ขอให้ชาวหน้าได้เงินจริงๆ

จากการประมวลข่าวที่ผ่านมาพบว่า ข้าวใหม่ปีนี้ขายไม่ได้ราคาเพราะว่าโรงสีเองก็ขาดแคลนเงินทุนในการซื้อข้าวเหมือนกัน ปีที่แล้วซื้อแค่ 6000-7000 แต่ปีนี้ต้องซื้อ 10000-120000 ใครจะไปมีเงินสดมาซื้อ ไหนจะความโลภอีกกดได้ก็กดอยู่แล้ว ชาวนาเองก็ต้องรีบขายเพราะว่าต้องเอาไปใช้หนี้ต้นทุนในการปลูก ไหนดอกเบี้ยก็โตขึ้นทุกวัน สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกันพอดี ถ้าจะให้รัฐลงไปประกันราคาข้าวก็เหลวทุกครั้ง ผมว่าในเวลานี้ดอกเบี้ยก็น้อยนิด แบ่งจากเงินฝากมาซื้อข้าวเก็บกันไว้ดีกว่าครับ

เรื่องการระดมทุนแบบนี้ก็ต้องให้สื่อที่มีผู้อ่านเป็นคนชั้นกลางและคนเมืองจำนวนมากๆออกหน้า ช่วยให้คนชั้นกลางกินเงินเดือนอย่างเราๆได้
ลงทุนในข้าวที่ถือว่าเป็นสมบัติชาติกันบ้าง ส่วนการบริหารจัดการก็ใช้ตัวแทนจากสมาชิกนี้แหละครับควบคุม อันนี้คุณเชื่อในประชาธิปไตยและพลังของชนชั้นกลางอย่างเราๆไหมละว่าจะไม่โกงและบริหารได้มีกำไร อันนี้ถ้าไม่เชื่อก็หมดหวังแล้วละครับประเทศนี้

4. ลดต้นทุนด้านอสังหาและค่าการตลาดลง... ถ้าคุณซื้อน้ำผลไม้กล่อง Tipco ขนาดหนึ่งลิตรจาก SuperMarket คุณจะต้องจ่ายลิตรละ 70+/-5 แล้วแต่ว่าห้างไหน แต่ Tipco มีร้านขายน้ำปั่นของตนเอง Tipco จึงเอาน้ำผลไม้กล่องของตนเองมาขาย 2 กล่อง 110 บาท หรือราคากล่องละ 55 บาท แสดงให้เห็นว่าต้นทุนในการขายสูงมาก ซึ่งผมเห็นว่านอกจากต้นทุนของ Logistic และกำไรของคนกลางแล้ว ต้นทุนสำคัญที่ซ่อนอยู่คือค่าสถานที่ ต้นทุนด้านสถานที่ของเราไม่เคยลดลงเลยหลังจากยุคฟ้องสบู่สมัยน้าชาติ ดังนั้นถ้าอยากจะลดอัตราเงินเฟ้อรัฐต้องหาทางทำให้ค่าเช่าสถานที่ขายสินค้าลดลงอย่างเป็นระบบให้ได้ จากห้องแถวที่เคยเช่ากันเดือนละ 15000 ถ้าเหลือแค่ 12000 แค่นี้ก็ช่วยได้พยุ่งอัตราเงินเฟ้อได้มากมายแล้ว ถามว่าทำอย่างไรอันนี้ยังนึกไม่ออกเพราะว่าเจ้าของที่ดินเป็นกลุ่มคนที่ผมเองก็ไม่อยากยุ่งด้วยเท่าไหร่หรอก

อย่าจัดธงฟ้าราคาประหยัดแต่ส่งเสริมและเอื้อให้ผู้ผลิตสามารถพบผู้บริโภคโดยตรงได้มากขึ้น พยายามหาทางทำให้กลไกการขายตร ง ระหว่างผู้บริโภคและผู้ผลิตเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติและยั่งยืน ทำให้เกิดสายใยระหว่างชนชั้นกลางกับชนชั้นการผลิตที่แท้จริง 

5. ลดอัตราช่องว่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากลงให้แคบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ...

6. บริหารน้ำมันโดยการกำหนดราคาน้ำมันตามประเภทวัตถุประสงค์การใช้งาน ...

แต่พูดไปก็ยาวและไม่ได้อะไรขึ้นมาขอจบดื้อๆเลยดีกว่า -_-"

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
บิ๊กกัน191 วันที่ : 08/05/2008 เวลา : 00.23 น.
http://www.oknation.net/blog/biggun191



คอมเมนต์ถูกปิด หรือ คอมเมนต์ได้เฉพาะสมาชิก
เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก

<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31