
พิมพ์หน้านี้
|
แนวคิดนี้ติดลมมาจากที่โพสต์ไว้ในคราวที่แล้ว แม้ไม่มีคนอ่านแต่ถ้าคิดได้ก็ควรเขียนเก็บเอาไว้ แนวคิดกองทุนผู้บริโภคข้าว ทุกวันนี้ข้าวสารซึ่้งเป็นอาหารหลักของคนไทยขึ้นราคาไปมากตามสภาวการณ์ตลาดโลกและมีแนวโน้มว่าจะยังสูงอย่างต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี แล้วแต่การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลก เหตุนี้ทำให้ผู้บริโภคข้าวทั่วประเทศซึ่งหมายถึงคนไทยแทบทุกคนได้รับผลกระทบมากบ้างน้อยบ้าง ชนชั้นกลางในสังคมไทยส่วนมากเห็นตรงกันว่าข้าวแพงไม่เป็นไรขอให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้รายได้มากขึ้นก็ยังดี แต่เมื่อความจริงปรากฏตามที่เป็นข่าวในขณะนี้ว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไม่ได้รับผลประโยชน์แถมยังประสบปัญหาเนื่องจากราคาข้าวที่ขยับสูงขึ้นเสียเอง ทั้งนี้เมื่อวิเคราะห์แล้วเห็นได้ว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่วิธีการทำตลาดข้าวของประเทศไทยเป็นสำคัญ และเป็นความจริงที่ยอมรับกันว่ารัฐบาลในปัจจุบันไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารเศรษฐกิจการค้าเลยแม้แต่น้อย ทำให้ไม่อาจคาดหวังได้ว่าจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่นี้ได้ ในฐานะชนชั้นกลางคนหนึ่งของประเทศซึ่งในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นอีกภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อประเทศจึงเกิดคำถามว่า "ถ้าราคาข้าวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะแนวโน้วของโลกเช่นนี้ ทำอย่างไรเม็ดเงินที่ชนชั้นกลางต้องจ่ายไปเพิ่มขึ้นจะตกถึงมือเกษตรกรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย" ถามเองตอบเองก็ได้คำตอบว่า "เราควรระดมเงินทุนจากชนชั้นกลางในเมืองไปซื้อข้าวเปลือกโดยตรงจากเกษตรกรในราคาที่เกษตรกรรับได้ แล้วนำมาบริหารจัดการให้กลายเป็นข้าวถุงนำมาจำหน่าย โดยการจำหน่ายจะจำหน่ายให้แกสมาชิกในราคาต้นทุนข้าวรวมค่าจัดการ ถ้าเหลือก็นำไปจำหน่ายในตลาดตามราคาตลาดต่อไป" การปฏิบัติ จากแนวคิดข้างต้น เห็นได้ว่าภาคส่วนที่น่าจะมีบทบาทเป็นแกนนำในการดำเนินการได้น่าจะเป็นสื่อของชนชั้นกลาง คือ มติชน เนชั่น ผู้จัดการ ฐานเศรษฐกิจ บางกอกโพสต์ เพราะการระดมเงินทุนจากคนจำนวนมากคนละเล็กคนละน้อยต้องอาศัยสื่อ ซึ่งถ้าหวังผลเร็วการใช้สื่อจะมีต้นทุนสูงดังนั้นถ้าสื่อเป็นแกนนำในการระดมทุนก็ละลดต้นทุนตรงนี้ได้มาก นอกจากนั้นสื่อยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ นักวิชาการสายบริหารทั้งเอกชนและภาครัฐน่าจะมีศักยภาพในการจัดสัมนาระดมความคิดทำแผนการดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและสามารถนำไปดำเนินการจนเป็นผลงานได้ อีกทั้งสื่อยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ นักเคลื่อนไหวในท้องถิ่นที่สามารถหาความร่วมมือจากเกษตรกรซึ่งเป็นเจ้าของผลผลิตข้าว ทำให้เราสามารถหาซื้อข้าวมาได้ในราคาเหมาะสมสำหรับทั้งเราและเกษตรกร โดยเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่งว่ากระบวนการในการซื้อข้าวจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม แผนการดำเนินการ ขั้นที่ 1. สื่อจัดสัมนานักวิชาการสายบริหารองค์กรทั้งฝั่งมหาชนและธุรกิจพร้อมๆกับประกาศระดมทุนจากชนชั้นกลาง หารูปแบบองค์กรของกองทุน และจัดตั้งองค์กรขึ้นมาโดยองค์กรที่ตั้งขึ้นต้องบริหารในรูปแบบสหกรณ์ที่สมาชิกมีส่วนร่วมและเปิดเผยผลประกอบการและค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน ขั้นที่ 2. สื่อจัดสัมนานักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานกับเกษตกรผู้ปลูกข้าว ทำการประเมินสถานการณ์ ว่ามีข้าวที่จะออกสู่ตลาดเท่าไหร่ ที่ไหน เมื่อไหร่ ราคาที่เกษตรกรรับได้อยู่ที่ราคาเท่าไหร่ ต้องใช้เม็ดเงินเท่าไหร่ในการซื้อ และความต้องการบริโภคภายในประเทศของชนชั้นกลางน่าจะอยู่ที่เท่าไหร่ในปีนี้ ขั้นที่ 3. องค์กรที่จัดตั้งขึ้นจัดหาและทำแผนผลิตจากข้าวเปลือกให้เป็นข้าวถุง ทำการเจรจาต่อรองหาผู้รับช่วงดำเนินงาน และสรุปแผนปฏิบัติการ ราคารับซื้อ ต้นทุนในการแปรรูป ราคาขายแก่สมาชิก ขั้นที่ 4. ปฏิบัติการจัดหาข้าวและส่งผลิตตามแผนที่ตั้งขึ้นโดยองค์กรทำหน้าที่กำกับดูแลและแก้ปัญหา ขั้นที่ 5. สมาชิกช่วยกันกระจายผลผลิต จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ และลงทุนอย่างไร การลงทุนในสินค้าเกษตรมีความเสี่ยงสูงไม่เหมาะแก่การลงทุน ดังนั้นการลงทุนจึงไม่ควรมากกว่าปริมาณข้าวที่เราบริโภคของผู้ลงทุน ต้องลงทุนในลักษณะกระจายความเสี่ยงเงินก้อนเล็กๆแต่กระจายกันออกไปหลายๆคน และการลงทุนจะแบ่งเป็นช่วงๆเช่น กองทุนนี้ 10 ล้าน ซื้อข้าวเท่านี้ช่วงนี้ถึงช่วงนี้ บวกค่าการผลิตและการตลาดแล้วขายสมาชิกราคาเท่านี้ มีปริมาณเท่าไหร่ สมาชิกจะซื้อเท่าไหร่ก็ซื้อ เหลือก็ขายเข้าตลาดไปตามปรกติ พอขายหมดก็ปิดกองทุนคืนกำไรสมาชิก ถ้ามีคนสนใจจะลงทุนเพิ่มเติมอีกก็เปิดกองทุนใหม่ขึ้นมา โดยองค์กรต้องดูศักยภาพการผลิตที่สอดคล้องกันด้วย จะเชื่อใจผู้รับช่วงการผลิตได้อย่างไร ถ้าสื่อมวลชนเป็นแกนนำการติดตามการดำเนินงานโดยสื่อเองน่าจะทำได้ดีกว่า อีกทั้งมีนักวิชาการ และผู้เป็นเจ้าของกองทุนตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความเสี่ยงจากการทุจริตของผู้รับช่วงผลิตไม่น่าจะเกิดขึ้น การซื้่อข้าวจะทำได้อย่างไร และเป็นธรรมหรือไม่ เราต้องใช้เครื่อข่ายขององค์กรพัฒนาเอกชน และตัวแทนกลุ่มชาวบ้านต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับสื่ออยู่แล้วเป็นกลไกสำคัญ ซึ่งถ้ากลไกนี้เชื่อถือหรือทำงานไม่ได้ก็เป็นภาพสะท้อนว่าองค์กรเหล่านี้ไม่ได้เป็นผู้ทำงานในท้องถิ่นที่แท้จริง องค์กรมาจากไหน กองทุนนี้ใช้ระบบการบริหารแบบสหกรณ์เงินทุนกลุ่มผู้บริโภค มีการเลือกสมาชิกมาบริหาร และมีการใช้นักวิชาการและนักพัฒนาภาคสนามให้คำปรึกษาและกำกับดูแล ภายใต้การบริหารจัดการให้เกิดของสื่อ ได้กำไรหรือไม่ กำไรไม่กำไรไม่ใช่ประเด็นสำคัญเพราะการเคลื่อนไหวของราคาข้าวนั้นผันผวนไม่แน่นอน ตั้งความหวังกำไรไว้ว่าน่าจะได้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ถ้าจะขาดทุนก็ขาดทุนแค่ซื้อข้าวกินแพงกว่าในตลาดหน่อย แต่เราได้ข้าวที่มีที่มาที่ไปเป็นข้าวใหม่หอมอร่อยกว่าข้าวเก่าที่เอามาปั่นราคากันแน่นอน ผลได้อื่นๆ แสดงพลังภาคประชาชน-สื่้อ-องค์กรพัฒนาเอกชน-นักวิชาการ ในทางรูปธรรมที่เกิดผลได้จริง โดยไม่จำกัดวงอยู่แค่การเดินขบวนประท้วง นักการเมืองจะได้มาว่าได้ว่าดีแต่เห่าทำอะไรไม่ได้ เป็นการแสดงการเคลื่อนไหวต่อรองกำลังกับกลุ่มทุนต่างๆ สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตในระดับรากแก้วกับผู้บริโภคชนชั้นกลาง ท้าทายภาคสื่อสารมวลชน นักวิชาการ และนักพัฒนาเอกชน ว่ามีทักษะในการบริหารจัดการได้อย่างมีความสุจริตและมีประสิทธิผลจริงหรือไม่ |