
พิมพ์หน้านี้
|
คนคำนวณก็มิสู้ฟ้าลิขิต นั้นเป็นคำสุภาษิตจีนหรือว่าเปนประโยคฮิตจากนิยายกำลังภายในก็ผมก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่คงไม่มีประโยคใดเหมาะไปกว่านี้อีกแล้วที่อยากจะส่งไปถึงรัฐบาลทหารพม่า จริงอยู่การมาของพายุนาร์กีสนั้นมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์คือการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลกที่เกิดจากความเจริญแบบทุนนิยมตะวันตก และถามว่าคาดการล่วงหน้าได้ไหมก็ต้องตอบว่าได้เพราะว่ารัฐบาลเองก็กำหนดวันลงประชามติไว้ต้นฤดูมรสุม ซึ่งเพิ่งจะพ้นเมษายนไปไม่นาน อีกทั้งยังมีการย้ายเมืองหลวงหนีกันไปแล้วอีกด้วย แต่ไม่ว่าจะคำนวณหรือทำนายทายทักไว้อย่างไรก็ยังไม่มีอาจต้านฟ้าได้ อาจจะเป็นเพราะการท้าทายกับฟ้า พม่าเลยได้รับมรสุมที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เป็นสิ่งตอบตั้งแต่ต้นเดือนพฤษาคม ผมไม่แน่ใจว่าพายุนาร์กีสจะพัดพาหักเหทิศทางของอำนาจในพม่าได้หรือไม่ และผมก็ไม่อาจจะบอกได้ว่าการเป็นเสรีนิยมจะดีกว่าเผด็จการสำหรับบริบทของพม่า ผมไม่มั่นใจว่ารัฐบาลของนางซูจีจะบริหารประเทศได้ดีกว่ารัฐบาลทหาร แต่ผมเห็นว่าพม่าควรจะขยับขยายเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ก้าวหน้าขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ได้แล้ว ไม่ต้องถึงกับเป็นเสรีประชาธิปไตยหร๋อก เอาแค่ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนจนเหี้ยมโหดเช่นทุกวันนี้ก่อน จะเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบไปก่อนก็ยังได้ และมันมีอีกตั้งหลายทางเลือก...ที่จะตอบสนองการเปลี่ยนแปลง คุณมีช่องว่างให้เลือกและก้าวไปข้างหน้าในวิถีทางที่ดีกว่า แต่ที่ผมเห็นก็คือรัฐบาลทหารพม่าพยายามต้านท้านสุดแรงแล้ว พวกเขาน่าจะถามตัวเองดูว่าแน่ใจแล้วหรือที่จะต้านท้านฟ้าต่อไป หรือจะยอมอ่อนน้อมต่อฟ้า รับความเปลี่ยนแปลงต่างๆเสียแต่โดยดี จะได้ผ่อนหนักให้เป็นเบา ไม่ต้องมีคนทนทุกข์ทรมานมากกว่านี้อีก จากการศึกษาข้อมูลทางอุตนิยมวิทยามันเหมือนจะบอกว่า ถ้ารัฐบาลทหารพม่าไม่ยอมแพ้ต่อฟ้า อาจจะได้เจอพายุที่เกี้ยวกราดอีกสักลูก หรือแม้แต่แผ่นดีนไหวขนาดใหญ่ที่ทำให้เมืองหลวงราคา 1 พันล้านเหรียญสหรัฐหายไปในพริบตาก็ได้ ใครจะไปรู้ ขอรวมไว้อาลัยและให้กำลังกับผู้ประสบภัยในพม่า |