
พิมพ์หน้านี้
|
หมายเหตุยาวหน่อยนะครับ พยายามย่อแล้ว T_T ปู่บอกว่าสมัยก่อนปู่เคยมีโรงสีข้าวอยู่ในจังหวัดข้างๆกรุงเทพแห่งหนึ่งนี่แหละ เป็นมรดกตกทอดมาจากเตี่ยของปู่อีกทีทอดหนึ่ง แต่ปู่ก็รักษาไว้ไม่ได้ในตอนท้ายลูกๆก็จะเอาแต่เรียนหนังสือ คนแถวนั้นก็ไม่ค่อยปลูกข้าวกันอีกแล้วด้วย แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ขาดทุนคือการไปร่วมลงทุนกับ คนจีนอีกหลายตระกูลซึ่งก็เป็นญาติห่างๆกันแรกๆก็กิจการดี แต่มีเรือขนส่งลำหนึ่งซึ่งเป็นของปู่ไปอัปปางและไม่ได้ทำประกันไว้ปู่ผมเลยขาดทุนแล้วก็ต้องเพื่อนๆของแกนั้นแหละมาซื้อกิจการไป ต่อมาลูกๆส่วนใหญ่จึงรับราชการบ้าง อยู่รัฐวิสาหกิจบ้าง ค้าขายเล็กๆน้อยๆบ้าง ผมจึงไม่มีโอกาสได้เป็นลูกหลานคนจีนที่ร่ำรวยเหมือนใครๆเขามาจนทุกวัน ที่เล่ามาก็เพื่อปูพื้นนิดหน่อย วันหนึ่งตอนแกเข้าโรงพยาบาลมีญาติห่างๆที่เคยทำธุรกิจค้าขายร่วมกับแกมาเยี่ยม ตอนนั้นผมเพิ่งจะประถมห้าประถมหกก็ไปเฝ้าปู่อยู่แถวนั้น[น่าจะเรียกว่าไปเล่นจะถูกว่า] ฟังเรื่องราวที่เขาพูดกันเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างแต่มาเข้าใจเอาตอนโตขึ้นมาสรุปความได้ว่า บ้านกงสีหลังนั้นเพิ่งแตกกันไปไม่นานและอากงซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องปู่ผมแต่แก่กว่าปู่ผมหลายปี ก็ตรอมใจเจ็บป่วยวันเว้นวันอยู่ทาว์นเฮาส์หลังเล็กๆแถวชานเมืองซึ่งเป็นบ้านลูกเขยของคนสาวคนเล็ก อากงอยากมาเยี่ยมปู่ผมเองแต่ก็มาไม่ไหว อาเล็กที่มาเยี่ยมปู่ผมแทนอากงเล่าต่อไปว่าที่กงสีแตก เพราะที่บ้านแตกกันเป็นส่วนฝั่งขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ต่างๆหลายเรื่องตั้งแต่ตั้งการบริหาร การตัดสินใจลงทุน ไปจนถึงเรื่องคนงานในบ้าน เรื่องที่จอดรถหยุมหยิม เหตุเพราะพี่ชายคนหัวปีก็ไม่ถูกกับสามีของพี่สาวนคนโต พี่น้องก็เริ่มแยกฝักแยกฝ่ายทะเลาะเบาะแว้งกัน การทำงานก็ไม่ร่วมมือกัน ขัดแข้งขัดขากันเอง ของหมดสโตร์ก็ไม่บอกฝ่ายขายเพราะไม่ถูกกัน แกล้งให้มันโดนด่าอะไรประมาณนั้น รายละเอียดมีมากมายแต่ที่สำคัญก็คือหลงจู่ของอากงกลายเป็นเป้าให้โจมตี หลงจู่คนนี้ทำงานมานานตั้งแต่ก่อร้างสร้างตัวกันมาเลยทีเดียวเป็นคนเก่ง [แต่แกก็ร้ายไม่ใช่เล่นนะ อันนี้ปู่ผมบอก] ถึงแม้อากงจะไม่ยุ่งงานบริหารของครอบครัวแล้วก็ตามแต่ก็ยังให้หลงจู่ดูแลอยู่แล้วคอยรายงานเป็นระยะๆ พอความขัดแย้งเริ่มปานปลายหลงจู่ก็ถือหางข้างสามีลูกสาวคนโต ว่ากันว่าเพราะสามีของลูกสาวคนโตของบ้านนี้เป็นคนสนิทของหลงจู่มาก่อน และหลงจู่ก็รักมากเพราะหลงจู่แกไม่มีลูกแกเป็นหมั่น เขาเลยว่าแกรักลูกเขยคนนี้ของอากงมาก แฟนของอาเล็กเป็นผู้บริหารระดับกลางของบริษัทฝรั่งแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นว่าเท่าที่ผมฟังผมเห็นนะครับ ลูกชายคนโตของบ้านนี้ไม่ได้เรื่องเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารการจัดการลำเอียงถือตัวเป็นใหญ่และหัวคิดเรื่องการตลาดก็ไม่ได้เรื่อง ปู่ผมบอกว่าไม่แปลกใจหรอกเพราะเห็นมันมาตั้งแต่เล็กแล้วเตี่ยมันก็รู้ ถึงไม่วางใจให้หลงจู่ค่อยช่วยอยู่เสมอ ส่วนหลงจู่นั้นอาจจะเก่งก็จริงแต่บ้างครั้งก็ไม่ใช่คนตรงไปตรงมา มีเขี้ยวเล็บมากมายเหมือนกัน แต่แกก็ซื่อสัตย์กับบ้านนี้มากอีกอย่างถ้าพูดกันตามจริงสมบัติทั้งหลายที่มีกินมีใช้กันอยู่ในบ้านนั้นก็ต้องถือว่าหลงจู่คนนี้แหละหามาครึ่งนึงเลยทีเดียว ปู่ผมเสริม ดังนั้นศึกระหว่างลูกเขยกับลูกชายคนโตก็บานปลาย หลงจู่ถูกด่าทอและหาว่าจะยึดสมบัติในตระกูลไปทั้งหมดโดยสนับสนุนผ่านทางลูกเขยของลูกสาวคนโตร่วมทั้งหาทางกลั้นแกล้งทายาทที่แท้จริงทุกวิถีทาง ส่วนลูกชายคนโตก็ถูกกล่าวหาว่าชอบเอาเงินบริษัทไปใช้จ่ายไม่ถูกต้อง อยากแต่งตัวเขาตลาดบ้าง แอบเอาสมบัติส่วนกลางไปกินดอกไปเล่นหุ้น แฟนของอาเล็กที่มาด้วยเล่าต่อไปอีกว่า ผมน่ะเห็นด้วยกับหลงจู่นะครับผมว่าพี่ใหญ่แกไม่มีความสามารถแถมยังเอากงสีไปเสี่ยงหลายครั้ง แต่หลงจู่แกก็ร้ายอยู่เหมือนกันในหลายๆเรื่องที่ทำกับพี่ใหญ่ แต่ผมว่าเรื่องนี้กงสีสำคัญที่สุด ถ้าไม่มีหลงจู่ค่อยไปฟ้องอากงไม่รู้ปานที่บริษัทของบ้านนี้ขาดทุนไปก่อนหน้านี้นานแล้วครับ ไอ้พวกที่ถือหางเฮียใหญ่ก็บอกว่าหลงจู่กับลูกรักแกดีแต่ประจบ เมื่อก่อนชูคอมีอำนาจพอเฮียจบจากเมืองนอกก็คอยแว้งกัด วันๆไม่เห็นทำไรเลย บริษัทกำลังจะก้าวหน้าต้องกู้เงินต้องทำอะไรก็คอยจะขวางอิจฉาที่จะรวยกว่างั้นเหรอ... ผมแค้นใจนะครับ แฟนอาเล็กบอกต่อ ผมมันก็แค่คนนอกแต่ผมสนิทกับเตี่ยมาก ผมรู้ว่าเตี่ยลำบากใจและรู้ทุกเรื่องอย่าง บ้างครั้งพวกมัน(เฮียใหญ่)แอบพูกกันลับหลังว่าเตี่ยแกแล้วเลอะเลือน โง่เง่าล้าสมัยอีกต่างหากไม่งั้นปานนี้ไม่มีแค่โรงงานเดียวอย่างทุกวันนี้แล้ว แต่เวลาด่าหลงจู่ก็เล่นกันซึ่งหน้าทุกครั้งว่าคอยแต่คำประจบประแจงมาทั้งชีวิต หาปรโยชน์ใส่ตัว ทำอะไรไม่ได้แล้ว แถมเดี่ยวนี้ก็เป็นเต่าล้าสมัยไม่ทันโลกไม่ต่างอะไรไปจากเตี่ย...แต่คนพวกนี้มันทั้งโง่ทั้งชั่วและไม่เคยมองดูตัวเองเลย ถ้าไม่มีเตี่ยกับหลงจู่พวกเมิงจะมีวันนี้เหรอ ต่อมาเตี่ยจึงจะทำพินัยกรรมใหม่เพราะเห็นแล้วว่าปัญหามันชักจะไปกันใหญ่ ยังไม่รู้ว่าเตี่ยจะเขียนยังไง พวกเฮียใหญ่ก็ออกมาบอกว่าหลงจู่ไปหลอกให้เตี่ยเขียนพินัยกรรมไม่ยกโรงงานให้ตนดูแลแล้ว เฮียใหญ่บอกว่าไม่ยอมหรอก ถ้าเขียนจริงๆจะไปฟ้องศาล หรือถ้าจำเป็นจะยิงพวกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคาให้ตายกันให้หมดเลย เฮียใหญ่ประกาศกลางโต๊ะอาหารเลย ตอนนี้ปัญหาไปแล้ว ยุติอาเล็กกับแฟนรับอากงมาอยู่บ้าน อากงทิ้งบ้านกงสีให้พี่ใหญ่อยู่ หลงจู่กลับไปอยู่บ้านเมียแกที่ต่างจังหวัด ส่วนลูกๆก็มีบ้านกันแล้วแทบทุกคน ก็แยกไปทางใครทางมัน หลายคนก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับบริษัทอีกเลย จัดสรรมรดกกันเรียบร้อยดีที่อากงมีเมียไม่กี่คนและก็ตายไปเกือบหมดแล้ว เงินอากงกับค่าใช้จ่ายกับจัดงานศพของก็แยกออกมาแล้วโดยอากงให้อาเล็กกับแฟนดูแล ส่วนลูกสาวคนโตกับสามีก็แยกไปธุรกิจอย่างอื่นของตัวเองตามที่ให้สัญญากับหลงจู่และอากงไว้ ส่วนลูกชายคนโตก็บริหารบริษัทต่อไป ซึ่งแฟนของอาเล็กบอกว่ามีแต่จะแย่ลงแย่ลงเพราะไหนจะทำงานไม่เป็น ไหนโลกและตลาดมันจะเปลี่ยนไปแล้วอีก ผมมาคิดดูตามเรื่องที่พอจำความได้เอามาเรียบเรียงใหม่ไว้นั้นนะ ผมก็ว่าหลงจู่ก็คงไม่ได้ถูกทุกอย่าง คงไม่ได้ดีทุกอย่าง แต่หลงจู่กับอากงก็ต่อสู้ร่วมกันมา สร้างบริษัท สร้างโรงงาน หาข้าวหาน้ำมาป้อนลูกป้อนหลานมาตลอดหลายสิบปี การโจมตีหลงจู่แรงๆโดยบอกว่าหลงจู่คอยประจบประแจงแล้วเตี่ยก็พลอยเชื่อไปด้วย นั้นมันเท่ากับดูถูกเตี่ยตัวเองว่าไม่สติปัญญาจนไปหลงเชื่อคนอื่นมากไป แม้จะไม่ได้ด่าเตี่ยตรงๆแต่ด่าหลงจู่แบบนี้ก็ไม่ต่างกับลูกอกตัญญูด่าว่าพ่อแม่ตัวเองเวลาที่พ่อแม่ไม่ตามใจเลยสักนิดเดียว ในขณะที่ตัวเองไม่พยายามแก้ไขรับฟังความคิดเห็นของใครเลยแม้จะเป็นผู้มีพระคุณก็ตาม อย่างนี้หายนะรอคนพวกนี้อยู่ครับ ดังนั้นที่มีคนบอกว่าพล.เอกเปรมด่าได้...เท่าไหร่ก็ด่าได้ นะมันจริงหรือครับ ? |