
พิมพ์หน้านี้
|
มีประเด็นที่อยากจะฝากไว้นานแล้วแต่ไม่มีเวลาเขียนถึง จึงนำมาเสนอไว้ก่อน มีอาจารย์ฝั่งเกลียดเจ้าหลายคนออกมาบอกว่าตามประวัติศาสตร์แล้วว่าเขาพระวิหารเป็นของคนเขมรเพราะบรรพบุรษของคนกัมพูชาสร้างไว้ตั้งแต่สมัยที่คนไทยยังไม่นุ่งผ้าเป็นคนป่ากันอยู่เลยนั้น การอ้างประวัติศาสตร์แบบเกลียดเจ้าแล้วตีความข้างเดียวแบบนี้ ผมก็ขอย้อนด้วยแนวคิดมนุษยวิทยาเชิงชีวภาพก็แล้วกันครับ ผมอยากจะย้อนให้ไปคิดว่าถ้าเช่นนั้นปราสาทเขาพระวิหารก็เป็นของคนไทยเช่นกัน เพราะ ถ้าตรวจสอบชาติพันธุ์แล้วคนอีสานส่วนหนึ่งก็น่าจะสืบเชื้อสายมากจากคนขอมโบราณ คนกัมพูชามี 14 ล้านโดยประมาณ ผสมกับเวียดนามจนว่ากันว่าเจือจางไปกว่าครึ่ง ส่วนคนอีสานชาติพันธุ์ขอมโบราณของบ้านเราน่าจะมีหลายสิบล้านคนเช่นกัน ถึงจะผสมเจือจางไปเยอะแล้ว แต่ถ้าประมาณกันคร่าวๆแล้วคนไทยที่ก็ถือว่าเป็นลูกหลานของบรรพชนผู้สร้างปราสาทพระวิหารก็อาจจะมีไม่น้อยไปกว่าคนกัมพูชาหรอกครับ จริงๆแล้วอาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ผมไม่อยากจะถกเถียงเรื่องพวกนี้มากนัก เพราะสิ่งที่ผมอยากจะเห็นก็คืการสร้างสรรใหม่ของการพัฒนาร่วมกันอย่างเสมอภาคของประชาชน เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่มิใช่ประโยชน์ของอภิชนไม่กี่คนอย่างที่เป็นอยู่ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน จริงอยู่ที่แน่นอนแล้วว่าเขาพระวิหารนั้นได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่... คำว่ามรดกโลกคืออะไร? .... มันมิได้หมายถึงมรดกของ-โลก- ซึ่งอยู่นอกเหนือไปจากมิติของการแบ่งแยกของมนุษยชาติไม่ว่าจะเป็นด้วยเส้นแบ่งเชิงกายภาพ-ชาติพันธุ์-ชาตินิยม มิใช่หรอ? เรื่องนายนพดลหรืออ.ปองพลนั้นผมไม่ติดอะไรมากมายเพราะสันดานและวิสัยทัศน์ของคนพวกนี้นั้น...ผมปลงได้ไปนานแล้ว แต่ผมเสียดายการทำงานของ unesco มากกว่า ผมมองว่าการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกในพื้นที่ทับซ้อนเช่นนี้ unesco น่าที่จะใช้ความพยายามให้มากกว่านี้ในการที่จะโน้มน้าวให้กัมพูชาและไทยขึ้นทะเบียนร่วมกันให้สำเร็จให้จงได้ จะพิจารณากี่รอบกี่ปีก็ได้ไม่เห็นจะแปลกเพราะว่ามันเป็น 'มรดกของโลก' unesco น่าจะให้เงินรัฐบาลกัมพูชาและไทยทำการบูรณะไปก่อน และให้ UN เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยในการสร้างโครงสร้างการบริหารดินแดนร่วมกันในบริเวณนี้ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งเรื่องแบบนี้เหมือนเคยได้ยินผ่านๆมาว่า UN กับ unesco เองก็เคยทำมาได้แล้วมิใช่หรอ หรือว่าเขาดูถูกว่าประเทศไทยกับกัมพูชานั้นด้อยพัฒนาและโง่เขลาจนยังไกลเกินกว่าที่จะมีวิสัยทัศน์ของความร่วมมือระหว่างกันอย่างเสมอภาพ เลยเสนอตัวขีดเส้นแบ่งให้เรากับกัมพูชาเพื่อปัญหามันจะได้จบๆไป 'กัมพูชาเอาปราสาทไปนะ ประเทศไทยก็ไม่ต้องง้อแงเดียวขึ้นอย่างอื่นในเขตไทยในรอบการประชุมหน้า เอาน่าจบๆเรื่องกันไป....' พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้ต่างกับที่ฝรั่งโครตพ่อโครตแม่มันเคยทำเมื่อกับพวกเรา(คนในอุษาคเนย์)เมื่อเป็นร้อยๆปีที่ผ่านมาแล้ว คิดแล้วอดสูใจในเรื่องนี้ยิ่งนัก |