พิมพ์หน้านี้
|
การที่เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจกระทั่งทำให้ค่าเงินเสียหายเป็นเรื่องใหญ่ มันแสดงถึงการเสื่อมค่าของราคาสินทรัพย์ชาติ เป็นกลไกของระบบที่ทำให้ขาติจนลงอย่างรุนแรง สิ่งของและของกินของใช้ราคาสูงขึ้น ก่อนการลอยค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 25 บาท มูลค่า GDP อยู่ที่ 5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่หลังการลอยค่าเงินบาท ค่าเงินบาทตกไปที่ 50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้มูลค่า GDP เหลือเพียง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นั่นคือมูลค่าสินทรัพย์ประเทศไทยลดลงครึ่งหนึ่ง ที่สำคัญคือเรายังไม่ทราบว่าต้นเหตุอะไรที่ทำให้เงินบาทเสียหายเช่นนี้ ได้แต่โยนความผิดให้เฮ็ดจฟันด์ว่าเป็นคนมาโจมตีค่าเงินบาท แต่ไม่คิดว่าทำไมเขาจึงโจมตีค่าเงินบาทได้ เมื่อความเสียหายปรากฏ เราก็รักษาโรคตามอาการและรักษาแต่ปลายเหตุ โดยไม่ได้สนใจต้นเหตุของปัญหา เช่นมีคปน.มาจัดการหนี้ที่เกิดขึ้นกับระบบ ตั้งศาลล้มละลายกลางมาตัดสินความถูกผิดระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ ตั้งปรส.และบบส.มาจัดการหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างเอกชนกับรัฐ ตั้งบสท.มาจัดการกับหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างเอกชนกับเอกชน มีผู้บริหารแผนมามาเป็นตัวกลางจัดการปัญหาระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ ประเทศไทยไม่ใช่เพิ่งเกิดวิกฤติครั้งนี้เป็นครั้งแรก วิกฤติครั้งแรกมีจุดศูนย์กลางอยู่ในปี 2521 โนสมัยรัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์เป็นนายกรัฐมนตรี วิกฤติครั้งที่ 2 มีจุดศูนย์กลางอยู่ในปี 2537 ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรี หรือประมาณ 11 ปีมาแล้ว รูปแบบการเกิดวิกฤติครั้งที่ 2 คล้ายกับวิกฤติครั้งแรกทุกประการ คือตลาดหุ้นพังทลายก่อน แล้วสภาพคล่องของระบบก็เสียหาย ค่าเงินบาทเสียหาย แล้วภาคการผลิตจริงและสถาบันการเงินก็ล้มลงทั่วประเทศ วิกฤติเศรษฐกิจครั้งแรก ทรัสต์และเครดิตฟองซิเอร์เสียหาย 26 แห่ง ประสบปัญหาขาดสถาพคล่องและมีหนี้เสีย ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้าไปควบกิจการ เรียกว่าโครงการณ์ 4 เมษายน 2527 ทยอยคืนเงินฝากให้แก่ผู้ฝากเงินปีละ 10 เปอร์เซนต์ โดยไม่มีดอกเบี้ย ใช้เวลาประมาณ 10 ปีก็คืนเงินผู้ฝากเงินได้หมด มีการตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินขึ้นมาในปี 2528 เพื่อทำการอัดฉีดสภาพคล่องให้สถาบันการเงินโดยเฉพาะ ปรัชญาของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯบอกไว้ว่า การให้ความช่วยเหลือสภาพคล่องแก่สถาบันการเงิน จะทำให้สถาบันการเงินมีความมั่นคงและไม่ล้มลง ภายหลังทางการสามารถขายทรัสต์และเครดิตฟองซิเอร์ 4 เมษายนคืนให้เอกชนได้ และมีกำไรประมาณ 10,000 ล้านบาท เหตุเพราะมีกำไรจากการขายคืนทรัสต์และเครดิตฟองซิเอร์ 10,000 ล้านบาท จึงเป็นที่มาของการอัดฉีดสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินในช่วงก่อนวิกฤติครั้งที่ 2 อย่างเต็มที่ เพราะคิดว่าเมื่อมีปัญหาก็สามารถเข้าไปยึดสถาบันการเงินได้ และสามารถมีกำไรจากการขายคืนภายหลังได้ เป็นความเชื่อที่อันตรายอย่างมาก เพราะการอัดฉีดสถาบันการเงินอย่างเต็มที่ แบบไม่อั้น แบบไม่ยั้ง ยิ่งอัดฉีดมากเท่าใด ความเสียหายก็เกิดขึ้นมากเท่านั้น สงผลให้สถาบันการเงินช่วงแรกถูกปิดกิจการกว่า 56 แห่ง ถึงทุกวันนี้สถาบันการเงินถูกปิดไปแล้วถึง 70 แห่ง เป็นประวัติการณ์โลก ไม่เคยมีประเทศใดเสียหายเท่านี้มาก่อน ที่มาของทุนของกองทุนฟื้นฟูฯได้รับการจัดสรรจากงบประมาณในเบื้องต้นจากกระทรวงการคลังจำนวนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ได้รับการสมทบจาก 0.01 เปอร์เซนต์ของเงินฝากในระบบ ปี 2539-2540 หรือช่วงที่กำลังเกิดวิกฤติทางการกำหนดให้สถาบันการเงินส่งเงินสมทบสูงถึง 0.04เปอร์เซนต์ของเงินฝาก แต่ก็ยังไม่พอกับการเสริมสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินที่มีปัญหาอยู่ดี จึงต้องกู้เงินจากข้างนอกมาอัดฉีดสภาพคล่องให้สถาบันการเงินเพิ่ม ทำให้หนี้สินต่อทุนของกองทุนฟื้นฟูฯพุ่งขึ้นถึง 3,000 เปอร์เซนต์ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพคล่องสถาบันการเงินดีขึ้น สุดท้ายจึงได้มีการประกาศปิดกิจการของสถาบันการเงินในเวลาต่อมา ได้มีการลดทุนของสถาบันการเงินเหล่านั้นเหลือ 1 สตางค์ ทำการแปลงหนี้ของสถาบันการเงินมาเป็นทุนของทางการ (กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ) เปลี่ยนตัวผู้บริหารเดิม แล้วทางการก็กลายมาเป็นเจ้าของสถาบันการเงินโดยสมบูรณ์ ทางการยึดมาแล้วก็ไม่สามารถบูรณะให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ต้องนำมารื้อเป็นเศษเหล็กขาย เพื่อนำเงินไปใช้คืนเจ้าหนี้ แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะใช้หนี้ได้ ทำให้เกิดหนี้สาธารณะก้อนโตเป็นประวัติการณ์ การตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เป็นการแก้ที่ปลายเหตุของปัญหา กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯนอกจากไม่ได้ทำให้สถาบันการเงินมีความมั่นคงแล้ว ยังทำให้สถาบันการเงินทั้งระบบล้มลง และก่อให้เกิดหนี้สาธารณะกว่า 1.5 ล้านล้านบาท(เฉพาะส่วนของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ) ช่วงนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินได้ปิดฉากลง รัฐบาลทักษิณคิดตั้งสถาบันประกันเงินฝาก(2548-2549) ขึ้นมาแทน แต่ยังไม่สำเร็จ เพราะถูกปฏิวัติก่อน การตั้งสถาบันประกันเงินฝากในรัฐบาลพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรก็คล้ายหรือซ้ำรอยการตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินในสมัยพล อ. เปรม ติณสูลานนท์ในอดีต (2528) รูปแบบอาจจะแตกต่างกัน แต่ปรัชญาส่วนใหญ่ไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้ความหวังไว้ที่ความมั่นคงของสถาบันการเงิน สถาบันประกันเงินฝากให้ความหวังไว้ที่ความมั่นคงของผู้ฝากเงิน กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯไม่สามารถให้ความมั่นคงแก่สถาบันการเงินฉันใด สถาบันประกันเงินฝากก็จะไม่สามารถให้ความมั่นคงแก่ผู้ฝากเงินได้ฉันนั้น ทั้งนี้เพราะเป็นการแก้ปลายเหตุของปัญหาเหมือนเดิม ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ออกข้อบังคับให้สถาบันการเงินส่งเงินสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ 0.02 เปอร์เซนต์ของยอดเงินฝาก องค์กรเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นหน่วยงานที่รัฐตั้งขึ้น เพื่อเข้าไปจัดการหนี้เสียที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐกับสถาบันการเงิน เกิดขึ้นในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ต่อมาในรัฐบาลรัฐบาลพตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) เป็นการที่รัฐเข้าไปจัดการหนี้เสียที่เกิดขึ้นระหว่างเอกชนกับเอกชน เกิดขึ้นในรัฐบาลพตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร วิสัยทัศน์และปรัชญาของบสท.ในรัฐบาลทักษิณก็ไม่ได้แตกต่างไปจากวิสัยทัศน์และปรัชญาปรส.(บบส.)ในรัฐบาลนายชวนแต่อย่างใด งานของปรส.(บบส.) และบสท.เป็นงานที่จัดการกับหนี้เสียก้อนโตที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยรวมแล้วมีมูลหนี้ประมาณ 2 ล้านล้านบาท ความเสียหายของภาคการเงินและภาคการผลิตจริง เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เช่นอาจจะเสียหาย 5-10 เปอร์เซนต์ของระบบ แต่นี่ล้มลงทั้งประเทศ ความเสียหายเช่นนี้จึงไม่ใช่ความผิดพลาดของเอกชน แต่เป็นความผิดพลาดจากระบบหรือจากทางการมากกว่า การแก้ปัญหาแบบ ปรส. บบส. บสท. และการแก้ปัญหาแบบทีพีไอ กลายเป็นความไม่เป็นธรรมของการแก้ปัญหา เกิดขึ้นกับผู้คนทั่วประเทศ เป็นเพียงการแก้ปัญหาแบบตามน้ำและแก้แต่ปลายเหตุของปัญหา ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา คนที่ไม่ผิดถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม แต่คนหรือหน่วยงาน หรือเครื่องมือที่ก่อให้เกิดวิกฤติกลับลอยนวล เอกชนถูกตำหนิว่าเป็นผู้ก่อหนี้ต่างประเทศไว้มาก จึงทำให้เกิดความเสียหาย แต่หากสภาพคล่องของประเทศไม่เสียหาย เขาก็ไม่ต้องไปก่อหนี้ต่างประเทศ พบว่าหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นมากในช่วงปี 2538 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพคล่องในประเทศมีปัญหานั่นเอง และถ้าค่าเงินบาทไม่เสียหาย หนี้ต่างประเทศของเอกชนก็จะไม่เสียหายเช่นกัน การแก้ปัญหาของประเทศหากขาดความเป็นธรรมและเมตตาธรรมแล้วก็จะทำเกิดความเดือดร้อนทั่วประเทศ โรคทางกายหรือทางใจของมนุษย์ในบางครั้ง หากจัดการสิ่งที่เกี่ยวข้องให้ดีแล้ว สามารถปล่อยให้หายเอง (Self Healing) ได้ แต่ประเทศไทยไม่ได้คิดแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา แต่กลับใช้วิธีตัดแขนตัดขาเอกชนแทน แขนขาที่ถูกตัดออกไปแล้วหรือชีวิตที่ตายไปแล้วไม่มีทางที่เอากลับคืนมาได้ เอกชนใช้เวลา 20-30 ปีสร้างธุรกิจขึ้นมา เมื่อเกิดความเสียหาย ทางการก็ตั้งใจจะขจัดหนี้เสียให้หมดในเร็ววัน มันเป็นเรื่องที่ยากและขาดความเป็นธรรม มันจึงเข้าทางต่างชาติ นักฉวยโอกาสคนไทยบางกลุ่มร่วมมือกับต่างชาติกลับได้ประโยชน์จากเข้าไปแก้ปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าการแก้ปัญหาของปรส.บบส.บสท.และทีพีไอ การลดทุนของเอกชนคือการลดทุนของชาติ และการขายทอดตลาดสินทรัพย์ของเอกชนก็คือการขายทอดตลาดทรัพย์สินของชาติ แต่เพราะมันเป็นทรัพย์สินก้อนโต มูลค่าทรัพย์สินของชาติจึงเสียหายมาก สถาบันการเงินถูกลดทุน 99.90% ทรัพย์สินของสถาบันการเงินและภาคการผลิตจริงถูกรื้อเป็นเศษเหล็กขายมีมูลค่าลดลง 70-80% ความเสียหายเหล่านี้ถูกสะท้อนออกมาทางค่าเงินบาท มูลค่าสินทรัพย์ชาติลดลงอย่างไร ค่าเงินบาทก็ลดลงอย่างนั้น ผู้บริหารแผนธนายงกำหนดการใช้เวลาเกลี่ยหนี้กัน 18 ปี แต่การแก้ปัญหาหนี้ทีพีไอของผู้บริหารแผนที่เป็นตัวแทนของกระทรวงการคลัง ไม่ยอมให้ระยะเวลาของการแก้ปัญหาของทีพีไอ ได้ทำการลดทุนและเพิ่มทุนแทน ทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมก็มีส่วนการเป็นเจ้าของลดลง เจ้าของใหม่ใหญ่ขึ้น เรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับทีพีไออย่างเดียว แต่ได้เกิดกับสถาบันการเงินและภาคการผลิตจริงทั่วประเทศ เกิดความไม่เป็นธรรมทั้งประเทศ กรรมการท่านหนึ่งของผู้บริหารแผนเล่าว่า เกรงว่าต่างชาติจะยึดทีพีไอ (จึงยึดทีพีไอเอาไว้เอง) ก็แปลกใจว่า อย่างสถาบันการเงินกว่า 70 แห่งที่ล้มลง แล้วรวบรวมขายให้ต่างชาติที่ราคาถูก ทำไมไม่รักษาให้เป็นของคนไทยบ้าง ทุกรัฐบาลต่างมีนโยบายในการแก้ปัญหาความยากจน แต่ยิ่งแก้ก็ยิ่งจนลง รัฐบาลพตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรก็มุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาความยากจนเช่นเดียวกัน โดยมีนโยบายแก้จนลงไปถึงระดับรากหญ้า ให้มีการลงทะเบียนคนจน ให้มีคาราวานแก้จน มีโครงการณ์หนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล(โอทอป) มีกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งก็เป็นความตั้งใจที่ดี แต่ความจนที่แท้จริงมาจากความผิตพลาดของระบบมากกว่า ความพออยู่พอกินที่ได้สะสมมาเป็นเวลา 40-50 ปี เมื่อค่าเงินบาทตกจาก 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐมาเป็น 50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก็ทำให้ชาวบ้านยากจนลงอย่างเฉียบพลัน ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา หรือหลังการลอยค่าเงินบาทแล้ว ค่าเงินบาทของไทยยังอ่อนกว่าค่าเงินยูโรและดอลลาร์ออสเตรเลียประมาณ 25% เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ นั่นแสดงว่าไทยต้องจ่ายค่านำเข้าน้ำมันสูงกว่าประเทศทางยุโรปและออสเตรเลีย 25% ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานของไทยก็สูงกว่าประเทศอื่น หากเรายังแก้ปัญหาไม่ถูกต้อง ความเชื่อมั่นก็จะไม่ดีขึ้น ค่าเงินบาทอาจจะตกไปที่ 100-200 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ชาวรากฝอยก็จะต้องใช้ราคาน้ำมัน(และสิ่งของต่างๆ)ที่สูงกว่าทุกวันนี้อีก ชาวรากฝอยก็จะจนลงโดยทั่วหน้าอีก การลงไปแก้ปัญหาโดยตรงที่รากฝอยจึงไม่ช่วยให้รากฝอยลืมตาอ้าปากขึ้นได้ แต่หากทำความเชื่อมั่นของระบบให้ดีขึ้นและมั่นคงขึ้น ก็จะทำให้ชีวิตของรากหญ้าดีขึ้นอย่างแท้จริง ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ พบว่าช่วงนี้ทุนสำรองเงินตราของประเทศต่างๆเพิ่มขึ้นโดยทั่วหน้า โดยของประเทศจีนมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสูงถึง 770,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และของไทยสูงถึง 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทุนสำรองทางการเงินของประเทศมาเลย์เซียสูงเกือบ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาเสียหาย ความเชื่อมั่นต่อประเทศสหรัฐอเมริกาจึงเสียหาย ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีค่าด้อยลง มีผลให้เงินไหลออกจากประเทศอเมริกาไปยังประเทศต่างๆนั่นเอง หนี้สาธารณะ พบว่ารัฐบาลมุ่งหน้าแก้ปัญหาเรื่องหนี้ของเอกชนและชาวบ้านจริงจังมาก ซ้ำเติมให้ความเสียหายของชาติสูงขึ้น เช่นงานของปรส.บบส.บสท.ทีพีไอ จากนั้นก็เข้าไปแก้ไขหนี้นอกระบบ หนี้ส่วนบุคลลและหนี้ครัวเรือน แต่รัฐบาลไม่ให้ความสนใจแก้ไขหนี้สาธารณะแต่อย่างใด ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอีก เช่นกองทุนพยุงราคาน้ำมันที่ติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาท ก็ได้กลายมาเป็นหนี้สาธารณะอีก ปีที่ผ่านมาเรามีงบประมาณเกินดุลกว่า 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งน่าจะนำมาลดหนี้สาธารณะบ้าง แต่รัฐก็บอกว่าได้นำไปกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ เพื่อให้จีดีพีของประเทศดีขึ้น ฟังแล้วก็ดูเหมือนว่าจะดี แต่ต่างชาติเขารู้จักชั่งน้ำหนัก หนี้สาธารณะของไทยที่ระดับ 1.5 ล้านล้านบาทขณะนี้ แล้วมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นอีก เขาก็ไม่เชื่อในน้ำยาการแก้ปัญหาของประเทศไทยเหมือนเดิม ความเชื่อมั่นของประเทศไทยก็ไม่ดีขึ้น เมกกะโปรเจ็ค ประเทศที่เศรษฐกิจเสียหายจนกระทั่งต้องเข้ารับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ เป็นตัวบอกว่าทรัพย์สินหรือทุนของชาติได้เสียหายอย่างหนัก และทรัพย์สินของคนไทยได้ตกไปเป็นของต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ ทุกวันนี้ธนาคารกรุงเทพฯ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และรวมทั้งภาคการผลิตจริงเอกชนจำนวนมากก็ไม่ได้เป็นบริษัทของคนไทยแล้ว แต่มันเป็นของต่างชาติ ทั้งนี้เพราะต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ดังนั้นเมื่อไม่มีทุนเป็นของตนเอง การลงทุนใดๆจึงยากขึ้น จึงต้องอาศัยเงินกู้เป็นส่วนใหญ่ เมื่อความเชื่อมั่นตกลงอีก ค่าเงินบาทเสียหายอีก หนี้ต่างประเทศเมกะโปรเจ็ค 1.7 ล้านล้านบาท ก็จะกลายเป็น 3.4 ล้านล้านบาท แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปจ่ายหนี้ หนี้สาธารณะก็จะเพิ่มขึ้นอีก หรือไม่ก็ต้องขายสิ่งที่สร้างมานั้นให้ต่างชาติอีก ที่ผ่านมาบริษัทเอกชนไทยได้ตกไปเป็นของต่างชาติแทบหมดแล้ว ต่อไปรัฐวิสาหกิจไทยก็จะต้องตกไปเป็นของต่างชาติเช่นเดียวกัน ผู้บริหารประเทศมักจะคิดถึงการเติบโตของประเทศตลอดเวลา ไม่มีใครที่จะคิดถึงสิ่งไม่ถูกต้องที่เกิดกับประเทศ สิ่งไม่ถูกต้องจะถูกสะสมเพิ่มขึ้นตลอดเวลา การทำเมกกะโปรเจ็คก็เพื่อเพิ่มจีดีพี การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้นก็เพื่อจีดีพี การนำโรงเหล้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็เพื่อจีดีพี หากความเชื่อมั่นเสียหาย ค่าเงินบาทก็จะเสียหายอีก แล้วมันจะเป็นการเพิ่มจีดีพีได้อย่างไร มันจะเป็นการทำลายจีดีพีมากกว่า ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาก็จะมีแต่สร้าง แต่ปัญหาที่มีอยู่กลับได้รับการสะสางน้อยมาก แล้วก็มีปัญหาใหม่เกิดขึ้น สะสมและหมักหมมมากขึ้น บางเรื่องกลายเป็นคดีขาดอายุความ การบริหารประเทศที่เอาแต่สร้างโดยไม่ใส่ใจกับปัญหาที่หมักหมมของประเทศ เช่นเรื่องหนี้สาธารณะ และเรื่องต้นเหตุที่ทำให้ความเชื่อมั่นเสียหาย จะเรียกว่าเป็นการบริหารประเทศที่ดีไม่ได้ หากความเชื่อมั่นไม่ได้การแก้ไขให้ถูกต้อง จะทำอะไรก็จะเป็นการซ้ำเติมประเทศชาติให้ย่ำแย่ลงอีก ไม่ว่าเรื่อง การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เครดิตบูโร การเปิดตลาดตราสารอนุพันธ์ รวมทั้งการนำบาร์เซล-2 มาใช้ในระบบการเงิน ปัญหาของประเทศไทยก็จะรัดคอประเทศไทยแน่นขึ้นอีก การเปิดเสรีธุรกิจบริการจะทำให้ต่างชาติเข้ามาบริหารทรัพย์สินของเขาได้ง่ายขึ้น ธนาคารกรุงเทพฯ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และเอกชนอื่นๆ จะมีคณะกรรมการเป็นชาวต่างชาติ ต่อไปเราก็จะเห็นคนสิงค์โปร์หรือคนจีนมาเป็นประธานหรือกรรมการผู้จัดการและกรรมการของบริษัทเอกชนไทย ต่างชาติจะกลายมาเป็นคนชั้น 1-2 ของประเทศ ส่วนคนไทยจะกลายเป็นคนชั้น 3-4-5 ของประเทศ เราก็จะเป็นทาษต่างชาติตลอดไป ที่ผ่านมาทางการไทยมักบอกว่า ความเชื่อมั่นของไทยดีขึ้นตลอดเวลา และก็บอกว่าดีกว่าประเทศนั้นบ้าง ดีกว่าประเทศนี้บ้าง ดูเหมือนจะเป็นการประชาสัมพันธ์เกินจริง ต่างชาติทราบดีว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร เรื่องความเชื่อมั่นเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ และวัดกันอย่างไร จึงมีการแอบอ้างพูดถึงความเชื่อมั่นตลอดเวลา เปรียบเทียบภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยและประเทศอาร์เจนตินาผ่านตลาดหุ้น . SET Index ประเทศไทย
. MERVAL Index ประเทศอาร์เจนตินา
. เราสามารถดูภาพรวมของความเชื่อมั่นของประเทศใดๆผ่านดัชนีตลาดหุ้นและค่าเงินได้ ประเทศไทยกับประเทศอาร์เจนตินา ต่างประสบวิกฤติเศรษฐกิจคล้ายกัน มีรูปแบบ(Patterns) ของความเสียหายที่คล้ายกัน คือมีการ fix ค่าเงินเหมือนกัน เกิดความเสียหายในตลาดหุ้นอย่างรุนแรงคล้ายกัน ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟเช่นเดียวกัน แล้วก็มีการลอยค่าเงินเช่นเดียวกัน หนี้ต่างประเทศสูงขึ้นเพราะความเสียหายของค่าเงินเช่นเดียวกัน . Thai Baht
ประเทศไทยลอยค่าเงินบาทวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ประเทศ ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวมากที่สุด 53 เปอร์เซนต์ . Argentine Peso
อาร์เจนตินาลอยค่าเงินเปโซเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2545 ค่าเงินเปโซเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐอ่อนลงมากที่สุด 71 เปอร์เซนต์ . ผู้บริหารประเทศอาร์เจนตินาตระหนักถึงหนี้สาธารณะของประเทศ ได้มีการลดเงินเดือนเงินบำเหน็จบำนาญของข้าราชการลง 23 เปอร์เซนต์ เจ็บปวดโดยเสมอหน้ากันทั้งพลเรือนและข้าราชการ เป็นการยอมรับความจริงในฐานะการเงินของประเทศ แต่ประเทศไทยขาดความเข้าใจในกลไกระบบเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น วันรุ่งขึ้นหลังการประกาศมาตราการมงฟอร์ด นายกรัฐมนตรีบอกจะขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 5 เปอร์เซนต์ ระเบิดลงที่หาดใหญ่พร้อมกัน 3 จุดทันที หลายครั้งของการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำ ระเบิดมักเกิดขึ้น เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศอาร์เจนตินาคำนึงถึงหนี้สาธารณะที่จะเกิดขึ้น แต่ประเทศไทยมองข้ามการแก้ไขหนี้สาธารณะอย่างสิ้นเชิง มีผลให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศอาร์เจนตินาดีขึ้น แต่ความเชื่อมั่นของประเทศไทยไม่ดีขึ้น ดัชนีตลาดหุ้นของประเทศไทยตกต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมมาเป็นเวลา 11 ปีแล้ว (ดูตามกราฟ) โดยยังต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิม 55 เปอร์เซนต์ แต่ดัชนีตลาดหุ้นของประเทศอาร์เจนตินากลับมีระดับสูงสุดใหม่แล้ว โดยสูงกว่าระดับสูงสุดเดิมกว่า 245 เปอร์เซนต์ วิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศอาร์เจนตินาเกิดหลังประเทศไทยประมาณ 6 ปี แต่เรามักจะได้ยินคนไทยพูดถึงเศรษฐกิจไทยว่า เดี๋ยวก็เป็นแบบอาร์เจนตินาหรอก ทั้งๆที่วิกฤติเศรษฐกิจอาร์เจนตินาเกิดหลังประเทศไทยหลายปี แสดงว่าคนไทยขาดข้อมูลอย่างแท้จริง ประเทศไทยไม่มีสื่อใดที่นำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงได้ หากไม่สามารถนำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงได้ คงหากที่จะแก้ปัญหาของประเทศไทยได้ ดัชนีตลาดหุ้นบอกว่าความเชื่อมั่นของประเทศอาร์เจนตินาดีขึ้นมาก กระทั่งดัชนีตลาดหุ้นมีจุดสูงสุดใหม่ ที่สูงกว่าจุดสูงสุดเดิม 245 เปอร์เซนต์ ส่วนของประเทศไทยอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิม 55 เปอร์เซนต์ แสดงให้เห็นว่า ฐานะทางเศรษฐกิจของอาร์เจนตินากลับดีขึ้นกว่าประเทศไทยชัดเจน 11 ปีมาแล้ว รวมทั้งรัฐบาลปี 2544 ก็บริหารประเทศต่อเนื่องมา 4 ปีเต็ม เปรียบเทียบกับประเทศอาร์เจนตินาแล้ว ความเชื่อมั่นของประเทศไทย ยังไม่ดีขึ้น . . 28 พฤศจิกายน 2548 . . . @@@ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ไทยโพสต์ 29 พฤศจิกายน 2548 15 เมษายน 2551 (ปรับปรุงเพิ่มเติม) (truethaksin/confidence.doc) |
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||