• indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 95
  • จำนวนผู้ชม : 18275
  • จำนวนผู้โหวต : 74
  • ส่ง msg :
ค น น อ ก ก ร ะ แ ส
หลบตอ เจอกำแพง หลบกำแพง เจอตอ เต็มไปด้วยตอและกำแพง ซ้ายก็ผลประโยชน์ ขวาก็ผลประโยชน์ บนก็ผลประโยชน์ ล่างก็ผลประโยชน์ เต็มไปด้วยผลประโยชน์ ก่ออบายมุขท่วมประเทศ ..หาทางออกยาก
Permalink : http://www.oknation.net/blog/indexthai
วันพุธ ที่ 16 เมษายน 2551
การพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 464 , 13:14:22 น.   | หมวดหมู่ : บทความ 1  
พิมพ์หน้านี้


.

พระพุทธเจ้าพบว่าเกิด แก่ เจ็บ ตายทำให้เกิดทุกข์ พระองค์ท่านทรงใช้เวลา 6 ปีในการศึกษาค้นคว้าเพื่อหาทางพ้นทุกข์ ทรงตรัสรู้พบอริยสัตย์ ที่เป็นสัจจธรรม กำหนดรู้ทุกข์ ต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ การดับทุกข์ และวิถีทางในการดับทุกข์ 8 ประการ งานของพระพุทธเจ้าเป็นงานที่ยาก หากว่างานของพระพุทธเจ้าไม่อมตะคงไม่ได้รับการปฏิบัติสืบต่อมากว่า 2550 ปีได้ แล้วก็ยังแผ่ไพศาลไปกว่าครึ่งโลก พระพุทธเจ้าไม่ได้เก็บงานที่รู้แล้วไว้กับพระองค์เองแต่ผู้เดียว แต่นำมาสอนผู้คนให้รู้ความจริงนั้นด้วย แต่ผู้คนก็ไม่เข้าใจ ยังคงสะสมเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์  ก็ทำให้มีทุกข์ตลอดเวลา จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

ความเข้าใจในความเป็นไปทางเศรษฐกิจไม่ได้ยากเหมือนงานของพระพุทธเจ้า หากมีการติดตามข้อมูลอย่างถูกต้อง สามารถรู้และเข้าใจได้ง่ายกว่า

ระบบทุนนิยมการตลาดเป็นระบบเศรษฐกิจก่าแก่ดั้งเดิมของโลก เกี่ยวข้องกับการผลิตการกระจายสินค้า การแลกเปลี่ยนสินค้า การซื้อขายสินค้า มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลแล้ว

กหาปณะคือมาตราเงินในยุคโบราณ มีมาก่อนสมัยพุทธกาล 1 กหาปนะเท่ากับ 20 มาสก หรือเท่ากับ 1 ตำลึง หรือเท่ากับ 4 บาท

อย่างไรก็ตามระบบทุนนิยมหาใช่ระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุดของโลกแต่อย่างใด ทุกวันนี้ระบบทุนนิยมเป็นตัวทำลายตัวทุนนิยมด้วยตัวมันเอง ดังที่ผู้เขียนกำลังนำเสนอในบทความนี้

ระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุด เป็นระบบเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้า เรียกว่า”ระบบสาธารณะโภคี” โดยเอา ทุน แรงงาน และ อำนาจ มาเป็นของส่วนกลาง ผลผลิตและผลตอบแทนเป็นของส่วนกลาง ใช้ทุนและผลตอบแทนของทุนไปเพื่อชุมชนของกลุ่ม ใช้แรงงานและผลตอบแทนแรงงานไปเพื่อชุมชนของกลุ่ม ไม่ได้ใช้และทำไปเพื่อส่วนตน ผู้เขียนได้นำเสนอระบบเศรษฐกิจแบบสาธารณะโภคีไว้ในบทความอื่นแล้ว จะไม่ลงรายละเอียดในที่นี่อีก

ระบบทุนนิยมได้พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วง 200 ปีที่ผ่านมานี้ เมื่อก่อนนี้เรามีเงินเป็นทุนแต่อย่างเดียว เรียกว่าเงินทุน มีสถาบันการเงินเป็นแหล่งประกอบธุรกรรมทางการเงิน ทุกวันนี้มีการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุนหรือเป็นหลักทรัพย์ รวมทั้งสามารถแปลงหนี้สินให้เป็นทุนได้ มีใบแสดงมูลค่าเรียกว่าตราสารทุน มีตลาดหลักทรัพย์เป็นนายทะเบียนและเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนและซื้อขายตราสารทุน

การมีตลาดเงินทำให้มีการกู้ยืมเงินมาดำเนินงานและขยายกิจการ ทำให้มีการขยายงานแบบเกินความพอเพียง การมีตลาดทุน ยิ่งทำให้มีการขยายงานเกินความพอเพียงมากเพิ่มขึ้นไปอีก ต้นทุนในการระดมทุนในตลาดทุนต่ำกว่าตลาดเงิน

แต่ตลาดทุนทุกวันนี้เบี่ยงเบน มีการสวมรอยปั่นขึ้นปั่นลงมากกว่าจะมีการระดมทุนตามธรรมดา เป็นการค้ากระดาษ และค้าตัวเลข(ตราสารอนุพันธ์) เหมือนการซื้อขายหวยเบอร์ แต่สามารถทำกำไรได้แน่นอนกว่าหวยเบอร์ 

ทำให้ระบบทุนของโลกผิดปกติมากขึ้นตลอดเวลา ทำให้เฮ็ดจ์ฟันด์กลุ่มเดียวที่มั่งคั่งที่สุดในโลก ทุกวันนี้ วอร์เรน บับเฟตต์ คือผู้ที่มั่งคั่งสูงสุดในโลก แต่คนท้องถิ่นเช่นอเมริกันจนลง

ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ ที่อยู่ตามธนากลางของประเทศต่างๆ รวมกันประมาณ 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นของบรรดาเฮ็ดจ์ฟันด์ ที่ไหนให้ผลตอบแทนไม่ดีและไม่มั่นคงก็จะหนี หนีไปหาที่ๆผลตอบแทนดีและมั่นคง ฉวยโอกาสเก็งกำไรและปั่นด้วย ลงทุนตราสารทุนและตราสารหนี้ทำได้ง่าย ลงทุนก็ง่าย ถอนการลงทุนก็ง่าย

พบว่าตลาดหุ้นที่มีดัชนีชี้นำตลาดหุ้นที่เบี่ยงเบนสูง จะถูกสวมรอยปั่นง่าย

SET Index ของตลาดหุ้นไทยเบี่ยงเบนสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก ส่งผลให้ในรอบ 33 ปีที่ผ่านมา ประสบกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจกระทั่งต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟมา 2 ครั้งแล้ว

วิกฤติเศรษฐกิจเทียบได้กับไฟไหม้ประเทศ ไฟไหม้บ้านใครหรือไหม้ประเทศใดก็เท่ากับหมดตัว  ไม่สามารถนำกลับคืนมาได้ เสียแล้วก็เสียเลย ไฟไหม้ประเทศครั้งเดียวก็นับว่าทารุณแล้ว แต่นี่ไฟไหม้ประเทศไทยถึง 2 ครั้งแล้ว

ประเทศสหรัฐเมริกาเป็นต้นแบบของระบบทุนนิยมยุคใหม่ มีการพัฒนาตลาดทุนให้ก้าวหน้าไปหลายรูปแบบ มีเครื่องมือทางการเงินแบบใหม่เกิดขึ้นมากมาย ก่อให้เกิดความเบี่ยงเบนและผิดปกติอย่างสูง เช่นตราสารตลาดอนุพันธ์เป็นต้น กลายเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจโดยไม่รู้ตัว

กลางเดือนเมษายน 2008 มีข่าวว่าตลาดทุนอินเดีย ห้ามการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ล่วงหน้า 

ด้วยความผิดปกติดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดทุนของอเมริกาก็พังทลายลงอย่างรุนแรง ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าแห่งข้อมูล มีดัชนีตลาดทุนในรูปแบบต่างๆเป็นร้อยดัชนี ดัชนีแต่ละตัวมีความเบี่ยงเบนไม่เท่ากัน บางตัวก็เบี่ยงเบนมาก บางตัวก็เบี่ยงเบนน้อย เบี่ยงเบนมากก็แกว่งตัวมาก เบี่ยงเบนน้อยก็แกว่งตัวน้อย ดังนำเสนอไว้ในตารางที่ 1 และ 2

ตารางที่ 1) เปรียบเทียบการแกว่งตัวของดัชนีตลาดหุ้นอเมริกา

ชื่อดัชนี

การแกว่งตัวของดัชนี (%)

NASDAQ

14.28

RUSSELL2000

8.24

S&P500

8.04

DJIA (Dow Jones)

7.91

NYSE

7.15

AMEX

5.54

ที่มา : โดยสุทธิพงษ์ ปรัชญพฤทธิ์

ตารางที่ 1 แสดงให้เห็นว่าดัชนี NASDAQ แกว่งตัวแรงสูงสุด แกว่งตัวแรงถึง 14.28% NASDAQ Index คือสิ่งผิดปกติในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา

ดัชนี NASDAQ ของประเทศสหรัฐอเมริกา แกว่งตัวแรงเป็นลำดับที่ 4 ของโลก

ผู้เขียนได้ติดตามการแกว่งตัวของดัชนีตลาดหุ้นต่างทั่วโลกมาประมาณ 15 ปี ทำให้ทราบว่าดัชนี NASDAQ เริ่มแกว่งตัวแรงเมื่อใด ได้ทำการแยกวัดการแกว่งตัวของดัชนี NASDAQ ออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกระหว่างปี 1995 - 1998 และ ช่วงที่ 2 ระหว่างปี 1999 - 2002 (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 2 เปรียบเทียบการแกว่งตัว(SWING)ของNASDAQ 2 ช่วงเวลา

NASDAQ Index

การแกว่งตัวของดัชนี (%)

ช่วงแรก 1995 - 1998

7.21

ช่วงที่ 2 1999 - 2002

14.28

ที่มา : โดยสุทธิพงษ์  ปรัชญพฤทธิ์

ตารางที่ 2 แสดงให้เห็นว่าช่วงแรกระหว่างปี 1995 - 1998 ดัชนี NASDAQ แกว่งตัวในระดับต่ำเพียง 7.21 เปอร์เซนต์เท่านั้น แต่ตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา ดัชนี NASDAQ แกว่งตัวสูงมาก คือแกว่งตัวสูงถึง 14.28 เปอร์เซนต์

แสดงว่าดัชนี NASDAQ เริ่มแกว่งตัวสูงในปี 1999 นี้เอง ดัชนีที่แกว่งตัวสูงหรือเบี่ยงเบนสูงจะอ่อนแอสูงและถูกโจมตีหรือปั่นได้ง่าย ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีการปรับปรุงการคำนวณดัชนี (index reform) ในปี 1999 ที่ส่งผลให้ดัชนีเบี่ยงเบนสูงขึ้น

3) DOW JONES Year 2000

บรรดา Hedge Fund ไม่เคยรอช้า ไม่เคยแบ่งว่าเป็นตลาดหุ้นของประเทศตะวันตก หรือตะวันออก ไม่ได้แยกว่าเป็นตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่หรือไม่ใช่ประเทศเกิดใหม่ ไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นตลาดหุ้นของอเมริกาหรือไม่ใช่อเมริกา พลาดพลั้งขึ้นมาทันใด พวกเขาก็กรูโจมตีทันที

4) NASDAQ Year 2000

 

จุดศูนย์กลางการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในช่วงต้นปี 2000 โดยตลาดหุ้นได้ขึ้นมาสูงสุดในต้นปี 2000 จากนั้นจึงปรับตัวลดลง

DOW JONES (3) เป็นดัชนีราคา เป็นดัชนีที่มีมาช้านาน เรียกว่าเป็นดัชนีตลาดหุ้นที่เก่าแก่ที่สุดในโลก หรือเป็นดัชนีที่ตลาดหุ้นตัวแรกของโลก DOW JONES เป็นดัชนีที่แกว่งตัวปานกลาง 7.91 เปอร์เซนต์ หรือมีความเบี่ยงเบนปานกลางนั่นเอง (ตารางที่ 1) การขึ้นลงของดัชนีไม่รุนแรง ดัชนีได้มีการปรับตัวลงประมาณ 33 เปอร์เซนต์เท่านั้น 

NASDAQ (4) เป็นดัชนีมูลค่า เป็นดัชนีตลาดหุ้นที่ถูกพัฒนาขึ้นมาภายหลัง เป็นดัชนีของกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ หรือธุรกิจดอทคอม ช่วงแรกดัชนีมีการเบี่ยงเบนต่ำ ต่อมามีการปรับปรุงการคำนวณดัชนีใหม่ (index reform) บริเวณวงกลมในดัชนี (4) โดยได้มีการนำหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงรวมเข้าไปในการคำนวณดัชนี เช่นหุ้นไมโครซอฟท์และตัวอื่นๆอีก 2-3 ตัว ส่งผลให้ดัชนีแนสแดกซ์เริ่มแกว่งตัวแรงตั้งแต่กลางปี 1999 เป็นต้นมา (ตาราง 1 และ 2)

เป็นธรรมชาติของตลาดหุ้น หุ้นกลุ่มใดขึ้น นักลงทุนท้องถิ่นก็จะกรูกันไปลงทุนในกลุ่มนั้น ดัชนีที่เบี่ยงเบนสูงจะอ่อนแอสูงและถูกปั่นได้ง่าย ช่วงดังกล่าวนายอลัน กรีนสแปนผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกาได้ออกมาเตือน ให้ระมัดระวังในการลงทุนในธุรกิจดอทคอม

มันเป็นเรื่องยากที่ห้ามไม่ให้คนท้องถิ่นเข้าไปไล่ซื้อหุ้นในตลาด NASDAQ สุดท้ายตลาดหุ้น NASDAQ ก็ตกลงอย่างรุนแรง หลังจากขึ้นไปสูงสุดที่ 5,047 จุดในต้นปี 2000 แล้วตกลงมาที่ 1,114 ในช่วงประมาณอีก 3 ปีถัดมา หรือตกลงถึง 78 เปอร์เซนต์ นักงทุนท้องถิ่นเสียหายกันทั่วหน้า

ตลาดหุ้นตกหนัก ส่งผลให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย เกิดหนี้เสียเต็มระบบ ทำให้เอกชนล้มลงและล้มละลาย ค่าเงินพังทลาย อัตราดอกเบี้ยเสียหาย อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และคนตกงาน

'เอ็นรอน' ล้มลงในเดือนตุลาคมปี 2001 ปี 2002 มีการทยอยล้มลงของ ‘โกลบอล ครอสซิ่ง’ ‘ห้างค้าปลีกเคมาร์ต’ ‘คิวเวสต์ คอมมิวนิเคชั่น’ ‘อเดลเฟีย คอมมิวนิเคชั่นส์’ ‘เวิรลด์คอม’ ‘เอโอแอลไทม์วอเนอร์’ ‘ดุ๊กอเนอจี’ ‘บริสตอล ไมเออร์’ ‘บริษัทประกันภันคอนเซโก’ ฯลฯ

เวิรลด์คอมมีสินทรัพย์คิดเป็นมูลค่าประมาณ 100,700 ล้านเหรียญ โกลบอล ครอสซิ่ง 25,511 ล้านเหรียญ เคมาร์ต 17,007 ล้านเหรียญ และอเดลเฟียคอมมิวนิเคชั่นมีมูลค่าประมาณ 24,410 ล้านเหรียญ

มีผู้คำนวณไว้ว่าความเสียหายทั้งระบบสูงถึง 7.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 350 ล้านล้านบาท คำนวณที่อัตรา 45.45 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนการโจมตีตึกแฝด World Trade Center (WTC) มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.36 ล้านล้านบาท

การพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ

การพังทลายของตลาดหุ้น จะทำให้ค่าเงินพังทลายตามมา ไม่ว่าจะเกิดที่ประเทศใด เช่นประเทศไทย หรือประเทศอาร์เจนตินา หรือประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เป็นแบบเดียวกันทุกประการ

การพังทลายของตลาดหุ้นสหรัฐ คือต้นเหตุความเสียหายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ

ความเสียหายของเงินเหรียญสหรัฐรุนแรงมาก ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือในเงินเหรียญสหรัฐน้อยลงมาก ทำให้คนทิ้งเงินและสินทรัพย์ในรูปเงินเหรียญสหรัฐ แล้วหันไปถือครองสกุลเงินอื่นและสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินอื่นแทน ทำให้เงินไหลออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สกุลเงิน ตลาดหุ้นประเทศต่างๆ สินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นทั่วหน้า เช่น

หากนำเงินเหรียญสหรัฐไปเปรียบเทียบกับสกุลเงินที่ไม่ได้ผูกค่าเงินไว้กับค่าเงินเหรียญสหรัฐ เช่นเยนและยูโร พบว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐจะมีการอ่อนลงอย่างมีนัยสำคัญ

5) USD (YEN / USD)


 
ระหว่างปี 2002-2008 เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง 28 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับเงินเยน

6) USD (EUR / USD)


 
ระหว่างปี 2002-2008 เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง 48 เปอร์เซนต์เมื่อเปรียบเทียบกับเงินยูโร

เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสกุลเงินที่ผูกค่าเงินไว้กับเงินเหรียญสหรัฐ พบว่าประเทศเหล่านั้นไม่สามารถฉุดรั้งค่าเงินของประเทศตนให้ยืนค่าเดิมอยู่ได้ ทำให้เงินแข็งทะลุเพดานเดิมขึ้นไปได้

7) USD (YUAN/USD)


 
ระหว่างปี 2002-2008 เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง 16 เปอร์เซนต์เมื่อเปรียบเทียบกับเงินหยวน


8) USD (RINGGIT/USD)


 
ระหว่างปี 2002-2008 เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง 16 เปอร์เซนต์เมื่อเปรียบเทียบกับเงินริงกิต

จะเห็นว่าสกุลเงินที่ผูกค่าเงินไว้กับเงินเหรียญสหรัฐเช่นหยวนของจีนและริงกิตของมาเลย์เซีย ไม่สามารถรักษาค่าเดิมไว้ได้ ถูกรุมซื้ออย่างรุนแรง มีการทิ้งเงินเหรียญสหรัฐอย่างไม่อาลัยใยดี แล้วมาเก็บเงินหยวนและเงินริงกิตอย่างมุ่งมั่น ส่งผลให้เงินหยวนและเงินริงกิตในช่วงกลางปี 2005 พุ่งทะลุผ่านเพดานเดิมที่เคยพยายามรักษาไว้ได้

ทำไมค่าเงินหยวนของจีนและริงกิตของมาเลย์เซียจึงอ่อนผิดจริง

เมื่อตลาดหุ้นของประเทศสหรัฐอเมริกาพังทลาย ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าหรือพังทลายลงมาด้วย แต่ตลาดหุ้นจีนและมาเลย์เซียไม่ได้พังทลาย ค่าของเงินหยวนของจีนและเงินริงกิตมาเลย์เซียจึงเป็นปกติ แต่การที่เงินหยวนของจีนและริงกิตของมาเลย์เซียผูกค่าเงินไว้กับเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า จึงทำให้ค่าเงินหยวนของจีน (7) และเงินริงกิตของมาเลย์เซีย (8) อ่อนค่าลงด้วย (พังทลายลงด้วย) นั่นคือ แท้ที่จริงแล้วค่าเงินหยวนของจีน(7) และริงกิตของมาเลย์เซีย(8)อ่อนค่าผิดจริง

เพราะมันอ่อนค่าผิดจริง จึงทำให้นักเก็งกำไรข้ามชาติเข้ามาเก็งกำไร เรียกว่าเข้ามาโจมตีได้ ทำการเข้าซื้อตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงกลางปี 2005 ใช้เวลากว่า 3 ปีในการซื้อสะสมเงินหยวนและเงินริงกิต แล้วทั้งจีนและมาเลย์เซียก็ไม่สามารถฉุดรั้งไม่ให้ค่าเงินของตนเองไว้ได้ ช่วงกลางปี 2005 (กราฟ 7-8) ต้องปล่อยให้เงินของตนเองแข็งค่าขึ้นในที่สุด

พวกนักเก็งกำไรได้รับรับชัยชนะ และกำลังมีกำไรกันอยู่ขณะนี้ ที่เขียนบทความนี้อยู่ในช่วงต้นปี 2008 ค่าเงินหยวนและเงินริงกิตยังคงเดินหน้าแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง แข็งค่าสู่ค่าที่แท้จริง ยังไม่ทราบเช่นกันว่าจะยุติลงเมื่อใด หรือยังไม่ทราบว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐจะหยุดพังทลายลงเมื่อใด

ทุกวันนี้มีประมาณ 20 ประเทศที่ยังคงผูกค่าเงินของตนเองไว้กับเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งค่าเงินของประเทศดังกล่าวก็จะเกิดเหตุการณ์ทางการเงินเช่นเดียวกับของประเทศจีนและมาเลย์เซียนั่นเอง

ถึงต้นปี 2008 เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง 16 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับเงินหยวน (7) และอ่อนค่าลง 16 เปอร์เซนต์เช่นกันเมื่อเทียบกับเงินริงกิต (8)

ด้วยปราฏการณ์ดังกล่าว ทำให้สินค้าของจีนและมาเลย์เซียส่งออกไปตีตลาดทั่วโลกได้มากกว่าประเทศใดๆ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีสินค้าจากจีนวางขายเต็มไปหมด

ทุกวันนี้แม้จะพบว่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงมาก ตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา น่าจะช่วยให้สหรัฐส่งออกได้มากขึ้น ทำให้ไม่ขาดดุลการค้า แต่พบว่าอเมริกาก็ยังขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดสูงอยู่ เป็นไปได้ว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐยังอ่อนค่าไม่พอก็ได้

สกุลเงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประมาณว่ามีส่วนแบ่งสูงถึง 70 เปอร์เซนต์ของสกุลเงินโลก เมื่อมันไหลออกจากประเทศสหรัฐอเมริกา มันก็ไหลเข้าไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก ทำให้เงินทุนท่วมโลก เห็นได้จากทุนสำรองทางการเงินของประเทศต่างๆเพิ่มขึ้นตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมานี้

ค่าเงินบาทแข็งขึ้นด้วยเหตุผลที่ค่าเงินเหรียญเสียหายเช่นเดียวกัน

9) USD (BAHT/USD)


 
ระหว่างปี 2002-2008 เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง 36 เปอร์เซนต์เมื่อเปรียบเทียบกับเงินบาท

เมื่อกลางปี 1997 ประเทศไทยเหลือทุนสำรองฯ 1,144 ล้านเหรียญสหรัฐ

ต้นปี 2007 ประเทศไทยมีทุนสำรองฯสูงถึง 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่นำมาลงทุนทางตรงนั้นมีน้อย ส่วนใหญ่นำมาเก็งกำไรในตลาดทุนนั่นเอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆก็จะคล้ายกับประเทศไทยนั่นเอง ดูได้จากทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงในตารางที่ 9

Table10) Reserves of Foreign Exchange and Gold (mill. $)

Rank

Country

2006

2005 (Rank)

%CHG

1

China

 1,034,000

795,100 (2)

30.05

2

Japan

 864,700

845,000 (1)

 2.33

3

Russia

 314,500

181,300 (5)

 3.47

4

Taiwan

 280,600

225,800 (3)

 4.27

5

Korea, South

 239,000

210,400 (4)

 3.59

6

India

 165,000

145,000 (6)

 3.79

7

Singapore

 134,600

123,500 (7)

 8.99

8

Hong Kong

 132,000

122,300 (8)

 7.93

9

France

 98,540

77,350 (12)

 7.39

10

Brazil

 87,270

69,280 (14)

 5.97

11

Mexico

 85,010

68,700 (15)

23.74

12

Malaysia

 82,300

78,900 (11)

 4.31

13

Algeria

 78,000

61,010 (16)

 7.85

14

Italy

 70,500

60,000 (17)

 7.50

15

USA

 69,190

86,940 (10)

 -20.42

16

Thailand

59,060

51,900 (18)

 3.80

17

Iran

 58,460

40,060 (23)

 5.93

18

Libya

 57,480

32,310 (28)

 77.90

19

Turkey

 53,420