• indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 102
  • จำนวนผู้ชม : 22016
  • จำนวนผู้โหวต : 78
  • ส่ง msg :
ค น น อ ก ก ร ะ แ ส
หลบตอ เจอกำแพง หลบกำแพง เจอตอ เต็มไปด้วยตอและกำแพง ซ้ายก็ผลประโยชน์ ขวาก็ผลประโยชน์ บนก็ผลประโยชน์ ล่างก็ผลประโยชน์ เต็มไปด้วยผลประโยชน์ ก่ออบายมุขท่วมประเทศ ..หาทางออกยาก
Permalink : http://www.oknation.net/blog/indexthai
วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน 2551
แอ๊บแบ๊วโลกทุนนิยม
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 312 , 06:22:23 น.   | หมวดหมู่ : บทความ 1  
พิมพ์หน้านี้


.

.

แอ๊บแบ้ว เป็นคำของภาษาวัยรุ่นไทยปี 2550 เป็นการผสมคำข้ามภาษาระหว่างภาษาอังกฤษกับภาษาไทย ระหว่างคำว่า ‘ABNORMAL’ กับคำว่า ‘บ้องแบ๊ว’ ออกมาเป็นคำว่า ‘แอ๊บแบ๊ว’

ตลาดหุ้นคือสิ่งที่แอ๊บแบ้วของโลกทุนนิยม โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ผันผวนสูง อันเป็นผลมาจากความเบี่ยงเบนสูงของดัชนีชี้นำตลาดหุ้น ที่นำความยุ่งยากและนำความล่มสลายมาสู่โลกทุนนิยมโดยไม่รู้ตัว

ผู้เขียนได้ทำการวัดการแกว่งตัว (Swing) ของดัชนีชี้นำตลาดหุ้นของ 41 ประเทศ (42 ดัชนี โดยดัชนีของตลาดหุ้นอเมริกา 2 ดัชนี คือ DJIA Index และ NASDAQ Index) ระหว่างปี 1999 – 2002 ช่วงระยะเวลา 4 ปี (นำเสนอไว้ในบทความเรื่อง 'การวัดค่าการแกว่งตัวของดัชนีตลาดหุ้น') ได้บันทึกดัชนีของตลาดหุ้น 15 ประเทศที่แกว่งตัวสูงสุดไว้ดังนี้

.

ตารางที่ 1 ดัชนีตลาดหุ้นที่แกว่งตัวสูงสุด 15 ประเทศ (เบี่ยงเบนสูงสุด)

#

ประเทศ

ดัชนี

ค่าแกว่งตัว

1

Turkey *

ISE

19.71%

2

Finland

HEXGEN

16.24%

3

Argentina *

MERVAL

15.59%

4

USA

NASDAQ

14.28%

5

S.Korea *

KOSPI

14.00%

6

Indonesia *

JKSE

13.06%

7

Thailand *

SET

12.83%

8

Malaysia

KLSE

12.03%

9

India

BSE30

11.94%

10

Venezuela

VENEZUELA

11.24%

11

Taiwan

TWSE

10.74%

12

Germany

DAX

10.73%

13

Mexico *

BOLSA

10.55%

14

Philippines *

PSE

10.22%

15

Brazil *

BOVESPA

10.04%

.

ดัชนีตลาดหุ้น คือค่าตัวกลางอย่างหนึ่ง(Mean) ดัชนีที่แกว่งตัวสูง เกิดจากดัชนีที่มีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานสูง หรือเกิดจากกลุ่มข้อมูลที่มีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานสูง (Standard deviation)

จะเห็นว่าประเทศที่ดัชนีตลาดหุ้นที่เบี่ยงเบนสูง ส่วนใหญ่เคยเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอมเอฟ(*) การเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มแสดงถึงการหมดตัวของประเทศ ประเทศไทยเคยเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟมา 2 ครั้งแล้ว

ปี 2540 -2541 ประเทศไทย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟในเวลาไล่เลี่ยกัน หากย้อยกลับไป 2-3 ปี จะพบว่าตลาดหุ้นตกแรง ผลของตลาดหุ้นตกแรง ทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย ค่าเงินเสียหาย ทำให้ค่าเงินไม่ได้รับความเชื่อมั่น ส่งผลให้เงินไหลออกนอกประเทศแทบหมด ซึ่งเป็นต้นเหตุของการบ่ายหน้าไปพึ่งพาไอเอ็มเอฟ

ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวแรงเป็นลำดับที่ 7 ของโลก

ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซียแกว่งตัวแรงเป็นลำดับที่ 6 ของโลก

ดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้แกว่งตัวแรงเป็นลำดับที่ 5 ของโลก

ไม่มีตลาดหุ้นใดไม่ถูกปั่น หรือสวมรอยปั่น ดัชนีตลาดหุ้นที่เบี่ยงเบนสูง จะแกว่งตัวแรง จะอ่อนแอสูง จะถูกปั่นได้ง่าย ยิ่งมีการผูกค่าเงินไว้ด้วยยิ่งกลายเป็นสิ่งกระตุ้นให้ขายหุ้นออกมามากขึ้น เพราะขายหุ้นแล้วได้เงิน(บาท) นำบาทที่ได้ไปซื้อดอลลาร์เก็บไว้ สุดท้ายมีการลอยค่าเงิน ก็ทำให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอีก มีกำไรถึง 2 ต่อ

เครื่องมือและวิสัยทัศน์ที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้เกิดความเสียหายกระทั่งตายจึงจะยุติลงได้

อีกประมาณ 5-6 ปีต่อมา ประมาณปี 2000 ได้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นที่ประเทศอาร์เจนตินา ตุรกี และสหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้นพังทลาย สภาพคล่องเสียหาย ค่าเงินเสียหาย อาร์เจนตินาและตุรกีต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ ยกเว้นแต่ประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ที่ไม่ได้เข้ารับความช่วยเหลือจากเอ็มเอฟ

ประเทศสหรัฐอเมริกาแม้ไม่ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ แต่ความเสียหายก็เกิดกับประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่องมา 6-7 ปีแล้ว ค่าเงินเหรียญสหรัฐพังทลาย เงินไหลออกจากอเมริกาแทบเกลี้ยง

เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ด้วยกลไกอันเดียวกันทุกประเทศ คือตลาดหุ้นตกหนัก ค่าเงินก็จะตกหนักด้วย ทำให้ค่าเงินไม่ได้รับความเชื่อมั่น ทำให้เงินไหลออกไปประเทศอื่น

เรื่องเช่นนี้ เกิดที่ประเทศใด ก็จะเป็นแบบเดียวกันทุกประการ ความรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับความเชื่อของการแก้ปัญหา และความถูกต้องของเครื่องมือประกอบการแก้ปัญหา

ยกตัวอย่างเช่นประเทศไทย

มีความเชื่อว่าจะสามารถปกป้องค่าเงินบาทไว้ได้ มีการต่อสู้ปกป้องค่าเงินบาทเต็มที่ สู้เป็นปี สู้ระหว่าง 2538 - 2540 สู้จนทุนสำรองฯแทบไม่เหลือ สุดท้ายสู้ไม่ได้ ต้องยอมจำนนลอยค่าเงินบาท ย่อยยับทั้งประเทศ

มีความเชื่อว่าจะสามารถพยุงฐานะของสถาบันการเงินไว้ได้ ได้มีการอัดฉีดสภาพคล่องแก่สถาบันการเงินเต็มที่ สุดท้ายก็สู้ไม่ไหว ต้องออกกฎหมายมายึด(ปิด) สถาบันการเงินทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะอัดฉีด(ปล่อยกู้)ไปเต็มที่ ไปกู้มาอัดฉีดด้วย ก็กลัวว่าหนี้จะสูญ จึงต้องยึดมา ที่ยึดมาแล้วไม่สามารถฟื้นฟูกิจการขึ้นมาได้ ต้องนำมารื้อออกเป็นชิ้นส่วนขายทอดตลาด เพื่อนำเงินไปคืนเจ้าหนี้ ทำให้เกิดความเสียหายแบบหมดประเทศเช่นกัน

แต่สินทรัพย์ที่ขายได้ไม่พอคืนหนี้เจ้าหนี้ได้หมด ก่อให้เกิหนี้สาธารณะกว่า 1.44 ล้านล้านบาท หนี้เหล่านั้นตกมาเป็นภาระแบกรับของประชาชน

สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ คือการนำระบบ Maintenance margin และ forced sell มาใช้ในตลาดทุน เมื่อหุ้นตกหนัก ทำให้มีการบังคับขายหุ้นนักลงทุนอย่างทารุณ ยิ่งซ้ำเติมให้ตลาดหุ้นตกหนักลงไปอีก ซ้ำเติมให้ค่าเงินบาทขาดความเชื่อมั่นตกลงมากกว่าเดิมอีก

เรื่องเช่นนี้จะกล่าวโทษนักลงทุนไม่ได้ ว่าโลภเองหรือไม่ระวังตัวเอง สิ่งอันตรายไม่ควรเอามาใช้ในตลาดทุน เมื่อนำมาใช้ มันจึงเกิดอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจ ไม่มีใครประสีประสาในเรื่องตลาดทุนดี แม้แต่ผู้บริหารตลาดทุน ก็เหมือนกับปล่อยเด็กอนุบาลวิ่งเล่นที่หน้าผา แล้วก็พลัดตกหน้าผา แล้วไปกล่าวโทษเด็กว่าไม่ระวังตัวไม่ได้

ที่เคยรู้มา การบังคับขายสินทรัพย์ ต้องเป็นคำสั่งศาล แต่ในเรื่องนี้ โบรกเกอร์สามารถบังคับขายหุ้นนักลงทุนได้อย่างง่ายดาย 10 ล้าน 100 ล้านก็บังคับขายได้ด้วยตัวเอง

หุ้นหรือสินทรัพย์ของคนไทยหรือนักลงทุนก็คือสินทรัพย์ของชาติ

การบังคับขายทรัพย์สินของนักลงทุน ก็คือการบังคับขายชาติ

จะเห็นว่าทุกวันนี้ทรัพย์สินของคนไทยตกเป็นของต่างชาติต่อเนื่อง

ยังมีสถาบันการเงินหลายแห่งรอการขายให้ต่างชาติ รู้จักกันในวลีว่า ”การร่วมทุ่น” เช่นธ.ไทยธนาคาร ธ.ทหารไทย ธ.นครหลวงไทย

ขอแวะมาที่เรื่องของประเทศสหรัฐอเมริกา

.

.

ตารางที่ 2 การแกว่งตัวของดัชนี NASDAQ Index (2 ช่วงเวลา)

NASDAQ Index

ค่าการแกว่งตัว

1995 - 1998

7.21%

1999 - 2000

14.28%

ที่จริงประเทศสหรัฐอเมริกาไม่น่าจะมาประสบภาวะความยุ่งยากทางเศรษฐกิจ แต่เพราะได้มีการปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณดัชนีแนสแดกซ์ในปี 1999

ดังเช่นข้อมูลที่นำเสนอไว้ในตารางที่ 2 พบว่าค่าการแกว่งตัวของดัชนีเพิ่มขึ้นเป็น 14.28 เปอร์เซนต์ โดยที่ก่อนหน้านั้นมีค่าการแกว่งตัว 7.21 เปอร์เซนต์เท่านั้น

ส่งผลให้ NASDAQ Index ของประเทศสหรัฐอเมริกาเบี่ยงเบนสูงเป็นอย่างมีนัยสำคัญ เบี่ยงเบนสูงเป็นลำดับที่ 4 ของโลก (1)

.

.

3) NASDAQ Index (Year 2000)

.

ดัชนีตลาดหุ้นที่เบี่ยงเบนสูง จะอ่อนแอสูง จะแกว่งตัวแรง และถูกปั่นได้ง่าย ข่าวการปรับโครงสร้างการคำนวณดัชนีแนสแดกซ์มีมาตั้งแต่ปี 1998 แล้ว กระทั่งกลางปี 1999 จึงการปรับโครงสร้างการคำนวณดัชนีใหม่จริง ส่งผลให้ดัชนีอ่อนแอสูง

ไม่มีใครตระหนักว่าการโครงสร้างที่ทำให้ดัชนีมีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานสูง จะทำให้ดัชนีอ่อนแอ แต่ผู้เชี่ยวชาญกลไกเศรษฐกิจสุดยอดของโลกอย่าง Hedge Fund ทราบ

เข้าทาง Hedge Fund พวกเขาพากันลากดัชนีขึ้นอย่างรวดเร็วและแรง ใช้เวลาไม่กี่เดือนดัชนีเพิ่มจาก 2,500 จุด ไปที่ 5,000 จุด (3) เมื่อดัชนีขึ้นแรง คนท้องถิ่นก็คิดว่าธุรกิจดอทคอมดี ก็เฮโลเข้าตลาดแนสแดกซ์ สุดท้ายก็ถูกเทขาย ติดหุ้นราคาสูง แล้วก็ขาดทุนกันทั้งอเมริกา

แนสแดกซ์ตกต่อเนื่องประมาณ 2 ปี

ระยะเวลาประมาณ 2 ปี NASDAQ Index ตกรวดเร็วและรุนแรงถึง 78 เปอร์เซนต์ (3) 

ตลาดหุ้นตกหนัก นักลงทุนก็เสียหายหนัก มันคือความเสียหายหนักของระบบเศรษฐกิจชาติ

นั่นคือสภาพคล่องเสียหาย ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น เป็นที่มาของเงินไหลออกจากอเมริกาอย่างต่อเนื่อง เงินเริ่มไหลออกอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2001 หรือหลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 นั่นเอง

.

.

4) USD (AUD / USD) 

 .

อเมริกาไม่ได้ย่อยยับเพราะสงครามหรือผู้ก่อการร้าย แต่ย่อยยับเพราะตลาดแนสแดกซ์เสียหาย 

แท้ที่จริงแล้วดัชนีตลาดหุ้นคือค่าตัวกลางอย่างหนึ่ง ที่ใช้สะท้อนภาพรวมของตลาด

ตัวกลางที่สะท้อนภาพรวมของกลุ่มข้อมูลได้ดี จะต้องมีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานต่ำ

ผู้เขียนได้ทดลองวัดคุณสมบัติของกลุ่มข้อมูลที่นำมาสร้างดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ไทย คือ SET SET100 และ SET50 โดยที่ดัชนีทั้ง 3 นี้ เป็นดัชนีของตลาดหุ้นไทยเช่นเดียวกัน เป็น Market capitalization weighted index เหมือนกันทั้ง 3 ตัว SET มีกลุ่มข้อมูลมูลค่าตลาด 499 ตัว SET100 มีกลุ่มข้อมูลมูลค่าตลาด 100 ตัว SET50 มีกลุ่มข้อมูลมูลค่าตลาด 50 ตัว รายละเอียดต่างๆดังแสดงไว้ในตารางที่ 5

.

ตารางที่ 5 ค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานดัชนีตลาดหุ้นไทย (วันที่ 25 เมษายน 2548)

 

SET Index

SET100 Index

SET50 Index

Market Cap.(‘000 Baht)

4,420,467,512

3,464,278,668

3,082,494,130

Market cap. share

100%

78.37%

69.74%

Number of industries

28

18

11

Number of stocks

449

100

50

Mean

9,845,139

34,642,787

61,658,983

Standard Deviation

37,543,987

72,852,520

95,117,210

% CV

381.36

210.30

154.26

.

พบว่าค่าเบี่ยงเบนมาตราฐาน (Standard deviation) ของ SET ต่ำที่สุด 37.54 ล้าน ส่วน SET100 และ SET50 เป็นดัชนีที่ถูกสร้างขึ้นมาทีหลัง ยิ่งสร้าง ยิ่งเบี่ยงเบนสูง โดย SET100 มีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐาน 72.85 ล้าน SET50 มีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐาน 95.12 ล้าน

จากการวัด “ค่าการแกว่งตัวของดัชนี” พบว่ามีความสัมพันธ์กับค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานของดัชนี

คือ ค่าการแกว่งตัวของดัชนี SET< SET100 < SET50 (SET50 แกว่งตัวแรงที่สุด)

แต่ SET Index เบี่ยงเบนเป็นลำดับที่ 7 ของโลก (1)

SET50 ที่เบี่ยงเบนสูงที่สุดในประเทศไทย อ่อนแอที่สุด ถูกปั่นได้ง่ายที่สุด ถูกใช้อ้างอิงในการซื้อขาย Futures Option ทำให้ได้เสียแน่นอนที่สุด แน่นอนกว่าการซื้อขายหวยและเบอร์อีก อาจจะทำให้มีกำไรหรือขาดทุน 100 เปอร์เซนต์ ภายใน 1-2 วันได้ Hedge Fund จะเป็นคนได้ ส่วนคนท้องถิ่นจะเสียหาย ตลาดขาขึ้นเขาก็ได้ ตลาดขาเขาลงก็ได้ คนท้องถิ่นจะไปเล่นสู้คนคุมตลาดทั่วโลกได้อย่างไร เพราะการขึ้นลงของตลาดทั่วโลก รวมทั้งตลาดหุ้นไทย อยู่ในกำมือของเขาทั้งหมด

Hedge Fund ไม่เคยแบ่งแยกประเทศ ว่าเป็นตลาดหุ้นอเมริกาหรือไม่ใช่อเมริกา ประเทศไหนพลั้งพลาดมา พวกเขาพากันเข้าเล่นงานทันที ดังเช่นเขาเล่นงานประเทศไทยในปี 2536-2541 (1993-1998) และเล่นงานตลาดแนสแดกซ์ของอเมริกาในปี 1999-2000 นั่นเอง

เพราะเหตุนี้วอร์เรน บับเฟตต์ จึงเป็นคนรวยที่สุดในโลก รวยจากสิ่งผิดปกติของโลก รวยจากมิจฉาอาชีวะของโลก

ตลาดหุ้นประเทศอินเดียน่าจะได้ระแคะระคายเรื่องนี้ และสั่งให้ตลาดหุ้นยกเลิกการซื้อขาย Futures

สำหรับการวัดคุณสมบัติของดัชนีของประเทศต่างๆ เนื่องจากไม่สามารถหาฐานข้อมูลมาทำการวัดได้ ผู้เขียนจึงใช้วิธีวัด “ค่าการแกว่งตัวของดัชนี” แทน ซึ่งก็ทำให้ทราบคุณสมบัติของดัชนีได้เช่นเดียวกัน ดังนำเสนอไว้ในตารางที่ 1

ทุนนิยมยุคใหม่ หลงเชื่อว่าตลาดทุน คือเครื่องมือทางทางเศรษฐกิจที่ทันสมัย เป็นเครื่องมือที่สุดยอดของโลก เป็นแหล่งระดมทุนต้นทุนต่ำ ทำให้เศรษฐกิจเจริญ

ตลาดหุ้นเกิดครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อประมาณ 100 ปีมาแล้ว และที่ประเทศไทยเกิดขึ้นในปี 2518 หรือเมื่อประมาณ 33 ปีมาแล้ว ทุกวันนี้ประเทศต่างๆมีตลาดหุ้นรวมกันเกือบ 100 ประเทศ

ตลาดหุ้นเป็นดาบสองคม

มูลค่าหุ้นทางบัญชี (Book) 1 บาท เมื่อนำเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้น ราคาหุ้นจะสูงกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชี 5-10 เท่า ทำให้มั่งคั่งขึ้นทันใด 5-10 เท่าตัว ดูแล้วเป็นความมั่งคั่งที่รวดเร็ว เป็นความมั่งคั่งที่ผิดธรรมชาติ เป็นความมั่งคั่งที่ผิดปกติ เป็นความมั่งคั่งที่เอารัดเอาเปรียบระบบ

โดยทั่วไป คนเข้าใจว่าตลาดหุ้นคือแหล่งระดมทุนต้นทุนต่ำ นำมาพัฒนาระบบ ทำให้เศรษฐกิจเจริญ  

แต่อีกด้านกลับเป็นช่องทางหากินของ Hedge Fund ที่เป็นนักปั่นและนักเก็งกำไรชั้นยอดของโลก ช่วงประมาณ 100 ปีมานี้ ทำให้พวกเขาเรียนรู้วิธีที่จะหาเงินจากตลาดทุนทั่วโลกอย่างชำนาญยิ่ง มีความเชี่ยวชาญกลไกเศรษฐกิจมากกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของทุกประเทศ

ดูว่าเครื่องมือทางเศรษฐกิจของประเทศใดเบี่ยงเบนและผิดปกติบ้าง มันเป็นธรรมดาของเหล่านกกา ที่พบเห็นอาหาร เมื่อเห็นสัตว์สันหลังหวะ มันจะรุมจิกจนตาย แมวเห็นปลาย่าง ไม่หาทางกินปลาย่าง ก็ไม่ใช่แมว

เมื่อพวกเขากดราคา เขาก็จะกดราคาจนแห้งตาย เมื่อเป็นการหนุนราคาก็หนุนราคาให้สูงขึ้นจนท่วมจมูก หายใจไม่ออก และตายเช่นกัน ดังเช่นเงินท่วมโลกในปี 2008 เป็นต้น

ความมั่งคั่งจะได้รับสูงสุดเมื่อมีการตาย มั่งคั่งทั้งขึ้นและล่อง มีการตายทั้งขึ้นและล่อง

ตลาดทุน ตลาดเงิน ตลาดเงินตรา ตลาดพลังงาน ตลาดโลหะ ตลาดสินค้าเกษตร  มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น ถูกพัฒนาให้เป็นการซื้อขายกระดาษ แทนการซื้อขายของจริง เป็นขุมทองการทำมาหากินของ Hedge Fund โดยตรง มีเรื่องจิตวิทยาและการปั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

ราคาสินค้าในกระดาษถูกปั่น กลายมาเป็นตัวกำหนดราคาสินค้าจริง

เงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลเงินที่ใหญ่ ถือว่าเป็นสกุลเงินของโลกได้ ถูกใช้เป็นตัวกำหนดราคาสินค้าของโลกมาช้านาน

โลหะทองคำและเงิน  น้ำมัน แก๊ส ยางพารา ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าว เนื้อโค เนื้อสุกร เนื้อไก่ ที่พบว่าราคาสูงขึ้น ก็สูงขึ้นเพราะการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ

เพราะเงินเหรียญสหรัฐมีค่าน้อยลง เมื่อนำมาซื้อสินค้า จึงต้องใช้เงินเหรียญสหรัฐในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อซื้อสินค้าที่มีปริมาณเท่าเดิม จึงทำให้เห็นว่าราคาสินค้าสูงขึ้น 

.

.

6) GOLD (USD / OUNCE)

.

.

7) BRENT (USD / BARREL)