• indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 89
  • จำนวนผู้ชม : 14035
  • จำนวนผู้โหวต : 69
  • ส่ง msg :
ค น น อ ก ก ร ะ แ ส
หลบตอ เจอกำแพง หลบกำแพง เจอตอ เต็มไปด้วยตอและกำแพง ซ้ายก็ผลประโยชน์ ขวาก็ผลประโยชน์ บนก็ผลประโยชน์ ล่างก็ผลประโยชน์ เต็มไปด้วยผลประโยชน์ ก่ออบายมุขท่วมประเทศ ..หาทางออกยาก
Permalink : http://www.oknation.net/blog/indexthai
วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม 2551
สามประเทศหลังความช่วยเหลือของไอเอ็มเอฟ
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 170 , 11:42:50 น.   | หมวดหมู่ : บทความ 1  
พิมพ์หน้านี้


ความไม่ถูกต้องทางเศรษฐกิจของประเทศไทยประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก

ความไม่ถูกต้องทางจริยธรรมและคุณธรรม ได้แก่การคอร์รัปชันในรูปแบบต่างๆ มีส่วนแบ่งของความเสียหายส่วนนี้น้อยกว่า ความไม่ถูกต้องทางวิสัยทัศน์และปรัชญา แต่คนทั่วไปให้ความสนใจเรื่องนี้มากกว่า เนื่องจากเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายกว่า 

ความไม่ถูกต้องทางวิสัยทัศน์และปรัชญา ได้แก่เครื่องมือและความเชื่อในการบริหารประเทศในรูปแบบต่างๆ เช่น SET Index เบี่ยงเบนสูง อ่อนแอสูง เมื่อใดที่สิ่งแวดล้อมไม่ดี จะทำให้เกิดการสวมรอยปั่นได้ง่าย ส่งผลให้บางช่วงสภาพคล่องท่วมระบบ บางช่วงสภาพคล่องหายไปจากระบบ ทำให้ค่าเงินผันผวนตามสภาพคล่องของระบบ ทำให้เอกชนล้มลงทั้งระบบมาแล้ว

การที่เอกชนเสียหาย ก็คือประเทศเสียหาย

ตลาดหุ้นเสียหาย ทำให้ประเทศไทยต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากเอเอ็มเอฟมา 2 ครั้งแล้ว คนทั่วไปเข้าใจว่า การพังทลายของคลาดหุ้นทำให้เฉพาะคนซื้อขายหุ้นเสียหาย แต่แท้ที่จริงทำให้คนทั้งประเทศเสียหาย ยกตัวอย่างเช่นค่าเงินบาทเสียหาย ก็ทำให้เกษตรกรต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องราคาน้ำมัน ที่เป็นต้นทุนการผลิตและการขนส่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว

ตลาดหุ้นไทยพังทลายอย่างรุนแรงมา 2 ครั้ง ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟทั้ง 2 ครั้ง ค่าเงินบาทเสียหายทั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรกค่าเงินบาทเสียหาย 23 เปอร์เซนต์ ครั้งที่ 2 ค่าเงินบาทเสียหาย 53 เปอร์เซนต์ จากดัชนีค่าเงินบาท 100 ก็เหลือเพียง 36

ค่าเงินบาทเป็นตัวสะท้อนความมั่งคั่งและความจนของประเทศ

ค่าเงินบาทเล็กลง ประเทศไทยจนลง

โลกทุนนิยมที่มีตลาดทุนเป็นองค์ประกอบ มีความสัมพันธ์กัน เสื่อมลงตลอดเวลา

โลกทุนนิยมผิดปกติ และประเทศไทยเองก็ผิดปกติด้วย ความสูญเสียจึงสูง แต่หากโลกทุนนิยมผิดปกติ ประเทศไทยปกติ ความเสียหายก็จะน้อย ความผิดปกติของโลกทุนนิยมเป็นเรื่องยากที่จะไปจัดการอะไรได้ แต่ความผิดปกติในระบบเศรษฐกิจไทย เป็นเรื่องที่จัดการได้ เพียงแต่ไม่ได้มีการจัดการอย่างถูกทิศทางเท่านั้น

ความเสียหายทางวิสัยทัศน์และปรัชญา จึงทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศสูงที่สุด สูงกว่าความเสียหายทางคุณธรรมและจริยธรรม

เพราะการแก้ปัญหาที่ผิดทิศทางและนำเครื่องมือที่ไม่ถูกต้องมาใช้หลังการเกิดวิกฤติครั้งแรก จึงทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่ 2  รุนแรงมาก รุนแรงมากกว่าวิกฤติครั้งแรก กล่าวว่ารุนแรงมากที่สุดในโลก

หลังวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่ 2 ก็ยังมีการแก้ปัญหาแบบเดิม ไม่ได้มีการแก้ไขต้นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤติ วิกฤติครั้งที่ 3 ก็ต้องเกิดขึ้นอีกในวันหนึ่งวันใดนั่นเอง

การเมืองประเทศไทย ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยดีขึ้น การเมืองเป็นเพียงการแย่งชิงผลประโยชน์ ทำเพื่อตัวเอง มากกว่าจะทำเพื่อประชาชน เห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่ระบบ เอารัดเอาเปรียบระบบ ประเทศจึงวุ่นวายไม่รู้จบ แก้ปัญหาไม่ถูกต้อง แล้วยังแย่งชิงผลประโยชน์กันอีก ระบบจึงเสียหายเป็น 2 เท่า

เศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นระบบ “ศักดิโนมิคส์” คือวิสัยทัศน์และปรัชญาหลักจะมาจากศักดินา กลุ่มใดเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ จึงไม่มีความแตกต่างกัน เนื่องจากเป็นวิสัยทัศน์และปรัชญาของศักดินากลุ่มเดิม ที่มีมาตลอดและต่อเนื่อง

มีการขยายตัวของความไม่ถูกต้องอย่างน่ากลัว ทำให้สมบัติของชาติเสียหาย และตกไปเป็นของต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดชินคอร์ปก็ตกไปเป็นกองทุนเทมาเสค ธนาคารกรุงศรีอยุธยาก็ตกไปเป็นของกลุ่มจีอีแคปปิตอลซึ่งเป็นต่างชาติ  ล่าสุดเป็นไปได้ว่าธนาคารไทยธนาคารจะตกเป็นของ CIMB กรุ๊ปแห่งมาเลย์เซีย

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท

การขายทุนของชาติคือการขายชาติ

ท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินสุวรรณภูมิ รถไฟฟ้าบนดิน ใต้ดิน ถนนมอร์เตอร์เวย์ ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ บ่งบอกถึงความเจริญ ดูเหมือนเจริญทางวัตถุ แต่แท้จริงประเทศไทยจนลง 

ระบบเศรษฐกิจของประเทศถูกกำกับดูแลโดยข้าราชการระดับสูง หรือศักดินาเดิมๆ หรือ “ศักดิโนมิคส์” รัฐบาลใดเข้ามาก็ไม่ได้แตกต่างกัน ไม่ว่าจะมาด้วยการปฏิวัติ หรือมาจากการเลือกตั้ง ไม่ด้วยช่วยให้ประเทศไทยดีขึ้น แต่เป็นการซ้ำเติมมากขึ้น

ยิ่งแสดงว่าเก่งมาก ยิ่งซ้ำเติมประเทศได้มาก 

ผู้นำปี 2544 นำเรื่องโลกาภิวัฒน์มาโฆษณาชวนเชื่ออย่างขาดความเข้าใจ โลกาภิวัฒน์ทุกวันนี้ไม่ใช่ความเจริญ โลกาภิวัฒน์เสื่อม และยากที่จะหาทางออกได้

ตลาดหุ้น ตลาดเงินตรา และตลาดเงินคือหัวใจทางเศรษฐกิจของประเทศ ตลาดหุ้น ตลาดเงินตรา และตลาดเงินมีความสัมพันธ์กันใกล้ชิด หากเกิดปัญหาที่ตลาดหนึ่งตลาดใด ก็จะทำให้ตลาดที่เหลือมีปัญหาเช่นกัน

ต้องแก้ปัญหาอย่างเข้าใจ แต่กลับแก้ปัญหาแบบมักง่ายแต่อย่างเดียว

ต้องทราบต้นเหตุหลักของการเกิดความยากจน จึงจะแก้ปัญหาความยากจนได้ แต่รัฐบาลใดมาก็กระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนกัน ลดภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจ ขึ้นเงินเดือนข้าราชการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มส่วนลดหย่อนการเสียภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อประชาชนกระตุ้นเศรษฐกิจ ขาดดุลงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ กู้เงินมาทำเมกะโปรเจ็คท์กระตุ้นเศรษฐกิจ วนเวียนอยู่แบบนี้รอบแล้วรอบเล่า

ไม่รู้ว่าจะสมดุลทางบัญชีของประเทศอย่างไร ความเสียหายถูกสมทบซ่อนไว้ด้วยความไม่รู้ตลอดเวลา

ใช้จ่ายแบบไม่มีทิศทาง คอร์รัปชันเชิงนโยบาย ทำให้ค่าใช้จ่ายประเทศสูงขึ้นอีก

คำว่า “กระตุ้นเศรษฐกิจ” เป็นคำฮิตของทุกรัฐบาล ยิ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ยิ่งจนลง

รัฐบาลสมัครยังคงคิดหารายได้จากหวยบนดิน กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ขออนุมัติออกสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 40 งวด งวดละ 8 ล้านฉบับ รวมเป็นเงิน 12,800 ล้านบาท หาเงินจากอบายมุขมาพัฒนาสังคม แล้วสังคมจะพัฒนาได้อย่างไร แปรรูปการประปา และแปรรูปรัฐวิสหกิจทั้งหลาย กำลังเกิดขึ้นในรัฐบาลสมัคร คือการคิดหาเงินด้วยวิธีการต่างๆ

แล้วก็กำลังแปรรูปตลาดหุ้นกันอยู่

เป็นสัญญาณของความยากจนของประเทศ

รัฐบาลปี 2544 เคยแปรรูปปตท.แบบเทน้ำเทท่ามาแล้ว กระทรวงการคลังได้เพียงเศษเงินจากการแปรรูปแล้ว ถูกผู้ที่เกี่ยวข้องวางแผนหาประโยชน์จากการแปรรูป ส่งผลให้ราคาพลังงานสูงกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้เงินเฟ้อสูงต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน และอนาคตต่อไปอีก

แปรรูปการประปา ก็จะทำให้ราคาน้ำประปาสูงขึ้นไปอีก

ปี 2537 (1994) ตลาดหุ้นพังทลายรุนแรง กระทั่งกระทบถึงความเชื่อมั่นต่อค่าเงินบาท แล้วยังมีการผูกค่าเงินบาทไว้ตายตัวอีก ทำให้เงินไหลออกจากประเทศไทยแทบเกลี้ยง กระทั่งต้องลอยค่าเงินบาท และเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟในปี 2540 (1997)

ปี 2543 (2000) หรือถัดมาอีก 6 ปีหลังการพังทลายของตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นแนสแดกซ์พังทลายอย่างรุนแรง กระทั่งกระทบถึงความเชื่อมั่นต่อค่าเหรียญสหรัฐ ทำให้เงินไหลออกจากสหรัฐอเมริกาแทบเกลี้ยง เงินไหลออกไปท่วมประเทศต่างๆทั่วโลก รวมทั้งไหลมาท่วมท้นประเทศไทยด้วย

เดือนกรฎาคม 2540 ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศเคยเหลือ 1,144 ล้านเหรียญสหรัฐ ทุกวันนี้ปี 2551 เพิ่มขึ้นมาเป็น 130,000 ล้านเหรียญสหรัฐ กระทั่งทำให้ประเทศไทยใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดในปี 2546 นั่นเอง

สภาพคล่องทางการเงินเหมือนน้ำ

เหือดแห้งก็ไม่ดี ท่วมท้นก็ไม่ดี เพราะทำให้เกิดการตายได้เหมือนกัน

เงินเหือดแห้งจากประเทศไทยในปี 2540 บาทอ่อนค่ามาก

แล้วก็กลับมาท่วมประเทศไทยในปี 2551 บาทแข็งค่ามาก

ผิดปกติทั้งนั้น

ประเทศไทยได้รับความเสียหายติดๆกัน ระยะเวลาห่างกันไม่ถึง 10 ปี

เหตุการณ์ในปี 2537 เกิดจากปัจจัยภายในประเทศเอง จากการพังทลายของตลาดหุ้นไทย  สภาพคล่องแห้งเหือด


เหตุการณ์ในปี 2543 เกิดจากปัจจัยภายนอกประเทศ การพังทลายของตลาดแนสแดกซ์  สภาพคล่องท่วมประเทศ 

ระบบเศรษฐกิจของอเมริกาเป็นระบบทุนนิยมที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อสหรัฐอเมริกาเกิดความผิดปกติ ก็ส่งผลให้โลกทั้งโลกผิดปกติด้วย

เพราะตลาดทุนอเมริกาผิดปกติ ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย เงินไหลเข้าประเทศไทยท่วมท้น จึงทำให้ประเทศไทยสามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมด หากตลาดแนสแดกซ์อเมริกาไม่ผิดปกติ ก็เป็นเรื่องยากที่ประเทศไทยจะใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมด

ช่วงที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติในปี 2537 ประเทศอินโดนีเซียและประเทศเกาหลีใต้ก็ประสบวิกฤติการพังทลายของตลาดหุ้นเช่นกัน ส่งผลให้เงินรูเปี๊ยะของอินโดนีเซีย และเงินวอนของเกาหลีใต้ด้อยค่าลง ไม่ได้รับความเชื่อมั่น และก็ไหลออกจากประเทศแทบเกลี้ยง แล้วทำให้ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟคล้ายประเทศไทยเช่นเดียวกัน 

ข้อมูลต่อไปนี้ บันทึกไว้เพื่อการเปรียบเทียบ ว่าการเปลี่ยนแปลงหลังการเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ  แต่ละประเทศเป็นอย่างไร และเป็นอย่างใดเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับภูมิภาค และของโลก

เพราะเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย มีค่าน้อยลง และไหลออกไปยังประเทศต่างทั่วโลก จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลกอย่างมีนัยสำคัญ

1) การที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีค่าน้อยลง ต้องใช้เงินเหรียญสหรัฐมากขึ้นเพื่อแลกซื้อสินค้าโภคภัณภ์ต่างๆในปริมาณที่เท่าเดิม จึงพบว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆสูงขึ้นทั่วหน้า ไม่ว่าทองคำ เงิน แพลตินัม สังกะสี ดีบุก น้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าว น้ำตาล ฯลฯ     

2) การที่เงินไหลเข้าประเทศต่างๆ เข้าไปลงทุนสินทรัพย์ในสกุลเงินของประเทศต่างๆ ไม่ว่าตลาดเงินตรา และตลาดทุน ส่งผลให้ค่าเงินและตลาดหุ้นประเทศต่างๆพุ่งสูงกันทั่วหน้า และเริ่มพุ่งสูงขึ้นในปี 2001 ด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ (ตลาดหุ้นแนสแดกซ์พังทลายในปี 2000)

การที่ตลาดหุ้นไทยและค่าเงินบาทของไทยสูงขึ้น จึงไม่ใช่ฝีมือของนายกรัฐมนตรีคนใด

ข้อมูลต่างๆใน 1) และ 2) ที่กล่าวถึงข้างต้น ผู้เขียนได้นำเสนอไว้ในบทความอื่นแล้ว จะไม่ขอนำเสนอในนี้อีก

ข้อมูลต่อไปนี้ เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้นเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ เมื่อเทียบกับภูมิภาค และกับทั้งโลก

1) WORLD81 Index (update : April 11,2007)
 

1) WORLD81 Index เป็นดัชนีตลาดหุ้นรวมโลก เป็นการนำดัชนีชี้นำของตลาดหุ้น 81 ประเทศมาคำนวณสร้างทำเป็นดัชนี จากจุดต่ำสุดในปี 2001 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2007 ตลาดหุ้นโลกสูงขึ้น 392 เปอร์เซนต์ เทียบแล้วสูงกว่าปี 2004 ที่เป็นจุดสูงสุดของตลาดหุ้นไทย อย่างมาก


2) ASEAN6 Index (update : April 11,2007)

2) ASEAN6 Index เป็นค่าเฉลี่ยดัชนีตลาดหุ้นของประเทศอาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลย์เซีย ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียตนาม จากจุดต่ำสุดในปี 2001 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2007 ดัชนีตลาดหุ้นอาเซียนสูงขึ้น 270 เปอร์เซนต์ เทียบแล้วสูงกว่าปี 2004 ที่เป็นจุดสูงสุดของตลาดหุ้นไทยมาก ดัชนีตลาดหุ้นไทยเป็นตัวถ่วงการเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นอาเซียน


3) SET Index (update : April 11,2007)


3) SET Index ประเทศไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจกระทั่งต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟเป็นประเทศแรกในเอเซียในปี 1997 ดัชนีชี้นำตลาดหุ้นไทยเพิ่มจากจุดต่ำสุดในปี 2001 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2007 สูงขึ้น 151 เปอร์เซนต์

กราฟแสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นขึ้นไทยสูงสุดในแค่ปี 2004 เท่านั้น (วงกลม) จากนั้นก็ไม่เคยมีจุดสูงสุดใหม่เหนือจุดนั้นอีกเลย ผิดไปจากประเทศต่างๆทั่วโลก ผิดไปจากประเทศอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้เพราะประเทศอื่นๆต่างมีจุดสูงสุดใหม่เหนือปี 2004 ทั้งสิ้น

เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกัน หากตลาดหุ้นไทยขึ้นเท่ากันกับตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (กราฟ 4) จากจุดต่ำสุดในปี 2001 ถึง วันที่ 11 เมษายน 2550 SET Index จะต้องสูงเท่ากับ 1,560 จุด

ผู้นำรัฐบาลปี 2544 บอกว่าต่างชาติเชื่อมั่น ทำให้ตลาดหุ้ไทยนดีขึ้น ดูแล้วก็เห็นตามนั้น แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นของประเทศต่างๆทั่วโลก รวมทั้งตลาดหุ้นที่เข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟด้วยกันแล้ว พบว่าตลาดหุ้นไทยขึ้นน้อยที่สุด

ตลาดหุ้นที่ไม่เป็นเหมือนประเทศอื่น หรือไม่เท่ากับของประเทศต่างๆ อาจจะเกิดจากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบผิดทิศทาง รวมทั้งมีการเบี่ยงเบนหาประโยชน์จากตลาดหุ้นอย่างไม่ปราณี

เช่นเดียวกันกับการไม่ปราณีต่อทรัพย์ของสินชาติ ที่ขาย’ชินคอร์ป’เมื่อต้นปี 2549 ทำให้สมบัติของชาติตกเป็นของต่างชาติมากขึ้น ลูกจ้างคนไทยก็กลายเป็นลูกจ้างของต่างชาติในทันใด ทางการได้ภาษีจากผลการดำเนินงานแต่อย่างเดียว แต่ต่างชาติและนอมินีของต่างชาติ รับเงินปันผลเต็มเกือบ 100 เปอร์เซนต์ ต่างชาติมั่งคั่งจากทรัพย์สินที่เคยเป็นของคนไทย

เรื่องเช่นนี้เป็น Zero sum games.เมื่อฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายก็เสีย ไม่ใช่ WIN-WIN ทั้งสองฝ่ายแต่อย่างใด

ตลาดหุ้นคือเครื่องมือประกอบกรรมทำเข็ญแก่ระบบ อเมริกาก็เจ็บปวดเพราะตลาดแนสแดกซ์

ตลาดหุ้นทำให้ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติกระทั่งต้องเข้าไอเอ็มเอฟมา 2 ครั้งแล้ว

คำพูดที่อันตราย “ก็ของของผม ทำไมผมจะขายไม่ได้” ขายได้ แต่ไม่ใช่ขายชาติ เพื่อความรุ่มรวยแห่งตน แต่ทิ้งความยากจนให้ประเทศชาติ ที่ผ่านมาทรัพย์สินของประเทศไทยเหลือเป็นของคนไทยก็น้อยแล้ว แล้วยังจะมีการขายประเทศไทยเพิ่มอีก ประเทศไทยจะไม่เหลืออะไรเป็นของคนไทย

ประธานตลาดหุ้นในรัฐบาลปี 2544 ไม่เคยว่างงาน ถูกแต่งตั้งมาเป็นประธานกลต.ในรัฐบาลสมัครปี 2551

4) JKSE Index (update : April 11,2007)

4) JKSE Index คือดัชนีตลาดหุ้นของประเทศอินโดนีเซีย ประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ 2 ที่เข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟในปี 1997 จากจุดต่ำสุดในปี 2001 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2007 ตลาดหุ้นอินโดนีเซียสูงขึ้น 463 เปอร์เซนต์ เทียบแล้วก็สูงกว่าปี 2004 ที่เป็นจุดสูงสุดของตลาดหุ้นไทย อย่างมาก

5) KSE Index (update : April 11,2007)

5) KSE Index เป็นดัชนีของตลาดหุ้นประเทศเกาหลีใต้ ประเทศเกาหลีใต้เป็นประเทศอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของโลก ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอาเซีย แต่ระบบเศรษฐกิจก็พังทลาย และก็ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟในปี 1997 เช่นเดียวกัน จากจุดต่ำสุดในปี 2001 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2007 ตลาดหุ้นเกาหลีใต้สูงขึ้น 223 เปอร์เซนต์ เทียบแล้วก็สูงกว่าปี 2004 ที่เป็นจุดสูงสุดของตลาดหุ้นไทย เช่นกัน

สรุป

เปรียบเทียบตลาดหุ้นระหว่างปี 2001 – 2007 (2544 – 550) ถึงวันที่ 11 เมษายน 2550 ส่วนใหญ่อยู่ช่วงรัฐบาลปี 2544 ช่วงระยะเวลาประมาณ 6 ปี

ตลาดหุ้นโลกสูงขึ้น 392 เปอร์เซนต์

ตลาดหุ้นอาเซียนสูงขึ้น 270 เปอร์เซนต์ (มีตลาดหุ้นไทยเป็นตัวฉุด)

ตลาดหุ้นอินโดนีเซียสูงขึ้น 463 เปอร์เซนต์ เด่นมาก

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้สูงขึ้น 223 เปอร์เซนต์

ตลาดหุ้นไทยสูงขึ้น 151 เปอร์เซนต์ ด้อยที่สุด

เศรษฐกิจประเทศไทยไม่ได้ดีกว่าประเทศใดๆในอาเซียน  ด้อยกว่าประเทศอินโดนีเซียและประเทศเกาหลีใต้ ที่เคยเข้าโครงการไอเอ็มเอฟพร้อมๆกัน

ตลาดหุ้นประเทศไทยในช่วงรัฐบาลทักษิณสูงขึ้นก็จริง แต่ก็เป็นไปตามกลไกเศรษฐกิจโลก แต่ก็สูงขึ้นได้น้อยกว่าประเทศอื่นๆ เมื่อเทียบกับของทั้งโลก หรือแม้แต่ในอาเซียนด้วยกันเอง

เกิดความผิดปกติของตลาดหุ้นระหว่างปี 2546-2547 (2003 – 2004) หรือช่วงที่มีการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ SET Index ตลาดหุ้นไทยผันผวนสูงกว่าประเทศใดๆ ดูที่วงกลมในแต่ละชาร์ตเปรียบเทียบกัน อาจจะเป็นการสวมรอยใช้ข่าวดีจากการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ ลากตลาดหุ้นขึ้นไปขายทำกำไรในปี 2547

เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของของรัฐบาลไทยปี 2544 ไม่ได้เด่นเท่าประเทศอื่น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นโลกและตลาดหุ้นอาเซีย เปรียบเทียบกับตลาดหุ้นของประเทศอินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ที่เข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟมาพร้อมๆ ตลาดหุ้นของประเทศไทยก็ไม่ได้กว่าทั้ง 2 ประเทศที่กล่าวแต่อย่างใด  

นอกจากตลาดหุ้นไทยมีอัตราส่วนการเคลื่อนไหวที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซียและเกาหลีใต้แล้ว ประเทศไทยยังมีการขายทรัพย์สินของประเทศให้ต่างชาติเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมให้อนาคตของประเทศไทยจนลง

ประเทศไทยยังคงจนลงต่อเนื่อง


28 เมษายน 2550 (นำเสนอครั้งแรก)
27 มิถุนายน 2551 (ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม)

@
@
\truethaksin\afterIMF.doc


จดหมายข่าวไอเอ็มเอฟเกี่ยวกับประเทศไทย

NEWS BRIEF No. 97/12
July 2, 1997
International Monetary Fund
700 19th Street, NW
Washington, D.C. 20431 USA
 
IMF Welcomes Thailand’s Exchange Rate Action

Following recent actions by the Thai authorities, Acting Managing Director of the International Monetary Fund, Stanley Fischer, said:

"In response to recent developments, Thailand’s exchange rate system has been changed, effective July 2, 1997, to a managed float, with the value of the baht being determined by market forces in line with economic fundamentals. To support the new exchange rate policy, the Bank of Thailand has raised the Bank Rate from 10.5 percent to 12.5 percent. The Thai authorities are also considering supplementary measures to alleviate potential negative effects on debt servicing and prices that may result from adjustments in the value of the baht.

"In conjunction with the recent measures in the financial sector, and the previously announced strengthening of fiscal policy, the IMF welcomes today’s important steps aimed at addressing Thailand’s present economic difficulties and adopting a comprehensive strategy to ensure macroeconomic adjustment and financial stability. The Thai authorities have requested technical assistance from the IMF for the effective implementation of these measures, and the IMF will be responding rapidly to these requests."

IMF EXTERNAL RELATIONS DEPARTMENT
Public Affairs: 202-623-7300 - Fax: 202-623-6278
Media Relations: 202-623-7100 - Fax: 202-623-6772


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
นักล่าของเก่า วันที่ : 12/05/2008 เวลา : 21.41 น.
http://www.oknation.net/blog/sirawit

ผมชอบเข้ามาอ่านของคุณมากที่สุดครับ +1
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31