• indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-19
  • จำนวนเรื่อง : 120
  • จำนวนผู้ชม : 32916
  • จำนวนผู้โหวต : 89
  • ส่ง msg :
ค น น อ ก ก ร ะ แ ส
หลบตอ เจอกำแพง หลบกำแพง เจอตอ เต็มไปด้วยตอและกำแพง ซ้ายก็ผลประโยชน์ ขวาก็ผลประโยชน์ บนก็ผลประโยชน์ ล่างก็ผลประโยชน์ เต็มไปด้วยผลประโยชน์ ก่ออบายมุขท่วมประเทศ ..หาทางออกยาก
Permalink : http://www.oknation.net/blog/indexthai
วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน 2551
ประกาศชำระคืนหนี้งวดสุดท้ายไอเอ็มเอฟ
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 375 , 05:39:40 น.   | หมวดหมู่ : บทความ 2  
พิมพ์หน้านี้


สุนทรพจน์ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าว ทำเนียบรัฐบาล
วันพฤหัสบดีที่  31  กรกฎาคม  2546  เวลา  20.30 น.


                                วันนี้เป็นวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ชำระหนี้ไอเอ็มเอฟก้อนสุดท้าย  เมื่อกลางวันนี้ได้ชำระคืนให้กับธนาคารของประเทศญี่ปุ่น  และเย็นนี้ซึ่งเป็นเวลากลางวันของซีกประเทศตะวันตกก็ได้ชำระเงินก้อนสุดท้ายคืนให้กับไอเอ็มเอฟ  ทั้งหมดที่ชำระคืนในวันนี้ก็ประมาณ 60,000 กว่าล้านบาท  เป็นก้อนสุดท้ายแล้ว  หลังจากที่ได้เจอวิกฤติเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540  ทำให้เราต้องลดค่าเงินบาท  ประเทศขาดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ  เงินไหลออก  เราต้องเข้าโปรแกรมไอเอ็มเอฟ  ซึ่งขณะนั้นทางไอเอ็มเอฟร่วมกับธนาคารกลางและกระทรวงการคลังของ 8 ประเทศ และประเทศญี่ปุ่นได้อนุมัติวงเงินให้เรากู้เป็นเงินถึง 14,500 ล้านเหรียญสหรัฐ  แต่เราได้มีการเบิกใช้จริง 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐ  หรือประมาณ 510,000 ล้านบาท  ซึ่งรัฐบาลที่แล้วได้ใช้หนี้ส่วน 510,000 ล้านบาทนี้ไป 10,000 ล้านบาท  เหลือหนี้ทั้งหมด 500,000 ล้านบาท  รัฐบาลนี้ได้เข้ามาทำงาน 2 ปีครึ่ง  ได้ชำระหนี้ทั้ง 500,000 ล้านบาทหมดในวันนี้  ทำให้เราถือว่าหมดพันธะต่อการที่ต้องพึงปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีไว้ต่อไอเอ็มเอฟ

                                พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ  ประเทศไทยเคยเข้าโครงการไอเอ็มเอฟมาแล้วครั้งหนึ่ง 

ในช่วงปี 2524, 2525 และ 2528  ทั้ง 3 สัญญาในช่วงนั้น  เรากู้เงินมา  982 ล้านเหรียญสหรัฐ  และเราใช้คืนหมดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2533  เรากู้ตั้งแต่ปี 2524,  2525 และ 2528 เพียงแค่ไม่ถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ 

แต่ครั้งนี้เรากู้ถึง 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐ  และเราใช้คืนในวันนี้ 

ครั้งที่แล้วใช้คืนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2533 

แต่หลังจากนั้นเพียง 7 ปีกับ 4 เดือนครับ  เราเกิดวิกฤติอีกครั้งหนึ่ง  ทำไมถึงมีวิกฤติห่างกันกันเพียงแค่ 7 ปี และวิกฤติเมื่อกรกฎาคม 2540  เป็นวิกฤติที่รุนแรง  เป็นวิกฤติที่เราต้องกู้เงินถึง 510,000 ล้านบาท 

ทั้งนี้  ถ้าเราวิเคราะห์กันแล้ว  คงไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง  หรือคนใดคนหนึ่ง  แต่เป็นความสะสมของการที่เราไม่ได้ติดตามสถานการณ์  เราไม่ได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก  เราไม่ได้มีข้อมูลแล้วก็ใช้ข้อมูลนั้นอย่างใกล้ชิดและชาญฉลาด  จึงทำให้เราถูกบังคับให้มีการเปลี่ยนแปลงโดยที่เราไม่ได้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้า  ?????

เหตุการณ์เหล่านี้ต้องไม่เกิดอีก  ครั้งนี้ขอให้เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะต้องเข้าโปรแกรมไอเอ็มเอฟ  ถึงแม้ว่าครั้งแรกกับครั้งนี้ห่างกันเพียง 7 ปี  แต่ครั้งนี้รัฐบาลได้เข้ามา  ได้พยายามแก้ปัญหาหลาย ๆ อย่างเพื่อให้เกิดความมั่นคง  โดยดูตัวเลขทุกตัว  ดูทิศทางทุกทิศทางเพื่อให้มั่นใจว่าเราจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก  เพราะว่าเมื่อปี 2540  ผมเชื่อว่าวันนี้หลายคนยังไม่หายเจ็บปวด  ความเจ็บปวดครั้งนี้ควรจะเป็นบทเรียนที่ให้กับคนไทยทั้งประเทศ   ?????

เราจะต้องร่วมกันคิด  ร่วมกันทำ  ร่วมกันแก้ปัญหา  และที่สำคัญประเทศไทยจะต้องเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างใกล้ชิด  เพื่อที่จะให้เราไม่ต้องเป็นเหยื่อของการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่เราไม่รู้เท่าทันเหมือนในอดีต  เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้จะทำงานอย่างเต็มที่ร่วมกันทุกฝ่าย  เพื่อที่จะวางหลักเกณฑ์  วางกติกา  วางระบบ  วางฐานข้อมูล  วางระบบการเรียนรู้และพัฒนาการทุก ๆ อย่าง  เพื่อให้เรามีความรู้เท่าทัน  และติดตามสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

                                แต่ทั้งนี้  ทำไมเราถึงกล้าใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ  ทำไมเราถึงใช้หนี้ไอเอ็มเอฟก่อนเวลาถึง 2 ปี  เรามั่นใจว่าเราได้ปรับนโยบายและพลิกสถานการณ์ได้แล้ว  และเรามั่นใจว่า  เราได้มีเงินทุนเพียงพอ  เราไม่จำเป็นจะต้องเก็บหนี้ไว้  การใช้หนี้นอกจากประหยัดดอกเบี้ยถึง 5,000 ล้านบาทแล้ว  ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ  โดยทุกประเทศจะมองว่า  ประเทศไทยเรามีความพร้อม  มีความแข็งแรงพอ  พร้อมที่จะใช้หนี้ก่อนเวลา  เพื่อให้ความมั่นใจ  ผมขออนุญาตอธิบายตัวเลขบางตัวเลขที่เป็นประโยชน์เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่า  ทำไมเราถึงมีความมั่นใจว่าเราเข้มแข็งพอ

                                ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามา  มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลายสาขา  ผมขอยกตัวอย่างภาคเกษตร 

รายได้เกษตรกรจากอดีตได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เมื่อปลายรัฐบาลที่แล้ว  รายได้ภาคเกษตรกรติดลบ 30-40 %   ปี 2544 เพิ่มขึ้น 8.1%  ปี 2545 เพิ่มขึ้น 11.7%  แต่ปีนี้เพิ่มขึ้น 25%  ส่วนภาคอุตสาหกรรมนั้น  กำลังการผลิตเมื่อปี 2544 อยู่ที่ 53.5%  ปี 2545 ขึ้นมาเป็น 59.9%  ปีนี้  ครึ่งปีแรกมาอยู่ที่ 66.6%   ตัวเลขเหล่านี้มันมีความชัดเจนเป็นความต่อเนื่องของการเติบโต  อัตราการว่างงานครับ  เมื่อปี 2543 ก่อน  รัฐบาลนี้  อยู่ที่ 3.6%  ปี 2544 ลดลงไปอยู่ 3.2% ปี 2545 อยู่ที่ 2.2% และปี 2546 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

                                ส่วนการส่งออกนั้นดีขึ้นมาก ในปี 2544 ติดลบ  1.7% เพราะว่าเหตุการณ์ 11 กันยายนที่สหรัฐอเมริกา  ทำให้การส่งออกเราหดตัวไป 1.7% แต่พอปี 2545 เราสามารถเติบโตได้ถึง 5.7% แต่ปีนี้ครับ  ครึ่งปีแรกเท่านั้นเอง  เราโตถึง 19%    ฉะนั้นการเติบโตอย่างต่อเนื่องยังคงมีต่อไปในด้านส่งออก  เพราะเราหาตลาดมากขึ้น  ถ้าดูกำไรสุทธิของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์  ปี 2543 มีกำไรสุทธิ 41,500 ล้านบาท  ปี 2544 ขึ้นมากว่า 2 เท่า เป็น 111,200 ล้านบาท  ปี 2545 ขึ้นมาเป็น 170,000 ล้านบาท  ส่วนปี 2546 ประมาณการว่าน่าจะไม่น้อยกว่า 200,000 ล้านบาท  นี่คือสิ่งที่พัฒนาการอย่างต่อเนื่อง  ส่วนรายได้ของภาครัฐบาลครับ  รายได้รวมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ปีนี้รายได้รวมขึ้นมาเป็น 900,000 กว่าล้านบาท  เฉพาะแค่ 9 เดือนแรกนั้นพอ ๆ กับปี 2543 ทั้งปี  ส่วนดุลงบประมาณที่เรากลัวกันว่าเราจะต้องขาดดุลกันนาน  ปรากฏว่าการขาดดุลกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว  เราขาดดุลงบประมาณเมื่อปี 2543 จำนวน 120,000 ล้านบาท  เราขาดดุลปี 2544  110,000 ล้านบาท  แต่พอมาปี 2545 เราตั้งไว้ว่าจะขาดดุล  200,000 ล้านบาท  แต่ขาดดุลเพียง 126,000 ล้านบาท  ปี 2546   เราตั้งขาดดุลไว้ 174,000 ล้านบาทครับ  แต่ว่ามาถึง 9 เดือนนี้  วันนี้เกินดุลอยู่ 14,600 ล้านครับ  เพราะฉะนั้นสถานการณ์ด้านงบประมาณนั้นดีขึ้นมาก  และก็มีแนวโน้มจะดีขึ้นต่อไป

                                หนี้สาธารณะ  เมื่อปี 2543 อยู่ที่ 57.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ หรือว่าจีดีพี  แต่ปีนี้ 2546  ขณะนี้อยู่ที่ 49.7% ต่ำกว่า 50% ของจีดีพี  เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นสถานะที่ดีมาก  ส่วนด้านเงินสำรองระหว่างประเทศครับ  น่าสนใจ  รวมทั้งเรื่องหนี้สินด้วย  หนี้ต่างประเทศ  ปี 2543 เรามีหนี้อยู่ 79 พันล้านเหรียญสหรัฐ  มีเงินสำรองอยู่ 32   ปี 2544 เงินสำรองขึ้นเป็น 33  หนี้ลดลงเหลือ 67  ปี 2545 เงินสำรองขึ้นไปเป็น 38.9   หนี้ลดลงเหลือ 59.4  ขณะนี้  วันนี้ชำระหนี้ไอเอ็มเอฟเรียบร้อย  เรามีหนี้ต่างประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชนรวมกันเพียง 53 พันล้านเหรียญสหรัฐ  ในขณะที่เรามีเงินทุนสำรอง  ทั้ง ๆ ที่ใช้หนี้หมดแล้ว  ที่คนวิตกกันว่ามันจะไม่พอ  เหลือถึง 38 พันล้าน  วันที่เรามีเงินทุนสำรองสูงสุดอยู่ที่ 39.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ  แต่วันนั้นเรามีหนี้ถึง 112 พันล้านเหรียญสหรัฐ  แต่วันนี้เรามีเงินทุนสำรอง 38 พันล้าน  แต่มีหนี้เหลือเพียง 53 พันล้าน  เมื่อบวกกับเงินที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้ในต่างประเทศอีก 15 พันล้านเหรียญสหรัฐ  แสดงให้เห็นว่าขณะนี้หนี้สินและเงินฝากของประเทศไทย  ภาครัฐ  ภาคเอกชนรวมกันแล้ว แสดงให้เห็นกันว่าวันนี้สถานะด้านการเงินของประเทศเข้มแข็งมาก

                                ต้องเรียนพี่น้องประชาชนว่า  รัฐบาลนี้ขอยืนยันอีกครั้งว่า  ประเทศไทยวันนี้  ผมอยากจะบอกว่าให้พี่น้องประชาชนได้มีความมั่นใจและภูมิใจในความเป็นคนไทยว่า  วันนี้เราไม่มีพันธะใด ๆ สิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปก็คือว่า  เราจะต้องทำประเทศของเราให้เข้มแข็ง  ท่านจำได้ไหมครับว่า  เมื่อปี 2545 ต้นปี  ทุกคนทำนายว่าประเทศไทยจะเติบโตเพียง 2%  ซึ่งวันนั้นผมฟังคำทำนายแล้ว  ผมก็รู้สึกกังวล  เพราะผมห่วงพี่น้องคนไทยที่ตกงานมาช่วงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ  และนอกจากนั้นลูกหลานของเราที่จบการศึกษาไม่มีงานทำในช่วงนั้น  บางคนไปเรียนต่อ  บางคนไม่มีงานทำ  ลูกหลานเราจบการศึกษาทุกปี  ผมทำอย่างเดียวครับ  ต้องผลักดันให้ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราที่สูงแต่มั่นคง  ถ้าผมไม่ทำเช่นนี้ก็จะไม่ทำให้การจ้างงานของลูกหลานที่เรียนจบไปแล้วและที่จบใหม่จะได้รับการจ้างงาน  เพราะฉะนั้นผมเลยตั้งเป้าเมื่อปี 2545 ว่า รัฐบาลนี้จะทำให้เศรษฐกิจโต 5% ซึ่งไม่มีใครเชื่อ  เพราะ 2% กับ 5% นั้นต่างกัน 3%  เท่ากับต่างกัน 150%   ถ้าเราคิดถึงการทำนายต่อเป้าหมายนั้น  เขาทำนายไว้ที่ 2 ทำ 5  แสดงว่าผิดกัน 150%  และในที่สุดรัฐบาลก็ทำได้ที่โตถึง 5.3%  ในปี 2546 อีกครั้งหนึ่ง  มีคนทำนายว่าเราจะโตประมาณ 3.5-4%  เมื่อมีโรคซาร์สเกิดขึ้น  ลดการเติบโตลงเหลือ 3.3%  แต่ผมไม่เคยคิดเปลี่ยนแปลง  ผมยืนยันว่าผมตั้งเป้าว่าจะโตให้ได้ 6%  มาถึงเวลานี้ผมยังมั่นใจว่า  เราน่าจะใกล้เคียง  อาจจะ 6% หรือไม่ 6 ก็ต้องเกิน 5.5% แน่  เพราะเป็นความตั้งใจและทุ่มเทของรัฐบาล 

ข้าราชการที่ทำงานกันหนัก  และภาคเอกชนมีกำลังใจ  ภาคประชาชนมีกำลังใจ

                                ถ้าคนไทยไม่มีกำลังใจ  สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ  ถ้าเราเคยคิดกันว่า  เศรษฐกิจของต่างประเทศมีปัญหา  เศรษฐกิจโลกมีปัญหา  เพราะฉะนั้นเราก็น่าจะมีปัญหาด้วย  ไม่ใช่วิสัยที่รัฐบาลนี้จะนั่งงอมืองอเท้าและให้เหตุการณ์ปัจจัยล้อมรอบเป็นตัวกำหนดเรา  เราต้องกำหนดชีวิตเราเอง  นี่คือสิ่งที่รัฐบาลนี้พยายามและเน้นตลอดเวลาว่า  เราต้องตั้งเป้าและทำให้ได้  ในวันนี้เราเติบโต 6%  ปีหน้าผมจะต้องทำให้ดีกว่านี้อีก  เพราะว่าเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้นลงถึงระดับรากหญ้า  เพราะพี่น้องคนไทยจะต้องมีงานทำ  เราจะต้องสร้างคนให้มีงานทำมากขึ้น  และก็สร้างผู้ประกอบการอิสระมาก ๆ   แน่นอนครับ  ทุนเป็นของจำเป็น  ทุนเป็นสิ่งจำเป็น  ในอดีตเราก็เอาทุนจากชนบทมาใช้ในเมือง  มาใช้ในกรุงเทพฯ มาก  วันนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องเอาทุน  กระจายทุนออกไปอย่างทั่วถึง  ขั้นที่รัฐบาลจะต้องทำก็คือกระจายทุนไปสู่พี่น้องอย่างทั่วถึงในทุก ๆ อาชีพ ทุก ๆ จังหวัด

                                ความสำเร็จของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้อยู่ที่การปรับนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศไทยครั้งใหญ่  ซึ่งไม่เคยทำมาก่อนตั้งแต่เป็นประเทศไทยในการที่ใช้นโยบายแบบนี้  นโยบายที่เราเรียกว่า Dual Track Policy   คือ  นโยบายที่เป็น 2 แนวทาง  แนวทางที่ 1 ก็คือ  แนวทางของการอาศัยเศรษฐกิจภายในประเทศ  ซึ่งเมื่อก่อนนี้เราอาศัยเศรษฐกิจที่เกิดจากการส่งออก  และการลงทุนต่างประเทศ  และการท่องเที่ยวเท่านั้น  ไม่พอครับ  เศรษฐกิจในประเทศจำเป็นอย่างยิ่ง  รัฐบาลนี้จึงไปจัดการเรื่องเศรษฐกิจระดับรากหญ้าและกำลังทำอย่างต่อเนื่องต่อไป  ความสำเร็จครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้  ถ้าพี่น้องคนไทยและพี่น้องที่เป็นนักธุรกิจทั้งหลายไม่มีกำลังใจและไม่สู้  แต่วันนี้รัฐบาลสามารถที่จะชี้ทิศทางให้ท่านเห็นแล้วท่านสู้  จึงทำให้เรามีวันนี้ 

และก็เป็นไปไม่ได้ถ้าข้าราชการ  รัฐวิสาหกิจทุก ๆ ท่านไม่ร่วมมือและทำงานกันอย่างทุ่มเท  2 ปีครึ่งที่ผ่านมา  ผมกล้ายืนยันว่า  ข้าราชการเหนื่อยกว่าในอดีตมาก  เพราะรัฐบาลนี้ทำงานโดยมุ่งประสงค์ผลลัพธ์  จึงได้มีการติดตามและจี้งานตลอดเวลา  ทุกคนทุ่มเท  จึงทำให้การฟื้นตัวของประเทศทำได้รวดเร็วและเข้มแข็ง

                                การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟตอนนี้  รัฐบาลจะสามารถทำให้ประเทศหมดพันธกรณีหลาย ๆ อย่าง 

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ต้องไปขอกู้เพิ่ม  ต้องเขียนจดหมายแสดงเจตจำนง  แต่ว่าสิ่งที่แสดงเจตจำนงไว้ต้องปฏิบัติตาม  และเมื่อวันนี้เราชำระหนี้หมด  สิ่งเหล่านั้นเราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม  และเราเลือกในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด  โดยยืนบนลำแข้งของเรามากที่สุด  ที่เราไปตกลงกันไว้ว่า  เราจะขึ้น vat จาก 7% เป็น 10%  เรายกเลิกครับ  รัฐบาลนี้จะดำรง vat ไว้ที่ 7% จะไม่ขึ้นไป 10% เด็ดขาด  เพราะฉะนั้นตรงนี้เราสามารถยกเลิกได้โดยไม่มีพันธกรณีใด ๆ ที่ต้องวิตก  ถ้าไม่เช่นนั้นเราต้องขอผัดผ่อนไปเรื่อย ๆ เพราะเรายังมีภาระหนี้อยู่  แต่ตอนนี้เราไม่ต้องแล้ว


เรื่องต่อไป  คือเรื่องกฎหมาย  11  ฉบับที่เราห่วงใยกัน  รัฐบาลได้เชิญผู้ที่ห่วงใยในเรื่องนี้มาพูดคุยกัน  ปรึกษากัน  และในที่สุดเราสรุปว่า  จะมีการแก้ไขในบางฉบับ  ดังต่อไปนี้ 
                1.  กฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ  ก่อนนี้ในกติกาเราต้องขายรัฐวิสาหกิจเพื่อนำเงินมาใช้หนี้  แต่วันนี้ไม่ใช่ครับ  เราจะกระจายหุ้นรัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์  เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ  เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายการลงทุน  เพื่อให้เกิดการบริหารงานอย่างมืออาชีพ  และเพื่อให้เกิดการตรวจสอบได้ทุกระบบ  ซึ่งตรวจสอบจากระบบของตลาดทุนและตรวจสอบด้วยระบบของราชการ  ตรวจสอบด้วยระบบของผู้ถือหุ้นเอง

                เพราะฉะนั้นรัฐวิสาหกิจไทยของเราจะเข้มแข็ง  ซึ่งรัฐบาลนี้ได้ใช้มาตรการนี้บางส่วนแล้ว  และใช้เรื่องของการรายงานระบบการตรวจสอบมากขึ้นแล้ว  ทำให้รายได้ของรัฐวิสาหกิจเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาล  หากรัฐวิสาหกิจทั้งหมดต้องไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  รัฐวิสาหกิจเหล่านี้จะบริหารงานอย่างมืออาชีพ  จะเข้มแข็งและแข็งแรงมากขึ้น  ไม่ได้เป็นการนำไปขายเพื่อนำมาใช้หนี้  เพราะไม่จำเป็นอีกแล้วที่จะต้องขายเพื่อใช้หนี้  เพราะวันนี้เราหมดพันธกรณีทางนี้  เราจึงจะมีการแก้กฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ  โดยยกเลิกและจัดทำกฎหมายฉบับใหม่  คือกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงและพัฒนารัฐวิสาหกิจแห่งชาติ  เพื่อการปรับปรุงโครงสร้างรัฐวิสาหกิจให้เป็นองค์กรธุรกิจ  เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการบริหารจัดการและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการของรัฐ

                เรื่องที่สอง  คือเรื่องกฎหมายล้มละลาย  เราจะมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายล้มละลาย  ให้มีมาตรการและกลไกที่เกิดความเป็นธรรม  คุ้มครองและให้สิทธิประโยชน์ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ที่สุจริต  โดยสร้างความสมดุลที่เหมาะสม  โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการพิทักษ์ทรัพย์  เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการอย่างมีประสิทธิภาพ  
               
                 ฉบับที่สาม  จะมีการปรับปรุงกฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว  ซึ่งเราจะปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้บนพื้นฐานความเป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทยเป็นสำคัญ  และจะยึดถือพันธกรณีตามหลักการต่างตอบแทนกับนานาประเทศ 

                  ฉบับที่สี่  เป็นกลุ่มกฎหมายอื่น ๆ  ที่เกี่ยวกับกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  กฎหมายที่ดิน  กฎหมายอาคารชุด  กฎหมายการเช่าอสังหาริมทรัพย์  และกฎหมายประกันสังคม  รัฐบาลจะปรับปรุงให้กระบวนการพิจารณาคดีแพ่งเกิดความเป็นธรรมยิ่งขึ้น  โดยเฉพาะคดีมโนสาเร่  การขาดนัดพิจารณาเพิ่มมาตรการควบคุมและดูแลการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารชุดของคนต่างชาติ  และปรับระยะเวลาการเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม  และการพาณิชยกรรมให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของการเช่า

                ต่อไปนี้รัฐบาลคงจะมีภารกิจที่จะต้องทำต่อไป  เพื่อรักษาสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้  ตัวเลขที่เป็นปัจจุบันให้อยู่อย่างนี้ได้ตลอดไป    เพราะโดยปกติแล้วในอดีต    การเติบโตทางเศรษฐกิจ    มักจะเติบโตโดยขาดดุลการค้า    และมีหนี้เพิ่ม   แต่ครั้งนี้จะเป็นการเติบโตโดยมีหนี้ลด   และดุลการค้าเป็นบวก  เพราะนโยบายสองแนวทางที่เน้นเรื่องของเศรษฐกิจรากหญ้า  เน้นเรื่องของการใช้วัตถุดิบในประเทศ  ซึ่งไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการนำเข้าอย่างมากมาย  ทำให้ระบบการนำเข้านั้นไม่เติบโต  ทำให้เรามีดุลการค้าเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง    รัฐบาลนี้จะต้องท่องคาถาต่อไป   ซึ่งเป็นคาถาที่ใช้มาตั้งแต่เริ่มเป็นรัฐบาล  นั่นคือ  ลดรายจ่ายให้ประชาชน  เพิ่มรายได้ให้ประชาชน  ขยายโอกาสให้ประชาชน  นี่คือสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง  ทุกนโยบายจะต้องอยู่ใน  3  เรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง  เราจะเดินหน้าในการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน  เราจะเดินหน้าปฏิรูปที่ดินเพื่อให้ที่ดินในประเทศไทยนั้นเกิดการผลิต  ไม่ให้มีที่ดินที่รกร้างว่างเปล่าและไม่ได้รับการผลิต  เราจะต่อยอดกองทุนหมู่บ้าน  โดยปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดินต่อไป  หลังจากที่มีการปรับปรุงและปฏิรูปไปแล้ว  จะใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาสู่ระบบการบริหารการจัดการ  ส่วนเรื่องของผู้ว่า CEO  จะดำเนินการตั้งแต่  1  ตุลาคมนี้เป็นต้นไป  การศึกษาจะมีการปรับปรุงเรื่องการปฏิรูปการศึกษาอย่างเต็มที่  เพื่อให้ประเทศไทยเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้  และเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตในทุก ๆ มิติ  ทุก ๆ  ภาคส่วนของประเทศ

                แน่นอนครับ  การปราบปรามยาเสพติดจะต้องมุ่งมั่น  และดำเนินต่อไปโดยใช้ความเด็ดขาดอย่างต่อเนื่อง  และการปราบปรามผู้มีอิทธิพลจะต้องดำเนินการ

                ผมขอร้องผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย  วันนี้ควรหยุดได้แล้ว  หากท่านหยุดจะไม่มีการรื้อฟื้น  ยกเว้นท่านมีคดีติดตัว   แต่หากท่านไม่หยุดแสดงว่าท่านเป็นอันตรายต่อสังคม  ท่านเป็นตัวเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับสังคม  เพราะฉะนั้น  รัฐบาลจะต้องเดินหน้าเรื่องนี้  และที่สำคัญคือ  ธุรกิจใต้ดินทั้งหลายจะต้องถูกจัดการ  และนำมาเป็นธุรกิจที่ตรงไปตรงมา  เพื่อเพิ่มการเสียภาษีให้ถูกต้อง  เป็นการขยายฐานภาษีให้กับประเทศ  และจะต้องไม่มีระบบมาเฟีย   ไม่มีระบบผู้มีอิทธิพล   ระบบส่วยทั้งหลายจะต้องหมดไป

                วันนี้มีอีกหนึ่งวาระ  ที่จะต้องเรียนให้พี่น้องประชาชนคนไทยทราบ  ซึ่งบังเอิญเป็นเหตุการณ์ที่ตรงกันพอดี    คือเรื่องระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ว่าด้วยการใช้  การชัก  หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร  ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยและคนไทย  สามารถที่จะชูธงได้อย่างสะดวกขึ้น  ไม่มีข้อกฎหมายห้ามมากมายเหมือนเมื่อก่อน  ผมได้เห็นนานาประเทศ  เขาใช้ธงชาติของเขาอย่างชัดเจน  ผมไปประเทศฝรั่งเศสเห็นธงชาติเต็มไปหมด  ผมไปประเทศอเมริกาก็เห็นธงชาติเต็มไปหมด  แต่อยู่ในประเทศไทยจะไม่ค่อยเห็นธงชาติ

                เพราะฉะนั้น  เรามาพร้อมใจกันในวันที่เราประกาศว่า  เราหมดพันธกรณีกับไอเอ็มเอฟแล้ว  เราควรอย่างยิ่งที่จะแสดงความเป็นหนึ่ง    เรามีวินัยซึ่งผมเคยพูดหลายครั้งว่า  ภายใต้เศรษฐกิจทุนนิยม  ซึ่งมาควบคู่กับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น  ประเทศที่ประสบผลสำเร็จในเศรษฐกิจทุนนิยมนั้น  จะมีสิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง  นั่นคือ  การยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก  ซึ่งต่างกับการสร้างชาติ  การยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการสร้างชาติ  การยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักนั้น  เกิดจากการที่เราต้องคบค้าสมาคมกับนานาชาติ  แต่เรายังคงยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก  ในหลายประเทศเขาใช้ธงเป็นสัญลักษณ์   เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงอยากบอกกับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศว่า  ในส่วนราชการนั้นได้สั่งการไปแล้วว่า  ควรจะชูธงในทุก ๆ ส่วนราชการ  ส่วนพี่น้องประชาชนท่านภูมิใจในชาติ  ท่านสามารถชูธงได้ทุก ๆ บ้าน  ถือว่าถูกกฎหมาย  แม้กระทั่งสินค้าเราจะอนุญาตให้สินค้าที่ส่งออกและเป็นสินค้าที่เหมาะสม  สามารถขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์เพื่อใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ได้  ซึ่งก่อนนี้ไม่สามารถทำได้  แต่ปัจจุบันสามารถทำได้แล้ว

                ฉะนั้นวันนี้   พี่น้องคนไทยที่เคารพครับ   ผมต้องใช้เวลาของท่านเพื่อจะบอกกับท่านว่า  รัฐบาลของท่านได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่  โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย  เพื่อให้ประเทศไทยเราเข้มแข็ง    เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ    และเป็นประเทศที่ทำทุกอย่างโดยมีประชาชนเป็น ศูนย์กลาง  เพื่อยึดไปสู่ความผาสุกของประชาชน  ความก้าวหน้าของประเทศ  รัฐบาลจะเพิ่มบทบาทในเวทีโลกต่อไป  เพื่อขยายตลาดให้กับประเทศไทย  เพื่อให้คนไทยนั้นได้มีงานทำ  เพื่อให้เศรษฐกิจไทยนั้นได้รับการขยายอย่างต่อเนื่อง 

                วันนี้ต้องขอขอบคุณธนาคารแห่งประเทศไทย  กระทรวงการคลัง  ที่รับนโยบายของผมไปในการที่จะชำระหนี้ไอเอ็มเอฟให้เสร็จเร็วกว่ากำหนด  2  ปี  ซึ่งผมเองหลังจากที่ได้ดูตัวเลขและแนวโน้มทางเศรษฐกิจ  มีความมั่นใจว่า  เราชำระหนี้ได้โดยไม่มีปัญหา   ซึ่งผมขอทำนายว่า  เมื่อเราชำระหนี้แล้ว  ในสิ้นปีนี้  เราจะมีเงินทุนสำรองที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์  ทั้งที่หนี้ลดและไม่มีหนี้ไอเอ็มเอฟอีกแล้ว 

                สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณมิตรประเทศ  ซึ่งต้องขอเอ่ยถึงในวันนี้ที่ได้กรุณาให้กู้เงินในยามวิกฤติ  ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนยามยาก  ได้แก่ประเทศญี่ปุ่น  ซึ่งให้เงินกู้เราเท่า ๆ กับไอเอ็มเอฟ  นอกจากนั้นยังมีธนาคารกลางและกระทรวงการคลังของประเทศจีน  ประเทศฮ่องกง  ประเทศเกาหลีใต้  ประเทศมาเลเซีย  ประเทศสิงคโปร์  ประเทศบรูไน  ประเทศออสเตรเลีย   และประเทศแคนาดา  ถึงแม้ว่าประเทศอินโดนีเซีย  เราจะไม่ได้กู้เงินจากเขา  เพราะเขาเกิดวิกฤติพร้อม ๆ กับเรา  แต่เขาได้ตกลงใจให้เรากู้ยืมเงินจำนวน  500  เหรียญสหรัฐ  ก่อนที่เขาจะเกิดวิกฤติ  ซึ่งต้องขอขอบคุณในน้ำใจของประเทศอินโดนีเซียไว้  ณ  ที่นี้ด้วย  เราได้กู้ยืมเงินมาจากทั้ง  9  ประเทศ  ซึ่งถือว่าเป็นเพื่อนยามยากของเรา 

วันนี้ไอเอ็มเอฟไม่ได้ให้ยาผิดกับเรา  การที่ไอเอ็มเอฟได้ให้ยารักษาโรคหรือยาทางเศรษฐกิจกับเราในช่วงปี  2520 , 2525 , 2528  เป็นยาที่ถูกต้องและถูกกับยุคสมัยในช่วงนั้น  เพราะช่วงนั้นเรามีคนไทยที่ร่วมทำงานกับเขาถึงมาตรการต่าง ๆ  และเขายินดีรับฟังคนไทย  และผลก็ออกมาด้วยความเรียบร้อย  แต่มาคราวนี้ต้องยอมรับว่ายาของไอเอ็มเอฟผิด  ทำให้เราต้องเสียหายมากกว่าที่ควรจะเป็น    แต่ขณะนี้ความเสียหายที่เกิดจากการแก้ปัญหาสถาบันการเงินจำนวน   1.4    ล้านล้านบาท  ซึ่งเป็นหนี้ที่กองทุนฟื้นฟู   คือธนาคารแห่งประเทศไทย   และกระทรวงการคลังได้ตกลงกันนั้น   ได้จัดการกับหนี้เหล่านั้นได้เรียบร้อยแล้ว  และจะไม่มีผลกระทบต่องบประมาณของประเทศในหนี้ส่วนนั้น  เดิมที่เดียวนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยได้คาดว่าจะชำระหนี้โดยผ่อนเป็นงวด  โดยการใช้รายได้ของธนาคารแห่งประเทศไทย  แต่แนวโน้มอย่างนี้เราเชื่อว่าหนี้ซึ่งเกิดจากการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่ผิดพลาดมากกว่าที่ควรจะเป็นนั้น  จะสามารถแก้ไขให้ชำระคืนได้เร็วกว่ากำหนด  แต่หนี้ส่วนที่เป็นเงินบาทนั้นจะไม่มีปัญหา  หนี้ส่วนที่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐหรือเงินกระทรวงการต่างประเทศที่เป็นปัญหา  วันนี้สามารถจัดการได้เรียบร้อยแล้ว 

วันนี้เราต้องมีกำลังใจ  เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด  ทำหน้าที่ในเรื่องของครอบครัว  ธุรกิจ  และกิจวัตรที่ท่านจะต้องทำอย่างดีที่สุดด้วยความทุ่มเท  แล้วประเทศไทยเราจะเข้มแข็ง เราจะไม่มีวันที่จะกลับไปสู่ไอเอ็มเอฟอีกครั้งหนึ่ง  ตราบใดที่ผมยังอยู่  ผมจะแสดงความเข้มแข็งนี้ต่อไปเรื่อย ๆ  เพื่อให้ผู้ที่เข้ามารับช่วงต่อจากผมและรัฐบาลของผมนั้น   สามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบ  ไม่ต้องพาคนไทยเข้าไอเอ็มเอฟอีกครั้ง    ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนคนไทย   อีกครั้ง  สำหรับชัยชนะที่เราได้ร่วมกันพิชิตในวันนี้  ขอขอบคุณครับ  สวัสดีครับ


สยุมพร  -  พร้อมพริ้ง  /ถอดเทป/พิมพ์


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
Supawan วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 07.08 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

แวะมาทักทายค่ะ ...

ขอบคุณ สำหรับบทความ
ความคิดเห็นที่ 2
indexthai วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 06.04 น.
http://www.oknation.net/blog/indexthai


บทวิจารณ์สุนทรพจน์ (อยู่ในเครื่องหมายคำพูด)

สุนทรพจน์บอกว่าประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติเศรฐกิจมา 2 ครั้งแล้ว ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟทั้ง 2 ครั้ง

ครั้งแรกใช้เงินไอเอ็มเอฟไป 982 ล้านเหรียญสหรัฐ ใช้คืนเงินกู้หมดในเดือนกุมภาพันธ์ 2533 วิกฤติเศรษฐกิจเกิดปี 2521 หลังเกิดวิกฤติ 12 ปีก็ใช้คืนเงินกู้ไอเอ็มเอฟหมด

ครั้งที่ 2 ใช้เงินไอเอ็มเอฟไป 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐ ใช้คืนเงินกู้หมดในเดือนกรกฎาคม 2546
วิกฤติเศรษฐกิจเกิดปี 2537 หลังเกิดวิกฤติ 9 ปีก็ใช้คืนเงินกู้ไอเอ็มเอฟหมด

หมยเหตุ ช่วงเวลาวิกฤติเศรษฐกิจที่ถูกต้องไม่ได้นับจากวันที่มีการลอยค่าเงินบาท แต่จะนับจากวันที่ตลาดหุ้นขึ้นสูงสุด แล้วจากนั้นตลาดหุ้นพังทลายลง หลังการพังทลายลงที่รุนแรงของตลาดหุ้น ทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย ทำให้สถาบันการเงินและภาคการผลิตจริงล้มละลาย แล้วค่าเงินบาทจึงเสียหาย

ตลาดหุ้นพังทลายรุนแรงครั้งแรกในปี 2521 จากนั้นจึงเกิดวิกฤติครั้งที่ 1
ตลาดหุ้นพังทลายรุนแรงครั้งที่ 2 ในปี 2537 จากนั้นจึงเกิดวิกฤติครั้งที่ 2

ประเทศที่ประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่ 2 ในเวลาใกล้เคียงกับประเทศไทยมีหลายประเทศ แต่ที่หนักที่สุดจนต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟได้แก่ ไทย อินโดนีเซียและเกาหลีใต้ มีผลให้ค่าเงินบาทของไทย รูเปี๊ยะของอินโดนีเซียและวอนของเกาหลีใต้พังทลายตามมา

“คนทั่วไปแม้แต่สื่อลืมไปแล้วหรือไม่ทราบว่าประเทศไทยเคยมีวิกฤติเศรษฐกิจมากี่ครั้งแล้ว แท้ที่จริงวิกฤติเศรษฐกิจเกิดกับประเทศไทยมา 2 ครั้งแล้ว สุนทรพจน์บอกถูกต้อง ว่าวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น 2 ครั้งแล้ว”

เพราะเศรษฐกิจประเทศสหรัฐอเมริกาเสียหาย ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย แล้วไหลมาท่วมประเทศต่าง รวมทั้งประเทศไทยด้วย การที่ราคาสินค้าเกษตรรวมทั้งราคายางพาราสูงขึ้น ก็เพราะค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหายเช่นเดียวกัน

“ดังนั้นการที่ประเทศไทยสามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมด ก่อนกำหนด และการที่ราคาสินค้าเกษตรรวมทั้งราคายางพาราสูงขึ้นจึงไม่ใช่ฝีมือของใคร แต่เป็นไปตามกลไกเศรษฐกิจโลก”

สุนทรพจน์บอกว่า มีการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟครั้งที่ 2 ก่อนกำหนด 2 ปี “อธิบายแล้ว”

สุนทรพจน์บอกว่า จะวางหลักเกณฑ์ วางกติกา วางระบบ วางฐานข้อมูล วางระบบการเรียนรู้และพัฒนาการทุก ๆ อย่าง เพื่อให้เรามีความรู้เท่าทัน และติดตามสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที “วางงานแบบไหนอย่างไร ไม่แจ้ง บอกเพียงว่าจะวาง งานการวางระบบเป็นงานที่สำคัญ แต่ไม่ได้ทำอะไรแม้แต่น้อย สุนทรพจน์ไม่ได้บอกว่าทำไมจึงมีเงินก้อนโตมาใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ เมื่อไม่ทราบว่าเงินเป็นมาอย่างไร แล้วจะไปวางระบบแบบไหนได้อย่างไร เป็นเพียงวาจาแต่อย่างเดียว”

สุนทรพจน์บอกว่า ตั้งแต่รัฐบาลมา มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลายสาขา เช่นภาคภาคเกษตร “อธิบายแล้ว ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นเพราะค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย”

สุนทรพจน์บอกว่า อัตราการว่างงานน้อยลง “อธิบายแล้ว สภาพคล่องดีขึ้นเพราะเงินทุนไหลเข้า”

สุนทรพจน์บอกว่า การส่งออกดีขึ้น “อธิบายแล้ว ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้นเพราะค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย”

สุนทรพจน์บอกว่า กำไรบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 2 เท่า “กลไกอันเดียวกัน สภาพคล่องสูงขึ้น แต่ตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอาเซียน พบว่าแย่กว่าทุกประเทศ”

สุนทรพจน์บอกว่า หนี้สธารณะดีขึ้น “ไม่มีนัยสำคัญ”

สุนทรพจน์บอกว่า คนไทยภูมิใจ เพราะไม่มีพันธะอะไรแล้ว “ภูมิใจตรงไหน หนี้สาธารณะยังท่วมหัวอยู่”

สุนทรพจน์บอกว่า ข้าราชการหนักทำงานหนัก ภาคเอกชนมีกำลังใจ ภาคประชาชนมีกำลังใจ “วาจาพาไป ปรส. บบส. บสท. ผู้บริหารแผนทีพีไอ ยึดทรัพย์เอกชนรากแก้วและประชาชนรากฝอย อย่างเสมอหน้ากันทั่วประเทศ แล้วจะบอกว่าภาคเอกชนและภาคประชาชนมีกำลังใจได้อย่างไร”

สุนทรพจน์บอกว่า กฎหมาย 11 ฉบับไม่ต้องห่วง ได้เชิญคนที่ไม่เห็นด้วย(คนที่ห่วงใย)มาพูดคุยแล้ว จะมีการแก้กฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ ก่อนนี้ในกติกาเราต้องขายรัฐวิสาหกิจเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ เปลี่ยนเป็น ขายรัฐวิสาหกิจเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายการลงทุน เพื่อให้เกิดการบริหารงานอย่างมืออาชีพ และเพื่อให้เกิดการตรวจสอบได้ทุกระบบ ซึ่งตรวจสอบจากระบบของตลาดทุนและตรวจสอบด้วยระบบของราชการ ตรวจสอบด้วยระบบของผู้ถือหุ้นเอง “เป็นเพียงข้ออ้าง ไม่มีอะไรสมเหตุสมผลจริง ไม่อ้างอย่างหนึ่ง ก็มาอ้างอีกอย่างหนึ่ง คือยังไงก็คือคิดขายรัฐวิสาหกิจให้ได้นั่นเอง หนังสือแสดงเจตจำนงค์ 11 ฉบับ(คนทั่วไปเรียกว่ากฎหมายขายชาติ) ก็เป็นกฎหมายที่คนไทยร่างเอง แล้วนำไปเสนอของเงินช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ แต่มีการปล่อยข่าวสร้างกระแสว่าไอเอ็มเอฟเป็นคนร่างกฎหมาย 11 ฉบับดังกล่าว เบี่ยงเบนให้คนไปต่อว่าไอเอ็มเอฟ”

เรื่องกฎหมายล้มละลาย เราจะมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายล้มละลาย ให้มีมาตรการและกลไกที่เกิดความเป็นธรรม คุ้มครองและให้สิทธิประโยชน์ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ที่สุจริต โดยสร้างความสมดุลที่เหมาะสม โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการพิทักษ์ทรัพย์ เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการอย่างมีประสิทธิภาพ “วาจาพาไป งาน ปรส. บบส. บสท. และผู้บริหารแผนทีพีไอ คือการปล้นสมบัติของประชาชนไปเป็นของรัฐ เป็นการออกกฎหมายมาปล้น หรือเป็นการปล้นเชิงนโยบาย เอกชนและประชาชนประสบภาวะหนี้เสีย ไม่ใช่ความผิดของเอกชนและประชาชน เป็นรัฐออกแบบระบบ และออกเครื่องมือที่ผิดพลาดมาใช้กับระบบ ทำให้ระบบผิดปกติ เป็นความผิดพลาดของรัฐ แล้วรัฐก็มาเล่นงานเอกชนและประชาชน ทุกวันนี้สิ่งผิดปกติก็ยังอยู่กับระบบ ยังไม่ได้รับการแก้ไจแต่อย่างใด มันเป็นเช่นนี้มากว่า 30 ปีแล้ว”

ปรับปรุงกฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งเราจะปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้บนพื้นฐานความเป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทยเป็นสำคัญ และจะยึดถือพันธกรณีตามหลักการต่างตอบแทนกับนานาประเทศ “ทรัพย์สินของคนไทยตกเป็นของต่างชาติแล้วกว่า 60% กฎหมายเปิดเสรี 20 ธุรกิจบริการ กฎหมายลดสัดส่วนกรรมการนิติบุคคลที่เป็นคนไทย กฎหมายเพิ่มสัดการถือครองสินทรัพย์ของต่างชาติในประเทศไทย ขายสมบัติของชาติให้ต่างชาติแล้ว แล้วก็มาออกกฎหมายให้ต่างชาติมาเหยียบศรีษะคนไทยต่อ”

กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายที่ดิน กฎหมายอาคารชุด กฎหมายการเช่าอสังหาริมทรัพย์ และกฎหมายประกันสังคม รัฐบาลจะปรับปรุงให้กระบวนการพิจารณาคดีแพ่งเกิดความเป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะคดีมโนสาเร่ การขาดนัดพิจารณาเพิ่มมาตรการควบคุมและดูแลการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารชุดของคนต่างชาติ และปรับระยะเวลาการเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม และการพาณิชยกรรมให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของการเช่า “คนไทยไม่ได้รับความเป็นธรรมจริง ความแตกแยกที่เกิดกับคนในชาติ ก็เป็นเพราะการไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างหนักนั่นเอง โดยเฉพาะฝ่ายรัฐนั่นเองเป็นคนมาปล้นทรัพย์ของคนในชาติเอง มาสร้างความแตกแยกให้คนในชาติเอง”

สุนทรพจน์บอกว่า เพราะโดยปกติแล้วในอดีต การเติบโตทางเศรษฐกิจ มักจะเติบโตโดยขาดดุลการค้า และมีหนี้เพิ่ม แต่ครั้งนี้จะเป็นการเติบโตโดยมีหนี้ลด “วาจาพาไป คงจะหมายถึงการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมด การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมดเพราะเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ทำให้เงินไหลออกจากสหรัฐมายังประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย จึงทำให้มีเงินใช้หนี้เอ็มเอฟได้หมด แต่หนี้สาธารณะก็ยังท่วมศรีษะ เอาสิ่งที่คนทั่วไปมาเข้าใจมากล่าวอ้าง เอามาพูดหาความนิยม หรือท่านเองก็ไม่เข้าใจถึงกลไกความเป็นไปของการเคลื่อนย้ายทุนโลก ไม่เข้าใจถึงความเป็นไปของสภาพคล่องที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย”

สุนทรพจน์บอกว่า ลดรายจ่ายให้ประชาชน เพิ่มรายได้ให้ประชาชน “ไม่มีนัยสำคัญ ภาษี VAT ก็ 7% มานานแล้ว อบายมุขและหวยบนดินมากขึ้น”

สุนทรพจน์บอกว่า การปราบปรามยาเสพติดจะต้องมุ่งมั่น และดำเนินต่อไปโดยใช้ความเด็ดขาดอย่างต่อเนื่อง และการปราบปรามผู้มีอิทธิพลจะต้องดำเนินการ ผมขอร้องผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย วันนี้ควรหยุดได้แล้ว หากท่านหยุดจะไม่มีการรื้อฟื้น ยกเว้นท่านมีคดีติดตัว แต่หากท่านไม่หยุดแสดงว่าท่านเป็นอันตรายต่อสังคม ท่านเป็นตัวเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับสังคม เพราะฉะนั้น รัฐบาลจะต้องเดินหน้าเรื่องนี้ และที่สำคัญคือ ธุรกิจใต้ดินทั้งหลายจะต้องถูกจัดการ และนำมาเป็นธุรกิจที่ตรงไปตรงมา เพื่อเพิ่มการเสียภาษีให้ถูกต้อง เป็นการขยายฐานภาษีให้กับประเทศ และจะต้องไม่มีระบบมาเฟีย ไม่มีระบบผู้มีอิทธิพล ระบบส่วยทั้งหลายจะต้องหมดไป “สุนทรพจน์นี้กล่าวไว้ในปี 2546 มีการฆ่าตัดตอนและสวมรอยฆ่าอย่างไม่ปราณี รวมทั้งอบายมุขหวยใต้ดินก็มาอยู่บนดินเชิงนโยบาย(อบายมุขที่ถูกต้องตามกฎหมาย) เป็นไปตามคำกล่าวไว้ในสุนทรพจน์ทุกประการ พ่อหลวงทรงเดือดร้อนมาก ทราบได้จากพระราชดำรัสในวันที่ 3 ธันวาคม 2546 “ท่านต้องไปถามผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า จำแนกออกเป็นยังไงไอ้ 2,500 คน แล้วจำแนกไปจำแนกมา ประกาศให้ประชาชนทราบ ประกาศให้ชาวต่างประเทศทราบว่า 2,500 คน ไม่กี่คนที่ท่านรับผิดชอบ ที่ตำรวจทหารนี้รับผิดชอบ หรือว่าได้ยิงเองได้ฆ่าเองไม่เท่าไหร่ ไม่ถึงร้อย” หลังพระราชดำรัสดังกล่าวของพ่อหลวง เหตุการณ์การฆ่าก็เงียบไป หากไม่เช่นนั้นไม่ทราบว่าจะมีการฆ่าอีกกี่ร้อยกี่พันศพ ไม่ปรากฏว่าได้มีการจำแนกประเภทการตายตามพระราชดำรัสแต่อย่างใด”

สุนทรพจน์บอกว่า ปี 2520 , 2525 , 2528 เป็นยาที่ถูกต้องและถูกกับยุคสมัยในช่วงนั้น เพราะช่วงนั้นเรามีคนไทยที่ร่วมทำงานกับเขาถึงมาตรการต่าง ๆ และเขายินดีรับฟังคนไทย และผลก็ออกมาด้วยความเรียบร้อย แต่มาคราวนี้ต้องยอมรับว่ายาของไอเอ็มเอฟผิด “วาจาพาไป มีความหมายคล้ายกัน ไม่ว่าวิกฤติครั้งแรกหรือครั้งที่ 2 ล้วนมีสาเหตุมาจากเครื่องมือ วิสัยทัศน์ปรัชญา รวมทั้งคุณธรรมและจริยธรรมในระบบของประเทศไทยผิดปกติเอง แล้วก็ไปโยนความผิดให้ไอเอ็มเอฟ วิกฤติเกิดขึ้นก่อน ไอเอ็มเอฟมาที่หลัง ไอเอ็มเอฟมาช่วย คนไทยก็ไปร้องขอให้ไอเอ็มเอฟมาช่วยเหลือ แล้วยังไปตำหนิไอเอ็มเอฟอีก ทำให้เข้าใจได้ว่าไอเอ็มเอฟเป็นทำให้เกิดวิกฤติในประเทศไทย กลายเป็นการหลอกคนไทยด้วยกันเอง สุดท้ายคนไทยก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย มีแต่โยนและกล่าวโทษคนนอกตัว กล่าวโทษไอเอ็มเอฟบ้าง กล่าวโทษจอร์จ โซรอสด้วย”

สุนทรพจน์บอกว่า แต่ขณะนี้ความเสียหายที่เกิดจากการแก้ปัญหาสถาบันการเงินจำนวน 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่กองทุนฟื้นฟูฯ คือธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลังได้ตกลงกันนั้น ได้จัดการกับหนี้เหล่านั้นได้เรียบร้อยแล้ว และจะไม่มีผลกระทบต่องบประมาณของประเทศ “ความเสียหายสถาบันการเงินสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ความเสียหาภาคการผลิตจริงไม่ได้นำเสนอไว้ ประมาณว่ามีความเสียหาย 1.4 ล้านล้านบาทเช่นเดียวกัน รวมแล้ว 2.8 ล้านล้านบาท กระทบงบประมาณทุกปี เพราะได้รับมากองไว้เป็นหนี้สาธารณะไปแล้ว มีการออกพันธบัตรช่วยชำระหนี้ไปแล้ว”

สุนทรพจน์บอกว่า ประเทศไทยเราจะเข้มแข็ง เราจะไม่มีวันที่จะกลับไปสู่ไอเอ็มเอฟอีกครั้งหนึ่ง ตราบใดที่ผมยังอยู่ ผมจะแสดงความเข้มแข็งนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามารับช่วงต่อจากผมและรัฐบาลของผมนั้น สามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบ “คนทั่วไปไม่เข้าใจกลไกทางเศรษฐกิจ ไม่เข้าใจกลไกการไหลเข้าออกของทุน ไม่เข้าใจถึงความเป็นไปของสภาพคล่อง ไม่เข้าใจถึงความเป็นไปของค่าเงิน ฟังแล้วทำให้เกิดความหลงไหลในตัวคนที่กล่าวสุนทรพจน์ได้”

“สุนทรพจน์ เป็นวาจาพาไปถึง 90% บอกให้ทราบว่าประเทศไทยยังไม่ได้แก้ไขสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยแต่อย่างใด ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้นกับประเทศชาติในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา แต่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติในช่วงรัฐบาลที่ตามมา”

เพิ่มเติมคำวิจารณ์โดยผู้วิจารณ์เอง

พระราชดำรัสพ่อหลวง “..ถ้าหากว่ามาพูดกัน และจะเห็นได้ว่ามีทาง ในหน่วยงานอะไรก็ตาม ความจริงมีทางเดียว ไม่ใช่มีหลายทาง..ถ้ามีหลายทาง บางทีก็มาดูดีๆ มันก็ทางเดียวกันทางที่จะทำให้งานสำเร็จ ไม่ใช่มีหลายทาง มันมีทางเดียว.." พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 4 ธันวาคม 2544

ปัญหาหลักของประเทศไม่ได้มีเป็นร้อยอย่าง เรื่องนี้ SET Index เบี่ยงเบนสูง คือปัญหา
ความคิดเห็นที่ 1
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 12/06/2008 เวลา : 05.59 น.
http://www.oknation.net/blog/whitaker

วันก่อนได้ยินใครบ้าจี้เสนอกู้ไอเอ็มเอฟ มาสู้น้ำมันแพง ยังงั้นทั้งโลกก็ต้องหันมากู้ไอเอ็มเอฟกันหมด แล้วชักดาบ
คงเป็นนิสัยเดิมๆ ที่กู้ธกส.มั้ง...
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30