พิมพ์หน้านี้
|
(ชื่อเดิมบทความ : เส็งเคร็งเศรษฐกิจทุนนิยม ตลาดหุ้น ค่าเงิน และไอเอ็มเอฟ) ตลาดหุ้นคือเครื่องมือทางเศรษฐกิจตัวใหม่ เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่โลกยังไม่มีประสบการณ์ และไม่เข้าใจ ตลาดหุ้นไทยเกิดขึ้นเมื่อปี 2518 มีอายุ 33 ปีในปี 2551
การพังทลายของตลาดหุ้น ทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย ทำให้เอกชนล้มลง คนตกงาน ค่าเงินเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น เงินไหลออกนอกประเทศ เกิดสภาพเงินเฟ้อ ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ของประเทศตกลงรุนแรง หรือทำให้ระบบยากจนลงตลอดเวลา มีนัยสำคัญ ช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้ มีตัวอย่างหลายตัวอย่าง อธิบายถึงกลไกที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้นเป็นอย่างดี ตัวอย่างที่ 1 การพังทลายของตลาดหุ้นไทยในปี 2521
ชาร์ต 1 ปลายปี 2521 ตลาดหุ้นไทยขึ้นสูงสุด แล้วตกลงอย่างรุนแรงถึง 62 เปอร์เซนต์ในช่วง 3 ปีถัดมา ทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย ทำให้เอกชนล้มลง และคนตกงาน ค่าเงินบาทเสียหาย และเกิดสภาพเงินเฟ้อ ได้มีการลดค่าเงินบาทรวม 3 ครั้ง จาก 20.75 มาเป็น 27 บาทหรือลดลง 23 เปอร์เซนต์ ประเทศไทยต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟเป็นครั้งแรก และใช้เงินกู้ไอเอ็มเอฟ 982 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัญญาการกู้ 3 สัญญา คือสัญญาในปี 2524 2525 2528 และใช้คืนหมดในเดือนกุมภาพันธ์ 2533 ช่วงเวลาเดียวกัน ฟิลิปปินส์ บราซิล และ เม็กซิโก ก็เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจในรูปแบบเดียวกัน ตัวอย่างที่ 2 การพังทลายของตลาดหุ้นไทยในปี 2537
ชาร์ต 2 ถัดมาอีก 16 ปี ต้นปี 2537 ตลาดหุ้นไทยขึ้นสูงสุด แล้วตกลงอย่างรุนแรงถึง 88 เปอร์เซนต์ในช่วง 4 - 5 ปีถัดมา ตกแรงที่สุดในโลก เท่าที่โลกเกิดมีตลาดหุ้นขึ้นมา ทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย ทำให้เอกชนล้มลง และคนตกงาน ค่าเงินบาทเสียหาย และเกิดสภาพเงินเฟ้อ ได้มีการลอยค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ลอยค่าเงิน ไม่ใช่ลดค่าเงิน ค่าเงินบาทตกลงถึง 54 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ ดูชาร์ตถัดไป
ชาร์ต 3 ค่าเงินบาทตกลงถึง 54 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ ที่พบว่าค่าเงินบาทไม่ตกลงในเวลาที่ใกล้เคียงกับการตกลงของตลาดหุ้น เพราะว่ามีการผูกค่าเงินไว้(fix) แต่เมื่อมีการลอยค่าเงิน (วงกลม) จึงพบว่าค่าเงินบาทตกลง ตกลงสู่ค่าที่เป็นจริง ประเทศไทยต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงิน และใช้เงินกู้ไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2 และใช้เงินกู้ไอเอ็มเอฟไป 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนที่จะใช้หนี้คืนหมดก่อนกำหนดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 ช่วงเวลาเดียวกัน อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ก็ประสบปัญหา กระทั่งต้องเข้ารับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟเช่นเดียวกัน ตัวอย่างที่ 3 การพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์ สหรัฐอเมริกาปี 2543 ..จุดเริ่มต้นการล่มสลายโลกทุนนิยม
ชาร์ต 4 ปี 2000 (2543) ตลาดหุ้นแนสแดกซ์ของอเมริกาพังทลาย เป็นผลมาจากการปรับฐานข้อมูลการคำนวณดัชนีหุ้น ดัชนีตลาดหุ้นตกรุนแรง 78 เปอร์เซนต์ในช่วง 3 ปีถัดมา ส่งผลกระทบต่อส่วนต่างๆทางเศรษฐกิจดังที่นำเสนอข้างต้น (ช่วงเดียวกันนี้ ตลาดหุ้นและค่าเงินของประเทศอาร์เจนตินาและตุรกีก็พังทลายลงเช่นกัน อาร์เจนตินาและตุรกีต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ) ส่งผลให้ เงินเหรียญสหรัฐเสียหายรุนแรง ค่าเงินเหรียญสหรัฐไม่ได้รับความเชื่อมั่น ไหลออกไปท่วมประเทศต่างๆ ชาร์ต 5 - 10 แสดงความเสียหายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ
ชาร์ต 5 ค่าเงินเหรียญสหรัฐตกลง 45.49 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับเงินนิวซีแลนด์ดอลลาร์ .................................................................
ชาร์ต 6 ค่าเงินเหรียญสหรัฐตกลง 42.09 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับเงินออสเตรเลียดอลลาร์ .................................................................
ชาร์ต 7 ค่าเงินเหรียญสหรัฐตกลง 39.47 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับเงินยูโร .................................................................
ชาร์ต 8 ค่าเงินเหรียญสหรัฐตกลง 31.88 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับค่าเงินบาท .................................................................
ชาร์ต 9 ค่าเงินเหรียญสหรัฐตกลง 21.03 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับเงินสิงคโปร์ดอลลาร์ ................................................................. ) ชาร์ต 10 ค่าเงินเหรียญสหรัฐตกลง10.39 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับเงินหยวนของจีน ................................................................. ตัวอย่างที่ 4 การพังทลายของตลาดหุ้นเวียตนาม
ชาร์ต 11 ต้นปี 2007 (2550) ตลาดหุ้นเวียตนามเริ่มพังทลาย ประมาณ 1 ปี ดัชนีตลาดหุ้นตกรุนแรง 68 เปอร์เซนต์ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นสดๆร้อนๆเมื่อปีที่แล้ว และความเสียหายกำลังดำเนินอยู่ขณะนี้ ส่งผลให้เงินดองของเวียตนามเริ่มเสียหายให้เห็น แสดงโดยชาร์ตถัดไป
ชาร์ต 12 แสดงให้เห็นว่าค่าเงินดองของเวียตนามเริ่มเสียหาย ให้คอยติดตามเรื่องนี้ต่อไป ชาร์ต 1-12 แสดงว่าโลกโกบอลไลเซชั่นไม่ได้เจริญขึ้นแต่อย่างใด แต่เสื่อมลง โดยเฉพาะเศรษฐภัยที่เกิดกับประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ ผู้เขียนกำลังจะนำเสนอในตอนต่อไป ดังที่นำเสนอไว้ในช่วงต้น การพังทลายของตลาดหุ้น เป็นต้นเหตุของสภาพคล่องของระบบเสียหาย ทำให้ค่าเงินเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น ไหลออกจากประเทศ และทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย 45.49 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับเงินนิวซีแลนด์ดอลลาร์ (ชาร์ต 5) ค่าเงินเหรียญสหรัฐเล็กลง และไหลออกไปท่วมประเทศต่างๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกหลายอย่าง ได้แก่... 1) ส่งผลให้ทุนสำรองของประเทศต่างๆเพิ่มขึ้นทั่วหน้า ดังตารางที่นำเสนอข้างล่างนี้ Rank Order - Reserves of foreign exchange and gold
Source:https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/rankorder/2188rank.html ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศของจีนสูงถึง 1.49 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แสดงให้เห็นว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย และไหลออกจากอเมริกา 2) ส่งผลให้ค่าเงินของประเทศต่างๆสูงขึ้น ชาร์ต 5 - 10 (ค่าเงินเหรียญสหรัฐตก คือค่าเงินของประเทศต่างๆสูงขึ้น) 3) ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกสูงขึ้น
ชาร์ต 12 คือดัชนีค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้น 81 ประเทศ หลังการพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์ในปี 2000 ตลาดหุ้นโลกเริ่มพุ่งในช่วงปลายปี 2001 และขึ้นต่อเนื่อง 6 - 7 ปีติดต่อกัน สูงขึ้น 463 เปอร์เซนต์ สังเกตช่วงระยะเวลา 4) ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ราคาสูงขึ้น สังเกตช่วงระยะเวลา ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นหลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ และค่าเงินเหรียญสหรัฐ
ชาร์ต 13 ราคาทองคำสูงขึ้น 301 เปอร์เซนต์ในช่วง 6 - 7 ปีที่ผ่านมา
ชาร์ต 14 ราคาน้ำมันสูงขึ้น 706 เปอร์เซนต์ในช่วง 6 - 7 ปีที่ผ่านมา ไม่เฉพาะแต่ราคาทองคำและราคาน้ำมันเท่านั้นที่สูงขึ้น เพราะการตกลงของค่าเงินเหรียญสหรัฐ แพลตินัม ทองเแดง ตะกั่ว สังกะสี เหล็ก ยางพารา ถั่วเหลือง มันสัมปะหลัง ข้าวโพด น้ำตาล ข้าว ฯลฯ ล้วนราคาสูงขึ้นอย่างผิดปกติทั้งสิ้น เพียงแต่ราคาไม่ได้ขึ้นมาในช่วงเดียวกันเท่านั้น แต่ราคาก็ขึ้นมาในเวลาที่ใกล้เคียงกัน เรื่องดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า .......................................................................
....................................................................... มีการสวมรอยปั่นให้ราคาขึ้นลงได้ด้วย เป็นเรื่องผิดปกติของระบบเศรษฐกิจโลก เรื่องดังกล่าวอธิบายเป็นกลไกที่เข้าใจง่ายได้ "สกุลเงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประมาณว่ามีส่วนแบ่งสกุลเงินโลก 70 เปอร์เซนต์ ราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่จึงถูกกำหนดด้วยค่าเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อเหรียญสหรัฐมีค่าเล็กลง จึงต้องใช้เงินเหรียญสหรัฐมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าและบริการที่ปริมาณเท่าเดิม จึงทำให้เห็นว่าสินค้าและบริการราคาสูงขึ้น" ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย
ช่วงของรัฐบาลทักษิณ เป็นช่วงของเศรษฐกิจโลกขาขึ้น (Uptrend) รัฐบาลทักษิณควรจะได้รับผลดีจากการที่ตลาดหุ้นโลกเป็นขาขึ้น แต่ตลาดหุ้นไทยสูงขึ้นเพียง 3 ปีแรกเท่านั้น แต่ 3 ปีหลังปรับตัว 3 ปีแรกรัฐบาลทักษิณ ตลาดหุ้นสูงขึ้น 145 เปอร์เซนต์ ผิดกับความเป็นไปของตลาดหุ้นโลก ตลาดหุ้นโลก(ABC) ช่วง 6 - 7 ปีขึ้นต่อเนื่อง ขึ้น 463 เปอร์เซนต์ (ชาร์ต 12) เชื่อว่ามีการใช้เหตุการณ์ดีจากการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดในเดือนกรกฏาคม 2003(2546) ปั่นหุ้นไปเทขายทำกำไร ผิดไปจากตลาดหุ้นของประเทศอินโดนีเซียและตลาดหุ้นของประเทศเกาหลีใต้ ที่เข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟเช่นเดียวกัน ตลาดหุ้นของประเทศอินโดนีเซียและตลาดหุ้นของประเทศเกาหลีใต้ ไม่ได้สูงขึ้นแค่ 3 ปีแรกเท่านั้น แต่สูงขึ้นต่อเนื่อง 6 - 7 ปีติดต่อกัน จากข้อมูลที่นำเสนอ บอกให้ทราบว่า การที่ประเทศไทยสามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมด และการที่ราคายางพาราสูงขึ้น ไม่ใช่ฝีมือของผู้นำรัฐบาลปี 2544 แต่อย่างใด แต่เป็นไปเพราะความผิดปกติของระบบเศรษฐกิจโลก เครื่องมือเศรษฐกิจโลกผิดปกติ เครื่องมือเศรษฐกิจไทยเองก็ผิดปกติด้วย แม้รัฐบาลทักษิณเองก็ไม่แก้ไข การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจหลายแบบหลายอย่าง ซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศให้ช้ำหนักลงไปอีก ตลาดหุ้นคืออวิชชา หรือมิจฉาอาชีวะของโลกทุนนิยม ทำให้โลกทุนนิยมยากจนลงตลอดเวลา เดือดร้อนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา |