พิมพ์หน้านี้
|
วันนี้ผมจะพาไปเที่ยวกบาลสะเปียนกันครับ กบาลสะเปียนอยู่ค่อนไปทางทิศเหนือของพนมกุเลน ซึ่งเป็นแนวเขาที่ทอดตัวจากทิศตะวันออกขึ้นไปทางทิศเหนือของเมืองเสียมเรียบ อันเป็นที่ตั้งของเมืองพระนคร อดีตอาณาจักรขอมอันยิ่งใหญ่ พนมกุเลนมีบทบาทอย่างมากต่อความเจริญของอาณาจักรขอม เพราะหินที่ได้จากการสร้างปราสาทราชวังต่างๆนั้น ล้วนมาจากเขากุเลนทั้งนั้นแหละครับ พวกขอมขุดเอาหินมาสร้างปราสาทจนยุคท้ายๆของอาณาจักรก็แทบไม่เหลือหินที่มีคุณภาพดีพอที่จะมาสร้างปราสาทได้อีกต่อไป จะเห็นได้ว่าปราสาทยุคหลังๆ เช่น นครธม จะมีราเกาะอยู่โดยทั่วไป นั่นก็เพราะคุณภาพของหินที่ไม่ดีนั่นเอง ที่พนมกุเลนมีปราสาทหินที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง รวมถึงน้ำตกขนาดใหญ่ให้ได้เล่นน้ำกัน แต่ที่น่าสนใจคือ ภาพสลักศิวลึงค์และฐานโยนีแบบนูนต่ำใต้น้ำ รวมถึงภาพสลักเทพสำคัญๆเรียงรายอยู่โดยรอบ ที่พนมกุเลนมีการสลักแบบนี้อยู่ 2 แห่ง สร้างในยุคที่ต่างกัน และอยู่กันคนละจุด จุดแรกอยู่ยอดเขากุเลน อีกจุดหนึ่งอยู่ไกลออกไปทางด้านทิศเหนือของเมืองพระนคร บริเวณนั้นชาวบ้านเรียกกันว่า กบาลสะเปียนครับ ซี่งเรียกตามลักษณะสะพานหินที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำบนเขา คณะเราเดินทางเข้ามาทางช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ กบาลสะเปียน จึงเป็นจุดท่องเที่ยวแรกที่เราต้องผ่าน เดิมทีไม่ได้อยู่ในโปรแกรม แต่คุณพ่อผมท่านอ่านพบในหนังสือเห็นว่าน่าสนใจ จึงขอให้ทางทัวร์จัดให้เราแวะเที่ยวกันที่นี่ก่อนจะเข้าไปเที่ยวที่อื่นๆ แต่หากท่านที่เดินทางเข้ามาทางสระแก้ว ปอยเปต กบาลสะเปียนจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ไกลจากหมู่ที่ท่องเที่ยวเมืองพระนคร และมักไม่ค่อยมีคณะทัวร์ได้มาเที่ยวที่นี่ แม้กบาลสะเปียนจะห่างจากปราสาทบันทายศรี ซึ่งเป็นที่นิยมทัวร์มักไม่พลาดที่จะพามาที่นี่ แต่ด้วยระยะทางที่ห่างกันเพียง 12 กม. สภาพถนนนั้นแย่มาก เหมือนขอมในอดีตขุดทิ้งเอาไว้นับพันปีรอใครบางคนมาซ่อม รถบัสขนาดใหญ่อาจต้องใช้เวลาเดินทางจากบันทายศรีมาที่กบาลสะเปียนเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว ที่นี่เลยไม่ค่อยมีใครได้มาสัมผัสนัก การท่องเที่ยวย่อมมีอุปสรรคเสมอ นี่เป็นข้อความเตือนใจสำหรับคณะเราครับ คราวนี้ พอคณะจะเดินขึ้นเขาไปชมศิวลึงค์ใต้น้ำ พลันก็มีชายเขมรแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ขอตรวจบัตรเข้าชม พวกเราไม่มีบัตรหรอกครับ แต่คิดว่าทัวร์เขาคงจะเตรียมไว้ เพราะเราแจ้งล่วงหน้าไว้แล้วว่าเราจะมาเที่ยวที่นี่ แต่ทางทัวร์เขาไม่ได้เตรียมไว้หรอกครับ ดีที่ไกด์ชาวเขมรของคณะเราเป็นข้าราชการปลอมตัวมา จึงเจารจาขอให้คณะเราเข้าไปชมก่อน แล้วจึงจะนำเอาตั๋วมาให้ในภายหลัง ทางนั้นคงเกรงใจจึงปล่อนเราผ่านขึ้นไป แต่มีคนไทยอีกกลุ่มคงขับรถกันมาเอง เจ้าหน้าที่ก็ขอดูบัตรเช่นกัน ชายคนหนึ่งในกลุ่มทำท่าเหมือนจะควักเงินในกระเป๋าออกมาซื้อบัตรเข้าชม แต่ปรากฏว่าที่นี่ไม่มีบัตรขายครับ มีแต่พนักงานตรวจเท่านั้น ถ้าคุณจะซื้อบัตรต้องขับรถย้อนกลับไปซื้อที่ปราสาทบันทายศรี แล้วค่อยกลับมาดู กว่าจะขับรถกลับไปกลับมาบนทางที่แย่ขนาดนั้น อย่างน้อยมี 2 ชั่วโมงแน่ๆครับ คณะท่องเที่ยวนั้นเลยต้องเดินคอตกกลับไปอย่างน่าเห็นใจจริงๆครับ ไว้คราวหน้าผมจะเล่าเรื่องระบบขายตั๋วเข้าชมโบราณสถานของเขมร รับรองว่าพิลึกจริงๆและหวังว่าไทยเราคงไม่เอาอย่างเขานะครับ ระยะทางขึ้นไปถึงกบาลสะเปียนประมาณ 2 กม.ครับ ระหว่างต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นร่มรื่น แต่อากาศค่อนข้างอบอ้าว ช่วงท้ายๆมีการปีนป่ายบ้างตามสมควร เดินไปเดินมามีเด็กชายเขมรมาอาสาเป็นไกด์ให้คณะเราอีกคน ส่วนไกด์ของเราตัวจริงเดินรั้งท้าย เพราะต้องอยู่จัดการกับเจ้าหน้าที่สองคนนั้นเสียก่อน ระหว่างทางผมจินตนาการตลอดว่า ศิวลึงค์ใต้น้ำจะเป็นอย่างไร เพื่อนที่มาด้วยก็พยายามเล่าจากหนังสือที่อ่านมาเป็นฉากๆ สร้างความตื่นเต้นให้คณะเราอย่างมาก ไม่นานนักไกด์พิเศษก็พาเรามาถึงจุดแรก เป็นน้ำตกครับ คราวนี้ไกด์เด็กส่งภาษาเขมรกันเป็นที่เข้าใจได้เฉพาะตน ส่วนเราไม่รู้เรื่อง สังเกตว่าเด็กนั่นชี้มือไปด้านล่างของน้ำตก เราก็พากันลงบันไดแล้วเดินตรงรี่เข้าไปที่น้ำตก ทุกคนต่างแยกย้ายกันก้มลงมองหาศิวลึงค์กันเป็นการใหญ่ เล่นเอาประชาชนชาวเขมรและฝรั่งที่เล่นน้ำอยู่แถวนั้นพากันสงสัยว่า พวกนี้มาก้มหาสวรรค์วิมานอะไรกันหรือ... เพื่อนผมยืนยันว่านี่ไม่ใช่อย่างที่เห็นในหนังสือ นี่มันคือน้ำตกธรรมดา ไม่มีศิวลึงค์แน่นอน ถ้าจะมีก็คงมีแต่ของจริงที่กำลังเล่นน้ำอยู่แถวนี้ จะดูมั้ยล่ะ...มันหันมาถาม อ้าวอย่างนี้ก็แหกตากันนี่หว่า ก่อนที่เหตุการณ์เลวร้ายไปกว่านั้น พระเอกตัวจริงของเราก็โผล่มาพอดี ไกด์ตัวจริงนั่นเอง...ไปทำอะไรข้างล่างครับ ศิวลึงค์อยู่ข้างบน...อ้าว ก็เด็กเขาชี้ให้ลงมาดู....อ๋อ.เด็กเขาคงอยากให้ดูน้ำตกเท่านั้นแหละครับ คงคิดว่าเราจะมาเล่นน้ำ ขึ้นมาข้างบนเถอะครับ....ทุกคนดูมีความหวังในชีวิตอีกครั้ง พลางรีบไต่บันไดขึ้นไปอย่างรวดเร็ว คราวนี้เจ้าเด็กนั่นยิ้มๆ แล้วส่งภาษาอังกฤษว่า ศิวลึงค์อยู่ทางนี้...อ้าว คราวนี้ดันพูดภาษาสากลได้ ทีเมื่อกี้ดันพูดเขมร - รูปสลักพระพรหมสี่หน้าริมลำธาร บริเวณลำธารเหนือน้ำตก เราพบรูปสลักนูนต่ำของเทพเจ้าอยู่ตามโขดหินบ้างข้างทางบ้างทั้ง พระพรหม พระวิษณุในปราสาท รูปนางอุมาเทวีพระชายาพระศิวะ และแน่นอนคือ พระศิวะซึ่งเป็นเจ้าของที่แห่งนี้นั่นเอง - รูปสลักบริเวณข้างๆลำธาร ส่วนมองลงไปในลำธารจะเห็นรูปสลักนูนต่ำเป็นก้อนกลมๆนั่นคือ ศิวลึงค์ครับ ที่นี่ขอมสลักไว้นับพันๆชิ้นเห็นจะได้ บังเอิญผมก็ไม่กล้านับ เชื่อตามหนังสือที่เขาว่าแล้วกัน นอกจากศิวลึงค์แล้ว ผมมองไปเห็นรูปสลักใต้น้ำท่าทางเหมือนเครื่องโม่แป้งสมัยก่อนที่คุณยายเคยใช้ ...ใครมาสลักเครื่องโม่แป้งไว้ว่ะ...ไอ้บ้า..นั่นมันโยนีโว้ย เพื่อผมสวนมาทันควัน - ฐานโยนีที่นี่จะหันไปทางทิศเหนือเสมอ ตามความเชื่อในเรื่องความอุดม สมบรูณ์ ตามความเชื่อของขอมผ่านมาทางฮินดูเชื่อว่า โลกนี้จะสมบรูณ์ถ้ามีชายและหญิงอยู่คู่กัน และเมื่อเกิดการสมสู่น้ำย่อมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างความสนบรูณ์ จึงเป็นที่มาของการสลักรูปศิวลึงค์ ตัวแทนพระศิวะ และ ฐานโยนี ตัวแทนพระนางอุมาเทวี พระชายาพระศิวะไว้ใต้น้ำแห่งนี้ สำหรับเจ้าของโครงการนี้ ว่ากันว่า เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ซึ่งตอนนั่นอาณาจักรขอมเดินทางมาถึงช่วงกลางของความเจริญแล้ว อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นสมัยที่ศิลปะแบบบาปวนกำลังเจริญ ผมบอกได้แค่นี้ครับ เพราะลึกๆกว่านี้จำไม่ได้หรอกครับ สำหรับแนวคิดหรือ concept ในการสร้างนั้น นักโบราณคดีเชื่อว่า เป็นการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นกับอาณาจักรผ่านทางความเชื่อของฮินดู พระองค์อาจจะทรงดำริว่า ถ้าเราไปสร้างรูปสลักตัวแทนเทพเจ้าที่ประชาชนนับถือ นั่นก็คือ พระศิวะ พระพรหม พระนารายณ์ ทั้งหมดสร้างรวมไว้ในบริเวณเส้นทางที่น้ำไหลผ่าน และมีศิวลึงค์ โยนี สลักไว้ใต้น้ำ เมื่อน้ำนั้นไหลผ่านรูปสลักเหล่านี้แล้ว น้ำนั้นย่อมกลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะน้ำบนเขากุเลนแห่งนี้ ก็ไหลผ่านลงมายังตัวเมืองกลายเป็นแม่น้ำเสียมเรียบ ประชาชนก็ได้ใช้น้ำนั้นรักษาโรคภัย ทำนาทำไร่ก็สมบรูณ์ พระองค์ยังทรงสามารถใช้น้ำนี้ประกอบพิธีกรรมต่างๆในวังได้อีกด้วย - ชาวคณะเก็บภาพประทับใจ กบาลสะเปียนผ่านทั้งยุคสมัยที่รุ่งเรืองและยุคที่ตกอับต้องถูกทิ้งอยู่ในป่ารกร้างเพียงลำพังเมื่ออาณาจักรขอมล่มสลาย ต่อมาเมื่อนักโบราณคดีฝรั่งเศสชื่อ ปอล บัวลิเย่ มาพบเข้า จึงประกาศตัวว่า ข้านี่แหละเป็นผู้ค้นพบ อันนี้เป็นนิสัยเสียของฝรั่งเขาครับ ชอบประกาศว่าข้าค้นพบที่นั่น ข้าค้นพบที่นี่ เหมือนตัวเองเป็นเจ้าของ อย่างนครธม ก็มีฝรั่งประกาศตัวว่าข้านี่แหละเป็นผู้ค้นพบ แต่ความจริงแล้ว คนแถวนั้นเขารู้ว่ามีอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว เพียงแต่เขาไม่ได้คิดแบบฝรั่งว่า ข้าคือผู้พิชิตและบางทีที่ระบุว่าเป็นฝรั่งนักโบราณคดีเข้ามาสำรวจ ความจริงแล้วหลายคนเป็นเพียงพวกโจรที่หวังร่ำรวยจากการตัดเศียรพระหรือเทพเจ้ากลับไปขายที่บ้างเกิดตนเองเท่านั้น ขายได้เงินร่ำรวย แถมมีคนยกย่องอีกต่างหาก - รูปสลักศิวลึงค์ และฐานโยนี ใต้น้ำ ออกนอกเส้นทางไปเสียนาน กลับมาที่ลำธารสายเดิม ถ้าเราเดินย้อนขึ้นไปจะเห็นว่าตลอดเส้นทางนั้นมีการสลักทั้งใต้น้ำ โขดหินข้างลำธาร และบริเวณรายรอบ ไฮไลท์ที่สำคัญคือ ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ บริเวณช่องน้ำตกเล็กๆข้างบน สวยงามมากครับ แต่น่าสลดใจที่พระนารายณ์ท่านถูกลูกหลานขอมมาบั่นเศียรเอาไปขายเสียแล้ว ส่วนของใหม่ที่เอามาใส่แทน เขาทำเป็นสีทองอร่าม ดูแล้วขัดตาชอบกล แม้จะเข้าใจได้ว่าตามหลักการแล้วต้องทำให้แตกต่างคนดูจะได้รู้ว่าอันไหนเก่าอันไหนใหม่ แต่ไม่เห็นต้องเป็นสีทองขนาดนี้ด้วย - Befor and After - เศียรใหม่พระนารายณ์ ชาวบ้านแถวนั้นเล่าว่า วันหนึ่งมีกลุ่มคนที่คุณก็น่าจะรู้ว่าเป็นใคร -นักการเมือง- และสมุนมาเยี่ยมชมพร้อมกับเครื่องขุดเจาะ ขากลับก็มีของติดไม้ติดมือกลับไปด้วย เป็นเศียรเทพเจ้าหลายองค์ที่ครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่ปกป้องอาณาจักรและบรรพบุรุษขอมของตนเอง ฟังแล้วก็น่าสลดใจครับ ระหว่างทางกลับลงมา ผมถึงได้เขาใจว่า ทำไมไกด์เด็กถึงชี้ให้เราไปเล่นน้ำตก ก็เพราะชาวเขมรที่ขึ้นมาบนนี้ เขาไม่ค่อยสนใจมาชมศิลปะ หรือรูปสลักอะไรนั่นหรอกครับ เขาสนใจมาเล่นน้ำตกมากกว่า ส่วนจะเชื่อว่าน้ำนั้นยังศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่าผมไม่รู้ครับ เพราะบัดนี้เทพเจ้าหลายองค์ก็ถูกบั่นเศียรไปเสียมากแล้ว - ร่องรอยที่เหลือของหัวขโมย คราวหน้าไปเที่ยวปราสาทบันทายศรีกันนะครับ เขาว่ากันว่า เธอเป็นสาวที่งามที่สุดในอาณาจักรพระนครเลยล่ะครับ
|
| จิวไจ้โกว | ||
ในวันฤดูใบไม้ผลิ แต่มีหิมะ |
||
|
View All |
||
| Glacia Express | ||
นั่งรถไฟสายที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||