พิมพ์หน้านี้
|
" คลิก play เพื่อเริ่มดู clip " การเดินทางมาถึงตอนที่เราต้องตามหาศิวลึงค์กันแล้วล่ะครับ.... สำหรับการเดินทางไปแอบถ่ายนางอัปสรในแดนขอม แม้บางท่านบ่นว่าเมื่อไรจะได้พบนางอัปสรเสียที อดใจไม่ค่อยไหว ก็ต้องรอนิดนึงครับ ไปต่างบ้านต่างแดนขืนใจร้อนประเดี๋ยวจะอดชมของดีเมืองเขมรกันเสีย
ครั้งนี้เรามาถึงกบาลสะเปียนกันแล้ว สภาพนักเดินทางที่ร่วมคณะก็สะบักสะบอมไปตามๆกัน และพอเปิดท้ายรถออกมาก็แทบลมจับ ข้าวของกระจัดกระจายเหมือนเพิ่งผ่านภาวะไร้น้ำหนักมา ต้องเสียเวลาจัดข้าวของกันใหม่พอสมควร เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ก่อนออกเดินทางอุตส่าห์หาข้าวเหนียวร้อนๆ หมูทอดนิ่มๆ เนื้อแดดเดียวอร่อยๆ อัดไว้อย่างดีในกระติ๊บข้าวเหนียวกะจะมากินแซ่บๆที่เขมร ถึงเสียมเรียบเปิดกระติ๊บข้าวออกมาดูอีกที ทั้งหมูยอ หมูแดดเดียว มันออกมาวิ่งเล่นนอกกระติ๊บข้าวกันหมด จะกินก็ไม่ไหวเพราะเปื้อนฝุ่นจนเนื้อแดดเดียวกลายเป็นเนื้อคลุกฝุ่น นี่แหละครับฤทธิ์ของถนนเขมร เนื่องจากการเดินทางของเราไม่ได้เข้าไปในตัวเมืองเสียมเรียบก่อน ดังนั้นเมื่อมาถึงกบาลสะเปียนเราจึงไม่มีตั๋วเข้าชม หลายท่านอาจจะถามว่า ที่นั่นไม่มีตั๋วขายหรือ? ครับ จริงๆด้วย ที่กบาลสะเปียน ไม่มีที่จำหน่ายตั๋ว เวลาเดินทางไปต่างประเทศกก็อย่างนี้แหละ อย่าคิดว่าอะไรๆจะเหมือนที่บ้านเราเด็ดขาด เพราะแต่ละที่เขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวครับ ที่กบาลสะเปียนถ้าเราจะซื้อตั๋ว ก็ต้องขับรถเลยไปอีก 12 กม. เพื่อไปซื้อตั๋วที่บันทายศรี จากนั้นจึงค่อยขับรถย้อนกลับมาที่กบาลสะเปียน แล้วถนนพ่อเจ้าประคุณเขมรท่านใช่ย่อยที่ไหน ขืนขับไปขับมา ไหนจะเดินขึ้นเขาไปกบาลสะเปียนอีก มิใยคณะเราคงต้องนอนนับศิวลึงค์กับเหล่าทวยเทพบนเขากุเลนแห่งนี้ประไร โชคดีที่คณะเราได้ไกด์เขมร ที่เคยเข้ามาเรียนหนังสือที่เมืองไทย ปัจจุบันรับราชการอยู่ที่เขมร ได้ปลอมตัวมาเป็นไกด์เพื่อหาลำไพ่พิเศษ ทำหน้าที่เจารจากับคนเก็บตั๋วให้เราขึ้นไปชมจนได้ แต่ก็น่าสงสารคณะที่ตามหลังมาซึ่งไม่รู้ว่าที่นี่ไม่มีตั๋วขาย และไม่มีใครปลอมตัวมาด้วย จึงไม่ได้ขึ้นมาชมกบาลสะเปียนเหมือนเรา แหม เส้นสายนี่ใช้ได้ทุกที่ทั่วโลกเหมือนบัตรวีซ่าเลยล่ะครับ ระหว่างทาง2 กม.ที่เดินขึ้นเขากุเลนแห่งนี้ ผมก็ยังไม่ทราบว่าเราจะมาดูอะไร รู้แต่เพียงว่า พ่อผมบอกก่อนเดินทางว่า ไหนๆเราก็ผ่านกบาลสะเปียนแล้ว พ่อได้ศึกษาว่าเป็นที่ๆน่าสนใจและน้อยคนจะได้มาเที่ยว และพ่อผมก็เป็นหนึ่งในน้อยคนนั้น เพราะหลังจากขึ้นเขามาได้ไม่นาน พ่อก็สละสิทธิ์เพราะหมดแรงทั้งที่เป็นผู้ริเริ่มให้พวกเรามากบาลสะเปียน แต่ไม่เป็นไรเพราะยังไงก็ได้ดูจาก VDO อยู่ดีแหละ
นักวิชาการเดาตามหลักวิชาการว่า กบาลสะเปียนน่าจะสร้างในช่วงปลายสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ในราวพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นศิลปะแบบบาปวน เอาล่ะสิ ชื่อกษัตริย์ขอม ชื่อยุคต่างๆเริ่มปรากฏมาแล้ว ไม่ต้องตกใจครับ เราไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ เป็นแค่นักท่องเที่ยว จำแค่ว่ากบาลสะเปียน สร้างขึ้นในช่วงกลางของอาณาจักรขอมอันรุ่งเรืองในอดีตก็พอ รับรองว่าไม่มีการออกข้อสอบหลังจากชมจบแล้วแน่นอน สำหรับ Concept ในการสร้างศิวลึงค์และเหล่าทวยเทพไว้ใต้ผืนน้ำ ก็เพื่อให้ชาวบ้านได้มีน้ำศักดิ์สิทธิ์ไว้ใช้ บางตำราบอกว่า เป็นการเลียนแบบแม่น้ำคงคา ซึ่งเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในอินเดียต้นกำเนิดความเชื่อแบบฮินดูที่ขอมสมัยนั้นนับถือ เท่าที่ผมค้นมา เวลาเขาทำพิธีในปราสาทขอม พราหมณ์จะเทน้ำนมและดอกไม้ ราดลงบนแท่งศิวลึงค์อันเป็นตัวแทนพระศิวะ ผู้สร้างและผู้ทำลาย จากนั้นน้ำก็จะไหลจากแท่งศิวลึงค์ไปยังฐานรองรับ ซึ่งก็คือตัวแทนของเพศหญิงหรือฐานโยนี น้ำที่ไหลออกมาจากฐานโยนีนั้น ก็จะเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านสามารถนำไปดื่มกินรักษาโรค ชำระร่างกาย ใช้ในการเพาะปลูกเพื่อเป็นศิริมงคลได้ - รูปสลักศิวลึงค์และฐานโยนีใต้น้ำ สัญลักษณ์ความสมบรูณ์และสมดุลตามความเชื่อของชาวขอมในอดีต แต่กรรมวิธีเช่นนั้นมันไม่ทันกับจำนวนความต้องการประชากรในอาณาจักรขอม ที่นักวิชาการฝรั่งยุคปัจจุบันบอกว่า ประชากรในเมืองพระนครหรือในอาณาจักรอาจจะมากถึงล้านคน (ตอนที่ขอมเรืองอำนาจ นิวยอร์คของอเมริกายังเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆของอินเดียแดงอยู่เลย) ดังนั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน กษัตริย์เขมรจึงสั่งให้หาวิธีการทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ปริมาณเยอะๆ ด้วยแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรให้ศิวลึงค์และโยนีได้อยู่ร่วมกันตามความเชื่อที่ว่า โลกจะสมบรูณ์และสมดุลเมื่อสองสิ่งนี้อยู่ร่วมกันและมีน้ำเป็นตัวกลาง เพราะเมื่อชายและหญิงร่วมกันก็ย่อมต้องมีน้ำเป็นตัวประสานการให้กำเนิดชีวิตเสมอ จาก Concept นี้เอง จึงเกิดการสลักรูปศิวลึงค์ และฐานโยนีไว้ใต้แผ่นน้ำบนเขากุเลนแห่งนี้
ทำไมต้องเป็นที่กบาลสะเปียน? เพราะกบาลสะเปียนแห่งนี้ เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญแห่งหนึ่งบนเทือกเขากุเลนที่ทอดตัวยาวอยู่ทางเหนือของเมืองพระนคร หรือเสียมเรียบในปัจจุบัน น้ำจากลำธารสายนี้จะไหลไปรวมกับลำธารสายอื่นๆกลายเป็นแม่น้ำเสียมเรียบ ไหลผ่านตัวเมืองเสียมเรียบ ดังนั้นการสลักรูปศิวลึงค์และเหล่าเทพเจ้าในลำธานนี้ ก็เท่ากับว่าทำให้แม่น้ำเสียมเรียบกลายเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย - แม่น้ำเสียมเรียบ ไหลผ่านตัวเมืองเสียงเรียบ ก่อนจะไหลลงสู่ โตนเลสาบ สำหรับชื่อกบาลสะเปียนนั้น แปลว่า "หัวสะพาน" เพราะข้างบนสุดของทางเดิน มีแนวก้อนหินธรรมชาติ ทอดข้ามลำธารเล็กๆ ที่ไม่ว่าน้ำจะมากแค่ไหนก็ไม่สามารถท่วมแนวก้อนหินนี้ได้ ชาวบ้านจึงเรียกว่า กบาลสะเปียน ตามลักษณะก้อนหินนี้ หลังจากคณะเราเดินผ่านทางที่ค่อยๆชันขึ้นนั้น ระหว่างทางมีฝรั่งตัวเปียกเดินสวนทางกลับลงเขาไปบ้าง เขมรก็มี แสดงว่าเขามาเล่นน้ำกันที่นี่แน่นอน แต่จะเล่นด้วยความเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์อย่างชาวขอมเมื่อพันกว่าปีก่อนเชื่อหรือไม่นั้น ก็สุดจะคาดเดาได้ เดินไปเดินมาคณะเราสังเกตเห็นว่ามีเด็กเขมรมาเดินนำหน้าตั้งแต่ขึ้นเขามา ตอนแรกก็คิดว่าเด็กคนนั้นคงมาเดินเล่น แต่ไปๆมาๆ ท่าทางจะอาสาเป็นไกด์พาขึ้นเขาแน่นอน พอเดินมาถึงบริเวณน้ำตก เจ้าเด็กนั่นก็ชี้ให้เราไปข้างล่าง ตรงธารน้ำตก พวกเราก็ดีใจที่จะได้เห็นศิวลึงค์ใต้น้ำนับพันๆองค์ ต่างคนต่างรีบลงบันไดไปยังธารน้ำตกทันที พร้อมกับพุ่งไปก้มมองสอดส่องหารูปลักษณะที่จะมองว่านั่นคือศิวลึงค์ - ในฤดูฝน รูปสลักพรหมสี่หน้านี้ จะจมอยู่ใต้สายน้ำ เราแยกย้ายกันไปหาศิวลึงค์ใต้น้ำกันอยู่นาน เพื่อนผมมันท่าทางจะหมดหวัง พาลบอกว่าสงสัยเราจะมากันผิดที่ ส่วนเด็กเขมรนั่นก็คงจะงงๆ เพราะเขาคงตั้งใจพาเรามาเล่นน้ำตกอย่างที่ชาวเขมรชอบกัน แต่คนไทยกลุ่มนี้มันมองหาอะไรกันฟ่ะ หรือบรรพบุรุษมันมาทำอะไรหล่นหายแถวนี้ แม่ผมใจร้อน จึงรีบเรียกเด็กเขมร ไกด์อาสาของเรามาไถ่ถาม แต่ก็ไม่ได้เรื่องเพราะคนถามๆเป็นภาษาอีสาน เด็กเขมรเลยไม่เข้าใจและไม่รู้จะตอบอย่างไร สุดท้ายไกด์ตัวจริงของเราก็โผล่มาบอกว่า "โน้นครับ ศิวลึงค์อยู่บนน้ำตก ที่นี่น้องเขาคงพามาเล่นน้ำตกมั้งครับ..." เท่านั้นแหละครับเจ้าเด็กเขมรมันเกิดพูดภาษาอังกฤษได้ขึ้นมาทันที " over there" พลางชี้มือให้เราปีนบันไดไปข้างบนอีกครั้ง เอากับมันสิ พูดฝรั่งมาตั้งแต่แรกก็จบแล้ว แหม ทำเป็นอมภูมิ พอพ้นบันไดที่นำเราสู่ขึ้นมาสู่ลำธารเหนือน้ำตกเท่านั้นแหละ รูปสลักเล็กๆน้อยๆตามโขดหินข้างตัว ตามพื้น มีเต็มไปหมด มองไปในลำธารก็เห็นรูปสลักเป็นปุ่มกลมๆนูนตัวอยู่กลางลำธาร นี่แหละครับคือสัญลักษณ์ของศิวลึงค์ มองไปอีกทางใต้น้ำเห็นรูปสลักคล้ายร่างคนนอน นั่นก็คงเป็นนารายณ์บรรทมสินธุ์เป็นแน่ ตลอดระยะทางเกือบ 1 กม. มีรูปสลักเต็มไปหมด จนอดนึกไม่ได้ว่า ถ้าปัจจุบันมีคนนึกครึ้มใจจับเครื่องมือสลักรูปเทพเจ้าแบบนี้บ้าง จะโดนกล่าวหาว่าทำลายธรรมชาติหรือไม่หนอ กบาลสะเปียนในสมัยหนึ่งเป็นตัวแทนความยิ่งใหญ่ในการนับถือเทพเจ้าโดยเฉพาะพระศิวะ และเชื่อว่าเหล่าทวยเทพจะปกป้องอาณาจักรของให้เจริญรุ่งเรือง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องเทพก็ดูเหมือนจะลดลงไปเรื่อยๆตามกาล
- นารายบรรทมสินธุ์ นอนเกยขาอยู่บนตักพระลักษมีพระชายา สลักอยู่บนน้ำตกเล็กๆ
- ดูเหมือนว่าพระยารายณ์ยังถูกทำลายได้ โดยฝีมือลูกหลานขอมนั่นเอง สุดท้ายแม้แต่ทวยเทพที่เคยทำหน้าที่ปกป้องอาณาจักรขอมอันยิ่งใหญ่ ก็ไม่สามารถแม้แต่จะหลุดรอดน้ำมือของโจรซึ่งเป็นลูกหลานของชาวขอมในอดีต ภาพสลักเทพเจ้าในหลายๆแห่งจึงเศียรกุด พระกรหัก ลำตัวหาย บางองค์หายไปทั้งองค์ หรือท่านเสด็จกลับสวรรค์ทิ้งชาวเขมรให้ตกทุกข์ได้ยากอย่างในปัจจุบันหรือ ก็อดคิดไม่ได้ เราเดินขึ้นมาจนถึงน้ำตกเล็กๆ ที่จุดนี้ไกด์บอกว่าเป็นที่ๆสวยที่สุดแล้ว หลังจากนี้เราจะต้องลงเขากัน และตรงน้ำตกเล็กๆนี่แหละครับ มีรูปสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์อยู่ระหว่างน้ำตกทั้งสองฝั่ง และโดนลักลอบตัดไปหมด ที่น่าเสียดายคือ องค์นารายณ์ที่บรรทมอยู่ตรงข้ามน้ำตก โจรมันตัดเอาท่านไปตั้งครึ่งองค์ ที่เราเห็นองค์ท่านทาสีทองนั่นคือของใหม่ที่เขมรเขามาใส่ไว้แทนของเดิมครับ
- อดีตที่ยังอยู่ครบ และภาพหลังจากถูกลักลอบตัดไปแล้ว - ของใหม่ถูกนำมาเติมในของเก่า แต่อยู่อย่างไรก็แปลกตาอยู่ดี หลังจากชื่มชมและหดหู่กับฝีมือขอมและคนเขมร กับกบาลสะเปียนกันพอสมควร คณะเราก็ต้องรีบลงเขากันแล้ว เพราะนี่ก็จะบ่าย3โมง เรายังต้องเดินทางไปปราสาทบันทายศรีกันต่อ และเราก็ไม่รู้ว่าระยะทาง 12 กม.ที่เหลือก่อนถึงบันทายศรีจะเป็นอย่างไร และอนาคตของกบาลสะเปียนจะหลงเหลืออดีตอันรุ่งโรจน์ไว้ให้ลูกหลานเขมรได้ภาคภูมิอีกสักกี่มากน้อย ก็เป็นเรื่องสุดที่จะคาดเดาเช่นกัน
|