พิมพ์หน้านี้
|
มีเพื่อนชาว Blog ท่านหนึ่งส่งข้อความมาปรับทุกข์เรื่องความเป็นไปของบ้านเมือง ความทุกข์ที่ไม่สามารถขจัดออกไปได้เลยในสังคมไทย ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนรวย คนจน ระบอบที่ผ่านการทดลองงานก็พิสูจน์ได้ว่าไม่มีสิ่งไหนระบอบไหนที่ดีที่สุดกับสังคมมนุษย์เท่ากับสังคมที่มีธรรมะเป็นเครื่องกำกับจิตใจ ที่จะสร้างความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นในทุกสังคม คอมมู ประชาธิปไตย โดยเนื้อหาจนมาสู่การปฏิบัติ และผลที่ได้รับมีความแตกต่างกันตรงไหน หันไปมองพม่าที่นักการเมืองทอดทิ้งประชาชน แล้วหันมามองไทยวันนี้ มันต่างกันตรงไหน ท่าน ว. วชิรเมธี เคยสนทนากับผมความตอนหนึ่งว่า ทำไมบ้านเมืองเรายิ่งพัฒนาก็ยิ่งเลวร้ายลงทุกวัน .... คำตอบคือ เรามุ่งเพียงแต่พัฒนาความรู้ในสมองกันถ่ายเดียว ความรู้ที่จะยกระดับจิตใจไม่ได้ใส่ใจกันเลย ในแผนพัฒนาประเทศหรือแผนการทำงานของนักการเมืองก็ไม่มีเรื่องการพัฒนาด้านจิตใจของเด็ก ไม่พัฒนาการศึกษาที่จะนำไปสู่ความสว่าง สะอาด และสงบ ครั้งหนึ่งท่านปรีดี พนมยงค์เคยกล่าวกับท่านพุทธทาสว่า "ทำอย่างไรที่จะให้คนมีเงินน้อย เชื่อได้ว่าสามารถมีความสุขได้เท่าเทียมกับผู้มีเงินมาก....." ในส่วนตัวผมคิดว่า นี่สิ น่าจะเป็นนโยบายหลักของประเทศไทย เราต้องสอนลูกหลานเราให้แยกกันให้ออกว่า เงินคืออะไร จะใช้มันอย่างไร เพื่ออะไร และ ความสุขคืออะไร จะหามันได้จากที่ไหน ความสุขแบบไหนที่เงินซื้อได้ และความสุขแบบไหนที่เงินซื้อไม่ได้ เรื่องแบบนี้น่าจะปลูกฝังกันในโรงเรียน มิเช่นนั้นเด็กที่จบออกมาก็เป็นแต่เพียงขี้ข้านายทุน ถึงจบด๊อกเตอร์ก็ยังต้องมาทำงานรับเงินเดือน ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมา ถ้าเราสามารถทำแบบนี้ได้ มีความเห็นที่ถูกต้องได้อย่างนี้ เราก็เริ่มที่จะเห็นทางรอดของประเทศ แต่ปัญหาคือ จะมีสักกี่คนที่เห็นว่าการสร้างความคิดเห็นที่ถูกต้องแบบนี้ให้กับเด็กไทยเป็นเรื่องที่เราควรต้องเร่งมือ ทำไมต้องเร่งมือ เพราะที่ผ่านมา 20-30 ปี เราแทบไม่ได้ปลูกฝังเรื่องนี้กันเลย มัวแต่หลงไปกับความเจริญทางด้านวัตถุนิยมแบบตะวันตก นั่นหมายความว่าคนไทยอายุประมาณ 20 ปลายๆ - 30 ปลายๆ ที่จะเติบโตมารับช่วงต่อในการดูแลประเทศ ก็ยังมีความคิดในเรื่องของเงินและความสุขในแบบที่ผิดๆ ประเทศไทยก็ยังคงอยู่ในวังวนความซ้ำซากและความเจ็บปวดแบบนี้อีกต่อไป อย่าลืมนะครับว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ที่ทำความเดือดร้อนให้เราทุกวันนี้ วันนึงครั้งกระโน้น ท่านเหล่านี้ก็เคยเป็นเด็กที่ไร้เดียงสา แล้วอะไรที่ทำให้คนเหล่านี้โตขึ้นมากลายเป็นนายกฯ เป็นรัฐมนตรี แบบนี้ ก็สิ่งที่ผู้ใหญ่สอนและทำให้เด็กดูนั่นแหละครับ ทำให้เด็กเลียนแบบ และติดมาจนแก่ป่านนี้ก็ยังเลียนแบบผู้ใหญ่ในอดีตอยู่นั่นเอง.... |
| จิวไจ้โกว | ||
ในวันฤดูใบไม้ผลิ แต่มีหิมะ |
||
|
View All |
||
| Glacia Express | ||
นั่งรถไฟสายที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |