พิมพ์หน้านี้
|
การข้ามประวัติศาสตร์ชาตินิยมได้ ต้องปลูกฝังจิตสำนึกของเราให้รักความเป็นมนุษย์นิยม มากกว่าชาตินิยม ชาติเป็นของปลอม ภาษาเดียวกัน ชาติเดียวกันเหล่านั้นเป็นของปลอม ไม่ใช่ของจริง แต่มนุษย์นั้นเป็นของจริง มนุษย์ทั้งหมดไม่ว่าชาติไหน ภาษาไหน ศาสนาไหน เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น (สุลักษณ์ ศิวรักษ์ จากปาฐกถาเรื่อง ก้าวข้ามประวัติศาสตร์ชาตินิยม สู่การสร้างทัศนคติและความเข้าใจอันดีต่อประเทศพม่า วันที่ 11 กรกฎาคม 2551 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ไม่รู้ว่าเป็นเวรกรรมอะไร พอผมดูรายการดนตรี กวี ศิลป์ ทางช่องสาธารณะไทยพีบีเอสทีไร ก็เป็นอันต้องมีเรื่องให้สะดุดใจได้ทุกคราว ทั้งๆ ที่ก็เคยมองผู้จัดทำรายการด้วยความชื่นชมอยู่ตลอด แต่แง่คิดมุมมองที่รายการนำเสนอในแบบชนชั้นกลางแต่ละครั้งนี่ มันกลับดูเหมือนเป็นการยัดเยียดรสนิยมบางอย่างให้กับผู้ชมอย่างออกจะเกินไปหน่อย โดยเฉพาะล่าสุด ออกอากาศในช่วงสายๆ ของวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม ที่ควบคุมดนตรีโดยนาวาเอกนันทพล มาลารัตน์ แห่งโรงเรียนดุริยางค์ทหารเรือนั้น ทำเอาเลือดรักชาติแบบชนชั้นกลางถึงกับเดือดพล่านทีเดียว ร้อนแรงลุกลาม ยิ่งผนวกกับคำพูดแนะนำเพลงแบบรักชาติเหลือเกินของผู้ดำเนินรายการแล้ว ก็ยิ่งอาจทำให้เรามืดบอดอยู่กับความเป็นชาติและเคียดแค้นชิงชังในตัวศัตรูผู้มองไม่เห็นได้อย่างไม่รู้ตัวเอาเลย เพราะเนื้อร้องเพลงต่างๆ ในวันนั้นช่างเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรง เต็มไปด้วยการแบ่งเขาแบ่งเรา แบ่งเขตแบ่งแดน ประหัตประหารกัน เช่นเนื้อร้องจากเพลง เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย ที่แต่งโดยท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาคที่ว่า ศัตรูหน้าไหนไม่เกรงกริ่ง หากมาช่วงชิง ตายเสียเถิด หรืออย่างเพลง เราสู้ โดยสมภพ จันทรประภาที่ว่า สู้ตรงนี้ สู้ที่นี่ สู้จนตาย หรือในเพลงอื่นๆ เช่นประโยคที่ว่า จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง นั่นก็เหมือนกัน ที่จริงก็พอเข้าใจได้อยู่ว่าในสถานการณ์เมื่อก่อนนั้น อารมณ์รักชาติกำลังเป็นประเด็นหลัก และเป็นกระแสที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นไปของยุคสมัย การถือกำเนิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ ต้องการหลักประกันที่มั่นคง ต้องการสำนึกในความเป็นชาติของพลเมือง (ซึ่งเมื่อยิ่งมีกรณีอย่างเขาพระวิหารในปี พ.ศ. 2505 ก็ยิ่งทำให้สำนึกแห่งความเป็นชาติแบบมีเส้นเขตแดนนี้มีลักษณะเป็นรูปธรรมมากขึ้น) แต่มันถูกแล้วหรือ ที่เราจะยังยึดความรักชาติแบบนั้นมาใช้ในโลกปัจจุบัน? ที่นับวันเส้นแบ่งพรมแดนมีแต่จะพร่าเลือนออกไป การแบ่งเขาแบ่งเรา การเห็นคนอื่นเป็นศัตรู มีแต่จะทำให้เราทำร้ายกันและกันเท่านั้น ยุคนี้เป็นยุคใหม่ที่น่าจะนำไปสู่ความร่วมมือกันต่างหาก ไม่ใช่มามัวแต่ทะเลาะกันให้ฝรั่งเจ้าลัทธิอาณานิคมหัวเราะเยาะเล่น กรณีเขาพระวิหารไม่ได้จบลงง่ายๆ และมีทีท่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตกว่าที่คิด เรื่องแบบนี้ไม่ใช่มีต้นเหตุมาจากแนวคิดแบบชาตินิยมในบทเพลงเหล่านั้นหรอกหรือ? เราแยกคนออกจากกัน สู้กัน เป็นศัตรูกัน หลงลืมความเป็นคน หลงเชื่อประวัติศาสตร์คลั่งชาติที่แทรกซึมอยู่ในเรื่องเล่าต่างๆ สารพัดสารพัน หลับตาคิดเอาเองว่าความเป็นขอม ความเป็นไทย ความเป็นเขมร นี่มันแยกขาดออกจากกันได้เป็นส่วนๆ เหมือนแยกผักออกจากปลากระนั้น? ก็แล้วทำไมราชาศัพท์ของไทยถึงได้เต็มไปด้วยคำเขมรล่ะ? ทำไมเพลงดนตรีชาวไทยกับชาวเขมรนั้นช่างไม่แตกต่างกัน เขามีเพลงเนียงเนียก (Neang Neak) เราก็มีเพลงนางนาค (ก็มันเพลงเดียวกัน) เรามีฆ้องวง มีปี่ มีแคน มีกลองทัด เขาก็มีของเขาเหมือนกัน นี่อย่างนี้ยังไม่เห็นอีกหรือว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกเราออกจากกัน ก็สายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมนั้นมันตัดอย่างไรก็ไม่ขาด แล้วชาวบ้านจริงๆ ในพื้นที่เขาก็ไม่เคยตัดมัน เขาข้ามกันไปข้ามกันมา และอยู่ร่วมกันในแบบของเขามานานแสนนานแล้ว ชนชั้นกลางต่างหาก (โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ทั้งฝั่งไทยทั้งฝั่งเขมรนั่นแหละ) ที่เอาแนวคิดชาตินิยมล้าหลังคร่ำครึนี้ไปแยกเขาออกจากกัน
คอลัมน์ตะเกียงเจ้าพายุ หน้า 7 หนังสือพิมพ์สยามรัฐ วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
|
| กาลเมื่อก่อนนั้นก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด... | ||
Thailand Philharmonic Orchestra 10 November 2007 |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||