พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวเกี่ยวกับ ควายน้ำ ที่ว่ากันว่าเป็นควายชนิดพิเศษ เพราะสามารถดำน้ำลงไปกินหญ้าได้ รายงานข่าวกล่าวว่าควายจำนวนกว่า 4,000 ตัวฝูงนี้ เกิดมาจากการที่ชาวบ้านเลี้ยงแบบปล่อยปละ ให้หากินกันเองอยู่แถวทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง เริ่มจากจำนวนไม่กี่ร้อยตัวจนเติบโตและเพิ่มจำนวน
ความแปลกของควายฝูงนี้ทำให้นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส. จังหวัดพัทลุง ออกความคิดให้ทางจังหวัด และกรมอุทยานแห่งชาติ ซื้อควายเหล่านั้นไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน ในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย แล้วยังเห็นว่าควรมีการจัดการพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้คนที่แตกตื่นกับความประหลาดของควายฝูงนี้ได้เข้ามาทัศนาจร ดูควายกินหญ้า (ในน้ำ) การทำทุกอย่างให้กลายเป็นธุรกิจท่องเที่ยวดูจะเป็นทิศทางหลักของการบริหารจัดการทรัพยากรเสียแล้วในทุกวันนี้ ยิ่งอะไรที่มันแปลกๆ ออกไปจากสายตาคนกรุงด้วยแล้ว ยิ่งต้องทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ได้ และการนำเสนอภาพความ exotic แบบนี้แก่ชนชั้นกลางนั้น ก็เห็นได้ชัดจากโฆษณาการท่องเที่ยวต่างๆ ที่เน้นความตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจ นำเสนอเอกลักษณ์แหวกแนวเฉพาะตัวของภูมิทัศน์ในถิ่นนั้นๆ ผ่านรูปถ่ายที่งดงาม มุมกล้องที่แปลกตา รูปแบบการใช้ชีวิตที่น่ารักน่าเอ็นดูของคนในท้องถิ่นที่ยากจนแต่มีน้ำใจ มีชีวิตอยู่ในระบบเศรษฐกิจพอเพียง พอเลี้ยงตัวเองไปวันๆ จะมีภาพโฆษณาการท่องเที่ยวที่ไหนเสนอภาพคหบดีประจำหมู่บ้าน ขี่รถเบ้นซ์ เลี้ยงหมาฝรั่ง ตอนเย็นๆ เดินเล่นชายทุ่งเอาปืนเหน็บพุงนุ่งกางเกงขายาว? ว่าที่จริิงแนวคิดว่าด้วยการค้นหาความสวยงามเรียบง่ายในอุดมคติแบบนี้ จะเกิดขึ้นมาได้ก็แต่ในสังคมอุตสาหกรรมเท่านั้น เมื่อชีวิตประจำวันของผู้คนเต็มไปด้วยความซ้ำซากจำเจ เมื่อความหมายของตัวตนถูกลดทอนลงจนมองไม่เห็นตัวเอง จนต้องโหยหาความผูกพันธ์กับธรรมชาติและฝันหาความเป็นมนุษย์ที่ดิบเถื่อนไร้มารยา แนวคิดแบบนี้ในบางครั้งยังแฝงไปด้วยทัศนคติบางอย่างแบบชาวตะวันตก ที่เห็นการค้นพบโลกใหม่เป็นชัยชนะ เห็นดินแดนดิบเถื่อนเป็นดุจสาวพรหมจารีที่ต้องพิชิต อย่างในยุคล่าอาณานิคมที่ตะวันตกพิชิตตะวันออกน่ะแหละ เพียงแต่มันเปลี่ยนมาเป็นพิชิตป่าดงดิบ พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ผมคิดว่าการเที่ยวป่า ปีนชั้นน้ำตก บุกถ้ำ ก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นด้วยแนวคิดแบบนี้ทั้งนั้น จะว่าไปมันก็เปรียบเสมือนการโหยหาอดีตที่เรืองรองของเหล่านักล่าอาณานิคมแก่ๆ ที่หมดน้ำยาไปแล้ว ส่วนกรณีอย่างแพเธ็คที่เมืองกาญจน์นั้น คงเปรียบได้กับการลงแขกชำเราสาวบริสุทธิ์ซ้ำๆ ด้วยรสนิยมชั้นตำ่ โดยใช้แท่งไมโครโฟนและเครื่องคาราโอเกะนั่นแหละ หรือกระทั่งจะดูหิ่งห้อยก็ยังต้องทำเป็นตื่นเต้น นั่งเรือหางยาวเสียงดังสะเทือนขวัญชาวบ้าน จนถึงกับต้องโค่นต้นลำพูทิ้งกันเป็นแถบๆ อย่างที่มีข่าวเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งๆ ที่การเดินทางท่องเที่ยวที่แท้จริงนั้นควรจะเป็นไปเพื่อการทำความเข้าใจคน เรียนรู้วิถีความเป็นอยู่ เรียนรู้ความคิดของชาวบ้าน และวิธีที่จะคิดแบบชาวบ้าน แต่การท่องเที่ยวส่วนใหญ่กลับเป็นไปเพื่อวัตถุ มองข้ามหัวคน หรือจะเห็นคนก็เห็นแต่คนปลอมๆ ที่จัดมาร้องรำทำเพลง เล่นๆ กันอวดประเพณีเก่าบ้าง ใหม่บ้าง มั่วบ้าง จนสุดท้ายแลัวทั้งคนเล่นคนดูก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรด้วยซ้ำ ก็การนำเสนอเรื่องต่างๆ ทางวัฒนธรรมนั้นควรจะต้องได้รับการจัดการโดยชุมชนเองต่างหาก ไม่ใช่ให้นักบริหารหรือออร์กาไนเซอร์ที่เอาเงินเป็นจุดหมายมาออกแบบจัดตั้ง มันควรเป็นไปอย่างจริงใจ เรียบง่าย ด้วยความคิดและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนแท้ๆ โดยไม่ได้มุ่งหวังเอากำรี้กำไรเป็นกอบเป็นกำ โดยไม่ใช้วิธีคิดที่ว่าด้วยการสร้างเม็ดเงินเป็นหลักแบบทุนนิยมสามานย์ แล้วชุมชนมันก็ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่คนเท่านั้น แต่มันหมายถึงสัตว์ หมายถึงพืช หมายถึงแมลงตัวเล็กๆ อย่างที่สาทิศ กุมารเขียนไว้ในหนังสือ มีเธอจึงมีฉัน (แปลโดยทาคินี จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา) เล่าถึงชุมชนในจินตนาการของคานธีที่เรียกว่า สรรโวทัย ซึ่งมาจากคำว่า สรว + อุทัย แปลว่าความเป็นอยู่ดีของทั้งหมด ไม่ได้หมายความแค่คน แต่เป็นทั้งหมด ทั้งทุนนิยมและสังคมนิยมถือเอาคนเป็นศูนย์กลาง แต่สรรโวทัยนั้นหมายรวมถึงทุกๆ สิ่ง ทุนนิยมถือตนเองเป็นศูนย์กลาง สังคมนิยมถือสังคมเป็นศูนย์กลาง แต่สรรโวทัยนั้นถือเอา ชีวิต เป็นศูนย์กลาง ถ้าเดินทางท่องเที่ยวมาทั้งชีวิตแล้วยังไม่ได้เห็นชีวิต ก็แปลว่าไม่ได้เห็นอะไร คอลัมน์ตะเกียงเจ้าพายุ หนังสือพิมพ์สยามรัฐ หน้า 7 วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 |
| กาลเมื่อก่อนนั้นก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด... | ||
Thailand Philharmonic Orchestra 10 November 2007 |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||