พิมพ์หน้านี้
|
บทความชื่อ Thai Massage for บทความตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองบ่อยครั้งในช่วงหลายปีมานี้ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ ดังจะเห็นว่า หลังจากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฯ เข้ายึดอำนาจเมื่อกันยายน ปี 49 ทางการจีนให้การรับรองรัฐบาลใหม่ของไทยทันที ผิดกับชาติที่มีสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรทางทหารกับไทยอย่างสหรัฐฯ ที่แสดงความไม่พอใจว่าเป็นก้าวถอยหลังของประชาธิปไตย ไทยกับชาติอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องสร้างสมดุลย์ระหว่างผลประโยชน์และอิทธิพลของสหรัฐฯกับจีน ไทยพยายามรักษาความเป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐฯให้ราบรื่น ขณะเดียวกันก็ขยายความสัมพันธ์ทางทหารกับจีน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างกันราบรื่นมาก เป็นรองแค่ชาติเดียวในภูมิภาคนี้คือพม่า เพราะพม่ามีความสัมพันธ์ขั้นกึ่งพันธมิตรกับจีน ( ความสัมพันธ์ทางทหารไทย-จีน ย้อนหลังไปได้ไกลกว่าหลายชาติสมาชิกอาเซียน หลังจากเวียดนามบุกกัมพูชาปี 2521 จีนกับไทยรีบสลัดความไม่ลงรอยกันนานเกือบ 20 ปี และจับมือกันสกัดอิทธิพลของเวียดนาม ไทยเป็นช่องทางที่จีนส่งอาวุธผลิตในจีนให้เขมรแดง ขณะที่จีนช่วยกดดันผ่านทางพรมแดนติดกับเวียดนาม ไม่ให้ทหารเวียดนามเข้าใกล้พรมแดนไทย คนที่สูงวัยหน่อย คงจำกันได้ว่าตอนนั้นเรากลัวกันแทบแย่ เรื่อง"ทฤษฎีโดมิโน"ที่ว่าไทยจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ตามบรรดาชาติเพื่อนบ้าน จีนยังช่วยเพิ่มเสริมขีดความสามารถของกองทัพไทย พร้อมๆกับเพิ่มยอดขายอาวุธผลิตในจีนในพื้นที่แถบนี้ โดยเริ่มอ่อยเหยื่อด้วยการส่งอาวุธจำนวนมากให้ไทย มีทั้งแบบให้เปล่า ขายให้ในราคามิตรภาพ หรือด้วยเงื่อนไขใจดีสุดๆ ไทยเริ่มรับอาวุธจากจีนเมื่อปี 2528 ต่อมาในปี 2530ไทยก็เป็นอาเซียนชาติแรกที่ซื้ออาวุธจีน รวมทั้งปืนต่อสู้อากาศยาน (ในภาพบน) สองปีต่อมา ไทยก็สั่งต่อเรือฟรีเกตรวม 6 ลำจากจีน คือ เรือรบหลวงเจ้าพระยา,บางปะกง,กระบุรี,สายบุรี,นเรศวร และตากสิน
การซื้ออาวุธจีนของไทยในช่วงนั้น เกิดจากเหตุผลทางการเมืองพอๆกับทางทหาร ไทยยังคงซื้ออาวุธสหรัฐฯเป็นหลัก แถมยังผิดหวังกับอาวุธผลิตในจีน แม้จะนำบางส่วนไปใช้ตามแนวพรมแดนติดกับกัมพูชา แต่ส่วนใหญ่นำไปใช้ในการฝึก ไม่ก็ทิ้งให้สนิมขึ้นอยู่ในคลังแสง แถมกองทัพไทยยังผิดหวังด้วยที่ซื้ออาวุธแล้ว จีนไม่ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ด้วย หรือที่เรียกว่า Technology Transfers not included . เมื่อวิกฤตกัมพูชายุติลงด้วยข้อตกลงสันติภาพกรุงปารีส ปี 2534 ก็หมดความจำเป็นที่ไทยกับจีนจะร่วมภาคีพันธมิตรกัน ช่วงทศวรรษที่ 1990 ความสัมพันธ์หันไปเน้นความร่วมมือทางการค้ามากกว่า แต่ก็ยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนของคณะนายทหารระดับสูงเป็นประจำ กองทัพไทยกับจีนหันมารักกันจี๋จ๋าอีกครั้งในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร สาเหตุหนึ่งมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวอันดี ระหว่างพลเอกเชาวลิต ยงใจยุทธ รองนายกและรัฐมนตรีกลาโหม กับพลเอกฉี เฮาเถียน รัฐมนตรีกลาโหมและรองประธานคณะกรรมการกลางทหารของจีน ในปี 2544 พลเอกฉียอมรับข้อเสนอของพลเอกเชาวลิต ให้จัดการร่วมหารือทางทหารทุกปีในประเด็นความมั่นคงทางทหารและความร่วมมือระหว่างสองกองทัพ นับจากนั้น ไทยกับจีนก็มีความคืบหน้าในความร่วมมือทางทหาร 4 ด้าน
- ด้านที่ 1 คือ ต่างจะเป็นผู้สังเกตการณ์ในการซ้อมรบร่วมของอีกฝ่าย กับชาติอื่นๆ ทำให้จีนเป็นผู้สังเกตการณ์เวลาไทยซ้อมรบประจำปี Cobra Gold กับสหรัฐฯ (ภาพบน)และทหารไทยก็ได้เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การซ้อมรบต่างๆของจีน เช่นที่มองโกเลีย และมณฑลเหอหนาน - ด้านที่ 2 คือ ไทยหวนกลับไปซื้ออาวุธจีนอีกครั้ง รวมทั้งเครื่องยิงจรวด RPG และเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง หรือ OPV 2 ลำแรกของไทย คือ " รล. ปัตตานี" ( ในภาพล่าง) กับ " รล.นราธิวาส" แต่ข้อเสนอขายอาวุธอื่นๆให้ไทยพังพาบไป หลังจากถูกกองทัพไทยกดดัน เพราะไม่ประทับใจเรื่องคุณภาพของอาวุธจีน ประกอบกับพลเอกฉีเกษียณในปี 2546 และพลเอกชวลิตวางมือจากการเมืองในปี 2548 (ข้อเสนอที่ล้มเลิกไป รวมทั้งเรื่องซื้อรถถัง และการที่จะนำเอาลำไยอบแห้ง 66,000 ตัน ไปแลกกับรถหุ้มเกราะ APC ของจีน แต่ในที่สุด กองทัพไทยก็หันไปซื้อจากแอฟริกาใต้แทน ....เลยอดผ่องถ่ายลำไยแห้งเลย) -ด้านที่ 3 คือ การศึกษา ตั้งแต่ปี 2544 มีทหารไทยเพิ่มมากขึ้นที่ไปเรียนที่ วิทยาลัยป้องกัประเทศของจีน และมีทหารจีนมาเรียนตามโรงเรียนทหารต่างๆของไทย เพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้านมุมมองทางยุทธศาสตร์ของกันและกัน กับทักษะด้านภาษาสำหรับความร่วมมือในอนาคต -ด้านที่ 4 คือการฝึกอบรม รวมทั้งการที่กองทัพจีนเข้ามาช่วยฝึกทหารไทยกู้ทุนระเบิดตามแนวชายแดนกัมพูชานาน 3 เดือน และการซ้อมรบร่วมครั้งแรกระหว่างกองทัพเรือไทยกับจีนในอ่าวไทย ที่มีรหัสเรียกขานว่า (ในภาพล่างเผยแพร่โดย China Daily)
หลังไทยกับจีนฉลองความสัมพันธ์ทางการฑูตครบ 30 ปี เมื่อปี 2548 นายกฯทักษิณ กับนายกฯเหวิน เจียเป่าของจีนตกลงจะเจรจา"โรด แมพ" เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ชงักงันไปเพราะเกิดการรัฐประหาร( ปฏิรูป) ในไทยเสียก่อน บทวิเคราะห์ระบุว่า แม้การตกจากอำนาจของอดีตนายกทักษิณ ผู้พิสูจน์ตนว่าเป็นพันธมิตรมีค่าของจีนในหลายๆด้าน จะเป็นการก้าวถอยหลังสำหรับจีน แต่จีนก็พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยพิสูจน์ตัวอีกครั้งว่าเป็นเพื่อนแท้ยามไทยลำบาก เหมือนช่วงวิกฤตน้ำมันขาดแคลนปี 2516 ที่จีนเคยเสนอขายน้ำมันให้ไทยในราคามิตรภาพ,การช่วยไทยช่วงวิกฤตกัมพูชา หรือช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งจีนบริจาคเงิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (32,000 ล้านบาท)ให้กองทุนต่างๆเพื่อช่วยไทย ในขณะที่สหรัฐฯวิจารณ์การโค่นรัฐบาลทักษิณ และตัดเงินช่วยทางทหาร 24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (768 ล้านบาท) จีนประกาศว่ารัฐประหารเป็นกิจการภายในของไทย และเมื่อพลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติไปเยือนจีนในต้นปี 2550 จีนเสนอให้เครดิตทางทหาร 49 ล้านเหรียญ (1,568 ล้านบาท) พร้อมสานต่อการเจรจา เรื่อง"โรด แมพ" จนเสร็จสมบูรณ์ มีการลงนามร่วมกันเมื่อพฤษภาคมปีที่แล้วใน"แผนปฏิบัติการร่วมด้านยุทธศาสตร์ ไทย-จีน " เป็นเอกสารหนา 12 หน้า ที่วางแนวทางความร่วมมือทวิภาคีกับกองทัพไทย ใน 15 ด้านช่วงปี 2550-2554
พลเอกสุรยุทธ จุลลานนท์ นายกฯไทย เคลื่อนไหวรวดเร็วเพื่อปรับใช้ความร่วมมือนี้ รวมทั้งการซ้อมรบร่วม Strike 2007 นาน 13 วัน ที่กวางโจว ระหว่างหน่วยปฏิบัติการพิเศษไทย-จีน ฝ่ายละ 15 นาย ไทยยังอนุมัติการจัดซื้อขีปนาวุธปราบเรือ C-802 จากจีน โดยคาดว่าจะจ่ายเงินโดยใช้เครดิตที่จีนเสนอให้ พลเอกสุรยุทธยังได้หารือกับพลเอกเฉา กังชวน รัฐมนตรีกลาโหมจีน ซึ่งมาเยือนไทย (คนซ้ายในภาพบน) เรื่องความเป็นไปได้ที่จะผลิตอาวุธร่วมกันด้วย ทำให้คาดว่าความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมทางทหารในอนาคตจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีและการผลิตขีปนาวุธ
บทความระบุด้วยว่า ตั้งแต่รัฐบาลชุดปัจจุบัน เข้ารับตำแหน่ง นายกฯสมัคร สุนทรเวช ง่วนอยู่กับความพยายามพารัฐนาวาให้รอดจากความตึงเครียดทางการเมือง และข่าวลือเรื่องรัฐประหาร จึงยังไม่มีความคืบหน้าใดใด ในความสัมพันธุ์ทางทหารกับจีนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แม้จะได้มีการวางแผนสำหรับงานในอนาคตภายใต้"แผนปฏิบัติการร่วมฯ" และคาดว่าจะมีการซ้อมรบร่วมอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้ บทความคาดว่าไทยคงยังไม่ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์รายการใหญ่ๆเพิ่มจากจีนในเร็วๆนี้ เพราะกองทัพยังวิตกทั้งเรื่องคุณภาพและบริการหลังการขาย แต่มีความเป็นไปได้ที่จะมีการร่วมวิจัยพัฒนาที่นำไปสู่การร่วมผลิตระบบอาวุธ เพราะไทยก็พยายามหาแหล่งจัดหาอาวุธให้หลากหลาย ลดการพึ่งพาประเทศเดียวอย่าง สหรัฐฯ แต่ความสัมพันธ์ทางทหารไทย-จีน ยังต้องพัฒนาไปอีกไกล กว่าจะเทียบเท่าไทย- สหรัฐฯ ซึ่งมีการซ้อมรบร่วมทางทหารมากกว่า 40 ครั้ง/ปี
นอกจากจำนวน ขนาดก็มีความสำคัญด้วย เพราะการซ้อมรบร่วม ไทย-สหรัฐฯ Cobra Gold เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีญี่ปุ่น สิงคโปร์ กับอินโดนีเซียเข้าร่วมด้วย ใช้เวลา 13 วัน มีทหารเข้าร่วม 12,000 นาย เรือรบ 14 ลำ และเครื่องบินรบ 96 ลำ แต่การซ้อมรบร่วม แต่ที่แน่ๆก็คือความสัมพันธ์ทางทหารไทย-จีน มีแนวโน้มจะพัฒนาก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าใครจะขึ้นกุมบังเหียรในรัฐบาลไทย และรัฐนาวาจะโคลงเคลงยังไงก็ตาม
|
| เพลงฝันยามเช้า | ||
.. |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||