• ThelastKGB
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-02-14
  • จำนวนเรื่อง : 2026
  • จำนวนผู้ชม : 475023
  • จำนวนผู้โหวต : 388
  • ส่ง msg :
The last KGB
เรื่องมีสาระ ปลอดสาระ อะราวด์ เดอะ เวิร์ลด์
Permalink : http://www.oknation.net/blog/inter
วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551
กองทัพไทยกับจีนรักกันเสมอ แม้ในยามรัฐบาลไทยง่อนแง่น
Posted by ThelastKGB , ผู้อ่าน : 179 , 16:45:32 น.   | หมวดหมู่ : Analysis and Report  
พิมพ์หน้านี้


                                  Beijing's rapidly growing military spending, estimated at $US85 billion to $US125 billion ($93 billion to $137 billion) last year, is still dwarfed by the United States (file photo)

บทความชื่อ Thai Massage for China's Military Muscle หรือ "นวดแผนไทยสำหรับมัดกล้ามของกองทัพจีน" ใน Asia Times ลงวันที่ 11 ..51 ระบุว่า นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ผู้ควบตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม ไปเยือนกองทัพจีน 4 วัน เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน ต่อกรกฎาคมเป็นครั้งแรก นับจากเข้ารับตำแหน่งหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และได้พบปะกับรัฐมนตรีกลาโหมจีน เหลียง กวางลี่ ซึ่งต่างตกลงจะกระชับความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างกัน

บทความตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองบ่อยครั้งในช่วงหลายปีมานี้ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์  ดังจะเห็นว่า หลังจากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฯ เข้ายึดอำนาจเมื่อกันยายน ปี 49 ทางการจีนให้การรับรองรัฐบาลใหม่ของไทยทันที ผิดกับชาติที่มีสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรทางทหารกับไทยอย่างสหรัฐฯ ที่แสดงความไม่พอใจว่าเป็น”ก้าวถอยหลังของประชาธิปไตย”

ไทยกับชาติอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องสร้างสมดุลย์ระหว่างผลประโยชน์และอิทธิพลของสหรัฐฯกับจีน  ไทยพยายามรักษาความเป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐฯให้ราบรื่น ขณะเดียวกันก็ขยายความสัมพันธ์ทางทหารกับจีน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างกันราบรื่นมาก เป็นรองแค่ชาติเดียวในภูมิภาคนี้คือพม่า เพราะพม่ามีความสัมพันธ์ขั้นกึ่งพันธมิตรกับจีน (China quasi-ally) และไทยเป็นหนึ่งในชาติแรกๆในอาเซียนที่ทำข้อตกลงทางทหารกับจีน

ความสัมพันธ์ทางทหารไทย-จีน ย้อนหลังไปได้ไกลกว่าหลายชาติสมาชิกอาเซียน หลังจากเวียดนามบุกกัมพูชาปี 2521 จีนกับไทยรีบสลัดความไม่ลงรอยกันนานเกือบ 20 ปี และจับมือกันสกัดอิทธิพลของเวียดนาม ไทยเป็นช่องทางที่จีนส่งอาวุธผลิตในจีนให้เขมรแดง ขณะที่จีนช่วยกดดันผ่านทางพรมแดนติดกับเวียดนาม ไม่ให้ทหารเวียดนามเข้าใกล้พรมแดนไทย คนที่สูงวัยหน่อย คงจำกันได้ว่าตอนนั้นเรากลัวกันแทบแย่ เรื่อง"ทฤษฎีโดมิโน"ที่ว่าไทยจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ตามบรรดาชาติเพื่อนบ้าน

  

จีนยังช่วยเพิ่มเสริมขีดความสามารถของกองทัพไทย พร้อมๆกับเพิ่มยอดขายอาวุธผลิตในจีนในพื้นที่แถบนี้ โดยเริ่มอ่อยเหยื่อด้วยการส่งอาวุธจำนวนมากให้ไทย  มีทั้งแบบให้เปล่า ขายให้ในราคามิตรภาพ หรือด้วยเงื่อนไขใจดีสุดๆ ไทยเริ่มรับอาวุธจากจีนเมื่อปี

2528 ต่อมาในปี 2530ไทยก็เป็นอาเซียนชาติแรกที่ซื้ออาวุธจีน รวมทั้งปืนต่อสู้อากาศยาน (ในภาพบน) สองปีต่อมา ไทยก็สั่งต่อเรือฟรีเกตรวม 6  ลำจากจีน คือ เรือรบหลวงเจ้าพระยา,บางปะกง,กระบุรี,สายบุรี,นเรศวร และตากสิน

การซื้ออาวุธจีนของไทยในช่วงนั้น เกิดจากเหตุผลทางการเมืองพอๆกับทางทหาร ไทยยังคงซื้ออาวุธสหรัฐฯเป็นหลัก แถมยังผิดหวังกับอาวุธผลิตในจีน แม้จะนำบางส่วนไปใช้ตามแนวพรมแดนติดกับกัมพูชา แต่ส่วนใหญ่นำไปใช้ในการฝึก ไม่ก็ทิ้งให้สนิมขึ้นอยู่ในคลังแสง แถมกองทัพไทยยังผิดหวังด้วยที่ซื้ออาวุธแล้ว จีนไม่ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ด้วย หรือที่เรียกว่า Technology Transfers not included .

เมื่อวิกฤตกัมพูชายุติลงด้วยข้อตกลงสันติภาพกรุงปารีส ปี 2534 ก็หมดความจำเป็นที่ไทยกับจีนจะร่วมภาคีพันธมิตรกัน  ช่วงทศวรรษที่ 1990 ความสัมพันธ์หันไปเน้นความร่วมมือทางการค้ามากกว่า แต่ก็ยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนของคณะนายทหารระดับสูงเป็นประจำ

กองทัพไทยกับจีนหันมารักกันจี๋จ๋าอีกครั้งในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร สาเหตุหนึ่งมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวอันดี ระหว่างพลเอกเชาวลิต ยงใจยุทธ รองนายกและรัฐมนตรีกลาโหม กับพลเอกฉี เฮาเถียน รัฐมนตรีกลาโหมและรองประธานคณะกรรมการกลางทหารของจีน  ในปี 2544 พลเอกฉียอมรับข้อเสนอของพลเอกเชาวลิต ให้จัดการร่วมหารือทางทหารทุกปีในประเด็นความมั่นคงทางทหารและความร่วมมือระหว่างสองกองทัพ

นับจากนั้น ไทยกับจีนก็มีความคืบหน้าในความร่วมมือทางทหาร 4 ด้าน

- ด้านที่ 1 คือ ต่างจะเป็นผู้สังเกตการณ์ในการซ้อมรบร่วมของอีกฝ่าย กับชาติอื่นๆ ทำให้จีนเป็นผู้สังเกตการณ์เวลาไทยซ้อมรบประจำปี Cobra Gold กับสหรัฐฯ (ภาพบน)และทหารไทยก็ได้เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การซ้อมรบต่างๆของจีน เช่นที่มองโกเลีย และมณฑลเหอหนาน

- ด้านที่ 2 คือ ไทยหวนกลับไปซื้ออาวุธจีนอีกครั้ง รวมทั้งเครื่องยิงจรวด RPG และเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง หรือ OPV 2 ลำแรกของไทย คือ " รล. ปัตตานี" ( ในภาพล่าง) กับ       " รล.นราธิวาส" แต่ข้อเสนอขายอาวุธอื่นๆให้ไทยพังพาบไป หลังจากถูกกองทัพไทยกดดัน เพราะไม่ประทับใจเรื่องคุณภาพของอาวุธจีน ประกอบกับพลเอกฉีเกษียณในปี 2546 และพลเอกชวลิตวางมือจากการเมืองในปี 2548

(ข้อเสนอที่ล้มเลิกไป รวมทั้งเรื่องซื้อรถถัง และการที่จะนำเอาลำไยอบแห้ง 66,000 ตัน ไปแลกกับรถหุ้มเกราะ APC ของจีน แต่ในที่สุด กองทัพไทยก็หันไปซื้อจากแอฟริกาใต้แทน ....เลยอดผ่องถ่ายลำไยแห้งเลย)

            

-ด้านที่ 3 คือ การศึกษา  ตั้งแต่ปี 2544 มีทหารไทยเพิ่มมากขึ้นที่ไปเรียนที่ วิทยาลัยป้องกัประเทศของจีน และมีทหารจีนมาเรียนตามโรงเรียนทหารต่างๆของไทย เพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้านมุมมองทางยุทธศาสตร์ของกันและกัน กับทักษะด้านภาษาสำหรับความร่วมมือในอนาคต

-ด้านที่ 4 คือการฝึกอบรม รวมทั้งการที่กองทัพจีนเข้ามาช่วยฝึกทหารไทยกู้ทุนระเบิดตามแนวชายแดนกัมพูชานาน 3 เดือน และการซ้อมรบร่วมครั้งแรกระหว่างกองทัพเรือไทยกับจีนในอ่าวไทย ที่มีรหัสเรียกขานว่า China-Thailand Friendship 2005

(ในภาพล่างเผยแพร่โดย China Daily)

หลังไทยกับจีนฉลองความสัมพันธ์ทางการฑูตครบ 30 ปี เมื่อปี 2548 นายกฯทักษิณ กับนายกฯเหวิน เจียเป่าของจีนตกลงจะเจรจา"โรด แมพ" เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ชงักงันไปเพราะเกิดการรัฐประหาร( ปฏิรูป) ในไทยเสียก่อน

บทวิเคราะห์ระบุว่า แม้การตกจากอำนาจของอดีตนายกทักษิณ ผู้พิสูจน์ตนว่าเป็นพันธมิตรมีค่าของจีนในหลายๆด้าน จะเป็นการก้าวถอยหลังสำหรับจีน แต่จีนก็พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยพิสูจน์ตัวอีกครั้งว่าเป็นเพื่อนแท้ยามไทยลำบาก เหมือนช่วงวิกฤตน้ำมันขาดแคลนปี 2516 ที่จีนเคยเสนอขายน้ำมันให้ไทยในราคามิตรภาพ,การช่วยไทยช่วงวิกฤตกัมพูชา  หรือช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งจีนบริจาคเงิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (32,000 ล้านบาท)ให้กองทุนต่างๆเพื่อช่วยไทย

ในขณะที่สหรัฐฯวิจารณ์การโค่นรัฐบาลทักษิณ และตัดเงินช่วยทางทหาร 24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (768 ล้านบาท) จีนประกาศว่ารัฐประหารเป็นกิจการภายในของไทย และเมื่อพลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติไปเยือนจีนในต้นปี 2550 จีนเสนอให้เครดิตทางทหาร 49 ล้านเหรียญ (1,568 ล้านบาท) พร้อมสานต่อการเจรจา   เรื่อง"โรด แมพ" จนเสร็จสมบูรณ์ มีการลงนามร่วมกันเมื่อพฤษภาคมปีที่แล้วใน"แผนปฏิบัติการร่วมด้านยุทธศาสตร์ ไทย-จีน " เป็นเอกสารหนา 12 หน้า ที่วางแนวทางความร่วมมือทวิภาคีกับกองทัพไทย ใน 15 ด้านช่วงปี 2550-2554

พลเอกสุรยุทธ จุลลานนท์ นายกฯไทย เคลื่อนไหวรวดเร็วเพื่อปรับใช้ความร่วมมือนี้  รวมทั้งการซ้อมรบร่วม Strike 2007 นาน  13 วัน ที่กวางโจว ระหว่างหน่วยปฏิบัติการพิเศษไทย-จีน ฝ่ายละ 15 นาย  ไทยยังอนุมัติการจัดซื้อขีปนาวุธปราบเรือ C-802 จากจีน โดยคาดว่าจะจ่ายเงินโดยใช้เครดิตที่จีนเสนอให้ พลเอกสุรยุทธยังได้หารือกับพลเอกเฉา     กังชวน รัฐมนตรีกลาโหมจีน ซึ่งมาเยือนไทย (คนซ้ายในภาพบน) เรื่องความเป็นไปได้ที่จะผลิตอาวุธร่วมกันด้วย ทำให้คาดว่าความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมทางทหารในอนาคตจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีและการผลิตขีปนาวุธ

บทความระบุด้วยว่า ตั้งแต่รัฐบาลชุดปัจจุบัน เข้ารับตำแหน่ง นายกฯสมัคร สุนทรเวช ง่วนอยู่กับความพยายามพารัฐนาวาให้รอดจากความตึงเครียดทางการเมือง และข่าวลือเรื่องรัฐประหาร จึงยังไม่มีความคืบหน้าใดใด ในความสัมพันธุ์ทางทหารกับจีนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แม้จะได้มีการวางแผนสำหรับงานในอนาคตภายใต้"แผนปฏิบัติการร่วมฯ" และคาดว่าจะมีการซ้อมรบร่วมอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้

บทความคาดว่าไทยคงยังไม่ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์รายการใหญ่ๆเพิ่มจากจีนในเร็วๆนี้ เพราะกองทัพยังวิตกทั้งเรื่องคุณภาพและบริการหลังการขาย แต่มีความเป็นไปได้ที่จะมีการร่วมวิจัยพัฒนาที่นำไปสู่การร่วมผลิตระบบอาวุธ เพราะไทยก็พยายามหาแหล่งจัดหาอาวุธให้หลากหลาย ลดการพึ่งพาประเทศเดียวอย่าง สหรัฐฯ  แต่ความสัมพันธ์ทางทหารไทย-จีน ยังต้องพัฒนาไปอีกไกล  กว่าจะเทียบเท่าไทย- สหรัฐฯ  ซึ่งมีการซ้อมรบร่วมทางทหารมากกว่า 40 ครั้ง/ปี

นอกจากจำนวน ขนาดก็มีความสำคัญด้วย เพราะการซ้อมรบร่วม ไทย-สหรัฐฯ Cobra Gold เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีญี่ปุ่น สิงคโปร์ กับอินโดนีเซียเข้าร่วมด้วย ใช้เวลา  13 วัน มีทหารเข้าร่วม 12,000 นาย เรือรบ 14 ลำ และเครื่องบินรบ 96 ลำ แต่การซ้อมรบร่วม  China-Thailand Friendship 2005 มีเรือรบจีนไทยเข้าร่วม 3 ลำ และใช้เวลาซ้อมรบร่วมกัน 3 ชั่วโมง 20 นาที...

แต่ที่แน่ๆก็คือความสัมพันธ์ทางทหารไทย-จีน มีแนวโน้มจะพัฒนาก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าใครจะขึ้นกุมบังเหียรในรัฐบาลไทย และรัฐนาวาจะโคลงเคลงยังไงก็ตาม

 


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

เพลงฝันยามเช้า

..

View All
<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31