• ไอ้ปลง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-27
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 7551
  • จำนวนผู้โหวต : 21
  • ส่ง msg :
ผลักประตูบานเช้าก้าวไปเถิด เพื่อแสงแห่งสัจจะบรรเจิดจ้า
เป็นกีวี ใช่บังอร อย่านอนเปล่า ลุกขึ้นมา ขัดเงา รองเท้าบ้าง ให้แวววับ คนมอง สองข้างทาง โอ...ช่างใช้ ได้ดี กีวีเอย...
Permalink : http://www.oknation.net/blog/iplong
วันพุธ ที่ 12 กันยายน 2550
โต้แย้งแถลงการณ์ โดย...ไอ้ปลง
Posted by ไอ้ปลง , ผู้อ่าน : 181 , 14:37:20 น.  
พิมพ์หน้านี้


พี่วรภที่รักและนับถือ

หลังได้รับร่างแถลงการณ์ ผมตั้งใจจะเขียนจดหมายถึงพี่ทั้งสอง และเพื่อน(วิสุทธิ์)อยู่เหมือนกัน ว่าผมคงไม่สามารถร่วมลงชื่อด้วยได้ และจะบอกด้วยว่าผมมีความรู้สึกและเหตุผลอย่างไรต่อกรณีนี้ แต่เมื่อมาอ่านเจอกระทู้ในไทยไรเตอร์ ผมในฐานะขาประจำที่นั่นอดไม่ได้ที่จะร่วมแสดงความคิดเห็น แสดงความรู้สึก ซึ่งก็อย่างที่พี่อ่านพบ ก็จริงตามนั้น-- เมื่อพี่มาตั้งกระทู้ที่นี่ ทำให้ผมล้มเลิกการส่งจดหมายและขอใช้พื้นที่ตรงนี้กับไทยไรเตอร์สื่อสารแทน น่าจะสะดวกรวดเร็วกว่า

ผมคิดว่าถึงเวลานี้ พี่คงพอจะทราบแล้วว่า "ไอ้ปลง" คือใคร ผมไม่ได้มีเจตนาปกปิดแต่อย่างใด นั่นคือล็อกอินเนมของบอร์ดแห่งนั้น และผมคิดว่าพี่คงรู้ว่านามแฝงในโลกอินเทอร์เน็ตไม่ได้มีไว้ตีหัวใครเสมอไป มันก็เช่นเดียวกับนามแฝงในวงการนักเขียน เหมือน เทิดไท นามแทน นั่นแหละ พี่ย่อมมีเหตุผลในการเลือกใช้นามนั้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าพี่จะไม่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่พี่เขียน หากเผลอไปกระทบกับใครเข้า อย่างน้อยบรรณาธิการก็น่าจะรู้ว่าพี่เป็นใคร อันนี้ก็เช่นกัน นอกจากเว็บมาสเตอร์ thaiwriter.net หรือพี่หมี่เป็ดจะรู้ว่าผมเป็นใครแล้ว มิตรสหายจำนวนไม่น้อยที่นั่นก็รู้กันดี  (เหนือสิ่งอื่นใด ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองสลักสำคัญอะไรต่อวงการนี้มากนัก ครั้งหนึ่งเหมือนผมเคยคิดจะเป็นกวี นักเขียน แต่วันนี้ไม่แล้ว...ผมแค่เฉียด ๆ แล้วก็ค่อย ๆ ถอยออกมา และเลือกที่จะเฝ้ามองวงการวรรณกรรม เฝ้ามองพี่ ๆ และเพื่อน ๆ อย่างเงียบ ๆ แน่นอนอาจถูกมองว่าเป็นพวกบ้อท่า ล้มเหลว ผมยอมรับได้

ชีวิตที่เหลือผมเพียงอยากเป็น "มนุษย์ที่ดี" ในมาตรฐานของผมเท่านั้น ซึ่งก็ยากชะมัด

ผมขอขอบคุณ ที่ได้ให้เกียรติส่งร่างแถลงการณ์ตรวจสอบคณะกรรมการรางวัลซีไรต์ รอบคัดเลือก พ.ศ.2550 มาให้ผมพิจารณาและร่วมลงชื่อ ต้องขออภัยและคงต้องบอกตามตรงว่าผมไม่สามารถร่วมลงชื่อได้ ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะผมเป็นหนึ่งในสมาชิก "กลุ่มกวีหน้าราม" ที่ถูกพาดพิง แต่เพราะน้ำหนักแห่งเหตุและผลในแถลงการณ์ของพี่ไม่เพียงพอ ผมไม่นิยมการเล่นพรรคเล่นพวก หรือ "พวกนิยม" อะไรแบบนั้น ผมมั่นใจว่าพี่ย่อมรู้ถึงธรรมชาติของคำว่า "กวีหน้าราม" ได้ดีว่า นั่นเป็นเพียงแค่ชื่อเรียกขานและเป็นการจัดสังกัดให้ผมและคนอื่นๆ เพื่อง่ายต่อการจำได้หมายรู้เท่านั้น  สังกัดแท้จริงของผมถ้าเลือกได้ อยากอยู่ฝ่ายที่ถูกต้องดีงามมากกว่า

ที่ผม(บังอาจ)กล่าวว่า เหตุผลในแถลงการณ์ของพี่มีน้ำหนักไม่เพียงพอนั้น ผมขออนุญาตขยายความให้ทราบพอสังเขปในแต่ละข้อดังนี้ครับ

-
กรรมการไม่เข้าใจกวีนิพนธ์อย่างแท้จริง หรือมีอคติ
ประเด็นนี้ผมคิดว่าถ้าเป็นการคิดและคุยกันอยู่ในวงเล็ก ๆ แคบ ๆ อาจสามารถกระทำได้โดยไม่มีปัญหาต้องโต้แย้งอะไรมากนัก ทัศนะของพี่พิเชฐต่อกวีนิพนธ์นั้น เป็นเพียงทัศนะหนึ่งที่เราควรเปิดใจกว้างรับฟัง และผมเห็นว่าเป็นสิทธิที่จะคิดหรือเชื่อเช่นนั้น (ไม่ว่าความคิดดังกล่าวจะอยู่ในคณะกรรมการรางวัลซีไรต์หรือบุคคลในประชาคมวรรณกรรมทั่วๆไป) เหนือสิ่งอื่นใด ผมคิดว่านั่นก็คือการนิยามและให้ "คุณค่า" กวีนิพนธ์อีกแบบ นอกเหนือจากที่เราเคยคุ้นชิน ซึ่งทัศนะดังกล่าวไม่ได้ทำให้ "กวีนิพนธ์" ตกต่ำลง แต่ทำให้กวีนิพนธ์กลายเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตผู้คนมากขึ้น แม้คำพูดจะมีนัยของการ "รื้อสร้าง" ซึ่งได้ถูกแปรความหมายไปในเชิงหยาบหยามก็ตามที ผมเองยังตั้งเฮดไลน์บล็อกผมว่า "ข้าไม่ได้เป็นกวีชาติที่แล้ว ข้าไม่ได้เป็นกวีในชาตินี้ แต่ข้าจะเป็นกวีชาติหน้า(ตอนบ่ายๆ)" คงไม่ได้แปลว่าผมหมิ่นหยามทั้งท่านอังคารและพี่ไวท์-ศักดิ์ศิริ

กระนั้นก็ตามประเด็นของพิเชฐหากไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่สามารถถกเถียงกันได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะปัดทิ้งหรือทำหมันความคิดนี้ไปตั้งแต่แรก และเชิดชูให้ความคิดแนวขนบถูกต้องเพียงประการเดียว ผมไม่คิดว่าความเชื่อของพวกพี่จะถูกกระทบกระเทือนอะไรด้วยซ้ำ คนส่วนมากยังเชื่ออย่างที่พวกพี่เชื่อ น้อยคนที่จะคล้อยตามความเห็นพิเชฐ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าพี่ไม่จำต้องเดือดร้อนอะไร ในแนวทางของการสร้างสรรค์งานศิลปะ ความแตกต่างหลากหลายไม่ใช่เรื่องที่ดีหรือครับ

ผมว่าประเด็น อะไรคือคุณค่าที่แท้จริงของกวีนิพนธ์  ทำไมคนรุ่นใหม่ไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของกวีนิพนธ์ ความหมายของกวีนิพนธ์มีเพียงแง่มุมเดียวที่เราเลือกสมาทานอยู่หรือไม่ เหล่านี้เป็นเรื่องที่แวดวงวิชาการ และประชาคมวรรณกรรมควรถกเถียงกันนอกเหนือเทศกาลซีไรต์ได้ทั้งนั้น แต่ไม่ใช่เป็นประเด็นที่จะหยิบยกมาดิสเครดิตกรรมการที่เขามีความคิดความเชื่อต่างจากเรา ผมค่อนข้างเหลือเชื่อที่พี่มาติดใจเรื่องราวเหล่านี้

ยิ่งเรื่องการต้องลุกขึ้นโค้งคำนับกวีอะไรนั่นด้วยแล้ว ผมไม่รู้มันเป็นขี้ปากอะไรใครมาจากไหน แต่มันก็เป็นวาทะที่ผลิตซ้ำกันวุ่นวายจนทึกทักเหมาว่าเป็นสัจธรรมจริงไปตามนั้น หากเราสักคนไม่เชื่อตาม ผมไม่เห็นว่ามันจะไปหมิ่นแคลนเกียรติ หรือพุทธิปัญญาของกวีคนหนึ่งคนใดเลยด้วยซ้ำ พี่ย่อมรู้ไม่ใช่หรือ การที่เราจะนับถือใคร ก้มหัวให้ใคร ลงให้ใครทั้งกายและใจ ยอมรับใครนั้น ไม่ได้อยู่ที่เครื่องทรง ไม่ได้แค่เขาเป็นกวีหรือไม่เป็น ไม่ได้แค่เขาเขียนงานสะท้อนปรัชญาธรรมะสูงส่งมามากมายแต่เพียงประการเดียว แต่ยังต้องรวมถึงวัตรปฏิบัติแท้จริงของเขาต่อเรา (และคนอื่น ๆ) ด้วย วาทะอันนี้เองทำให้กวีรุ่นใหม่ ๆ จำนวนหนึ่งหลงเพ้อพกไปกับสถานะที่สูงส่งจนไม่เห็นหัวใครต่อใครมามากแล้ว ผมว่าพอกันที...ขออภัยพี่ด้วยที่ต้องพูดตรง ๆ อย่างนี้


ที่พี่บอกว่า
"
น้องปลงอาจจะไม่รู้ว่าพี่เคยตกรอบพานแว่นฟ้า เคยโทรคุยกับพินิจ น้องเขาปลอบใจพี่ว่า กรรมการหลายคน หลากหลายมุมมอง หลายทัศนะ พี่ก็ยอมรับ ครั้นเมื่อได้อ่านงานของน้องๆ พี่ก็บอกตัวเองว่า เออ อ้ายเจ้านี่มันแน่ เมื่อกระบวนดำเนินไปอย่างหมดจดงดงาม ใครล่ะจะหาญกล้ามาตีโพยตีพายให้ขายหน้าผอง 'ปัญญาชน'

นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงตัวตนบางด้านที่น่าชื่นชมของพี่พินิจหรือเปล่า และแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเวทีพานแว่นฟ้า หรือเวทีซีไรต์ เขาไม่มี "อำนาจ" ชี้นำใครได้ ก็ไม่รู้นะครับ รู้แต่ว่าถึงวันนี้พี่เกิดความคลางแคลงเสียแล้ว

ผมกำลังจะนำเข้าสู่ประเด็นที่แถลงการณ์ระบุว่า กรรมการผูกขาดอำนาจ
ผมอ่านแล้วไม่แน่ใจที่บอกว่า กรรมการหลายคน (ได้แก่ ธเนศ พินิจ พิเชฐ) ผูกขาดอำนาจมายาวนานนั้น อดสงสัยไม่ได้ว่าคำว่า "ยาวนาน" นั้นขนาดไหน (รางวัลซีไรต์จัดมาแล้ว 28 ครั้ง) กับอาจารย์ธเนศนั้นแน่ละ เป็นกรรมการซีไรต์หลายครั้งจนผมจำไม่หวาดไม่ไหวเหมือนกัน  (แต่ผมเห็นว่าอาจารย์ธเนศคงไม่ใช่เป้าประสงค์ที่แท้จริงของพวกพี่ในการออกแถลงการณ์ครั้งนี้)

สำหรับกรรมการอย่างพี่พิเชฐกับพี่พินิจนั้น ผมไม่แน่ใจว่าจะใช้คำว่า "ยาวนาน" ได้หรือไม่ ถ้าจำไม่ผิดพี่พิเชฐเป็นกรรมการมาแล้ว 4 ครั้ง ส่วนพี่พินิจก็เพิ่งเป็นกรรมการเมื่อปีที่แล้วนี่เอง (ในแถลงการณ์บอกว่า "พินิจ นิลรัตน์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการซีไรต์มาหลายสมัย ตัดสินผลงานทุกประเภท ทั้งกวีนิพนธ์ เรื่องสั้น และนวนิยาย...") การเป็นกรรมการหลายปีคือการผูกขาด "อำนาจ" ใช่ไหม พี่รู้หรือครับว่าเสียงของพี่พินิจกับพี่พิเชฐมีพลังโน้มนำกรรมการคนอื่นในที่ประชุมแค่ไหน ตกลงการเป็นกรรมการติดต่อกันหลายปี (ไม่ว่าจะใครเป็น) มีปัญหาในตัวมันเองหรือว่าอย่างไร หรือว่ามีข้อแม้ว่าถ้าเป็นกรรมการหรือผู้ทรงคุณวุฒิบางคน เช่น ผศ.ดร.ตรีศิลป์ อดุล จันทรศักดิ์ อ.นิตยา มาศะวิสุทธิ์ นท.หญิงสุมาลี วีระวงศ์ หรือกระทั่งเนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ เหล่านี้ เป็นได้ สามารถผูกขาดได้ (เพราะไม่มีอำนาจชี้นำใครในที่ประชุมให้คล้อยตาม) ใช่ไหม ผมไม่เห็นพี่กล่าวถึงรายนามคณะกรรมการเหล่านี้เลย ถ้านับจำนวนครั้งเผลอ ๆ แต่ละท่านจะเป็นกรรมการถึง 10 ครั้งหรือมากกว่า ผมไม่มีเวลาตรวจสอบ

ผมเห็นด้วยว่าภาพการผูกขาดเหล่านี้เกิดมานานแสนนาน และการผูกขาดทุกวงการย่อมเป็นปัญหา ต่อกรณีซีไรต์ผมแปลกใจว่าไฉนต้องพุ่งมาที่พี่พินิจหรือพี่พิเชฐ (มีอะไรกันส่วนตัวหรือเปล่า-แต่ผมเห็นว่าสนิทสนมกันดีนี่ จนผมในฐานะน้อง ๆ แปลกใจว่าไฉนพี่ต้องเล่นกันถึงขนาดนี้) ต้องยอมรับว่า 2 คนนี้คือคนรุ่นใหม่ ที่เข้าไปเป็นส่วนผสมกับกรรมการหน้าเดิม ๆ    (จะมีคุณภาพไม่มีคุณภาพ ได้ดังใจใครหรือเปล่าเป็นอีกประเด็นนะครับ เพราะจะมีปัญหาอีกว่าใครเป็นคนตัดสิน จะใช้วุฒิการศึกษา จะใช้งานเขียน หรือใช้การได้รับรางวัลต่าง ๆ วัดหรือ...)

ผมว่าถ้าหวังดีกับรางวัลซีไรต์จริง ๆ พี่ต้องพูดรวมไปถึงภาพรวมทั้งหมดของรางวัล แล้วพี่จะได้แนวร่วมมากกว่านี้ เรารับสภาพนี้มานาน รอต่อไปอีกนิดพอการประกาศผลเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว "กลุ่มคลื่นใหม่" ค่อยเป็นตัวตั้งสังคายนาซีไรต์กันสักทีจะดีกว่ามั้ย มันมีห้วงเวลาอีกพอสมควรที่จะทบทวนเรื่องเหล่านี้กันจริงๆจังๆ ช่วงเวลาที่พี่ไม่ต้องเจอปัญหาขี้แพ้ชวนตีแบบที่กำลังเจอในห้วงเวลานี้ หรือว่ามันเร่งด่วนจนกระทั่งจะเกิดการล่มสลายภูมิปัญญาของประเทศ การตกรอบหรือการเข้ารอบมาได้ครั้งก่อน ๆ ของพี่(ภายใต้การผูกขาดที่ว่า) มันไม่ทำให้พี่เห็นว่าเราต้องเร่งทำอะไรสักอย่างเวลานั้นหรอกหรือ และแนวร่วมการปฏิรุปรางวัลซีไรต์นั้นแท้จริงก็ไม่ควรจำกัดเฉพาะเหล่ากวีเท่านั้น หากแต่ต้องขยายออกไปถึงประชาคมวรรณกรรมทั้งมวลด้วย

สำหรับประเด็นประเด็นที่แถลงการณ์ของพี่บอกว่า คณะกรรมการไม่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง

ผมคิดว่ามันก็เป็นปัญหาเดียวกันกับการผูกขาดนั่นแหละ
ถึงที่สุดหากแต่ละปีเราได้กรรมการที่ไม่มีคุณภาพจริง ๆ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กรรมการเองล้วน ๆ (อย่างที่พี่พยายามพุ่งปลายหอกเข้าใส่เป็นราย ๆ) หรือหากพี่พินิจหรือพี่พิเชฐจะไม่มีคุณภาพ ไม่ได้รับการยอมรับจริงตามแถลงการณ์ มันก้ไม่ได้เป็นความผิดหรือบกพร่องของกรรมการทั้งสองเพียงลำพัง

พี่ย่อมรู้ว่าเมื่อปัญหา (ทุกข์) ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ย่อมมีสาเหตุ (สมุทัย)

มาจากไหนก็ต้องไปไล่แก้ตรงนั้น 

กรรมการทั้งสองคนคงไม่ได้เสนอตัวเองเข้าไปเป็นกรรมการซีไรต์ แต่เป็นเพราะได้รับการคัดเลือกและมอบหมายจากสมาคมนักเขียนฯ หรือสมาคมภาษาให้เข้าไปทำหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งถ้าเห็นว่าการได้มาซึ่งกรรมการซีไรต์ด้วยวิธีการที่เป็นมาเช่นนี้ ทำให้ได้กรรมการที่ไม่เก่งจริง เจ๋งจริงตามความรู้สึกพี่ ผมคิดว่าถ้าพี่ออกมาเสนอให้แก้กติกาซีไรต์ตรงจุดนี้ หรือไปเสนอให้สองสมาคมใช้วิธีการสรรหากรรมการใหม่ น่าจะถูกจุดและดูเป็นอารยะกว่าเยอะ

และผมจะเห็นคล้อยตามว่า พี่มีกุศลเจตนาที่ดีต่อรางวัลซีไรต์ หรือต่อวงการวรรณกรรมจริง ๆ 

มากกว่าที่พี่จะมุ่งมาแฉกรรมการกันเป็นราย ๆ ว่าพี่พินิจ "ด้อยคุณภาพ" อย่างไร ๆ

ซึ่งผมเห็นว่าคนที่รักใคร่ รู้จักและนับถือกัน(เท่าที่ผมสัมผัสนะครับ)ไม่พึงกระทำกันเช่นนี้ผมในฐานะที่รู้จักพี่ ๆ ทั้งสองฝ่ายผมเจ็บปวดนะครับ และคาดไม่ถึง

แท้ที่จริงเรื่องที่พี่ทั้งสองเข้าไปเป็นกรรมการและตัดสินออกมาเช่นนี้ แทบไม่เกี่ยวกับประเด็นจริยธรรม คุณธรรมอะไรเลย ด้วยเหตุที่ผมว่ามาข้างต้น แต่เนื้อความและนัยแฝงในแถลงการณ์นั้น ผมว่าค่อนข้างเกี่ยวอย่างสำคัญ

การที่คนเคยรักกันรู้จักกันนับถือเป็นน้องพี่กันมาทำร้ายกันด้วยเหตุผลที่อ่อน แต่ได้อ้างสิ่งที่ใหญ่และมีน้ำหนักมากคือ เรื่องความถูกต้องชอบธรรม การรักษารางวัลซีไรต์ การปกปักรักษาวงการวรรณกรรม วงการเรียนรู้ด้านปัญญาของประเทศ ฯลฯ มาเป็นฉากบัง

(ต้องขออภัยที่ผม "เลือก" เชื่อเช่นนี้ มันคงเช่นเดียวกับที่พี่เลือกเชื่อแล้วว่ากรรมการบางรายอคติ อยุติธรรม กับพี่ ๆ กับผู้ส่งงานเข้าประกวดคนอื่น ๆ)

ทั้งหมดนี่คือความเศร้าใจของผม...

หรือการพลีชีพ พลีชื่อพี่ ๆ เพื่อน ๆ สักคนสองคน เพื่อความวัฒนาสถาพรของ "รางวัลซีไรต์" จะเป็นเรื่องที่คุ้มค่าแล้ว

พี่ย่อมรู้ใช่ไหมครับว่า "รางวัลซีไรต์" ไม่ใช่ "ทั้งหมด" ของ "วรรณกรรม"  และรางวัลซีไรต์ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต 

สาเหตุหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ดังกล่าว เพราะมันมีนัยแฝงที่มุ่งทำลายทำร้ายกรรมการบางราย (มากเกินไป)โดยอาจมาจาก "อารมณ์" เคียดแค้นชิงชังเป็นส่วนตัวหรือเป็นส่วนรวม (ผมไม่รู้)

เห็นได้จากข้อมูลที่พูดถึงพี่พินิจ ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนอย่างมาก เหมือนเร่งร้อนจนกระทั่งละเลยการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง ยิ่งเป็นข้อมูลที่มุ่งดิสเครดิตบุคคลอื่น ผมว่าไม่ว่าใครก็ควรตระหนักให้มาก เพราะนี่เป็นเรื่องของ "ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์" ที่ไม่ควรด่วนสรุปเอาโดยอารมณ์อคติอย่างใดอย่างหนึ่ง

ในแถลงการณ์ระบุว่า "พินิจ นิลรัตน์...ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรางวัลซีไรต์มาหลายสมัย ตัดสินผลงานทุกประเภท ทั้งกวีนิพนธ์ เรื่องสั้น นวนิยาย..."

ข้อเท็จจริงคือพี่พินิจเพิ่งเป็นกรรมการเมื่อปีที่แล้วนี่เอง และครั้งนี้คือครั้งที่ 2 (อะไรทำให้พี่ ๆ ละเลยข้อเท็จจริงไปได้ขนาดนี้)

ประการต่อมาแถลงการณ์ระบุว่า "พินิจ นิลรัตน์ เป็นกรรมการสมาคมนักเขียนฯ แต่ไม่เคยมีงานเขียนใด ๆ ที่ได้รับการยอมรับ นอกจากเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ลงในคอลัมน์ซุบซิบวรรณกรรมของหนังสือพิมพ์รายวันเท่านั้น แต่กลับได้รับการแต่งตั้ง..."

ซึ่งข้อความดังกล่าวผมถือว่าเป็นการเลือกใช้ข้อมูลเพื่อดิสเครดิตตัวบุคคลเป็นการเฉพาะ  ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ก็ตามคนร่างแถลงการณ์ คงลืมไปว่าครั้งหนึ่ง บทกวี "กูคือคอลัมนิสต์" ของ พินิจ นิลรัตน์ (ในนาม นิด ระโนด) เคยได้รับยกย่องจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย (แต่เอาเถอะมันอาจจะค่าน้อยไม่เพียงพอในการสะท้อนการได้รับความยอมรับในทัศนะของพี่)

นอกจากเป็นคอลัมนิสต์แล้ว ครั้งหนึ่ง(เมื่อไม่นานนี้เอง-พี่คงยังไม่ลืม) พี่พินิจเคยเป็นบรรณาธิการคัดสรรเรื่องสั้นและบทกวีที่นสพ.ฐานสัปดาหวิจารณ์ และ หนังสือพิมพ์สยามรัฐ (ชาวกรุง) อะไรเล่าทำให้พี่ ๆ ลืมรายละเอียดที่สำคัญเช่นนี้

พี่พินิจเคยเป็นบรรณาธิการ และเป็นอยู่หลายปี พี่อาจกล่าวอ้างได้ต่อว่า ก็ "เป็นบรรณาธิการที่ไม่เหมาะสม ไม่มีคุณภาพ" แต่ผมก็เห็นพี่พินิจคัดงานที่มีคุณภาพของพี่วรภ ของพี่กานติ และคนอื่น ๆ ลงตีพิมพ์ให้ผมและประชาคมวรรรกรรมได้เสพอยู่เสมอ ๆ

โกฮงเทรนเนอร์ยอดแชมป์โลกอย่างเขาทราย เขาก็ไม่เคยชกมวย กรรมการให้คะแนนนักมวยไม่น้อยก็ไม่เคยชกมวย

ประเด็นคือความสามารถในการจำแนกแยกแยะได้ต่างหากว่าออกหมัดอย่างใดจะเข้าเป้า และเข้าตากรรมการ

เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าคุณสมบัติของกรรมการซีไรต์คือความสามารถในการจำแนก "งานที่ดี" ออกจาก "งานที่ดีน้อยกว่า" หรือกระทั่ง"งานดาด ๆ"

ซึ่งย่อมเลี่ยงไม่พ้นมาตรฐาน รสนิยม และอคติ (ชอบไม่ชอบงานประเภทนั้นๆ) ส่วนตัว

และจากเนื้อความในแถลงการณ์ที่ว่า "แม้ผลงานบางเล่มที่เข้ารอบจะเป็นผลงานที่มีคุณภาพ..." ผมคิดว่าพี่พินิจได้ทำหน้าที่นั้นแล้วตามสมควร

พี่จะไม่ยอมยกให้เป็นความดีความชอบของพี่พินิจบ้างเลยหรือครับ หรือจะใจจืดใจดำยกให้เฉพาะกรรมการคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เอ่ยชื่อถึง 

สำหรับเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวก ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นที่ "ชวนเชื่อ" ได้มากที่สุดประเด็นหนึ่ง เพราะรูปการณ์ภายนอก "เหมือนจะ" เป็นเช่นนั้น

แต่การระบุว่า "การเป็นกรรมการของบุคคลทั้งสองทำให้งานของสมาชิกกลุ่มหน้ารามด้วยกันเข้ารอบมาถึง 4 เล่ม คิดเป็น 50 % ของทั้งหมด" น่าจะคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงไปเล็กน้อยนะครับ

แถลงการณ์เลือกจะหยิบข้อมูลที่มิสเตอร์คิวซี ระบุว่า กุดจี่ พรชัย แสนยะมูล เป็นหนึ่งในกวีหน้ารามด้วย อาจเพื่อต้องการเพิ่มน้ำหนักของข้อกล่าวหา  ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นดังนั้น  ซึ่งผมคิดว่าพี่วรภอาจไม่ทราบ แต่ผมเชื่อว่าพี่กานติกับวิสุทธิ์น่าจะรู้ดี...

แต่เอาเถอะไม่ว่าจะเข้า 3 หรือ 4 เล่ม ถึง 50 % หรือไม่ถึง 50 % ประเด็นไม่อยู่ตรงนั้น

ประเด็นสำคัญก็คืองานที่เข้ามา แม้ว่าจะเล่มเดียวก็เถอะ มาจากการเล่นพรรคเล่นพวก "จริง" หรือเปล่า ต่างหาก

ผมคิดว่ามันไม่น่าจะมีการเล่นพรรคเล่นพวกอะไรหรอกครับ คิดกันไปเอง เพราะถ้าเล่นพวกจริง พี่กานติ พี่วรภ วิสุทธิ์ พี่พิทักษ์...ครูไก่ รมณา โรชา ฯลฯ เหล่านี้ก็ต้องพากันเข้ารอบทั้งหมด เพราะถือเป็นพวกของพี่พินิจ พี่พิเชฐ เหมือน ๆ กัน

โดยเฉพาะพี่พิทักษ์กับวิสุทธิ์ก็เคยอยู่หน้าราม เคยเดินตามหลังพี่พินิจมาเหมือนกัน (ว่าไปแล้วพี่พินิจสนิทกับวิสุทธิ์มากกว่าอังคารที่เข้ารอบมาด้วยซ้ำ)

พี่กานติ กับพี่วรภ หรือครูไก่ ก็เคยเวียนมาเวียนไปละแวกหน้ารามเคยมานอนค้างบ้านกรรมการคนโน้นคนนี้อยู่ด้วยกันทั้งหมด...เคยอนุเคราะห์เกื้อกูลกันอยู่นับครั้งไม่ถ้วน

พูดได้ว่าเคยกินข้าวหม้อเดียวกันมาแล้วด้วยซ้ำ

วงการกวี โดยเฉพาะรุ่นใหม่ๆ มันกว้างมากนักหรือครับ

เรามีสิทธิ์ที่จะไม่นับใครเป็นพวกอีกหรือครับ ? ...

เราพูดถึงกวีตายแล้วกันอยู่ใช่ไหมครับ เราพูดถึงคนรุ่นใหม่ไม่อ่านบทกวีกันอยู่ใช่ไหมครับ แล้วเราจะหันหน้ากันคนละทาง สร้างดาวกันคนละดวง ช่วงชิงไปสู่สวรรค์กันทำไมล่ะครับ

ผมคิดว่ากลุ่มก้อนต่าง ๆ ทางวรรณกรรมทั้งหมด เรามี เราแยก เราจำแนกเพื่อจำได้หมายรู้ และความจำเป็นเรื่องพื้นที่ แต่ไม่ใช่ไปยึดมั่นถือมั่นเป็นพวกเขาพวกเรา จนกระทั่งเผลอลืมเป้าหมายแท้จริงของการสร้างสรรค์งานศิลปะ หรือเผลอทึกทักวิจารณญาณที่บริสุทธิ์ของกรรมการให้เป็นไปอย่างที่เราคิดว่าน่าจะเป็น...

อย่างไรก็ตามพี่พินิจกับพี่พิเชฐจะเล่นพวก ผลักดัน(ลากถูลู่ถูกัง) งานของกวีหน้ารามเข้ามาท่าไหนอย่างไร ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรดาดเดาเองตามรูปการณ์ แต่กรณีนี้มีพยานบุคคล คือกรรมการที่เหลืออีก 5 ท่าน เป็นผู้ให้ข้อมูลได้

ขอให้สื่อมวลชนลองไปซักไซ้ไล่เลียงกรรมการที่เหลือ หรือใครที่สนิทกับกรรมการที่เหลือ (เห็นไหมไม่พ้นเรื่องพวกอีก) ลองไปแคะไค้ดูทีเถิดว่าพี่พินิจกับพี่พิเชฐ ทำหน้าที่เอียงกระเท่เร่ไม่ดีไม่งามอย่างไรบ้างในที่ประชุม หรือว่าไม่เลย การสนิทกับกวีบางคนเป็นการส่วนตัว ทำให้กวีคนนั้นเสียโอกาสในการสนับสนุนในที่ประชุมด้วยซ้ำ เพราะเกร็งและเกรงกับการที่จะถุกมองจากกรรมการคนอื่น ๆ ว่าตัวเองกำลังจะเอา "พวก" เข้ามา

พี่อาจคิดว่าลำบากขนาดนั้น ทำไมถึงต้องเป็น ไหงไม่ลาออก หรือปฏิเสธตั้งแต่แรก ผมเชื่อว่าภายใต้สถานการณ์เหล่านั้นเราแยกแยะได้ เราสามารถทำในสิ่งที่เรานับถือตัวเองได้

(เหมือนที่พี่เลือกออกแถลงการณ์ โดยยืนยันว่ายังนับถือตัวเองได้ ไม่ละอายเพราะถือว่าบริสุทธิ์ใจ โปร่งใสพอ)

เพื่อนกวีบางคนของผม (ซึ่งสนิทมากๆ) และผมนับถือในฝีมือมาตลอด บางครั้งผมยังกล้าบอกเขาเลยว่า ชิ้นนี้ไม่ดี (ว่ะ)

หลักเดียวกัน ถ้าผมต้องไปนั่งเป็นกรรมการ และต้องอ่านบทกวีรวมเล่มของเพื่อนสักเล่ม ถ้า "ไม่ดี" ผมก็ต้องบอกว่า "ไม่ค่อยดี" ถ้าอ่านแล้วดี แล้วรู้สึกชอบ ผมก็ต้องรำพึงว่า เออ...เล่มนี้ชอบว่ะ ดีกว่าเล่มที่แล้วของมันตั้งเยอะ และถ้าจะต้องไปพูดกับเพื่อนคนนั้นต่อ หากเขารู้ว่าผมเป็นกรรมการซีไรต์(แต่ส่วนใหญ่จะไม่รู้จนวันประกาศผล) ผมจะบอกเขาว่า แต่งานเอ็งจะดีพอกับการเข้ารอบหรือไม่ มันต้องประเมินเชิงเปรียบเทียบกับเล่มอื่น ๆ ด้วยว่ะ และก็จะต้องฟังทัศนะหรือรสนิยมกรรมการคนอื่น ๆ ด้วย กูไม่ได้ตัดสินคนเดียวนะโว้ย...

มึงอย่าคาดหวังว่ากูจะช่วยอะไรมึงได้ กูต้องเป็นกลาง ๆ เวลาเขาพูดถึงมึงกูแทบจะงดออกเสียง แต่ยังไงกูก็ไม่แสดงสปิริตลาออก เพราะคนที่เสียประโยชน์คือมึง (ที่เป็นเพื่อนกู) ไม่ใช่ใครที่ไหน ถ้ากูลาออกกรรมการอีก 4 คนก็ต้องลาออกด้วยดิวะ เพราะคนส่งมาเกือบ 100 คน จะไม่ให้กรรมการแต่ละคนรู้จักกวีสักคนสองคนบ้างเลยรึ เอ็งว่าวงการนี้มันกว้างนักหรือวะ... 

ทำนองนี้...

(ที่ร่ายมาทั้งหมดผมคิดถึงอีกทางที่เป็นไปได้ และไม่ได้ส่อว่าผมโยนหินถามทางจะเป็นกรรมการซีไรต์กับเขาด้วยนะครับ ผมยังไม่มีหนังสือสักเล่ม ไม่เคยมีบทวิจารณ์กวีนิพนธ์เผยแพร่เลยสักชิ้น และไม่เคยคิดจะเป็น...ผมแค่ยกตัวอย่างให้พี่ฟังเท่านั้น)

ผมคิดว่านี่คือแนวทางที่แม้จะเป็นพวก แต่ไม่เล่นพรรคเล่นพวก และเป็นไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริง

เพียงแต่อาจตรงข้ามกับความคิดความเชื่อของพวกพี่ ๆ ที่มีต่อกรรมการซีไรต์ปีนี้เท่านั้น

ทั้งหมดนี้เป็นอันจบความคิดความรู้สึกที่ผมมีต่อแถลงการณ์ดังกล่าว และเป็นสิ่งที่ผมต้องการบอกให้พี่วรภ พี่กานติและวิสุทธิ์ทราบ ซึ่งมันไม่ได้เป็นเพียงจดหมายน้อยที่เขียนด้วยลายมือผมตามที่ตั้งใจเสียแล้ว ถึงตอนนี้คงไม่ใช่เรื่องของหมู่เราแค่ไม่กี่คนแล้วล่ะครับ แต่เป็นเรื่องของประชาคมวรรณกรรมทั้งประเทศกำลังจับตามอง

ส่วนเขาจะพิจารณาความเห็นของพี่ ความเห็นของผม หรือความเห็นของคนอื่น ๆประการใด ก็สุดแล้วแต่จะพิจารณาตามมาตรฐาน รสนิยม และอคติของตน ๆ

ท้ายนี้ หากที่ผ่านมาผมพูดตรง พูดแรงหรือหนักไปบ้าง ผมต้องขอโทษ และขอพี่วรภ พี่กานติ และวิสุทธิ์ ได้โปรดให้อภัยน้อง ๆ และเพื่อนอย่างผม  ผมคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันคงอยู่ในประเด็นตามแถลงการณ์ และพี่คงเปิดกว้างที่จะให้ผมเห็นต่างออกไป โดยที่ยังคงนับถือเป็นพี่น้องร่วมวงวรรณได้อยู่

ด้วยรักและนับถือ

ไอ้ปลง

รวบรวมจากกระทู้ "คุยกับคุณไอ้ปลง" โดย วรภ วรภา

http://www.softganz.com/meeped/index.php?file=webboard&obj=forum(1626)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10
พลายพัทลุง วันที่ : 13/09/2007 เวลา : 23.09 น.
http://www.oknation.net/blog/suphakara
 วัจนะกวีอิสระ:ถ้อยคำ เรื่องราวและนิยาย/กลุ่มเขียนข้าว   : http://www.oknation.net/blog/writerdao     นักเขียนของโลกฯ        >เพิงเพลงบ้านจันทร์ดาว http://www.oknation.net/blog/waraninstar

ว่าไป หรอยนิ
ความคิดเห็นที่ 9
ไอ้ปลง วันที่ : 12/09/2007 เวลา : 21.52 น.
http://www.oknation.net/blog/iplong

ถ้าเป็นเพราะรูปน่ากลัว
เดี๋ยวจะเอารูปแมวเหมียวมาเปลี่ยน..

มีคนพยายามจะเปิดชื่อผม ผมเลยเปิดหน้าซะให้สิ้นเรื่อง
เผื่อจะได้ขายหน้าขายตาออกกะเขาบ้าง ก็เท่านั้น

แต่ผมว่าคุณ inmoon คงเผลอไปคลิกลิงก์ที่ให้ไว้ข้างบนมากกว่า

ดุเดือดเลือดพล่านปานนั้น คงกลัวจะโดนลุกหลง อิอิ

ไม่ต้องกลัวครับ ผมพิจารณาด้วยวิจารณญาณอันบริสุทธิ์แล้ว เห็นว่า...

การโพสต์ของคุณไม่ได้ทำให้โลกร้อนขึ้นอย่างที่มันควรจะร้อนแต่อย่างใด

คุณโพสต์หรือไม่โพสต์ เมนต์หรือไม่เมนต์
อเมริกาก็ยังกร่างเหมือนเดิม

สันติสุข จึงยังเป็นเพียงแค่ชื่อโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่งในตัวเมืองตานี และสถานที่ขายเครื่องใชไฟฟ้า(เลี่ยงภาษีรึปล่าวไม่รู้)กลางเมืองหาดใหญ่

ขอสันติสุขจงมีในใจคุณ
ความคิดเห็นที่ 8
นันธวรรณ์ วันที่ : 12/09/2007 เวลา : 21.37 น.
http://www.oknation.net/blog/nantawan

อาจเป็นเพราะเข้าไปดูรูปคุณปลงแล้วรู้สึกกลัวววว
ความคิดเห็นที่ 7
นันธวรรณ์ วันที่ : 12/09/2007 เวลา : 21.35 น.
http://www.oknation.net/blog/nantawan

คุณไอ้ปลงกำลังงง ว่าเกิดอะไรขึ้น

ความคิดเห็นที่ 6
inmoon วันที่ : 12/09/2007 เวลา : 20.18 น.
http://www.oknation.net/blog/inmoon
เวลาบินข้ามเราไป  ทว่าทอดเงาไว้เสมอ

เรียนคุณไอ้ปลง

เพื่อสันติสุขในโลกน่ะ ... โปรดกรุณาลบความคิดเห็นของฉันในคูหา 3. และ 4. น่ะ ... นี่เป็นการร้องขอเพื่อสันติสุขน่ะ หากคุณมีวิจารณญาณเป็นอย่างอื่น ( เช่น ไม่มีเนื้อความถ้อยคำใดหมิ่นเหม่ หยาบคาย ดูหมิ่ย ส่อเสียด ให้ร้ายวงการ สร้างความแตกแยก ) ก็ตามสะดวกใจน่ะ
แต่เชื่อฉันเถอะ เพื่อสันติสุข - และขอขอบคุณและขออภัยที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น และใช้พื้นที่ในบ้านของคุณ ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนความรู้สึกของบุคคลอื่น

ปล. ฉันไม่เคยรู้จัก ไม่เคยอ่าน blog ไม่เคยอ่านงานเขียน (ถ้ามี) ไม่เคย 'ment post ของคุณไอ้ปลงมาก่อนเลย เฮ้อ ! และนี่เป็นการอ่าน การ 'ment ครั้งแรก และไม่มีเจตนาแอบแฝงใดๆ ทั้งสิ้น และไม่รู้จักใครด้วยน่ะ - ขอบคุณน่ะ


ความคิดเห็นที่ 5
ไอ้ปลง วันที่ : 12/09/2007 เวลา : 16.28 น.
http://www.oknation.net/blog/iplong

ยินดียิ่งครับ คุณ inmoon

ตรงไหนอยากแลกเปลี่ยนเชิญตามสบายครับ
ไม่มีนอกใน ในสังคมชาวบล็อกอย่างเรา ๆ
ความคิดเห็นที่ 4
inmoon วันที่ : 12/09/2007 เวลา : 16.16 น.
http://www.oknation.net/blog/inmoon
เวลาบินข้ามเราไป  ทว่าทอดเงาไว้เสมอ

ปล. ใจหนักแน่นน่ะ เป็นแล้วบำบัดยากน่ะ

ความคิดเห็นที่ 3
inmoon วันที่ : 12/09/2007 เวลา : 16.12 น.
http://www.oknation.net/blog/inmoon
เวลาบินข้ามเราไป  ทว่าทอดเงาไว้เสมอ

วงนอกแจมได้ไหมนี่ ... อ่านมาตั้งแต่บ่ายแล้ว ( รอคนมาเจิมก่อน ) - ชอบมาก - เขียนได้มีชีวิตชีวาในท่วงทำนอง สุภาพชัดเจนดีค่ะ ( งดทะเล่อทะล่าแจมเนื้อหา เพราะวงนอกไม่รู้จัก - ไม่รู้เรื่อง )
ปล. "ข้าไม่ได้เป็นกวีชาติที่แล้ว ข้าไม่ได้เป็นกวีในชาตินี้ แต่ข้าจะเป็นกวีชาติหน้า(ตอนบ่ายๆ)" อันนี้ เยี่ยมมาก !!!!
+ 1 V. น่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
ไอ้ปลง วันที่ : 12/09/2007 เวลา : 16.01 น.
http://www.oknation.net/blog/iplong

ขอบคุณครับ คุณธรรมทัพบูรพา
ผมไม่ได้เคลื่อนไหวไปไหนหรอกครับ
นั่งจุ่มปุ้กอยู่นี่ล่ะ อิอิ

ไอ้เรื่อง "เป็นกวี" กับเขานั้น
ชาติหน้าบางทีอาจจะหวังใกล้เกินไปด้วยซ้ำ
ขอเวลาสะสมบารมีสัก 500 ชาติก่อน
ผมไม่รีบ

ระหว่างนี้ก็ก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ไปตามสิ่งที่เข้ามากระทบ
เป็นกวีไม่ได้ ก็เป็นกีวี่ไปก่อน อิอิ

ยินดีที่ได้พบเจอกันในมิตินี้ครับ
ความคิดเห็นที่ 1
ธรรมทัพบูรพา วันที่ : 12/09/2007 เวลา : 15.48 น.
http://www.oknation.net/blog/thum

อืม น่าคิด
คุณปลงก็รีบเป็นกวีซะทีนะครับ
ผมเห็นคุณเคลื่อนไหวมานาน
ท่าทางจะมีภูมิทางนักคิด-กวีมิใช่น้อย
ชาติหน้ามันนานไป ผมรออ่านไม่ไหว

ด้วยมิตรภาพ

แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30