พิมพ์หน้านี้
|
พี่วรภที่รักและนับถือ
สำหรับประเด็นประเด็นที่แถลงการณ์ของพี่บอกว่า คณะกรรมการไม่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง ผมคิดว่ามันก็เป็นปัญหาเดียวกันกับการผูกขาดนั่นแหละ พี่ย่อมรู้ว่าเมื่อปัญหา (ทุกข์) ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ย่อมมีสาเหตุ (สมุทัย) มาจากไหนก็ต้องไปไล่แก้ตรงนั้น กรรมการทั้งสองคนคงไม่ได้เสนอตัวเองเข้าไปเป็นกรรมการซีไรต์ แต่เป็นเพราะได้รับการคัดเลือกและมอบหมายจากสมาคมนักเขียนฯ หรือสมาคมภาษาให้เข้าไปทำหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งถ้าเห็นว่าการได้มาซึ่งกรรมการซีไรต์ด้วยวิธีการที่เป็นมาเช่นนี้ ทำให้ได้กรรมการที่ไม่เก่งจริง เจ๋งจริงตามความรู้สึกพี่ ผมคิดว่าถ้าพี่ออกมาเสนอให้แก้กติกาซีไรต์ตรงจุดนี้ หรือไปเสนอให้สองสมาคมใช้วิธีการสรรหากรรมการใหม่ น่าจะถูกจุดและดูเป็นอารยะกว่าเยอะ และผมจะเห็นคล้อยตามว่า พี่มีกุศลเจตนาที่ดีต่อรางวัลซีไรต์ หรือต่อวงการวรรณกรรมจริง ๆ มากกว่าที่พี่จะมุ่งมาแฉกรรมการกันเป็นราย ๆ ว่าพี่พินิจ "ด้อยคุณภาพ" อย่างไร ๆ ซึ่งผมเห็นว่าคนที่รักใคร่ รู้จักและนับถือกัน(เท่าที่ผมสัมผัสนะครับ)ไม่พึงกระทำกันเช่นนี้ผมในฐานะที่รู้จักพี่ ๆ ทั้งสองฝ่ายผมเจ็บปวดนะครับ และคาดไม่ถึง แท้ที่จริงเรื่องที่พี่ทั้งสองเข้าไปเป็นกรรมการและตัดสินออกมาเช่นนี้ แทบไม่เกี่ยวกับประเด็นจริยธรรม คุณธรรมอะไรเลย ด้วยเหตุที่ผมว่ามาข้างต้น แต่เนื้อความและนัยแฝงในแถลงการณ์นั้น ผมว่าค่อนข้างเกี่ยวอย่างสำคัญ การที่คนเคยรักกันรู้จักกันนับถือเป็นน้องพี่กันมาทำร้ายกันด้วยเหตุผลที่อ่อน แต่ได้อ้างสิ่งที่ใหญ่และมีน้ำหนักมากคือ เรื่องความถูกต้องชอบธรรม การรักษารางวัลซีไรต์ การปกปักรักษาวงการวรรณกรรม วงการเรียนรู้ด้านปัญญาของประเทศ ฯลฯ มาเป็นฉากบัง (ต้องขออภัยที่ผม "เลือก" เชื่อเช่นนี้ มันคงเช่นเดียวกับที่พี่เลือกเชื่อแล้วว่ากรรมการบางรายอคติ อยุติธรรม กับพี่ ๆ กับผู้ส่งงานเข้าประกวดคนอื่น ๆ) ทั้งหมดนี่คือความเศร้าใจของผม... หรือการพลีชีพ พลีชื่อพี่ ๆ เพื่อน ๆ สักคนสองคน เพื่อความวัฒนาสถาพรของ "รางวัลซีไรต์" จะเป็นเรื่องที่คุ้มค่าแล้ว พี่ย่อมรู้ใช่ไหมครับว่า "รางวัลซีไรต์" ไม่ใช่ "ทั้งหมด" ของ "วรรณกรรม" และรางวัลซีไรต์ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต สาเหตุหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ดังกล่าว เพราะมันมีนัยแฝงที่มุ่งทำลายทำร้ายกรรมการบางราย (มากเกินไป)โดยอาจมาจาก "อารมณ์" เคียดแค้นชิงชังเป็นส่วนตัวหรือเป็นส่วนรวม (ผมไม่รู้) เห็นได้จากข้อมูลที่พูดถึงพี่พินิจ ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนอย่างมาก เหมือนเร่งร้อนจนกระทั่งละเลยการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง ยิ่งเป็นข้อมูลที่มุ่งดิสเครดิตบุคคลอื่น ผมว่าไม่ว่าใครก็ควรตระหนักให้มาก เพราะนี่เป็นเรื่องของ "ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์" ที่ไม่ควรด่วนสรุปเอาโดยอารมณ์อคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ในแถลงการณ์ระบุว่า "พินิจ นิลรัตน์...ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรางวัลซีไรต์มาหลายสมัย ตัดสินผลงานทุกประเภท ทั้งกวีนิพนธ์ เรื่องสั้น นวนิยาย..." ข้อเท็จจริงคือพี่พินิจเพิ่งเป็นกรรมการเมื่อปีที่แล้วนี่เอง และครั้งนี้คือครั้งที่ 2 (อะไรทำให้พี่ ๆ ละเลยข้อเท็จจริงไปได้ขนาดนี้) ประการต่อมาแถลงการณ์ระบุว่า "พินิจ นิลรัตน์ เป็นกรรมการสมาคมนักเขียนฯ แต่ไม่เคยมีงานเขียนใด ๆ ที่ได้รับการยอมรับ นอกจากเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ลงในคอลัมน์ซุบซิบวรรณกรรมของหนังสือพิมพ์รายวันเท่านั้น แต่กลับได้รับการแต่งตั้ง..." ซึ่งข้อความดังกล่าวผมถือว่าเป็นการเลือกใช้ข้อมูลเพื่อดิสเครดิตตัวบุคคลเป็นการเฉพาะ ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ก็ตามคนร่างแถลงการณ์ คงลืมไปว่าครั้งหนึ่ง บทกวี "กูคือคอลัมนิสต์" ของ พินิจ นิลรัตน์ (ในนาม นิด ระโนด) เคยได้รับยกย่องจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย (แต่เอาเถอะมันอาจจะค่าน้อยไม่เพียงพอในการสะท้อนการได้รับความยอมรับในทัศนะของพี่) นอกจากเป็นคอลัมนิสต์แล้ว ครั้งหนึ่ง(เมื่อไม่นานนี้เอง-พี่คงยังไม่ลืม) พี่พินิจเคยเป็นบรรณาธิการคัดสรรเรื่องสั้นและบทกวีที่นสพ.ฐานสัปดาหวิจารณ์ และ หนังสือพิมพ์สยามรัฐ (ชาวกรุง) อะไรเล่าทำให้พี่ ๆ ลืมรายละเอียดที่สำคัญเช่นนี้ พี่พินิจเคยเป็นบรรณาธิการ และเป็นอยู่หลายปี พี่อาจกล่าวอ้างได้ต่อว่า ก็ "เป็นบรรณาธิการที่ไม่เหมาะสม ไม่มีคุณภาพ" แต่ผมก็เห็นพี่พินิจคัดงานที่มีคุณภาพของพี่วรภ ของพี่กานติ และคนอื่น ๆ ลงตีพิมพ์ให้ผมและประชาคมวรรรกรรมได้เสพอยู่เสมอ ๆ โกฮงเทรนเนอร์ยอดแชมป์โลกอย่างเขาทราย เขาก็ไม่เคยชกมวย กรรมการให้คะแนนนักมวยไม่น้อยก็ไม่เคยชกมวย ประเด็นคือความสามารถในการจำแนกแยกแยะได้ต่างหากว่าออกหมัดอย่างใดจะเข้าเป้า และเข้าตากรรมการ เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าคุณสมบัติของกรรมการซีไรต์คือความสามารถในการจำแนก "งานที่ดี" ออกจาก "งานที่ดีน้อยกว่า" หรือกระทั่ง"งานดาด ๆ" ซึ่งย่อมเลี่ยงไม่พ้นมาตรฐาน รสนิยม และอคติ (ชอบไม่ชอบงานประเภทนั้นๆ) ส่วนตัว และจากเนื้อความในแถลงการณ์ที่ว่า "แม้ผลงานบางเล่มที่เข้ารอบจะเป็นผลงานที่มีคุณภาพ..." ผมคิดว่าพี่พินิจได้ทำหน้าที่นั้นแล้วตามสมควร พี่จะไม่ยอมยกให้เป็นความดีความชอบของพี่พินิจบ้างเลยหรือครับ หรือจะใจจืดใจดำยกให้เฉพาะกรรมการคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เอ่ยชื่อถึง สำหรับเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวก ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นที่ "ชวนเชื่อ" ได้มากที่สุดประเด็นหนึ่ง เพราะรูปการณ์ภายนอก "เหมือนจะ" เป็นเช่นนั้น แต่การระบุว่า "การเป็นกรรมการของบุคคลทั้งสองทำให้งานของสมาชิกกลุ่มหน้ารามด้วยกันเข้ารอบมาถึง 4 เล่ม คิดเป็น 50 % ของทั้งหมด" น่าจะคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงไปเล็กน้อยนะครับ แถลงการณ์เลือกจะหยิบข้อมูลที่มิสเตอร์คิวซี ระบุว่า กุดจี่ พรชัย แสนยะมูล เป็นหนึ่งในกวีหน้ารามด้วย อาจเพื่อต้องการเพิ่มน้ำหนักของข้อกล่าวหา ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นดังนั้น ซึ่งผมคิดว่าพี่วรภอาจไม่ทราบ แต่ผมเชื่อว่าพี่กานติกับวิสุทธิ์น่าจะรู้ดี... แต่เอาเถอะไม่ว่าจะเข้า 3 หรือ 4 เล่ม ถึง 50 % หรือไม่ถึง 50 % ประเด็นไม่อยู่ตรงนั้น ประเด็นสำคัญก็คืองานที่เข้ามา แม้ว่าจะเล่มเดียวก็เถอะ มาจากการเล่นพรรคเล่นพวก "จริง" หรือเปล่า ต่างหาก ผมคิดว่ามันไม่น่าจะมีการเล่นพรรคเล่นพวกอะไรหรอกครับ คิดกันไปเอง เพราะถ้าเล่นพวกจริง พี่กานติ พี่วรภ วิสุทธิ์ พี่พิทักษ์...ครูไก่ รมณา โรชา ฯลฯ เหล่านี้ก็ต้องพากันเข้ารอบทั้งหมด เพราะถือเป็นพวกของพี่พินิจ พี่พิเชฐ เหมือน ๆ กัน โดยเฉพาะพี่พิทักษ์กับวิสุทธิ์ก็เคยอยู่หน้าราม เคยเดินตามหลังพี่พินิจมาเหมือนกัน (ว่าไปแล้วพี่พินิจสนิทกับวิสุทธิ์มากกว่าอังคารที่เข้ารอบมาด้วยซ้ำ) พี่กานติ กับพี่วรภ หรือครูไก่ ก็เคยเวียนมาเวียนไปละแวกหน้ารามเคยมานอนค้างบ้านกรรมการคนโน้นคนนี้อยู่ด้วยกันทั้งหมด...เคยอนุเคราะห์เกื้อกูลกันอยู่นับครั้งไม่ถ้วน พูดได้ว่าเคยกินข้าวหม้อเดียวกันมาแล้วด้วยซ้ำ วงการกวี โดยเฉพาะรุ่นใหม่ๆ มันกว้างมากนักหรือครับ เรามีสิทธิ์ที่จะไม่นับใครเป็นพวกอีกหรือครับ ? ... เราพูดถึงกวีตายแล้วกันอยู่ใช่ไหมครับ เราพูดถึงคนรุ่นใหม่ไม่อ่านบทกวีกันอยู่ใช่ไหมครับ แล้วเราจะหันหน้ากันคนละทาง สร้างดาวกันคนละดวง ช่วงชิงไปสู่สวรรค์กันทำไมล่ะครับ ผมคิดว่ากลุ่มก้อนต่าง ๆ ทางวรรณกรรมทั้งหมด เรามี เราแยก เราจำแนกเพื่อจำได้หมายรู้ และความจำเป็นเรื่องพื้นที่ แต่ไม่ใช่ไปยึดมั่นถือมั่นเป็นพวกเขาพวกเรา จนกระทั่งเผลอลืมเป้าหมายแท้จริงของการสร้างสรรค์งานศิลปะ หรือเผลอทึกทักวิจารณญาณที่บริสุทธิ์ของกรรมการให้เป็นไปอย่างที่เราคิดว่าน่าจะเป็น... อย่างไรก็ตามพี่พินิจกับพี่พิเชฐจะเล่นพวก ผลักดัน(ลากถูลู่ถูกัง) งานของกวีหน้ารามเข้ามาท่าไหนอย่างไร ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรดาดเดาเองตามรูปการณ์ แต่กรณีนี้มีพยานบุคคล คือกรรมการที่เหลืออีก 5 ท่าน เป็นผู้ให้ข้อมูลได้ ขอให้สื่อมวลชนลองไปซักไซ้ไล่เลียงกรรมการที่เหลือ หรือใครที่สนิทกับกรรมการที่เหลือ (เห็นไหมไม่พ้นเรื่องพวกอีก) ลองไปแคะไค้ดูทีเถิดว่าพี่พินิจกับพี่พิเชฐ ทำหน้าที่เอียงกระเท่เร่ไม่ดีไม่งามอย่างไรบ้างในที่ประชุม หรือว่าไม่เลย การสนิทกับกวีบางคนเป็นการส่วนตัว ทำให้กวีคนนั้นเสียโอกาสในการสนับสนุนในที่ประชุมด้วยซ้ำ เพราะเกร็งและเกรงกับการที่จะถุกมองจากกรรมการคนอื่น ๆ ว่าตัวเองกำลังจะเอา "พวก" เข้ามา พี่อาจคิดว่าลำบากขนาดนั้น ทำไมถึงต้องเป็น ไหงไม่ลาออก หรือปฏิเสธตั้งแต่แรก ผมเชื่อว่าภายใต้สถานการณ์เหล่านั้นเราแยกแยะได้ เราสามารถทำในสิ่งที่เรานับถือตัวเองได้ (เหมือนที่พี่เลือกออกแถลงการณ์ โดยยืนยันว่ายังนับถือตัวเองได้ ไม่ละอายเพราะถือว่าบริสุทธิ์ใจ โปร่งใสพอ) เพื่อนกวีบางคนของผม (ซึ่งสนิทมากๆ) และผมนับถือในฝีมือมาตลอด บางครั้งผมยังกล้าบอกเขาเลยว่า ชิ้นนี้ไม่ดี (ว่ะ) หลักเดียวกัน ถ้าผมต้องไปนั่งเป็นกรรมการ และต้องอ่านบทกวีรวมเล่มของเพื่อนสักเล่ม ถ้า "ไม่ดี" ผมก็ต้องบอกว่า "ไม่ค่อยดี" ถ้าอ่านแล้วดี แล้วรู้สึกชอบ ผมก็ต้องรำพึงว่า เออ...เล่มนี้ชอบว่ะ ดีกว่าเล่มที่แล้วของมันตั้งเยอะ และถ้าจะต้องไปพูดกับเพื่อนคนนั้นต่อ หากเขารู้ว่าผมเป็นกรรมการซีไรต์(แต่ส่วนใหญ่จะไม่รู้จนวันประกาศผล) ผมจะบอกเขาว่า แต่งานเอ็งจะดีพอกับการเข้ารอบหรือไม่ มันต้องประเมินเชิงเปรียบเทียบกับเล่มอื่น ๆ ด้วยว่ะ และก็จะต้องฟังทัศนะหรือรสนิยมกรรมการคนอื่น ๆ ด้วย กูไม่ได้ตัดสินคนเดียวนะโว้ย... มึงอย่าคาดหวังว่ากูจะช่วยอะไรมึงได้ กูต้องเป็นกลาง ๆ เวลาเขาพูดถึงมึงกูแทบจะงดออกเสียง แต่ยังไงกูก็ไม่แสดงสปิริตลาออก เพราะคนที่เสียประโยชน์คือมึง (ที่เป็นเพื่อนกู) ไม่ใช่ใครที่ไหน ถ้ากูลาออกกรรมการอีก 4 คนก็ต้องลาออกด้วยดิวะ เพราะคนส่งมาเกือบ 100 คน จะไม่ให้กรรมการแต่ละคนรู้จักกวีสักคนสองคนบ้างเลยรึ เอ็งว่าวงการนี้มันกว้างนักหรือวะ... ทำนองนี้... (ที่ร่ายมาทั้งหมดผมคิดถึงอีกทางที่เป็นไปได้ และไม่ได้ส่อว่าผมโยนหินถามทางจะเป็นกรรมการซีไรต์กับเขาด้วยนะครับ ผมยังไม่มีหนังสือสักเล่ม ไม่เคยมีบทวิจารณ์กวีนิพนธ์เผยแพร่เลยสักชิ้น และไม่เคยคิดจะเป็น...ผมแค่ยกตัวอย่างให้พี่ฟังเท่านั้น) ผมคิดว่านี่คือแนวทางที่แม้จะเป็นพวก แต่ไม่เล่นพรรคเล่นพวก และเป็นไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริง เพียงแต่อาจตรงข้ามกับความคิดความเชื่อของพวกพี่ ๆ ที่มีต่อกรรมการซีไรต์ปีนี้เท่านั้น ทั้งหมดนี้เป็นอันจบความคิดความรู้สึกที่ผมมีต่อแถลงการณ์ดังกล่าว และเป็นสิ่งที่ผมต้องการบอกให้พี่วรภ พี่กานติและวิสุทธิ์ทราบ ซึ่งมันไม่ได้เป็นเพียงจดหมายน้อยที่เขียนด้วยลายมือผมตามที่ตั้งใจเสียแล้ว ถึงตอนนี้คงไม่ใช่เรื่องของหมู่เราแค่ไม่กี่คนแล้วล่ะครับ แต่เป็นเรื่องของประชาคมวรรณกรรมทั้งประเทศกำลังจับตามอง ส่วนเขาจะพิจารณาความเห็นของพี่ ความเห็นของผม หรือความเห็นของคนอื่น ๆประการใด ก็สุดแล้วแต่จะพิจารณาตามมาตรฐาน รสนิยม และอคติของตน ๆ ท้ายนี้ หากที่ผ่านมาผมพูดตรง พูดแรงหรือหนักไปบ้าง ผมต้องขอโทษ และขอพี่วรภ พี่กานติ และวิสุทธิ์ ได้โปรดให้อภัยน้อง ๆ และเพื่อนอย่างผม ผมคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันคงอยู่ในประเด็นตามแถลงการณ์ และพี่คงเปิดกว้างที่จะให้ผมเห็นต่างออกไป โดยที่ยังคงนับถือเป็นพี่น้องร่วมวงวรรณได้อยู่ ด้วยรักและนับถือ ไอ้ปลง รวบรวมจากกระทู้ "คุยกับคุณไอ้ปลง" โดย วรภ วรภา http://www.softganz.com/meeped/index.php?file=webboard&obj=forum(1626) |
| ไอ้เสือ...บุก 2 | ||
สี่ขา...ไม่ใช่มีแค่หมานะคร๊าบบบ เมี้ยวๆ |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||