• ไอ้ปลง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-27
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 7551
  • จำนวนผู้โหวต : 21
  • ส่ง msg :
ผลักประตูบานเช้าก้าวไปเถิด เพื่อแสงแห่งสัจจะบรรเจิดจ้า
เป็นกีวี ใช่บังอร อย่านอนเปล่า ลุกขึ้นมา ขัดเงา รองเท้าบ้าง ให้แวววับ คนมอง สองข้างทาง โอ...ช่างใช้ ได้ดี กีวีเอย...
Permalink : http://www.oknation.net/blog/iplong
วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน 2550
แถลงการณ์ตรวจสอบคณะกรรมการรางวัลซีไรต์ รอบคัดเลือก พ.ศ.๒๕๕๐
Posted by ไอ้ปลง , ผู้อ่าน : 317 , 16:02:15 น.  
พิมพ์หน้านี้


ภาพจาก : ศูนย์วรรณคดีศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แถวยืนจากซ้าย กานติ ณ ศรัทธา พิเชษฐ์ศักดิ์ โพธิ์พยัคฆ์ พิชชา ถาวรรัตน์ ประภัสสร เสวิกุล ศิวกานท์ ปทุมสูติ วรภ วรภา พิเชฐ แสงทอง และ ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา 
แถวนั่งจากซ้าย นราวดี ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร เสาวณิต วิงวอน

แถลงการณ์ตรวจสอบคณะกรรมการรางวัลซีไรต์  รอบคัดเลือก  พ.ศ.๒๕๕๐
ฉบับที่ ๑


การพิจารณาวรรณกรรมรางวัลสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน(ซีไรต์)  มีปัญหาด้านต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน  และนับวันก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ  โดยเฉพาะความคลางแคลงใจต่อวิจารณญาณของคณะกรรมการ  ซึ่งกลายเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อถือ  ศรัทธาที่มีต่อรางวัลซีไรต์เพิ่มขึ้นทุกปี  แต่ไม่มีการตรวจสอบหรือท้วงติงกันอย่างเป็นทางการ
ปีนี้ก็เช่นกัน  การพิจารณาวรรณกรรมรางวัลซีไรต์ในรอบคัดเลือก ซึ่งมีคณะกรรมการประกอบด้วย  นายอดุลย์  จันทรศักดิ์  เป็นประธานกรรมการ  ผศ.ดร.ธเนศ  เวศร์ภาดา  นายพินิจ  นิลรัตน์  นายพิเชฐ  แสงทอง  นายวชิระ  ทองเข้ม  ผศ.ดร.สายวรุณ  น้อยนิมิตร  และ รศ.อวยพร  พานิช  เป็นกรรมการ  ได้คัดเลือกผลงานกวีนิพนธ์เข้ารอบสุดท้ายจำนวน ๘ เล่ม คือ  ๑. เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก  ของ ศิริวร  แก้วกาญจน์  ๒. ที่ที่เรายืนอยู่  ของ อังคาร  จันทาทิพย์  ๓. ปลายทางของเขาทั้งหลาย  ของ กฤช  เหลือลมัย  ๔. แมงมุมมอง  ของ พรชัย  แสนยะมูล  ๕. ฤดูมรสุมบนสรวงสวรรค์  ของ อุเทน  มหามิตร  ๖. ลงเรือมาเมื่อวาน  ของ ศิริวร  แก้วกาญจน์  ๗. โลกในดวงตาข้าพเจ้า  ของ มนตรี  ศรียงค์  ๘. หมู่บ้านในแสงเงา  ของ โกสินทร์  ขาวงาม  นั้น  ความเคลือบแคลงใจได้เกิดขึ้นอีกครั้ง  ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในวงการวรรณกรรม  โดยมีศูนย์รวมของปัญหาอยู่ที่ความบริสุทธิ์  ยุติธรรม  และการใช้วิจารณญาณอย่างแท้จริงของคณะกรรมการ 
“ประชาคมวรรณกรรมแห่งประเทศไทย”  เห็นว่า  นี่คือสิ่งที่ไม่ควรดูดาย  จึงขอนำเสนอประเด็นปัญหาต่าง ๆ เพื่อพิจารณาร่วมกัน  ดังนี้

๑. กรรมการมีผลประโยชน์ทับซ้อน  ผิดระเบียบของรางวัล
นายวชิระ  ทองเข้ม  หรือนามปากกาว่า สุภาพ  พิมพ์ชน  กับ นายพิเชฐ  แสงทอง เป็นรองประธานฝ่ายวิชาการของ “เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย”  ซึ่งมี ศิริวร  แก้วกาญจน์ เป็นฝ่ายดูแลการผลิตหนังสือ  โกสินทร์  ขาวงาม เป็นผู้ประสานงานภาคอีสาน (อิสรีอิน.  “เครือข่ายนักเขียนฯ ชวนฟัง ‘ดอน & สิงห์’ ตอบปัญหาทางอากาศ,”  เนชั่นสุดสัปดาห์.  วันศุกร์ที่  ๑๔  กรกฎาคม  ๒๕๔๙.)
จึงเห็นได้ว่า  กรรมการและเจ้าของผลงานที่เข้ารอบเป็นบุคคลในกลุ่มเดียวกัน  เท่านั้นยังไม่พอ  ผลงานของ โกสินทร์  ขาวงาม  ยังจัดพิมพ์โดย “เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย” อีกต่างหาก  เช่นนี้แล้ว  จึงมีคำถามว่า  นี่เป็นการเกื้อกูลกันภายในกลุ่มของตัวเองหรือเปล่า?  แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับว่า  เมื่อผู้จัดพิมพ์ (หรือผู้บริหารในองค์กรของผู้จัดพิมพ์) มาเป็นกรรมการเสียเอง  ก็เท่ากับ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ของกรรมการนั่นเอง  ซึ่งขัดต่อระเบียบการพิจารณาวรรณกรรมไทยเพื่อรับรางวัลซีไรต์  ปี พ.ศ. ๒๕๓๗  ลงนามโดยนายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ  กับนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  ในข้อที่ ๓.ว่าด้วยคณะกรรมการพิจารณาวรรณกรรมฯ  ซึ่งกำหนดว่า  กรรมการคัดเลือกจะต้องไม่เป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากงานที่เสนอเพื่อพิจารณา  (สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย  ในพระบรมราชูปถัมภ์.  ๒๕ ปีซีไรต์  รวมบทวิจารณ์คัดสรร.  ๒๕๔๗.  หน้า ๗๙๔.)
สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ  กับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน  ได้แก้ไขระเบียบข้อนี้  เพื่อให้กรรมการคัดเลือกมีสิทธิ์เป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากงานที่เสนอเพื่อพิจารณาแล้วหรือ?

๒. มีการเล่นพรรคเล่นพวก
คล้ายคลึงกับข้อแรก  กล่าวคือ  นายพินิจ  นิลรัตน์  กับ นายพิเชฐ  แสงทอง  เป็นสมาชิกของ “กลุ่มหน้าราม”  หรือกลุ่มนักเขียน-นักกิจกรรมที่เคยพำนักอยู่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง  หัวหมาก  การเป็นกรรมการของบุคคลทั้งสองทำให้ผลงานของสมาชิกกลุ่มหน้ารามด้วยกันคือ ศิริวร  แก้วกาญจน์  กับ อังคาร  จันทาทิพย์   เข้ารอบรวม ๓ เล่ม 
อย่างไรก็ตาม  ในสายตาของคนวงในอย่าง Mr.QC  มองเห็นว่า  การคัดเลือกรางวัลซีไรต์ปีนี้  มีผลงานของกลุ่มหน้ารามเข้ารอบถึง ๔ เล่ม  หรือคิดเป็น ๕๐ % ของทั้งหมด  โดยนับรวม พรชัย  แสนยะมูล ที่มีความสนิทชิดเชื้ออย่างยิ่งกับ นายพินิจ นิลรัตน์ เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มหน้ารามด้วย  ดังข้อเขียนที่ระบุว่า 
“เพื่อนกันถ้าไม่เพ้อถึงกัน...มันจะนับเป็นเพื่อนได้อย่างไร...เพราะจากหนังสือกวีนิพนธ์ที่ส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 76 เล่ม  มีเพื่อนกวีของผมอย่าง ศิริวร  แก้วกาญจน์  มีผลงานเข้ารอบถึง 2 เล่ม  ขณะที่เพื่อนรุ่นน้องของผมอย่าง อังคาร  จันทาทิพย์  และ พรชัย  แสนยะมูล  ก็เข้ารอบด้วยผลงานที่ไม่ธรรมดา  ทุกคนที่เอ่ยนามมา  พวกเรามักคุ้นกันดีกับรสชาติอาหารและเครื่องดองของเมาที่ร้านข้าวต้มคาราบาว  หน้ารามฯ  ในสมัยนั้น  ส่วนคณะกรรมการตัดสินรางวัลรอบแรกมีทั้งหมด 8 คน...”
“มีท่านใดมาจากริมบาทวิถีหน้ารามฯ บ้าง...ผมไม่บอก  อิ อิ อิ” 
(Mr.QC.  “เขียนถึงเพื่อนกวีจากริมบาทวิถีหน้ารามฯ,”  จุดประกายวรรณกรรม  หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ.  วันอาทิตย์ที่  ๑๕  กรกฎาคม  ๒๕๕๐.)
แม้ Mr.QC จะไม่บอกชื่อกรรมการที่มาจากกลุ่มหน้าราม  หรือเปิดเผยข้อมูลอื่นใดให้มากกว่านี้  คำถามก็เกิดขึ้นแล้วว่า  นี่คือการ “เล่นพวก” หรือเปล่า?

  นายพินิจ  นิลรัตน์  กับ นายพิเชฐ  แสงทอง  อาจจะกล่าวอ้างความบริสุทธิ์ใจในการคัดเลือก  หรืออ้างว่า  กวีและนักเขียนทุกคนในประเทศไทยก็เป็นพวกพ้องกันทั้งนั้น 
คำกล่าวว่า “พวกพ้อง” ในแวดวงวรรณกรรมเป็นคำที่น่าชื่นชม  แต่การที่ผลงานจากผู้เขียนที่สนิทสนมกับกรรมการในลักษณะ “กลุ่ม” และ “พรรคพวกใกล้ชิด” เข้ารอบมาหลายเล่ม  ดูจะเกินเชื่อว่าเป็นความบังเอิญ  จึงทำลายความน่าเชื่อถือของการคัดเลือกเสียสิ้น
เพราะแท้จริง  ในความสัมพันธ์ระหว่างคนที่มีอยู่มากมายนั้น  ยังมี “กลุ่มสนิทสนมเฉพาะ” เป็นกลุ่มย่อย ๆ อยู่ใช่ไหม?   
หาก นายพินิจ  นิลรัตน์  กับ นายพิเชฐ  แสงทอง เห็นแก่ “พวกพ้องในวงการวรรณกรรม” อย่างบริสุทธิ์ใจจริง  โดยไม่สนใจความเป็น “พรรคพวกใกล้ชิด” ทำไมจึงไม่ถอนตัวเสียตั้งแต่แรกเพื่อไม่ให้เป็นที่ครหา? 
และถ้าทุกคนเป็นพวกพ้องกันทั้งนั้น  ทำไม “พวกพ้อง” ในกลุ่มอื่น ๆ หรือที่ไม่สังกัดกลุ่มซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศไทยจึงไม่มีโอกาสเข้ามาเป็นกรรมการบ้าง?

๓. กรรมการมีอคติ  และไม่เข้าใจกวีนิพนธ์ 
กรรมการบางคนหรืออาจจะทั้งหมดก็เป็นไปได้  มีอคติต่อผลงานบางประเภท  และเข้าไม่ถึงกวีนิพนธ์อย่างแท้จริง  ปรากฏตามคำแถลงของ นายพิเชฐ  แสงทอง  ในวันประกาศผลรอบคัดเลือก เมื่อวันที่  ๙  กรกฎาคม  ๒๕๕๐ ว่า 
สถานการณ์ครั้งนี้เป็นเสมือนการปลดแอกให้กับกวี  หลังจากที่ผูกขาดกับความขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์มาแสนนาน  “งานหลายเล่มที่เข้ารอบ  จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยปลดกวีออกจากหอคอยขอบฟ้า  และอัญเชิญลงมาจากหิ้ง  เพราะจะสื่อให้เห็นว่า  เราสามารถเขียนกวีได้โดยไม่จำเป็นต้องไปเกร็งไปกลัว  หลายคนจะรู้สึกว่า  กวีมันต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่  คนที่เขียนกวีต้องเป็นกวีมาตั้งแต่ชาติปางก่อน  ก็เลยมีความเกร็งกลัวที่จะเสพที่จะสร้าง  ถึงกับมีคำพูดว่า  ถ้ากวีเดินผ่านมา  นักเขียนจะต้องลุกขึ้นและโค้งคำนับ  วิธีคิดแบบนี้ยิ่งทำให้สังคมและคนทั่วไปถอยห่างจากกวีมากขึ้น” 
(“หลากมิติหลายมุมมองในซีไรต์  2550,”  หนังสือพิมพ์มติชน.  ฉบับวันที่  ๑๔  กรกฎาคม  ๒๕๕๐.)
ความต้องการ “ปลดแอก” ให้แก่กวี (หรือกวีนิพนธ์)  นั่นหมายความว่า นายพิเชฐ  แสงทอง (หรืออีกนัยหนึ่งคือภาพรวมของคณะกรรมการทั้งหมด) มีความเห็นว่า  บทกวีประเภท “ขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์” ที่เคยเข้ารอบหรือได้รับรางวัลซีไรต์  ตกอยู่ในสภาพ “จำนน” “ทุกข์ทรมาน” หรือ “เป็นข้ารับใช้” ของอะไรสักอย่างใช่หรือไม่? (เช่นเดียวกับโค-กระบือที่ต้อง “เทียมแอก” ลากไถ)  ถ้าไม่ใช่  ทำไมต้อง “ปลดแอก”?  ดังนั้น  คำถามคือ  การที่กวีนิพนธ์ เพียงความเคลื่อนไหว  ของ เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์  นาฏกรรมบนลานกว้าง  ของ คมทวน  คันธนู  ปณิธานกวี  ของ อังคาร  กัลยาณพงศ์  หรือผลงานอื่น ๆ ของกวีคนอื่น ๆ  ซึ่งมีความขรึมขลังและศักดิ์สิทธิ์  เข้ารอบหรือได้รับรางวัลซีไรต์นั้น  ทำให้กวีหรือกวีนิพนธ์ต้อง “จำนน” หรืออย่างไร?  หรือแท้แล้วทัศนะเช่นนี้เป็นการสะท้อน “อคติ” ต่อผลงานประเภท “ขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์” ต่างหาก
มีข้อน่าสังเกตว่า  ทำไมคณะกรรมการจึงไม่คัดเลือกผลงานให้เข้ารอบครบตามเกณฑ์สูงสุดคือ “ไม่เกิน ๑๐ เล่ม”?  หรือว่าผลงานที่ตกรอบทั้งหลายไม่มีคุณภาพเทียบเท่ากับ ๘ เล่มนั้นอีกแล้ว?  จึงนำไปสู่คำถามว่า  นี่เป็นการ “ตั้งแท่น” ผลงานของพวกพ้องเพื่อ “มัดมือชก” กรรมการรอบตัดสิน  ใช่หรือไม่? – คำตอบล้วนอยู่ตรงนี้
ทัศนะ “ปลดแอก” ด้วย “อคติ” จึงเป็นคำตอบที่แท้จริง!!

ดังนั้น  ผลงานประเภท “ขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์”  ซึ่งส่งเข้าชิงรางวัลซีไรต์ปีนี้  จะมีพื้นที่ของตนเพียงใด  ในเมื่อคณะกรรมการมีอคติเสียแล้ว?
คณะกรรมการที่มีอคติจะอำนวยความยุติธรรมให้แก่ผลงานทุกประเภทได้อย่างไร?
การยกเหตุผลเรื่อง  ปลดกวี (หรือกวีนิพนธ์) ออกจากหอคอยขอบฟ้า  หรืออัญเชิญลงมาจากหิ้ง  มาอธิบายผลงานที่เข้ารอบก็เช่นกัน  เป็นภาพสะท้อนหรือเปล่าว่า  คณะกรรมการใช้หลักเกณฑ์นี้ในการคัดเลือก?  ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้  คำถามก็คือ  กวี (หรือกวีนิพนธ์) ที่อยู่บนหอคอยขอบฟ้า  หรือบนหิ้ง  ตามความเห็นของคณะกรรมการมีข้ออ่อนด้อยหรือน่ารังเกียจอย่างไรบ้าง?  กวีนิพนธ์หลายเล่มที่กล่าวมา  ไม่ได้อยู่ “บนหิ้ง” หรอกหรือ?  หรืออีกนัยหนึ่งคือ  กวีนิพนธ์เหล่านี้มีคุณค่าควรแก่การเคารพและศึกษาเรียนรู้  คณะกรรมการต้องการปลดลงมาด้วยเหตุผลอันใด?
นี่คือข้อตอกย้ำในอคติของคณะกรรมการ  และยังสะท้อนให้เห็นว่า  คณะกรรมการไม่ได้ใช้สติปัญญาอย่างเพียงพอเลยในการคัดเลือกครั้งนี้
การอธิบายต่อเนื่องเรื่อง “ความง่าย” ของกวีนิพนธ์  หรือทุกคนสามารถเขียนได้อ่านได้ก็เช่นกัน  ถามว่า  คณะกรรมการเข้าใจอย่างแท้จริงหรือเปล่าว่า  กวีนิพนธ์มีองค์ประกอบมากมาย  เช่น  องค์ความรู้  แรงสะเทือนใจ  จินตนาการ  และสุนทรียภาพ  เป็นต้น?   การยึดถือ “ความง่าย” เพียงประการเดียวโดยไม่สนใจองค์ประกอบอื่นใด  ก็เท่ากับย้ายที่กวีนิพนธ์จากที่ที่ควรอยู่ไปยังที่ไม่สมควร  ดังที่ นายพิเชฐ  แสงทอง (หรืออีกนัยหนึ่งคือภาพรวมของคณะกรรมการทั้งหมด) ต้องการ “ปลด” กวีนิพนธ์ออกจากหอคอยขอบฟ้า  หรืออัญเชิญลงมาจากหิ้ง  นั่นเอง  ซึ่งเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการถูกเหยียบย่ำทำลาย  หรือเสื่อมคุณค่าลงไป
นี่คืออันตรายของทิศทางวรรณกรรม 
นี่คืออันตรายของการศึกษาและเรียนรู้วรรณกรรม
นอกจากนี้  การกล่าวอ้างเรื่อง “ความง่าย” โดยไม่มีหลักเกณฑ์ใด ๆ มารองรับ  นอกจากเหตุผลอันเลื่อนลอยว่า   “ทุกคนสามารถเขียนได้อ่านได้”  ซึ่งไม่อาจพิสูจน์ข้อเท็จจริงใด ๆ ได้  ถึงที่สุดก็ย่อมหนีไม่พ้น “อัตวิสัย” ซึ่งไม่ได้ใช้ภูมิปัญญาอะไรเลย   
นายพิเชฐ  แสงทอง  และเหล่ากรรมการทั้งหลายจะมีทัศนะหรือพฤติกรรมต่อกวีนิพนธ์อย่างไรก็ไม่แปลก  ถ้าไม่ใช่ “กรรมการ” ที่จะต้องวางอคติของตนไว้เบื้องหลัง  และทอดปัญญาอย่างแท้จริงไว้เบื้องหน้า
ส่วนประเด็นที่ว่า  ถ้ากวีเดินผ่านมา  นักเขียนจะต้องลุกขึ้นโค้งคำนับ  (ชึ่งความจริงแล้ว นายพิเชฐ  แสงทอง  อ้างอิงมาผิด  ที่ถูกคือ  เมื่อกวีเดินผ่านมา  คนทั่วไปจะต้องลุกขึ้นยืนปรบมือ  ตามแนวคิดของทางตะวันตก  )  แสดงให้เห็นว่า  กวี (หมายถึงกวีที่แท้จริง  เช่น  รพินทรนาถ  ฐากูร  คาลิล  ยิบราน  หรืออังคาร  กัลยาณพงศ์  เป็นต้น)  เป็นผู้ทรงเกียรติ  และทรงภูมิปัญญาเช่นนักปราชญ์  กวีอยู่ในสังคมใด  สังคมนั้นย่อมได้ประโยชน์และภูมิใจในความเป็น “อารยะ” ของตน  เช่นนี้แล้วสังคมจะถอยห่างจากกวีหรือกวีนิพนธ์ไปเพื่ออะไร?  วิธีคิดแบบที่ไม่ต้องการให้กวีได้รับเกียรตินั่นต่างหากที่จะทำให้สังคมถอยห่างจากกวีหรือกวีนิพนธ์  เพราะเท่ากับผลักกวีนิพนธ์ลงสู่เหวของความโง่เขลา
ไม่น่าเชื่อว่า  บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีอคติ  เข้าไม่ถึงกวีนิพนธ์อย่างถ่องแท้  แถมยังมีทัศนะที่น่าสนเท่ห์เช่นนี้  จะมีบทบาทในการคัดเลือกผลงานที่สะท้อนภูมิปัญญาของประเทศ
รางวัลซีไรต์ที่อยู่ภายใต้การกำหนดทิศทางของบุคคลเช่นนี้จะมีสภาพเช่นไรหนอ?

๔. กรรมการผูกขาดอำนาจ
คณะกรรมการส่วนหนึ่งอยู่ในอำนาจอย่างยาวนาน  มากที่สุดคือ ผศ.ดร.ธเนศ  เวศร์ภาดา  เป็นกรรมการรอบคัดเลือก ๑๒ สมัย (ในจำนวนนี้เป็นประธานคณะกรรมการรอบคัดเลือก  ซึ่งหมายถึงการเป็นกรรมการรอบตัดสินด้วย ๓ สมัย)  ได้แก่ปี ๒๕๓๔-๒๕๓๙ , ปี ๒๕๔๔  และปี ๒๕๔๖-๒๕๕๐  รองลงมาคือ นายพิเชฐ  แสงทอง เป็นกรรมการรอบคัดเลือก ๔ สมัย ในปี ๒๕๔๖-๒๕๔๘  และปี ๒๕๕๐  นอกจากเป็นกรรมการรางวัลซีไรต์แล้ว  บุคคลทั้งสองรวมทั้ง นายพินิจ  นิลรัตน์ ซึ่งเป็นกรรมการรอบคัดเลือก ๒ สมัย ในปี ๒๕๔๙-๒๕๕๐  ยังกระจายตัวออกไปเป็นกรรมการในรางวัลอื่น ๆ อีกมาก เช่น รางวัลเซเว่นบุ๊กอะวอร์ด  รางวัลพานแว่นฟ้า  รางวัลศิลปาธร  รางวัลนายอินทร์อะวอร์ด  และรางวัลศิลปะเพื่อเยาวชนไทย  เป็นต้น  จนแทบจะเป็นการผูกขาดทิศทางวรรณกรรมของประเทศไทยก็ว่าได้
จริงอยู่  รางวัลจำนวนไม่น้อยในประเทศนี้ก็มีการผูกขาด  แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไป

  การผูกขาดอำนาจ  ด้านดีคือการสั่งสมประสบการณ์และการเสียสละ  แต่ด้านร้ายคือการเพาะสร้างอิทธิพล  และการใช้วิจารณญาณที่ซ้ำซาก  ส่งผลให้การตัดสินไม่เป็นไปตามทิศทางที่ควรจะเป็น  ดั่งคำแถลงของ ผศ.ดร.ธเนศ  เวศร์ภาดา ในวันประกาศผลรอบคัดเลือกรางวัลซีไรต์ปีนี้ว่า 
“ปีนี้น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า  กลอนเปล่าหรือบทกวีไร้ฉันทลักษณ์ผ่านเข้ารอบมาหลายเล่ม  เฉพาะที่เลือกเข้ามาอย่างน้อยจะมีอยู่สามเล่ม  ทั้งผลักทั้งดันกันเข้ามา  เพราะคิดว่าควรจะส่งเสริมบทกวีไร้ฉันทลักษณ์เหมือนกัน  และบทกวีไร้ฉันทลักษณ์มันจะมีคุณค่าอีกแนวหนึ่งคือ  จะเต็มไปด้วยจินตภาพและจินตนาการ” 
(หนุ่มบางนา.  “8 เล่มสุดท้าย  กวีนิพนธ์รางวัลซีไรต์  2550,”  จุดประกายวรรณกรรม  หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ.  ฉบับวันอาทิตย์ที่  ๑๕  กรกฎาคม  ๒๕๕๐.)
การ “ทั้งผลักทั้งดันกันเข้ามา” นั้น  แน่นอนว่า ผศ.ดร.ธเนศ  เวศร์ภาดา คนเดียวย่อมกระทำไม่สำเร็จ  ใครเล่าจะเป็นพวกที่ช่วยผลักช่วยดัน  ถ้าไม่ใช่พวกที่สั่งสมบารมีอยู่ด้วยกันในรางวัลซีไรต์หรือรางวัลต่าง ๆ  หรือไม่เช่นนั้นก็แสดงว่าอิทธิพลของ ผศ.ดร.ธเนศ  เวศร์ภาดา มีมากพอในการระดมพลผลักดันเพื่อผลที่ตัวเองต้องการ
การผลักดันภายใต้เหตุผลที่ต้องการส่งเสริมบทกวีไร้ฉันทลักษณ์  เป็นเหตุผลที่ชอบธรรมเพียงพอหรือไม่?  ในเมื่อรางวัลซีไรต์ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ว่าปีไหนจะต้องส่งเสริมบทกวีแบบไหน  แต่เปิดกว้างให้แก่ผลงานทุกประเภทที่ดีพร้อมต่างหาก  (ดูรายละเอียดกฎเกณฑ์ในการเลือกสรรเรื่องเข้าพิจารณารางวัลซีไรต์  ใน ทิน  ละออ.  25 ปีซีไรต์.  2546.  ไม่ระบุเลขหน้า.)  ผศ.ดร.ธเนศ  เวศร์ภาดา  รวมทั้งทีมงานที่ช่วยผลักช่วยดัน  จึงเอาความเห็นของตนอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของรางวัล 
การ “ทั้งผลักทั้งดัน”  และ “คิดว่าจะส่งเสริม” (รวมทั้ง “ปลดแอก” ตามคำกล่าวของ นายพิเชฐ  แสงทอง)  แสดงให้เห็นว่า  กรรมการเข้าใจว่าตน “คิด” จะทำอะไรก็ได้  คิดจะกำหนดทิศทางกวีนิพนธ์อย่างไรก็ได้  ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ถึงการใช้ “อำนาจ” โดยกำลังละเลย “หน้าที่” ที่ควรต้องดำเนินไปภายใต้กรอบเกณฑ์กติกาที่มีอยู่
จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า อำนาจตามหน้าที่ภายใต้กรอบเกณฑ์กติกา  กรรมการ “คิดจะส่งเสริม” “คิดจะกำหนดประเภท” ชิ้นงานตามแต่ใจตน  “คิดจะปลดแอก”  “คิด” อยากได้และให้เป็นไป  นั่นเป็นการสมควรแล้วหรือ?
จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า โดยหน้าที่ภายใต้กรอบกติกา กรรมการควรพิจารณาเนื้องานแต่ละประเภท  แต่ละแนวขนบตามที่มันควรเป็นมิใช่หรือ?
เพราะการใช้อำนาจเช่นนี้เป็น “อำนาจบาตรใหญ่” (power)  หาใช่ “อำนาจหน้าที่” (authority) ไม่
“อำนาจหน้าที่” ที่กรรมการได้รับมอบหมายคือ  ต้องผลักดันกวีนิพนธ์โดยพิจารณาเนื้อหาและการสร้างสรรค์ของผลงานทุกประเภทอย่างยุติธรรม
ส่วนคำอธิบายที่ว่า  กวีนิพนธ์ไร้ฉันทลักษณ์มีคุณค่าในแง่ของความอิ่มเต็มด้านจินตภาพและจินตนาการนั้น  ถามว่า  จินตภาพและจินตนาการถูก “ผูกขาด” อยู่ในกวีนิพนธ์ไร้ฉันทลักษณ์ประเภทเดียวหรือ?  ไม่ถูกต้องกว่าหรือที่จะกล่าวว่า  กวีนิพนธ์ทุกประเภทล้วนแต่อุดมไปด้วยจินตภาพและจินตนาการได้ทั้งนั้น
คณะกรรมการที่เข้าใจผิดเรื่องรูปแบบและเนื้อหา  มีหรือที่จะไม่เข้าใจผิดในการคัดสรร?

๕. กรรมการไม่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง
คณะกรรมการส่วนหนึ่งไม่เคยมีผลงานด้านการเขียนกวีนิพนธ์  การวิจารณ์กวีนิพนธ์  หรือการวิจัยกวีนิพนธ์  ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงในวงการวรรณกรรม  หรือแสดงให้เห็นว่า  เป็นผู้ “รู้จริง” ในสาขากวีนิพนธ์  แต่สามารถเข้ามาเป็นกรรมการได้เพราะมีตำแหน่งอยู่ในคณะกรรมการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  หรือคณะกรรมการสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ  หรือมีสายสัมพันธ์อยู่กับสมาคมทั้งสองนี้
ตัวอย่างเช่น นายพินิจ  นิลรัตน์  เป็นกรรมการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  แต่ไม่เคยมีงานเขียนหรืองานวิชาการใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า  เป็นผู้มีความรู้  ความเข้าใจด้านวรรณกรรมพอเพียงที่จะเป็นกรรมการในรางวัลระดับประเทศ  แต่กลับได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรอบคัดเลือกรางวัลซีไรต์ถึง ๒ สมัยติดกัน  พิจารณาผลงานทั้งประเภทนวนิยายและกวีนิพนธ์  รวมทั้งเป็นกรรมการในรางวัลอื่น ๆ อีกมาก  ดังกล่าวแล้ว
ผลงานในปัจจุบันของ นายพินิจ  นิลรัตน์ คือเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ลงในคอลัมน์รายงานวรรณกรรมของหนังสือพิมพ์รายวันบางฉบับในวันอาทิตย์  เขียนข่าวความเคลื่อนไหววรรณกรรมในหนังสือบางเล่ม  และใช้นามปากกา ฝุ่นฟ้า  ธุลีดิน  เขียนบทกวีลงพิมพ์ตามนิตยสารอยู่บ้าง 

ส่วนผลงานในอดีตคือใช้นามปากกา นิด  ระโนด  เขียนบทกวีชื่อ กูคือคอลัมนิสต์  ได้รับรางวัลยกย่อง (ชมเชย) จากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ  กับเป็นผู้ดูแลคอลัมน์บทกวีในนิตยสาร “ฐานสัปดาห์วิจารณ์”  และหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ”  อยู่ระยะหนึ่ง
ผลงานเหล่านี้  โดยเฉพาะการได้รับรางวัลยกย่อง (ชมเชย) จากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ  กับการดูแลคอลัมน์บทกวี  อาจนำมาใช้ยืนยันความรู้  ความเข้าใจด้านกวีนิพนธ์ได้อยู่บ้าง  แต่คำถามคือ  ทำไมผู้ที่เขียนกวีนิพนธ์  วิจารณ์กวีนิพนธ์  หรือวิจัยกวีนิพนธ์   ซึ่งแสดงภูมิปัญญาที่เหนือกว่า นายพินิจ  นิลรัตน์ อยู่มาก  จึงไม่ได้รับโอกาสจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยให้เข้ามาเป็นกรรมการ? 
หรือแท้แล้ว นายพินิจ  นิลรัตน์ เป็นกรรมการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  จึงมีสิทธิ์มีเสียงในการเลือกตัวเอง?
หรือแท้แล้ว นายพินิจ  นิลรัตน์ ทำหน้าที่สื่อมวลชนอยู่ด้วย  จึง “พูดเสียงดัง” กว่าใคร  และเป็นข้อได้เปรียบในการเลือกกรรมการแต่ละครั้ง? 
ถึงที่สุด  สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยใช้วิจารณญาณเพียงใดในการคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นกรรมการรางวัลซีไรต์  และรางวัลอื่น ๆ?
มีข้อน่าสังเกตว่า  ในปีที่ผ่านมา  นายพินิจ  นิลรัตน์ ในฐานะกรรมการรอบคัดเลือกรางวัลซีไรต์ประเภทนวนิยาย (ทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะมีความรู้เพียงพอเช่นกัน)  ได้ออกมาคัดค้านผลงานที่ได้รับรางวัลในรอบตัดสิน  แม้ว่าผลงานนั้นตัวเองจะเป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือกเข้าไปก็ตาม  นี่ย่อมแสดงว่า นายพินิจ  นิลรัตน์ ไม่สามารถแสดงเหตุผลเพื่อเอาชนะกรรมการผู้อื่นในที่ประชุมได้  จึงออกมาแสวงหาชัยชนะข้างนอก
บุคคลที่ความรู้  ความสามารถ และวุฒิภาวะยังไม่เพียงพอเช่นนี้  สมควรเพียงใดต่อการเป็นกรรมการคัดเลือกรางวัลซีไรต์?

สรุปความได้ว่า  คณะกรรมการรอบคัดเลือกรางวัลซีไรต์ในปีนี้  เป็นผู้ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน  ผิดระเบียบของรางวัล  เล่นพรรคเล่นพวก  มีอคติ  ไม่เข้าใจกวีนิพนธ์อย่างถ่องแท้    ผูกขาดอำนาจ  และไม่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงในวงการวรรณกรรม  คณะกรรมการเช่นนี้ย่อมทำลายกวีนิพนธ์มากกว่าสร้างสรรค์กวีนิพนธ์  ทำลายรางวัลซีไรต์  มากกว่าเกื้อหนุนรางวัลซีไรต์  ซึ่งส่งผลกระทบถึงการพัฒนาทางภูมิปัญญาของประเทศ  เนื่องจากในแต่ละปีมีนักเรียน  นักศึกษา  ครู  และประชาชนทั่วไป  รอคอยอ่านผลงานที่ได้รับรางวัลซีไรต์จำนวนนับแสนคน  และหนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรต์ก็จะอยู่คู่ประวัติศาสตร์วรรณกรรมให้อ่านหรือศึกษากันอย่างต่อเนื่อง  จึงมีผู้เสพหนังสือเหล่านี้อยู่รุ่นแล้วรุ่นเล่าเป็นจำนวนมหาศาล  หากกรรมการที่ไม่มีความเชี่ยวชาญหรือความเป็นธรรมเข้ามาคัดเลือก  ก็จะได้ผลงานที่ไม่อาจคาดหวังว่า  จะสร้างสติปัญญาให้แก่สังคมได้หรือไม่  ซ้ำร้ายกว่านั้นอาจนำพาสังคมไปในทางตกต่ำก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม  แถลงการณ์นี้มิได้มุ่งร้ายแก่คณะกรรมการรอบคัดเลือกรางวัลซีไรต์  หรืออคติ  หรือโกรธแค้นส่วนตัวแต่ประการใด  เพียงต้องการตรวจสอบคุณสมบัติและพฤติกรรม  ในฐานะบุคคลสาธารณะที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาวรรณกรรมไทยเท่านั้น  อาจจะมีกรรมการบางคนที่มีความยุติธรรม  และมีความรู้ความสามารถ  แต่ในเมื่อต้องมาตกระกำอยู่ในกลุ่มของผู้ที่ไม่ได้ใช้สติปัญญาและความเป็นธรรมอย่างแท้จริงแล้ว  ก็ย่อมถูกตรวจสอบไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง 
นอกจากนี้  แถลงการณ์นี้ก็มิได้มุ่งร้าย  หรืออคติ  หรือโกรธแค้นส่วนตัวแก่กวีผู้มีผลงานเข้ารอบเช่นกัน  เพราะกวีย่อมสร้างสรรค์ผลงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ความผิดหรือความไม่เหมาะสมใด ๆ ของกรรมการไม่ใช่ความผิดหรือข้อตำหนิของกวีแม้แต่น้อย 

“ประชาคมวรรณกรรมแห่งประเทศไทย” ขอเรียกร้องแก่สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ  กับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  เพื่อแก้ไขปัญหารางวัลซีไรต์  และพัฒนาวงการวรรณกรรมให้ดีขึ้น  ดังนี้ 
๑.สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ  กับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  ควรแสดงความรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่งต่อการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ขัดระเบียบของตัวเอง  แถมยังน่าเคลือบแคลงใจในความรู้  ความสามารถ  และความยุติธรรม 
๒.รางวัลใด ๆ ก็ตามที่สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ  กับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  เข้าไปเกี่ยวข้อง  ซึ่งมีผลกระทบต่อวงการวรรณกรรม  และวงการการศึกษา  การเรียนรู้ของสังคม  ควรเปิดโอกาสให้บุคคลในวงการวรรณกรรมมีส่วนร่วมในการคัดสรรคณะกรรมการ
๓.คณะกรรมการรางวัลใด ๆ ก็ตามที่สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ  กับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  เข้าไปเกี่ยวข้อง  ซึ่งมีผลกระทบต่อวงการวรรณกรรม  และวงการการศึกษา  การเรียนรู้ของสังคม  ควรมีวาระการดำรงตำแหน่ง 
๔.คณะกรรมการสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ  กับคณะกรรมการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  ควรมีวาระการดำรงตำแหน่ง  เพื่อไม่ให้สะสมอำนาจจนเกินควร 
๕.สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ  กับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  ควรจัดประชุมหรือสัมมนาร่วมกัน  โดยมีบุคคลในวงการวรรณกรรม  เช่น  กวี  นักเขียน  นักวิจารณ์  นักวิชาการ  เป็นต้น  เข้าร่วม  เพื่อกำหนดหลักการและรายละเอียดในข้อ ๒.  ข้อ ๓.  และข้อ ๔. 

พร้อมกันนี้  ขอเรียนมายังกวี  นักเขียน  นักวิจารณ์  นักวิชาการ  นักอ่าน  ผู้จัดพิมพ์  ผู้จัดจำหน่าย  ตลอดจนสื่อมวลชน  ซึ่งปรารถนาให้วงการวรรณกรรมมีพัฒนาการที่ดีขึ้น  กรุณาเสนอความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหารางวัลซีไรต์  โดยส่งเป็นจดหมายหรือไปรษณียบัตรไปยัง ศูนย์ประสานงานประชาคมวรรณกรรมแห่งประเทศไทย  ๑๗๔  หมู่ ๑  ต.ตันหยงโป  อ.เมือง  จ.สตูล  ๙๑๐๐๐  หรือทางอีเมล์ prachakhom 123 @ yahoo. com ภายในวันที่  ๑๐  กันยายน  ๒๕๕๐  เพื่อประมวลความคิดเห็นของท่านเสนอเพิ่มเติมไปยังสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ  กับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  ต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

ประชาคมวรรณกรรมแห่งประเทศไทย

รายนามกวี  นักเขียน  ผู้ลงชื่อท้ายแถลงการณ์ 
ในนาม  ประชาคมวรรณกรรมแห่งประเทศไทย
 

1.  วรภ  วรภา  จ.สตูล
2.  กานติ  ณ ศรัทธา  จ.นครศรีธรรมราช
3.  วิสุทธิ์  ขาวเนียม  จ.ตรัง
4.  กอนกูย  กรุงเทพฯ
5.  คำเมือง  เอกอ้อย  จ.นครพนม
6.  จเรวัฒน์  เจริญรูป  จ.ปัตตานี
7.  จิตฯ  คัมภีรภาพ  กรุงเทพฯ
8.  ไชยา  วรรณศรี  จ.สุรินทร์
9.  ชัชวาล  โคตรสงคราม  จ.ร้อยเอ็ด
10.  ดรุณี  เดชานุสรณ์  จ.ตรัง
11.  ดวงแก้ว  กัลยาณ์  จ.นครศรีธรรมราช
12.  ทวีสิทธิ์  ประคองศิลป์  จ.เพชรบุรี
13.  ธรรม  ทัพบูรพา  กรุงเทพฯ
14.  ธาร  ธรรมโฆษณ์  นครศรีธรรมราช
15.  ปรเมศวร์  กาแก้ว  จ.สงขลา
16.  ปรัชชา  ทัศนา  จ.นครศรีธรรมราช
17.  ปะหล่อง  จ.เชียงราย
18.  ปัทมราษฎร์  เชื้อศูทร  จ.พัทลุง
19.  ไพชัฏ  ภูวเชษฐ์  จ.สตูล
20.  รมณา  โรชา  จ.นครศรีธรรมราช
21.  รุ่ง   ใจมา  จ.เชียงราย
22.  เริงวุฒิ  มิตรสุริยะ  กรุงเทพฯ
23.  วิโรจน์  วุฒิพงศ์  จ.สุราษฎร์ธานี
24.  วันรวี  รุ่งแสง  กรุงเทพฯ
25   สมบัติ  ตั้งก่อเกียรติ  กรุงเทพฯ
26.  สันธวัช  ศรีคำแท้  จ.สระบุรี
27.  สาทร  ดิษฐสุวรรณ  จ.สงขลา
28.  สิงหา  สัตยนนท์  จ.ศรีสะเกษ
29.  สิระพล  อักษรพันธุ์  จ.ตรัง
30.  สุขุมพจน์  คำสุขุม  จ.มหาสารคาม
31.  สุรชาติ  เกษประสิทธิ์  จ.ปัตตานี
32.  อนุสรณ์  มาราสา  จ.สตูล
33.  สุมาตร     ภูลายยาว   จ.เชียงใหม่
34.  ภราดร – ติภาพ   ภาคเหนือ
35.  ตะวัน  จันทรา    ภาคเหนือ
36. บัวกันต์ วิลามาศ จ.ศรีษะเกษ
37. สุนทร แสงสุกใส จ.อยุทธยา *

ตั้งแต่ลำดับที่  36  เป็นต้นไป เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องตั้งแต่ข้อ 2 – ข้อ 5 

38.  เวียง – วชิระ  บัวสนธิ์      กรุงเทพฯ
39. สุทธิพงศ์   ธรรมวุฒิ    กรุงเทพฯ
40.   ประกาย   ปรัชญา     จ. ชลบุรี
41.   อธิคม   คุณาวุฒิ       กรุงเทพฯ
42.   เสี้ยวจันทร์     แรมไพร  กรุงเทพฯ
43.   ณัฐกานต์    ลิ่มสถาพร    กรุงเทพฯ
44.   จารี     จันทราภา          กรุงเทพฯ
45.  ธนิต    สุขเกษม      กรุงเทพฯ
46.  คมสัน    นันทจิต    กรุงเทพฯ
47.  เอก – วิชัย   จงประสิทธิ์พร   กรุงเทพฯ 
48.  ภู  เชียงดาว   จ. เชียงใหม่
49.  คำ  พอวา   จ.เชียงใหม่
50. แพร จารุ  จ.เชียงใหม่
51. ถนอม ไชววงศ์แก้ว  จ.เชียงใหม่
52. เอก อัคดี  จ. กรงเทพฯ

ตั้งแต่ลำดับที่ 46  เป็นต้นไป  เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องข้อที่ 4 – ข้อที่ 5

53.  มหา   สุรารินทร์     กรุงเทพฯ
54.  อโศก   ศรีวิชัย   กรุงเทพฯ
55.  นนทวรรณ  บุญวงศ์   กรุงเทพฯ
56.  ภาสกร    วิเวกวรรณ   กรุงเทพฯ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8
ไอ้ปลง วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 10.34 น.
http://www.oknation.net/blog/iplong

เพื่อให้เข้ากับเนื้อหาแถลงการณ์และรูปประกอบ
ผมขอนำเสนอข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ
การตัดสินรางวัลซีไรต์รอบกวีนิพนธ์ 2 ครั้งที่ผ่านมา



พ.ศ. 2547
เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์, แม่น้ำรำลึก, สำนักพิมพ์รูปจันทร์

ผู้เข้ารอบที่เหลือ

กานติ ณ ศรัทธา, ที่ซึ่งขุนเขาทะลุเมฆ
พิชชา ถาวรรัตน์, ความสุขของแผ่นดิน
พิเชษฐ์ศักดิ์ โพธิ์พยัคฆ์, WAR เรามีพระเจ้าคนละองค์
วรภ วรภา, หมอกฝัน ม่านฟ้า ห่าฝน
ศิวกานท์ ปทุมสูติ, ครอบครัวดวงตะวัน, สำนักพิมพ์คนตะวันตก
ศิริวร แก้วกาญจน์, ประเทศที่สาบสูญ, สำนักพิมพ์หนังสือใต้ดิน

คณะกรรมการตัดสิน: 1. อ.นิตยา มาศะวิสุทธิ์, 2. ศ.ดร.กุสุมา รักษมณี, 3. ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 4. รศ.ดร.ชุติมา สัจจานนท์, 5. ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร, 6. ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา และ 7. เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

คณะกรรมการคัดเลือก: 1. ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา, 2. ผศ.เสาวณิต วิงวอน, 3. พิเชฐ แสงทอง, 4. อดุล จันทรศักดิ์, 5. อรรคภาค เล้าจินตนาศรี, 6. รศ.อวยพร พานิช และ 7. น.ท.หญิงสุมาลี วีระวงศ์


พ.ศ.2550
มนตรี ศรียงค์, โลกในดวงตาข้าพเจ้า, สำนักพิมพ์สามัญชน

ผู้เข้ารอบที่เหลือ
กฤช เหลือลมัย, ปลายทางของเขาทั้งหลาย, แพรวสำนักพิมพ์
โกสินทร์ ขาวงาม, หมู่บ้านในแสงเงา, เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย
พรชัย แสนยะมูล, แมงมุมมอง, สำนักพิมพ์ไม้ยมก
ศิริวร แก้วกาญจน์, เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก, แสงเงาสำนักพิมพ์
ศิริวร แก้วกาญจน์, ลงเรือมาเมื่อวาน, ผจญภัยสำนักพิมพ์
อังคาร จันทาทิพย์, ที่ที่เรายืนอยู่, ไชน์ พับลิชชิ่ง
อุเทน มหามิตร, ฤดูมรสุมบนสรวงสวรรค์, -

คณะกรรมการตัดสิน : 1. ชมัยภร แสงกระจ่าง 2.ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร 3. อดุล จันทรศักดิ์ 4. แคน สังคีต 5. เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 6. จิระนันท์ พิตรปรีชา

คณะกรรมการคัดเลือก: 1. อดุล จันทรศักดิ์, 2. ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา, 3. ผศ.ดร.สายวรุณ น้อยนิมิตร, 4. พิเชฐ แสงทอง, 5. วชิระ ทองเข้ม, 6. พินิจ นิลรัตน์ และ 7. รศ.อวยพร พานิช

ความคิดเห็นที่ 7
พลายพัทลุง วันที่ : 13/09/2007 เวลา : 23.05 น.
http://www.oknation.net/blog/suphakara
 วัจนะกวีอิสระ:ถ้อยคำ เรื่องราวและนิยาย/กลุ่มเขียนข้าว   : http://www.oknation.net/blog/writerdao     นักเขียนของโลกฯ        >เพิงเพลงบ้านจันทร์ดาว http://www.oknation.net/blog/waraninstar



ความคิดเห็นที่ 6
ไอ้ปลง วันที่ : 13/09/2007 เวลา : 22.23 น.
http://www.oknation.net/blog/iplong

ขอบคุณครับ ลานเทวา

มิได้ ๆ

มิได้หมายจะนำมาต่อความยาวสาวความยืดแต่อย่างใด

แต่จะนำมาประมวลภาพบางด้าน เก็บไว้ให้เป็นที่เป็นทางเท่านั้น

อีกนัยหนึ่งก็คือเก็บเอาไว้อ่านเพื่อ "ปลง" ด้วยนั่นเอง
ความคิดเห็นที่ 5
ลานเทวา วันที่ : 13/09/2007 เวลา : 21.37 น.
http://www.oknation.net/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

ปลง
ต้อง
ปลง
ปลง
ไม่
ปลง
มันคง
ไม่จบ


ความคิดเห็นที่ 4
littlewizard วันที่ : 13/09/2007 เวลา : 17.02 น.
http://www.oknation.net/blog/littlewizard


มาฟังความคิดเห็นครับ
ความคิดเห็นที่ 3
ไอ้ปลง วันที่ : 13/09/2007 เวลา : 16.22 น.
http://www.oknation.net/blog/iplong

แถลงการณ์ฉบับร่าง (ห้ามอ้างอิงใดๆ)
ที่ต้องการล่ารายชื่อและความคิดเห็นครั้งที่แล้ว
เต็มไปด้วยช่องโหว่ ใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จและไม่ครบถ้วน มุ่งดิสเครดิตกรรมการเป็นรายๆ
ถูกกระจายออกไปประมาณ 100 ฉบับ (ตามคำให้สัมภาษณ์ของแกนนำ)
โดยกำหนดวันสุดท้ายในการแจ้งรายชื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2550
จากนั้นจะไปสู่ขั้นตอนการเผยแพร่ต่อผู้เกี่ยวข้องและสื่อมวลชน

รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ

ทราบว่าจนถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2550 รวบรวมรายชื่อได้แค่ 30 กว่าคนเท่านั้น

มาวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปตามที่ได้คาด
มีการติดตาต่อยอดแถลงการณ์กันยุ่บยั่บ เพื่อหาแนวร่วมเพิ่มขึ้น
มีการเพิ่มข้อเรียกร้องเข้าไปอีก 5 ข้อ ซึ่งหลายข้อน่าสนใจดี แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเร่งร้อนหรือผนวกรวมกันคราวนี้
อีกทั้งมีวิธีการสมานฉันท์กันกว่านี้มากมายนัก ที่ไม่ใช่การตั้งโต๊ะล่ารายชื่อ เรียกร้องจากข้างนอก

สำหรับผม
เมื่อเริ่มต้นด้วยบ้องกัญชา มันคงกลับไปเป็นลำไม้ไผ่ยากแล้ว

หากการเคลื่อนไหวทั้งมวลของประชาคมวรรณกรรมถูกถ้วนดีแล้วจริง

ไฉนไยไม่มีชื่อกวี/นักเขียนหัวเมืองปากใต้ คนสำคัญ ๆ เลยแฮะ

(เอาปากใต้ก่อนแล้วกัน เพราะเป็นฐานที่มั่น)โดยเฉพาะในรายชื่อล็อตที่ 1

เป็นเพราะ...ไม่ได้รับแถลงการณ์ จดหมายไปไม่ถึง
จดหมายผิดซอง หรือจดหมายเป็นหมัน:
ได้รับ...แต่อยากวางตัวเป็นกลาง และเห็นเป็นเรื่องของ "เด็ก ๆ"

ได้รับ...แต่ไม่เห็นด้วย

เอแบคโพลล์ช่วยสำรวจหน่อย

พูดก็พูดเถอะ จากอารมณ์ผิดหวัง ไม่เข้าใจในตอนแรก ๆ ที่แสดงออกในบอร์ดหมี่เป็ด
พอผมย้อนกลับไปอ่านแถลงการณ์ตัวจริงใหม่ และมองภาพรวมปรากฎการณ์ทั้งหมด
ผมรู้สึกมันตลก ๆ ขำ ๆ อย่างไงไม่รู้


นอกจากเนื้อแถลงการณ์ที่ออกมาจากกวี จะมีถ้อยคำที่ไม่ไพเราะ และงามแล้ว
ผมกำลังมองหาแง่งามจากปรากฏการณ์นี้
และสิ่งที่ติณว่ามา ตอบโจทย์ได้ระดับหนึ่ง

หรือปรากฏการณ์นี้คือการนำให้กวีนิพนธ์เข้าถึงมวลชน (โดยไม่ต้องอัญเชิญลงจากหิ้ง )

มีข้อเท็จจริงว่า ก่อนและนับแต่ประกาศผล 8 เล่มสุดท้าย กวีได้ยึดครองพื้นที่หน้าข่าวบันเทิง
ของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ (โดยเฉพาะมติชน) มาอย่างต่อเนื่อง

นี่คือกลวิธีทำให้คนวงนอกค่อย ๆ เข้าสู่วงสรรณกรรม
และสนใจเรื่องราวของหมู่เราที่แยบคายนัก

อย่าได้มองในแง่ร้ายเลยว่า การวิวาทะ หรือจะมองว่าทะเลาะกันครั้งนี้
จะทำให้คนถอยห่างจากวรรณกรรมและกวีนิพนธ์

ขนาดหน้าข่าวบันเทิงที่ลงข่าวดาราคนโน้นเลิกคนนี้ เพราะคนนั้นเป็นมือที่สาม สี หรือ ห้า
หรือบางครั้งถึงขั้นตบตีแย่งคู่กัน ยังไม่เห็นทำให้คนผละจากการติดตามวงการบันเทิงเลย

มันยังคงน่าสนใจ หอมหวน ชวนใกล้ชิดเสมอ ๆ

ประเทศนี้กวี ยกระดับเทียบชั้นดาราในหน้าบันเทิงก็คราวนี้
นี่อาจนับเป็นคุณูปการโดยแท้

ที่ว่ากันว่าซีไรต์ปีกวีนิพนธ์เงียบกว่า ได้รับความสนใจน้อยกว่า ปีที่ประกวดนวนิยายหรือเรื่องสั้นนั้น
เห็นทีจะต้องทบทวนด้วย

นี่คือแง่งาม หรือมิใช่...


ขอฝากอีกครั้งว่า
(รางวัล) ซีไรต์ ไม่ใช่ทั้งหมดของ "วรรณกรรม"
(รางวัล) ซีไรต์ ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต

นั่นแสดงว่าในวงการวรรณกรรมแคบ ๆ ปานเวียนไปเวียนมาอยู่ในกะลาของพวกเรานี้
ความเป็นมิตรสหายที่ดีต่อกัน ไม่เพ่งโทษ ขึ้งเกลียดเคียดแค้นต่อกัน เป็นเรื่องสำคัญกว่า

ใครจะเอามิตรภาพ ความดีงาม เกียรติยศ ชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งหมดในชีวิตมาแลกกับซีไรต์
ก็เชิญได้ตามสบาย....

เชิญทำสงครามเถิดอรชุน...


หากเราเห็นว่า กระบวนการคัดเลือกไม่มีมาตรฐาน ไม่มีคุณภาพ
ทำให้ได้ผลงานรางวัลซีไรต์ที่ไม่มีคุณภาพ
ไม่อาจยกระดับทั้งสติปัญญาผู้คนและวงการวรรณกรรม
เป็นเหตุเป็นปัจจัยสืบเนื่องกันตามนัยแห่งอิทัปปัจจยตา

เอาเหอะ...
สมมตินะ สมมติว่าข้อหาและเนื้อหาในแถลงการณ์จริงทั้งหมดทุกประการ

สิ่งที่ควรทำให้จงหนักในวิถีแห่งปัญญาชนก็คือ รอให้มีการประกาศผล
แล้วจงลงมือวิจารณ์ผลงานที่ได้รับรางวัล ในลักษณะสับให้ละเอียดยิบๆ

ซึ่งหากมันมีข้อบกพร่องอ่อนด้อย ฉกาจฉกรรจ์เช่นนั้นจริง
ก็ย่อมสะท้อน "คุณภาพ" ของกรรมการอยู่แล้วโดยนัย
ชนิดที่ไม่ต้อง "แฉ" สาแหรกกรรมการเป็นราย ๆ ก็ย่อมได้

หลังจากนั้นจึงค่อยมาเสนอทางออกทางแก้กันต่อไป...

ผมยังยืนยันว่าทั้งหมดทั้งมวล โดยเฉพาะข้อเรียกร้อง 2-5 ที่เพิ่มเข้ามานั้น
ไม่ใช่เรื่องเร่งร้อนที่ต้องทำเอาในช่วงเวลาการประกาศผลรอบสุดท้าย
หรือทำ "ดักหน้า" การประกาศผลรางวัลซีไรต์ ในวันที่ 28 ส.ค.2550

นั่นแปลว่าอะไร...
(ทำให้ผมนึกถึงคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์ศิวกานท์เหมือนกัน)
เราไม่ต้องให้ราคากับหญ้าคาและจอมปลวกใช่หรือไม่...

แม้แถลงการณ์จะเคยระบุว่า
ผลงานที่เข้ารอบบางเล่มมีคุณภาพ (ไม่รู้เล่มไหนบ้าง)
ถามว่าหากเล่มที่มีคุณภาพเล่มนั้น (ไม่รู้เล่มไหน) ได้รับรางวัลซีไรต์
เกียรติของเขาในฐานะกวีเจ้าของผลงานจะต้องมัวหมองลงหรือไม่ ??

หรือการตีขลุมคลุมเครือเช่นนี้ไม่ส่งผลเสียหายอะไรกับใครเลย

การไม่ให้เกียรติเพื่อนร่วมวิชาชีพกวีเช่นนี้
ควรจะได้รับเกียรติใด ๆ ตอบแทนจากเพื่อนบ้าง
คงไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดเดา...

ผมคิดว่าการออกแถลงการสองขยัก สองท่อนสามท่อนในฉบับเดียวกัน
และให้เลือกลงชื่อสนับสนุนได้ตามความสมัครใจในกลุ่มเห็นด้วยกับข้อ 1
กลุ่มเห็นด้วยกับข้อ 2- 5 และกลุ่มเห็นด้วยกับข้อ 4-5

นี่ผมวิเคราะห์เชิงกลยุทธิ์ว่าเป็นการด้อยพลังในตัวมันเอง
เดชะบุญที่ไม่มีใครสนับสนุนข้อ 2-5 เพียงข้อใดข้อหนึ่ง
ไม่งั้นก็จะมีกลุ่มย่อยซ้อนลงไปอีกนับอนันต์

ซึ่งนั่นผมคิดว่าทำให้แถลงการณ์ฉบับที่ว่ากันว่าเป็นตัวจริงนี้ "ไร้พลัง" ไปในที่สุด
หนำซ้ำรายชื่อที่เพิ่มเข้ามาในกลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ 3 หรือกลุ่มต่อ ๆ มา (ถ้ามี)
ถือเป็นการ "โดดเดี่ยว" ผู้ลงรายชื่อในกลุ่มที่ 1 โดยแท้...

สะท้อนการไม่เห็นด้วย ไม่เอาด้วย ที่ขับเน้นจนชัดเจน

ผมเคยขอให้เทียบจำนวนผู้ที่เห็นด้วยเอาด้วย/กับผู้ไม่เห็นด้วยไม่เอาด้วย
จากการตอบรับร่างแถลงการณ์ที่ส่งออกไปครั้งแรก ว่าอะไรมากน้อยกว่ากัน
ซึ่งทำให้ทราบจากแถลงการณ์ฉบับนี้ว่า สถิติอยู่ที่ 35 : 100

ขณะนี้ ตัวเลขของผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแถลงการณ์(ตัวร่าง) หรือท่อนแรก อยู่ที่ 36
ขณะที่ ตัวเลขของผู้ไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ท่อนแรก แต่เห็นควรสนับสนุนข้อเรียกร้อง 2-5
อยู่ที่ 18 คน

ครึ่งต่อครึ่ง (ข้อมูล ณ ขณะนั้น)

ข้อมูลเชิงสถิติเช่นนี้สะท้อนอะไรให้เราเห็นบ้าง

ตัดมาจากกระทู้ในเว็บไซต์ไทยไรเตอร์

http://www.thaiwriter.info/forum/index.php?topic=229.0
ความคิดเห็นที่ 2
3939900209466 วันที่ : 13/09/2007 เวลา : 16.17 น.
http://www.oknation.net/blog/pinitsatayanon
สิงหา สัตยนนท์


มาลงชื่อย้ำอีกครั้งครับ
...........................
สิงหา สัตยนนท์
จังหวัดศรีสะเกษ
ความคิดเห็นที่ 1
ริมโขง วันที่ : 13/09/2007 เวลา : 16.12 น.
http://www.oknation.net/blog/mitsunjon

แวะมาทักค่ะ
ยามบ่ายๆ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30