วันพุธ ที่ 1 สิงหาคม 2550
เศรษฐีก็มีสิทธิ์ตกสวรรค์
Posted by
lof
,
ผู้อ่าน : 192
, 17:57:49 น.
| หมวดหมู่ :
บทความ อาจารย์บรรจง บินกาซัน
พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อเร็วๆนี้สถาบันเพื่อการพัฒนาการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์โลกของมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (World Institute for Development Economics Research of the United Nations University) ได้เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งทำให้เรารู้ว่าความมั่งคั่งครึ่งหนึ่งของโลกใบนี้เป็นของอภิมหาเศรษฐีเพียง 2% เท่านั้นจากจำนวนประชากรโลกทั้งหมด และในความมั่งคั่งครึ่งหนึ่งของโลกที่พวกอภิมหาเศรษฐีเหล่านี้ครอบครองอยู่นั้น 40% ตกอยู่ในมือของโคตรอภิมหาเศรษฐีโลกจำนวน 1% อภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยเมื่อ 50 ปีที่แล้วก็ยิ่งเป็นโคตรอภิมหาเศรษฐีจนถึงปัจจุบันและยังรวยกันไม่เข็ดทั้งๆที่รู้ว่าเมื่อตัวเองตายไปแล้วก็เอาทรัพย์สินที่ตัวเองมีอยู่ไปไม่ได้ นายแอนโธนี ชอร์ร็อคส์ ผู้อำนวยการสถาบันดังกล่าวบอกว่าถ้าจะย่อจำนวนประชากรโลกทั้งหมดลงมาให้เหลือ 10 คนแล้ว หนึ่งในสิบคนนั้นจะถือครองทรัพย์สินของโลกใบนี้ไว้ถึง 99% ส่วนที่เหลืออีกเก้าคนจะได้รับเพียง 1% เท่านั้น การศึกษาครั้งนี้ให้คำจำกัดความคำว่า ?ความมั่งคั่ง? หมายถึง ?มูลค่าสุทธิที่หักหนี้แล้ว? นอกจากนั้น การศึกษาครั้งนี้ยังพบว่าความมั่งคั่งส่วนใหญ่ไปกระจุกอยู่ในอเมริกาเหนือ ยุโรปและประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกที่มีรายได้สูงอย่างเช่น ออสเตรเลียและญี่ปุ่น จากการศึกษาปรากฏว่าคนอเมริกันสะสมความมั่งคั่งของโลกไว้มากที่สุด ใน ค.ศ.2000 พลเมืองอเมริกันมีเพียง 4.7% ของโลก แต่ครอบครองความมั่งคั่งของโลกไว้ถึง 32.6% ส่วนประเทศที่ยากจนที่สุดนั้นก็คือคองโกและเอธิโอเปีย การศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโลกนี้ยังคงอุดมสมบูรณ์และสามารถสร้างความมั่งคั่งความกินดีอยู่ดีให้แก่มนุษย์บนโลกใบนี้ได้ แต่ความยากจนถึงขั้นอดตายนั้นเกิดขึ้นจากการที่ความทรัพยากรและความมั่งคั่งของโลกถูกกระจายไปอย่างไม่เป็นธรรม และการกระจายความมั่งคั่งที่เป็นธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้หากมนุษย์ไม่มีคุณธรรม เรื่องราวของอภิมหาเศรษฐีผู้มีความมั่งคั่งอย่างน่าอิจฉาเช่นนี้ไม่เพียงแต่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น เราทราบจากคัมภีร์กุรอานว่า ในสมัยของฟาโรห์มีเสนาบาดีผู้หนึ่งซึ่งเป็นอภิมหาเศรษฐีและเป็นญาติของโมเสสด้วย อภิมหาเศรษฐีผู้นี้มีนามว่ากอรูน ความร่ำรวยของกอรูนนั้นคัมภีร์กุรอานกล่าวว่าแค่พวงกุญแจหีบสมบัติอย่างเดียวก็ต้องใช้คนที่ร่างกายแข็งแรงนับสิบคนแบก ฐานะของกอรูนจึงเป็นที่อิจฉาของคนทั่วไปและใครต่อใครก็อยากจะมีวาสนารวยเหมือนกอรูนบ้าง กอรูนมั่งคั่งร่ำรวยในขณะที่พวกลูกหลานอิสราเอลผู้คนของเขาต้องตกเป็นทาสแรงงานได้รับความทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส ดังนั้น โมเสสจึงได้เตือนเขาด้วยความหวังดีว่า ?จงแสวงหาที่พำนักแห่งโลกหน้าโดยอาศัยสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่ท่าน และจงอย่าลืมส่วนของท่านในโลกนี้ จงทำความดีเหมือนกับที่พระเจ้าได้ทำความดีแก่ท่าน และจงอย่าสร้างความเสียหายขึ้นในแผ่นดิน เพราะพระเจ้าไม่ทรงรักบรรดาผู้ก่อความเสียหาย? (กุรอาน 28:77) โมเสสต้องการจะบอกกอรูนว่าความมั่งคั่งของเขานั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมา เมื่อได้มาแล้วก็น่าจะเอาความมั่งคั่งนั้นไปใช้ซื้อบ้านในสวรรค์ไว้เป็นที่พำนักของตัวเองในโลกหน้าบ้าง เพราะมนุษย์ไม่ได้อยู่ในโลกนี้เพียงโลกเดียวเป็นการถาวร สวรรค์ต่างหากที่เป็นภาพอันยั่งยืน และสวรรค์ก็สามารถซื้อได้ด้วยการทำดีกับมนุษย์คนอื่นเหมือนกับที่พระเจ้าได้ทำดีกับเขา นั่นคือ การบริจาคส่วนหนึ่งจากทรัพย์สินที่ตัวเองมีอยู่ไปเป็นทานช่วยเหลือคนยากจนบ้าง และพระเจ้าก็ไม่ได้เรียกร้องว่าจะต้องให้ทรัพย์สินทั้งหมดไปเป็นทาน แต่ขอแค่เพียงส่วนที่เหลือกินเหลือใช้แล้ว แถมยังสั่งอีกว่าอย่าได้ลืมส่วนของตัวเองที่จะต้องกินต้องใช้และจะต้องเลี้ยงดูครอบครัวด้วยเช่นกัน แต่แทนที่กอรูนจะเชื่อคำแนะนำ เขากลับปฏิเสธความหวังดีของโมเสส เขาหลงผิดคิดว่าความมั่งคั่งที่เขาได้มานั้นเป็นเพราะความรู้ความสามารถของเขา พระเจ้าจึงโปรดปรานเขา ส่วนคนที่ยากจนอยู่นั้นก็เพราะว่าไม่มีความรู้ความสามารถ พระเจ้าจึงไม่โปรดปราน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงดูถูกคนยากจน นี่คือทัศนะและท่าทีของกอรูนซึ่งก็ไม่ต่างไปจากอภิมหาเศรษฐีทั้งหลายในปัจจุบัน ฟาโรห์เชื่อมั่นในอำนาจอันล้นฟ้าของตนและกอรูนก็มั่นใจในความมั่งคั่งของเขาว่าในโลกนี้ไม่มีอำนาจใดหรือมีมนุษย์หน้าไหนจะสามารถโค่นอำนาจของเขาได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง แต่คัมภีร์กุรอานได้บอกให้เราทราบว่าทั้งสองพญาอภิมหาอำนาจแห่งอาณาจักรอียิปต์ต้องพบจุดจบอย่าน่าทุเรศโดยอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า ฟาโรห์จมน้ำตาย ศพของเขายังเป็นหลักฐานยืนยันอยู่ในสภาพของมัมมี่จนกระทั่งปัจจุบัน ส่วนกอรูนนั้น พระเจ้าได้ลงโทษเขาด้วยการให้ธรณีสูบพร้อมกับบ้านและทรัพย์สินจนไม่มีอะไรเหลือและไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้ คนอย่างกอรูนอาจจะตายจากโลกนี้ไปแล้ว แต่จิตวิญญาณของกอรูนยังคงมีอยู่ในร่างของมหาเศรษฐีของโลกบางคนที่คิดจะใช้อำนาจทรัพย์สินซื้อทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ไว้เป็นสมบัติของตน กลุ่มมหาเศรษฐีเหล่านี้เพิ่มพูนความมั่งคั่งของตนโดยอาศัยระบบดอกเบี้ย การเก็งกำไรค่าเงิน การปั่นหุ้น การกักตุนสินค้าที่มีส่วนต่อชะตากรรมของโลกอย่างเช่นน้ำมัน การค้าอาวุธสงคราม ดังนั้น กลุ่มอภิมหาเศรษฐีเหล่านี้จึงมีส่วนต่อการกำหนดและบงการชะตากรรมของโลก อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ก็ทบทวนตัวมันเองอยู่เสมอ น่าเสียดายที่บรรดาอภิมหาเศรษฐีและผู้มีอำนาจทั้งหลายไม่รู้จักเรียนรู้บทเรียนจากประวัติศาสตร์ หรืออาจจะรู้แล้ว แต่ไม่นำประวัติศาสตร์มาใช้ประโยชน์หรือไม่คิดว่ากงล้อประวัติศาสตร์จะหมุนกลับมาทับตน อภิมหาเศรษฐีและผู้มีอำนาจหลายคนในทุกยุคสมัยจึงต้องตกสวรรค์อย่างที่ไม่ควรจะเป็น บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน
|