วันอังคาร ที่ 11 กันยายน 2550
คัมภีร์อัล-กุรอาน ทางนำแห่งมนุษย์ชาติ
Posted by
lof
,
ผู้อ่าน : 192
, 01:20:15 น.
| หมวดหมู่ :
บทความ อาจารย์บรรจง บินกาซัน
พิมพ์หน้านี้
|
เดือนเราะมะฎอนหรือเดือนแห่งการถือศีลอดเป็นเดือนที่มีความหมายและมีความสำคัญที่สุดสำหรับชาวมุสลิม เพราะ?เดือนเราะมะฎอนเป็นเดือนที่คัมภีร์กุรอานถูกประทานมาเพื่อเป็นทางนำแก่นุษยชาติ? (กุรอาน 2:185) และ?คัมภีร์นี้ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยใดๆในนั้น เป็นทางนำสำหรับผู้มีความยำเกรงพระผู้เป็นเจ้า? (กุรอาน 2:2) คัมภีร์กุรอานคืออะไร ? คัมภีร์กุรอานคือวจนะครั้งสุดท้ายของพระผู้เป็นเจ้าที่ประทานแก่มนุษยชาติผ่านทางนบีมุฮัมมัดเพื่อเป็นทางนำในการดำเนินชีวิตและการจัดระเบียบสังคมสำหรับมนุษยชาติ การประทานคัมภีร์กุรอานนี้เริ่มต้นในค่ำคืนหนึ่งของเดือนเราะมะฎอนและใช้เวลาประมาณ 23 ปีจึงเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ทำไมต้องมีการประทานคัมภีร์กุรอาน ? จักรวาลต้องการกฎระเบียบในการดำรงอยู่อย่างสงบ สถาบันต่างๆก็ต้องการกฎระเบียบในการดำเนินกิจการ แม้แต่การเล่นกีฬาก็ต้องมีกฎกติกาเพื่อความสนุกสนานและความยุติธรรมในการแข่งขัน ดังนั้น เมื่อสรรพสิ่งต้องการกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกันฉันใด มนุษย์ก็ต้องการแนวทางในการดำเนินชีวิตและกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกันฉันนั้น ในอดีต ขณะที่มนุษย์ยังไม่รู้จักกฎหมาย พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกันแก่มนุษย์ในรูปของศาสนาโดยผ่านทางศาสดาหรือนบีต่างๆ กฎระเบียบของพระเจ้าเหล่านี้บางครั้งก็ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในรูปของคัมภีร์ เช่น คัมภีร์โตราห์(เตารอต)ที่ประทานแก่โมเสส(มูซา) คัมภีร์ษะบูรฺ(Psalm)ที่ประทานแก่ดาวิด(ดาวูด) คัมภีร์อินญีล(Gospel) ที่ประทานแก่พระเยซู(นบีอีซา) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์อื่นๆอีกที่คัมภีร์กุรอานไม่ได้เอ่ยไว้ แต่ด้วยสถานการณ์และกาลเวลาที่ผ่านไป คัมภีร์ต้นฉบับที่บันทึกวจนะของพระเจ้าได้สูญหายหรือถูกทำลายไปหรือไม่ก็ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขจนผิดไปจากเดิม ดังนั้น เพื่อเป็นการยืนยันวจนะดั้งเดิมที่ถูกต้อง พระผู้เป็นเจ้าจึงได้ประทานคัมภีร์กุรอานมายังท่านนบีมุฮัมมัดเพื่อมนุษยชาติจะได้ใช้จนถึงวันสิ้นโลก คัมภีร์กุรอานถูกประทานมาอย่างไร ? พระผู้เป็นเจ้าประทานวจนะของพระองค์แก่บรรดานบีหรือศาสดาโดยวิธีการที่เรียกว่าการวิวรณ์(Revelation) ในภาษาอาหรับเรียกว่า ?วะฮ์ยู? หรือ ?วะฮีย์? ซึ่งเป็นการดลใจให้รู้บางสิ่งบางอย่างโดยที่?ผู้บอกให้รู้?กับ?ผู้ที่ถูกบอกให้รู้?เท่านั้นที่ต่างรู้กันโดยผู้อื่นไม่รู้ การวะฮีย์นี้มีตั้งแต่ระดับสัตว์ เช่น การดลใจให้ผึ้งรู้จักวิธีการทำรังและทำมาหากิน การดลใจให้นกอพยพหนีหนาวโดยอาศัยเส้นทางต่างๆอยู่เป็นประจำซึ่งมนุษย์เองก็ยังไม่เข้าใจ การดลใจเช่นนี้ก็เพื่อที่สัตว์จะได้มีทางนำในการดำเนินชีวิตเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ วะฮีย์ประเภทนี้ถูกเรียกในภาษาปัจจุบันว่า ?สัญชาติญาณ? วะฮีย์เช่นนี้ถือเป็นวะฮีย์ขั้นต่ำ วะฮีย์ที่สูงไปกว่านั้นคือการดลใจให้มนุษย์เกิดสติปัญญารู้ความจริงหรือกฎทางวัตถุทั้งนี้เพื่อที่มนุษย์จะได้นำกฎเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในการสร้างสรรค์ความเจริญบนหน้าแผ่นดิน เช่น การดลใจให้อัลเบิร์ต ไอน์ไสตน์ ได้รู้กฎทฤษฎีสัมพัทธ์ หรือให้ไอแซค นิวตัน รู้กฎแรงโน้มถ่วง เป็นต้น ส่วนวะฮีย์ขั้นสูงสุดคือการประทานความรู้เรื่องสัจธรรมแห่งชีวิตและสิ่งเร้นลับที่เกินกว่าอาณาจักรทางวัตถุ เช่น ความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า ความจริงเกี่ยวกับโลกหน้า ความจริงเกี่ยวกับวิญญาณ เป็นต้น วะฮีย์ประเภทนี้ พระผู้เป็นเจ้าจะประทานแก่บุคคลที่พระองค์ทรงคัดเลือกมาเท่านั้น และการได้รับวะฮีย์ประเภทนี้เองที่เป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นศาสดาหรือความเป็นนบีของบุคคลผู้นั้น และเมื่อบุคคลใดได้รับวะฮีย์ประเภทนี้แล้ว บุคคลผู้นั้นมีหน้าที่จะต้องนำสิ่งที่ได้รับไปบอกแก่มนุษย์โดยไม่ปิดบังและไม่บิดเบือน คัมภีร์กุรอานถูกบันทึกอย่างไร ? วจนะครั้งแรกของพระเจ้ามีมายังท่านนบีมุฮัมมัดเมื่อท่านอายุได้ 40 ปีและหลังจากนั้นก็ถูกประทานมายังท่านในสถานการณ์และโอกาสต่างๆเพื่อตอบปัญหาแก่มนุษย์ในทุกๆด้านของชีวิตเป็นเวลาถึง 23 ปี เมื่อได้รับวจนะของพระผู้เป็นเจ้า ทูตสวรรค์จะดลใจให้นบีมุฮัมมัดท่องจำวจนะนั้นจนจำขึ้นใจ หลังจากนั้นท่านก็จะสั่งให้คนที่สามารถเขียนได้บันทึกไว้และใครที่ไม่สามารถเขียนได้ ท่านก็จะสอนให้ท่องจำจนขึ้นใจ นอกจากนี้แล้ว วจนะที่ท่านได้รับจากพระผู้เป็นเจ้ายังได้ถูกนำมาอ่านทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่าในการนมาซวันละ 5 เวลา แม้กระทั่งในปัจจุบันก็มีมุสลิมทั่วโลกนับแสนคนสามารถท่องจำคัมภีร์กุรอานได้ทั้งเล่ม หลังจากที่ท่านนบีมุฮัมมัดเสียชีวิตได้ไม่ถึงปี ผู้ที่ท่องจำคัมภีร์กุรอานบางคนได้เสียชีวิตในการทำสงคราม วัสดุที่ถูกบันทึกข้อความคัมภีร์กุรอานบางส่วนก็ถูกทำลายหรือยุ่ยสลาย ด้วยความเป็นห่วงว่าวจนะของพระผู้เป็นเจ้าจะสูญหายไปไม่ถึงคนรุ่นหลัง ดังนั้น เคาะลีฟะฮฺอบูบักรผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขรัฐอิสลามจึงริเริ่มให้มีการรวบรวมวจนะของพระเจ้าขึ้นเป็นรูปเล่มคัมภีร์กุรอานโดยการตรวจสอบอย่างละเอียดของผู้ใกล้ชิดท่านนบีมุฮัมมัดที่สามารถท่องจำคัมภีร์กุรอานได้ทั้งหมด เมื่อแน่ใจว่าวจนะของพระเจ้าที่ถูกรวบรวมขึ้นนั้นมีความถูกต้องตรงกันแล้ว ก็ได้มีการคัดสำเนาต้นฉบับขึ้นเป็น 4 เล่มเพื่อส่งไปเก็บไว้ยังเมืองสำคัญต่างๆของรัฐอิสลามเพื่อเป็นแหล่งอ้างอิง กระบวนการรวบรวมเป็นเล่มนี้เสร็จสิ้นในสมัยของเคาะลีฟะฮฺคนต่อมา คัมภีร์กุรอานมีการสังคายนาหรือไม่ ? อาจพูดได้อย่างแน่ใจเลยว่าคัมภีร์กุรอานเป็นคัมภีร์ทางศาสนาเล่มเดียวที่ไม่มีการสังคายนาและก็ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าคัมภีร์กุรอานเคยถูกสังคายนา ดังนั้น มุสลิมในปัจจุบันจึงได้อ่านคัมภีร์กุรอานเหมือนกับที่บรรดาสาวกรุ่นแรกของนบีมุฮัมมัดอ่านโดยไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย จะเชื่อได้อย่างไรว่ากุรอานมาจากพระเจ้า นบีมุฮัมมัดผู้ได้รับคัมภีร์กุรอานเมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อนไม่เคยอ้างว่าท่านเป็นคนแต่งคัมภีร์นี้ขึ้นมา ชาวอาหรับในเวลานั้นก็รู้ดีว่านบีมุฮัมมัดอ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ แต่สิ่งที่นบีมุฮัมมัดนำมานั้นมีหลายอย่างที่คนในยุคนั้นไม่เข้าใจ แต่เพิ่งจะมารู้และเข้าใจเมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้าเมื่อไม่นานมานี้ ตัวอย่างเช่น การพูดถึงวิวัฒนาการของตัวอ่อนในมดลูกเพื่ออธิบายถึงการสร้างมนุษย์ของพระเจ้า คัมภีร์กุรอานได้กล่าวว่า ?แล้วเรา(พระเจ้า)ได้ทำให้เชื้ออสุจิกลายเป็นก้อนเลือด แล้วเราได้ทำให้ก้อนเลือดกลายเป็นก้อนเนื้อ แล้วเราได้ทำก้อนเนื้อกลายเป็นกระดูก แล้วเราหุ้มกระดูกนั้นด้วยเนื้อ แล้วเราได้เป่าวิญญาณให้เขากลายเป็นอีกรูปร่างหนึ่ง ดังนั้น มหาจำเริญยิ่งคืออัลลอฮฺผู้ทรงเป็นเลิศที่สุดของบรรดาผู้สร้างทั้งหลาย?>ความจริงดังกล่าวซึ่งเพิ่งถูกค้นพบเมื่อเร็วๆนี้เป็นสิ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นความจริงที่มาจากพระเจ้าผู้ทรงสร้างมนุษย์เอง นอกจากนี้ เรื่องราวของบรรดาศาสดาและชนชาติต่างๆในอดีต เช่น อับราฮัม โมเสส หรือราวของเมืองโซดอมที่ถูกพระเจ้าทำลายเพราะบาปของการมีความสัมพันธ์ทางเพศในหมู่ผู้ชายด้วยกันซึ่งนบีมุฮัมมัดนำมาบอกเล่านั้นก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่านบีมุฮัมมัดไม่ได้รับความรู้เรื่องเหล่านี้จากที่ใดนอกจากพระผู้เป็นเจ้า คำท้าทายจากคัมภีร์กุรอาน คัมภีร์กุรอานยืนยันตัวเองว่าเป็นคัมภีร์ที่มาจากพระเจ้า แต่ก็ยังมีมนุษย์บางคนทั้งในอดีตและปัจจุบันสงสัยในที่มาของคัมภีร์กุรอาน ดังนั้น เพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ คัมภีร์กุรอานจึงท้าทายมนุษย์ว่า : ?และกุรอานนี้มิใช่สิ่งที่ผู้ใดจะเรียบเรียงขึ้นมาได้หากมิใช่อัลลอฮฺ แต่เป็นสิ่งยืนยันคัมภีร์ที่ได้ถูกประทานมาก่อนหน้านี้ และเป็นการอธิบายรายละเอียดของคัมภีร์ที่มีมาก่อนหน้านี้ ไม่มีข้อสงสัยอันใดเลยในเรื่องนี้ว่ามันมาจากพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก พวกเขากล่าวว่านบีเรียบเรียงมันขึ้นมาเองกระนั้นหรือ ? จงบอกพวกเขาเถิดว่า ?ถ้าหากสิ่งที่พวกท่านพูดเป็นเรื่องจริงแล้ว ก็ขอให้พวกท่านนำมาสักบทหนึ่งที่เหมือนกันนี้ และพวกท่านจะเรียกใครมาช่วยก็ได้ตามที่พวกท่านสามารถนอกไปจากอัลลอฮฺ? (กุรอาน 10:37-38) ตราบจนทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยมีมนุษย์คนใดที่สามารถทำสิ่งที่คัมภีร์กุรอานท้าทายได้เป็นผลสำเร็จ บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน
|