พิมพ์หน้านี้
|
ในรอบหนึ่งปีจะมีช่วงเวลาหรือโอกาสสำคัญที่แต่ละศาสนิกต่างตั้งตารอคอย ชาวไทยผู้นับถือศาสนพุทธต่างรอคอยเดือนเมษายนเพื่อฉลองสงกรานต์ ส่วนชาวคริสเตียนรอคอยเดือนธันวาคมเพื่อฉลองวันคริสตมาส แต่สำหรับมุสลิม เดือนที่ทุกคนรอคอยก็คือเดือนรอมฎอนเพื่อถือศีลอด
เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่ 9 ตามปฏิทินอิสลามซึ่งเป็นปฏิทินทางจันทรคติ หนึ่งปีมี 354 วันและแบ่งเป็น 12 เดือน บางเดือนจะมี 29 วัน และบางเดือนจะมี 30 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการโคจรของดวงจันทร์ ในปีนี้ วันที่หนึ่งของเดือนรอมฎอนตรงกับวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา รอมฎอนในภาษาอาหรับแปลว่าร้อน เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่มีความสำคัญสำหรับชาวมุสลิมเพราะในเดือนนี้เมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อนได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในถ้ำบนภูเขาแห่งหนึ่งนอกเมืองมักก๊ะฮฺ ประเทศซาอุดีอารเบียและเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ทำให้โลกรู้จักคำว่า"อิสลาม"ในเวลาต่อมา นั่นคือเหตุการณ์ที่พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานคัมภีร์กุรอานครั้งแรกแก่มุฮัมมัดเพื่อให้ท่านนำไปเผยแพร่เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตสำหรับมนุษยชาติตราบถึงวันสิ้นโลก การประทานคัมภีร์กุรอานครั้งนั้นถือเป็นการแต่งตั้งให้มุฮัมมัดชาวอาหรับวัย 40 ปีที่ผู้คนในเมืองมักก๊ะฮฺให้ฉายาว่า "อัลอะมีน" (ผู้ซื่อสัตย์ไว้วางใจได้)เป็นศาสนทูตของพระเจ้า(รอซูลุลลอฮฺ)ซึ่งเป็นตำแหน่งอันมีเกียรติสูงสุดที่มนุษย์ได้รับจากพระองค์ และในเดือนรอมฎอนอีกเช่นกันที่มุสลิมทั่วโลกได้ถูกกำหนดให้ถือศีลอด การถือศีลอดมีมานานแล้ว การถือศีลอดด้วยการงดเว้นจากการกินการดื่มและการตอบสนองความต้องการเยี่ยงสัตว์เป็นที่ปฏิบัติกันมาเนิ่นนานแล้วเพื่อบรรลุถึงวัตถุประสงค์บางอย่าง จากการศึกษาทางประวัติศาสตร์พบว่าโมเสส(นบีมูซา)ก็ถือศีลอดเป็นเวลา 40 วันบนภูเขาซีนายก่อนที่จะไปรับคัมภีร์โตราห์จากพระผู้เป็นเจ้า พระเยซู(นบีอีซา)ก็ถือศีลอดเป็นเวลา 40 วันตามแบบอย่างของโมเสสเช่นกัน เจ้าชายสิทธัตถะก็ใช้วิธีการอดอาหารในการแสวงหาสัจธรรมสูงสุดก่อนที่ท่านจะได้รับการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ในแผ่นดินอาหรับก่อนที่จะมีการประทานคัมภีร์กุรอาน ชาวอาหรับจะถือศีลอดในวันที่มีการเปลี่ยนผ้าคลุมก๊ะอฺบ๊ะฮฺ ส่วน "ชาวคัมภีร์" (ผู้ที่ยึดถือคัมภีร์ก่อนๆซึ่งได้แก่ลูกหลานอิสราเอลที่ถูกพวกโรมันขับไล่กระจัดกระจายและส่วนหนึ่งมาอาศัยอยู่ในอารเบีย)ก็ยังคงมีการถือศีลอดเช่นกัน การเริ่มถือศีลอดของมุสลิม หลังจากนบีมุฮัมมัดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูตนำวจนะของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ท่านก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่ครั้งแรกในเมืองมักก๊ะฮฺอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่านเป็นเวลา 13 ปีซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความยากลำบากจากการถูกต่อต้านด้วยวิธีการต่างๆสารพัดรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้คำสั่งเรื่องการถือศีลอดแบบอิสลามก็ยังไม่ได้ถูกประทานลงมาแก่ผู้ที่หันมาเป็นสาวกของนบีมุฮัมมัดหรือเป็นมุสลิม เมื่อการต่อต้านภารกิจเผยแผ่อิสลามรุนแรงมากขึ้นจนถึงขั้นวางแผนลอบสังหาร นบีมุฮัมมัดจึงได้อพยพออกจากนครมักก๊ะฮฺไปสมทบกับมุสลิมที่อพยพล่วงหน้าไปรอท่านอยู่แล้วที่เมืองยัษริบซึ่งอยู่ห่างขึ้นไปทางเหนือไปประมาณ 400 ก.ม. ที่นั่น ท่านเห็นว่าชาวคัมภีร์ถือศีลอดตามแบบของศาสดาก่อนๆ คือโมเสสและพระเยซู แม้ชาวคัมภีร์จะไม่ได้ถือศีลอดทั้ง 40 วัน แต่จะถือเฉพาะวันที่ 10 เดือนเจ็ดตามปฏิทินของชาวยิวซึ่งตรงกับวันที่ 10 เดือนหนึ่งของปฏิทินอาหรับซึ่งเรียกวันนี้ว่าวัน "อาชูรอ" ท่านก็ได้สั่งให้มุสลิมถือศีลอดตามแบบของชาวคัมภีร์ อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อให้ชาวอาหรับมุสลิมยอมรับการปฏิบัติของบรรดานบีก่อนหน้านี้ซึ่งพวกเขาจะต้องให้ความเคารพและศรัทธาด้วย ในปีที่สองหลังจากการอพยพจากมักก๊ะฮฺ พระผู้เป็นเจ้าได้มีบัญชาเรื่องการถือศีลอดสำหรับชาวมุสลิมเป็นการเฉพาะมายังนบีมุฮัมมัดเพื่อให้ท่านปฏิบัติเป็นแบบอย่างสำหรับมุสลิมตราบจนถึงวันสิ้นโลก นับแต่นั้นมา ประชาชาติมุสลิมก็มีการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนตามแบบฉบับของนบีมุฮัมมัดเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง การถือศีลอดแบบอิสลาม การถือศีลอดแบบอิสลามคือการงดเว้นจากการกิน การดื่ม การเสพ การมีความสัมพันธ์ทางเพศ การกระทำความชั่วทั้งกาย วาจาและใจตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนถึงดวงอาทิตย์ตกตลอดเดือนรอมฎอน ในช่วงเดือนนี้ มุสลิมทุกคนทั้งชายและหญิงหากเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตางก็มีหน้าที่ต้องถือศีลอด (วัยผู้ใหญ่ในอิสลามเริ่มต้นเมื่อเด็กผู้ชายเริ่มมีความรู้สึกทางเพศซึ่งจะสังเกตได้จากการฝันเปียก ส่วนเด็กผู้หญิงเริ่มต้นเมื่อมีประจำเดือนครั้งแรก) การละทิ้งถือศีลอดถือเป็นบาปใหญ่ อย่างไรก็ตาม อิสลามก็มีข้อยกเว้นให้สำหรับผู้ที่ไม่สามารถถือศีลอดได้ เช่น 1) ผู้ป่วย ได้รับการยกเว้น แต่ต้องถือชดใช้ให้ครบในวันที่ขาดไป แต่หากป่วยเรื้อรังต้องกินยาประจำหรือหากแพทย์วินิจฉัยว่าการถือศีลอดเป็นอันตรายต่อร่างกายก็ไม่ต้องถือ แต่ให้ชดใช้ด้วยการเลี้ยงอาหารคนยากจน 1 คนในทุกวันที่ไม่ได้ถือศีลอด 2) หญิงมีประจำเดือนได้รับการยกเว้นจากการถือศีลอด แต่ต้องถือชดใช้วันที่ขาดไป 3) คนเดินทางไกลก็ได้รับการยกเว้น แต่ต้องถือชดใช้วันที่ขาดไปเช่นกัน 4) ผู้หญิงครรภ์แก่หรือหญิงที่ต้องให้นมลูกได้รับการยกเว้น แต่ต้องชดใช้ด้วยการเลี้ยงอาหารคนยากจน 1 คนทุกวันที่ไม่ได้ถือศีลอด 5) คนที่ใช้แรงงานหนัก เช่น กรรมกรเหมืองแร่ ก็ได้รับการยกเว้น แต่ต้องถือใช้ในวันที่ไม่ได้ทำงาน วัตถุประสงค์ของการถือศีลอด การถือศีลอดหรือการอดอาหารเป็นที่ปฏิบัติกันด้วยวัตถุประสงค์หลากหลายประการ เช่น ผู้หญิงบางคนอดอาหารเพื่อรักษาทรวดทรงให้งดงามหรือเพราะความจำเป็นในการประกอบอาชีพ เช่นนางแบบ เป็นต้น นักการเมืองบางคนก็ใช้วิธีการอดอาหารประท้วง บางครั้งการอดอาหารก็ถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ เช่น การบำบัดรักษาโรคบางอย่างทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ แต่สำหรับวัตถุประสงค์ของการถือศีลอดในอิสลามก็คือการสร้างความรู้สึกยำเกรงพระเจ้าขึ้นในจิตใจของผู้ถือศีลอด เพราะหากมนุษย์ไม่เกรงกลัวพระเจ้า มนุษย์ก็จะทำชั่วโดยไม่มีอะไรจะสามารถยับยั้งได้ ดังนั้น ท่านนบีมุฮัมมัดจึงได้กำชับผู้ถือศีลอดว่าหากใครอดอาหารและอดน้ำแล้วยังไม่อดการซุบซิบนินทาหรือทำความชั่ว การถือศีลอดของคนผู้นั้นก็ไม่ต่างอะไรไปจากการหิวเปล่า คือไม่ได้ทั้งผลบุญจากการถือศีลอดและไม่ได้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่ศาสนากำหนดไว้ นอกจากนี้แล้ว การถือศีลอดยังฝึกให้มนุษย์ซื่อสัตย์ต่อตนเอง เพราะเมื่ออยู่ตามลำพังและพ้นสายตาผู้อื่น ผู้ถือศีลอดก็ยังคงซื่อสัตย์ต่อตนเองโดยไม่กินไม่ดื่มเพราะความสำนึกว่าแม้คนอื่นจะไม่เห็น แต่อย่างน้อยที่สุด ตัวเองก็เห็นและที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือพระเจ้าทรงเห็น ดังนั้น เมื่อได้ถือศีลอดแล้ว ผู้ถือศีลอดก็จะได้รับบทเรียนที่สำคัญเป็นข้อคิดในการดำเนินชีวิตว่าในเมื่อข้าวปลาอาหารที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ตัวเองยังสามารถอดได้เมื่อพระเจ้ามีบัญชา แล้วสิ่งที่ไม่จำเป็นและไม่มีประโยชน์ เช่น อบายมุขต่างๆที่พระเจ้าได้ทรงห้ามไว้ ทำไมตัวเองจะงดเว้นไม่ได้ ด้วยความสำนึกเช่นนี้เองที่จะทำให้ผู้ยำเกรงพระเจ้าได้รับประโยชน์จากคัมภีร์กุรอานอย่างเต็มที่ เพราะชะตากรรมของชีวิตมุสลิมทั้งในโลกนี้และโลกหน้าขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามคัมภีร์กุรอานนั่นเอง บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน |
| มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย | ||
Photo by lof |
||
|
View All |
||
| มุสลิมทัวร์ ตอนมัสยิดบางหลวง | ||
มัสยิดทรงไทยแห่งเดียวของโลก |
||
|
View All |
||
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||