พิมพ์หน้านี้
|
ผมเกิดและโตในชุมชนมัสญิดยะวา เขตยานนาวา จำความได้ตั้งแต่เรียนอยู่ประถม 6 ว่าเดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่มีความหมายสำหรับผมมาก ในตอนค่ำที่ทุกคนรอคอยสำนักจุฬาราชมนตรีแจ้งผลการดูดวงจันทร์เสี้ยวเพื่อประกาศวันเริ่มต้นเดือนรอมฎอนนั้น ในใจของทุกคนต่างเฝ้ารอคำประกาศดังกล่าวเหมือนกับทหารที่กำลังรอรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้เริ่มปฏิบัติหน้าที่อะไรสักอย่าง ค่ำวันนั้น มัสญิดซึ่งเป็นศูนย์กลางทางด้านจิตใจของชุมชนเปิดไฟทุกดวงที่ประดับประดาไว้ทั้งภายในและภายนอกสว่างไสวสวยงามเหมือนจะแข่งกับหมู่ดาวบนท้องฟ้า ภายในมัสญิด จะมีการจัดเตรียมเสื่อหรือไม่ก็ผ้าขาวผืนยาวมาปูเป็นแถวเต็มมัสญิดเพื่อรอรับคนที่จะมานมาซในค่ำคืนของเดือนรอมฎอน ส่วนมุสลิมในชุมชนนั้นล้วนมีความรู้สึกคึกคักกระฉับกระเฉงเหมือนกับพรุ่งนี้จะเป็นวันฉลองอะไรสักอย่างทั้งๆที่รู้ดีว่าเช้าวันรุ่งขึ้นจะเป็นวันถือศีลอดซึ่งไม่ใช่เรื่องสนุก ประมาณไม่เกินสองทุ่ม มัสญิดก็ตีกลองส่งสัญญาณรายงานคำประกาศเริ่มต้นเดือนรอมฎอนจากสำนักจุฬาราชมนตรี ทุกคนก็รู้ว่าคืนนี้ภารกิจที่พระผู้เป็นเจ้าบัญชาไว้ นั่นคือการถือศีลอดจะต้องเริ่มต้นปฏิบัติก่อนที่แสงอรุณแรกจะปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ดังนั้น ทุกคนจึงเข้านอนแต่ค่ำ สำหรับเด็กประถม 6 วัย 12 ขวบอย่างผมในตอนนั้น การลุกขึ้นมากินอาหารตอนตีสี่ที่เป็นช่วงเวลากำลังหลับสนิทอย่างมีความสุขถือเป็นการต่อสู้อย่างหนักกับความต้องการของตัวเอง แม่ต้องเข้ามาปลุกผมครั้งแล้วครั้งเล่ากว่าผมจะลุกเดินงัวเงียไปนั่งที่สำรับกับข้าวได้ แม่รู้ดีว่าการปลุกลูกในเวลานั้นเป็นการทำลายความสุขของลูกซึ่งแม่ไม่เคยทำและไม่อยากทำ แต่แม่ก็ต้องทำด้วยความรักและปรารถนาดี เพราะแม่รู้ว่าผมกำลังจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว หากแม่ไม่ฝึกให้ผมถือศีลอดซึ่งเป็นการปฏิบัติศาสนกิจที่สำคัญหนึ่งใน 5 ประการของมุสลิมตั้งแต่เด็ก เมื่อผมโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่และไม่ถือศีลอด ผมก็จะบาปและพลอยให้แม่ต้องมีบาปไปด้วยในฐานะที่ไม่รับผิดชอบต่อลูก ผมต้องต่อสู้กับความสุขเพื่อลุกจากที่นอนในตอนตีสี่ทุกคืนตลอดทั้งเดือนรอมฎอน หลังจากกินข้าวด้วยอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นแล้ว ผมก็เดินสะลึมสะลือกลับไปยังที่นอนอีกครั้งเพื่อเอาแรงก่อนที่จะลุกขึ้นไปโรงเรียนในตอนเช้า ถึงแม้จะต้องถือศีลอดด้วยการอดข้าวอดน้ำตลอดทั้งวันจนถึงดวงอาทิตย์ตกดิน แต่เมื่อไปโรงเรียน พ่อก็ให้เงินค่าขนมไปโรงเรียนทุกวันเป็นปกติ ประมาณสักสิบโมง อาหารที่กินมาเมื่อตอนตีสี่คงถูกย่อยหมดแล้ว ท้องจึงรู้สึกหิว คอรู้สึกกระหายน้ำ แต่เพราะรู้ว่าตัวเองต้องถือศีลอด ผมก็ต้องต่อสู้กับจิตใจของตัวเองอีกครั้งด้วยการอดทนจนอาการแสบท้องหายไปเอง ในตอนพักเที่ยงที่เพื่อนร่วมชั้นเรียนไปกินอาหารกลางวัน ผมมีเงินในกระเป๋าและพ่อแม่ก็ไม่ได้มาเฝ้าติดตามผม ในตอนพักกลางวัน ผมอาจจะซื้ออาหารหรือขนมมากินหรือซื้อน้ำมาดื่มก็ได้โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ แต่ผมก็ไม่เคยทำทั้งๆที่เพื่อนชักชวนและคะยั้นคะยอ ผมจึงเริ่มรู้จักอดทนอดกลั้นต่อการชักชวนของเพื่อนได้ตั้งแต่เด็กโดยที่ผมไม่รู้ตัว ตรงนี้เองกระมังที่แม่ต้องการจะฝึกผมให้มีภูมิต้านทานการเย้ายวนจากสิ่งรอบข้าง เพราะในตอนเด็ก แม่ต้องพาผมไปฉีดวัคซีนสารพัดเพื่อสร้างภูมิต้านทานโรคต่างๆให้แก่ร่างกายของผม แต่วัคซีนสร้างภูมิต้านทานทางด้านจิตใจยังไม่มีโรงพยาบาลแห่งไหนสามารถให้ได้จนกระทั่งปัจจุบัน แม่จึงฝึกให้ผมถือศีลอดเพื่อเป็นการสร้างภูมิต้านทานสิ่งเย้ายวนขึ้นในจิตใจผมตั้งแต่เด็ก ผมเพิ่งมารู้เอาเมื่อตอนโตแล้วว่าในคัมภีร์กุรอาน พระผู้เป็นเจ้าได้มีบัญชาแก่มุสลิมว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงปกป้องตัวของสูเจ้าและครอบครัวของสูเจ้าให้พ้นจากไฟนรก" พ่อแม่ของผมคงรู้ว่าจิตใจที่ไม่สามารถอดทนอดกลั้นต่อสิ่งเย้ายวนภายนอกได้คือสาเหตุที่ทำให้คนทำชั่วและพาตัวเองไปสู่นรก ดังนั้น เมื่อเดือนรอมฎอนเวียนกลับมาคราวใด หากนึกย้อนถึงภาพอดีตเหล่านั้น ผมก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาแห่งความสำนึกในบุญคุณของแม่ได้แม้แต่สักครั้งเดียว นบีมุฮัมมัดได้สอนไว้ว่า "สวรรค์อยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา" คำสอนนี้มักจะถูกนำมาใช้เป็นคำตักเตือนให้ลูกทำดีต่อพ่อแม่เพื่อเป็นหนทางไปสู่สวรรค์ แต่ในวัยที่สติปัญญาของผมมีอายุเกินกว่า 50 ปี ผมคิดถึงคำสอนดังกล่าวนี้ในอีกแง่หนึ่งว่าขณะนี้แม่ของผมกำลังเดินอยู่ในสวรรค์แล้วจากการที่แม่ได้ฝึกผมและน้องๆให้รู้จักตอบสนองคำบัญชาของพระเจ้าด้วยการถือศีลอดปีแล้วปีเล่าจนกระทั่งลูกๆของแม่ต่างออกเรือนจากแม่ไป หลังเลิกเรียน ผมกลับบ้านเพื่อรอคอยเวลาละศีลอด ด้วยความรู้สึกหิวและกระหายในสองสามวันแรก ผมจึงรู้สึกว่าเวลามันเดินช้าเหลือเกิน แต่หลังจากนั้นความรู้สึกต่างๆจากการถือศีลอดก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ในตอนเย็น แม่อีกนั่นแหละที่กระวีกระวาดเตรียมอาหารคาวหวานไว้สำหรับการละศีลอดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม่ไม่เพียงแต่จะทำอาหารคาวหวานไว้สำหรับที่บ้านเท่านั้น แต่ยังทำเผื่อเพื่อนบ้านใกล้เคียงด้วย เพราะท่านนบีมุฮัมมัดสอนว่าการเลี้ยงอาหารคนละศีลอดนั้นได้กุศลผลบุญมากมาย ดังนั้น แค่แม่ทำอาหารเพียงอย่างเดียวและให้ผมเอาไปแจกเพื่อนบ้านสักสามสี่หลัง เราก็จะได้กินอาหารสามสี่อย่างที่เพื่อนบ้านให้ตอบแทนมา นี่คืออานุภาพของการให้ที่ผมได้เห็นตั้งแต่เด็กจนเกิดความเชื่อมั่นว่าการให้มิเคยทำให้ใครอับจน ก่อนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเพียงเล็กน้อย อาหารสำหรับละศีลอดทั้งคาวหวานก็วางพร้อมอยู่ข้างหน้า ถึงแม้จะหิวและกระหาย แต่เมื่อยังไม่ถึงเวลาละศีลอด ผมก็ได้แต่เฝ้ามองอาหารข้างหน้าและเหลียวดูนาฬิกาครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อมัสญิดตีกลองส่งสัญญาณให้คนในชุมชนรู้ว่าดวงอาทิตย์ตกดินได้เวลาละศีลอดแล้ว เราทุกคนก็ละศีลอดด้วยการกินอินทผลัมหนึ่งผลและน้ำหวานหรือไม่ก็นมหนึ่งแก้วเพื่ออุ่นเครื่องกระเพาะให้รอรับงานใหญ่ก่อนและไปนมาซ เสร็จแล้วจึงค่อยมากินอาหารหนักกัน พ่อสอนว่าในตอนที่หิว อาหารอะไรก็อร่อยทั้งนั้นซึ่งก็จริงอย่างที่พ่อบอก ราวสองทุ่ม ที่มัสญิดจะคึกคักและแน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่มานมาซแสดงความเคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้า เสียงอ่านคัมภีร์กุรอานในการนมาซของอิมามดังก้องกังวานไปทั่วมัสญิดเป็นเวลาเกือบชั่วโมงโดยมีมุสลิมหลายร้อยคนที่อยู่ข้างหลังนิ่งฟังด้วยความสงบและคอยฟังคำสั่งให้โค้งคารวะและก้มกราบตามอิมาม เมื่อนมาซเสร็จสักตอน 3 ทุ่ม ทางมัสญิดก็จะจัดเตรียมขนมหวานที่ผู้คนบริจาคมาเลี้ยงผู้มานมาซ จากวันนั้น จนถึงวันนี้ บรรยากาศดังกล่าวยังคงมีให้เห็นได้ตามชุมชนมุสลิมทุกแห่งโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ปัจจุบัน โรงเรียนมุสลิมทุกแห่งก็มีกิจกรรมส่งเสริมและฝึกให้เด็กหัดถือศีลอดตั้งแต่วัยประถมต้น เด็กมุสลิมจะถูกฝึกให้ถือศีลอดครึ่งวันก่อนและเมื่อชินแล้วก็ให้ขยายเวลาถือศีลอดออกไปทีละชั่วโมงโดยแต่ละคนจะมีตารางเวลารายงานระยะเวลาการถือศีลอดส่งให้ครูทราบทุกวัน เมื่อปีที่แล้ว หลานชายของผมในชั้นประถม 2 หัดถือศีลอดได้ถึงบ่ายสองโมง แต่เมื่อขึ้นประถม 3 เจ้าหลานชายคนนี้ขอให้แม่ปลุกขึ้นมากินข้าวในตอนตีสี่ร่วมกับพี่ๆอีกสองคนด้วยความสมัครใจเอง ในปีนี้ ผมได้ทราบว่าหลานชายของผมคนนี้สามารถถือศีลอดได้ตลอดทั้งวันตั้งแต่เข้าเดือนรอมฎอนมาเมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ในตอนช่วงท้ายของเดือนรอมฎอน บรรยากาศในชุมชนของผมเริ่มคึกคึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกเมื่อมุสลิมแต่ละคนจะต้องนำข้าวสารชนิดที่ตัวเองกินอยู่ทุกวันจำนวน 2 กิโลครึ่งไปให้เป็นของขวัญแก่คนยากจนเพื่อที่คนเหล่านั้นจะได้นำไปใช้ในการฉลองวันเทศกาลสิ้นสุดการถือศีลอดหรือที่เรียกว่า "วันอีดุลฟิฏร์" ได้เหมือนกับคนอื่น พ่อไม่เพียงแต่จะต้องเตรียมข้าวสารสำหรับตัวเองเท่านั้น แต่ยังเตรียมสำหรับแม่และลูกๆทุกคนเพื่อนำไปให้แก่คนยากจนด้วย เพราะหากไม่ทำหน้าที่ตรงนี้ การถือศีลอดของเราก็จะไม่สมบูรณ์ การนำข้าวสารไปให้แก่คนยากจนก่อนสิ้นสุดเดือนรอมฎอนนี้เรียกกันว่าการจ่ายซะกาตฟิฏร์ วันอีดุลฟิฏร์เป็นอีกวันหนึ่งที่มีความหมายสำหรับผมในตอนนั้น เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้ใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ วันที่เราจะได้ไปเยี่ยมญาติและได้สตางค์แจกจากญาติผู้ใหญ่ และได้กินอาหารดีๆหลากชนิดที่จะทำกันเฉพาะในวันนี้เท่านั้น ในวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าและมีจันทร์เสี้ยวปรากฏเป็นหลักฐานเริ่มต้นวันแรกของเดือนใหม่ เสียงประกาศความยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้าก็จะดังก้องกังวานจากมัสญิดตั้งแต่ค่ำจนเกือบเที่ยงคืน เราเริ่มต้นฉลองวันอีดุลฟิฎร์กันแต่เช้าโดยไปที่มัสญิดเพื่อร่วมกันประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและนมาซแสดงความเคารพสักการะพระองค์และฟังคำเทศนาจากอิมาม เสร็จแล้ว ต่างคนต่างก็จะขออภัยและให้อภัยซึ่งกันและกัน จะไม่ให้ประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีมนุษย์คนใดในโลกนี้สามารถสั่งให้มุสลิมทั่วโลกจำนวนกว่าพันล้านคนให้งดเว้นจากการกิน การดื่ม การเสพ การมีความสัมพันธ์ทางเพศในตอนกลางวันได้นอกไปพระองค์เท่านั้น และไม่มีมนุษย์คนใดอีกเช่นกันที่บังคับให้มุสลิมกินและดื่มก่อนถึงเวลาค่ำนอกไปจากพระเจ้า ทุกคำถาม อิสลามมีคำตอบ ถาม ผมอยากทราบความหมายของสิ่งที่ชาวมุสลิมสวดหรืออธิษฐานเป็นภาษาอาหรับในเวลาละหมาด และอยากทราบว่าถ้าเราไม่สามารถอ่านภาษาอาหรับได้ เราจะอ่านคำแปลในภาษาของเราได้ไหมครับ ? ตอบ คำว่า "ละหมาด" เป็นคำเพี้ยนมาจากคำว่า "นมาซ" ซึ่งเป็นภาษาเปอร์เซียที่หมายถึงการแสดงความเคารพสักการะ ในภาษาอาหรับจะใช้คำว่า "เศาะลาฮฺ" ซึ่งหมายถึง "การสรรเสริญ" "การวิงวอน" และ "การขอพร" การนมาซเป็นการแสดงความเคารพสักการะพระเจ้าเพื่อเป็นการยืนยันถึงความศรัทธาที่ผู้นมาซมีต่อพระองค์ และการนมาซเป็นสิ่งแยกแยะว่าใครเป็นมุสลิมและมิใช่มุสลิม เนื่องจากคำว่า "เศาะลาฮฺ" มีความหมายดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น ในการนมาซ ถ้อยคำภาษาอาหรับที่มุสลิมอ่านจึงมีความหมายที่เต็มไปด้วยการประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า คำสรรเสริญ คำวิงวอนขอพรและคำขออภัยโทษต่อพระองค์ เช่น เมื่อเริ่มต้นนมาซ มุสลิมจะประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ขณะที่ยืนกอดอกอยู่ มุสลิมจะสรรเสริญพระองค์ว่าเป็นพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอและยืนยันว่าเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เขาจะเคารพภักดีและเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เขาจะวิงวอนขอความช่วยเหลือ และวิงวอนขอต่อพระองค์ได้โปรดชี้หนทางที่ถูกต้องให้ในการเดินชีวิต มิใช่ทางของผู้หลงผิด ขณะที่โค้งและกราบจะกล่าวคำสดุดีถึงความมหาบริสุทธิ์และความสูงส่งของพระองค์ ในขณะที่นั่งจะขออภัยโทษต่อพระองค์ และขอให้พระองค์ได้อำนวยพรแก่นบีมุฮัมมัดและนบีอิบรอฮีม การนมาซต้องใช้ภาษาอาหรับซึ่งเป็นภาษาที่พระองค์ใช้ในการประทานคัมภีร์กุรอานอย่างเดียวครับ ทั้งนี้เพื่อความเป็นเอกภาพของมุสลิมทั่วโลก ขณะเดียวกันก็เพื่อเป็นการรักษาวจนะของพระผู้เป็นเจ้าไว้ดังเดิมมิให้มีการผิดเพี้ยนไป เพราะไม่มีภาษาใดๆในโลกนี้ที่สามารถให้ความหมายภาษาอาหรับที่ใช้ในคัมภีร์กุรอานได้ครบถ้วนครับ บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน
|
| มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย | ||
Photo by lof |
||
|
View All |
||
| มุสลิมทัวร์ ตอนมัสยิดบางหลวง | ||
มัสยิดทรงไทยแห่งเดียวของโลก |
||
|
View All |
||
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||