พิมพ์หน้านี้
|
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบไปด้วยร่างกาย วิญญาณและสติปัญญา สามสิ่งนี้จะต้องอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ชีวิตของมนุษย์จึงจะสมบูรณ์และพร้อมที่จะสร้างความเจริญให้แก่สังคมอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อร่างกายต้องการอาหาร จิตวิญญาณและสมองก็ต้องการอาหารเช่นกัน เราสามารถเข้าใจได้ถึงเรื่องอาหารของร่างกายเพราะเรากินอาหารทุกวันเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตและแข็งแรง ทุกวันนี้ เรามีศาสตร์ทางด้านโภชนาการโดยเฉพาะเพื่อคิดค้นสารอาหารที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อร่างกาย เราสามารถเข้าใจได้ว่าการอ่านหนังสือคือการให้อาหารแก่สมองเพื่อการเจริญเติบโตทางด้านสติปัญญา ทุกวันนี้ เราจึงมีหนังสือใหม่ๆที่ให้ความรู้ในด้านต่างๆออกมามิได้ขาด แต่อาหารทางด้านวิญญาณ คือความศรัทธาและการปฏิบัติศาสนานั้น เรากลับขาดแคลน มิหนำซ้ำ เรายังมีมลพิษทางด้านจิตวิญญาณและสติปัญญาในรูปของความเชื่อในเรื่องโชครางไสยศาสตร์แพร่ระบาดอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ร่างกายที่แข็งแรงบึกบึน แต่ขาดสติปัญญาที่สมบูรณ์ก็พร้อมที่จะทำสิ่งโง่ๆได้ทุกอย่างโดยไม่ยั้งคิด ร่างกายที่แข็งแรง แต่ขาดจิตใจที่ดีงามจากการบ่มเพาะของศาสนาและการควบคุมโดยความศรัทธาก็พร้อมที่จะทำความชั่วได้ทุกเมื่อ สติปัญญาที่ไร้ขอบเขตของศาสนาคอยควบคุมก็พร้อมที่จะคดโกงหรือหลอกลวงคนอื่นได้อย่างแนบเนียนและไร้ยางอาย ดังนั้น สังคมที่มนุษย์มีความแข็งแรง แต่ไร้สติปัญญาที่ดีงามและศาสนาที่คอยควบคุมพฤติกรรมจึงมักจะตกต่ำและถูกทำลายไปในที่สุดไม่ว่าสังคมนั้นจะเข็มแข็งเกรียงไกรอย่างไรก็ตาม คัมภีร์กุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า : "แท้จริง เรา(พระเจ้า)ได้สร้างมนุษย์มาในรูปแบบที่ดีที่สุด หลังจากนั้น เราได้ทำให้เขากลับไปสู่ความต่ำสุดของความต่ำ ยกเว้นบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดี" (กุรอาน 85:4-6) นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมพระเจ้าจึงต้องประทานศาสนาและศาสดาทั้งหลายมายังมนุษย์ ทั้งนี้ก็เพราะศาสนามีคำสอนที่จะช่วยบูรณการชีวิตของมนุษย์ทั้งทางด้านร่างกาย วิญญาณและสติปัญญาให้สมดุลเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตที่สมบูรณ์นั่นเอง วิทยาศาสตร์ไม่ขัดกับศาสนา สาเหตุสำคัญที่ทำให้มนุษย์ทำความชั่วและในที่สุดก็ได้รับความตกต่ำหรือถูกทำลายนั้นก็เพราะมนุษย์คิดว่าตัวเองเกิดมาบนโลกนี้เพียงเพื่อกิน นอน ถ่าย สืบพันธุ์แล้วก็ตายไปเยี่ยงสัตว์ทั้งหลายโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองขณะที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องมาจากมนุษย์ขาดความศรัทธาในพระเจ้าและการพิพากษาการกระทำของตนเองในโลกหน้าโดยเห็นว่าความศรัทธาในเรื่องนี้เป็นความงมงายไร้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น บรรดาศาสดาทั้งหลายจึงถูกส่งมาสอนเรื่องความศรัทธาในสองสิ่งนี้ให้แก่มนุษย์ และวิธีการอธิบายถึงสองสิ่งที่มนุษย์มองไม่เห็นนี้ก็ทำโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ขัดกับสติปัญญาของมนุษย์ ลองดูตัวอย่างก็ได้ เมื่อโนอาห์หรือนูฮฺเริ่มเผยแผ่คำสอนเรื่องพระเจ้าในสังคมที่เต็มไปด้วยการเคารพบูชาเทวรูปและรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนสร้างขึ้นมา ท่านได้กล่าวแก่ผู้คนว่า : "พวกท่านเป็นอะไรไปที่ไม่คิดถึงศักดิ์ศรีของพระเจ้า ทั้งๆที่พระองค์ได้ทรงสร้างพวกท่านเป็นขั้นตอน ? พวกท่านไม่เห็นหรือว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งเจ็ดเป็นชั้นๆอย่างไร และได้ทรงทำให้ดวงจันทร์ในชั้นฟ้าเหล่านั้นเป็นแสงสว่างและดวงอาทิตย์เป็นตะเกียง ?...." (กุรอาน 13-16) ลองดูซิว่าข้อความเรียกร้องเชิญชวนมนุษย์ให้รู้จักพระเจ้าของโนอาห์ผู้มีชีวิตอยู่ในยุคก่อนหน้านี้นับหมื่นปีมีความขัดแย้งกับข้อมูลความจริงทางด้านวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งถูกเปิดเผยเมื่อเร็วๆนี้ไหม ? โลกเพิ่งรู้เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เองว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการในการเกิดอย่างเป็นขั้นตอนในครรภ์มารดาและท้องฟ้าถูกแบ่งออกเป็นชั้นบรรยากาศต่างๆ เช่น ไอโอโนสเฟียร์ สตราโตสเฟียร์ เป็นต้น แม้คำสอนของโนอาห์เมื่อหมื่นปีก่อนจะสอดคล้องกับการค้นพบความจริงทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน แต่โนอาห์ก็ไม่ได้มีเจตนาจะสอนวิทยาศาสตร์ให้แก่มนุษย์ในสมัยของท่าน หากแต่เป็นการเอาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์มาอธิบายถึงการมีอยู่ของพระเจ้าผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งอย่างเป็นรูปธรรม ท่านตั้งคำถามให้มนุษย์ใช้สมองคิดว่าใครเป็นผู้สร้างมนุษย์และจักรวาล ? มนุษย์ ความบังเอิญ หรือพระเจ้า ? เพื่อที่จะให้มนุษย์เลือกสิ่งที่จะเคารพสักการะอย่างถูกต้องเท่านั้น หลังจากสมัยของโนอาห์อีกนับหมื่นปี นบีมุฮัมมัดก็ได้นำความรู้จากพระเจ้ามาอธิบายรายละเอียดคำสอนของโนอาห์ว่า : "แล้วเรา(พระเจ้า)ได้ทำให้เขาเป็นเชื้ออสุจิในที่พักอันมั่นคง(มดลูก) แล้วเราได้ทำให้อสุจิเป็นก้อนเลือด ก้อนเนื้อ แล้วทำให้ก้อนเนื้อเป็นกระดูก แล้วหุ้มกระดูกนั้นด้วยเนื้อ แล้วได้เป่าวิญญาณให้เขากลายเป็นอีกรูปร่างหนึ่ง" (กุรอาน 23:13-14) นบีมุฮัมมัดได้อ่านถ้อยคำจากคัมภีร์กุรอานดังกล่าวข้างต้นเมื่อประมาณ 1,400 ปีที่แล้ว และนักวิชาการทางด้านการแพทย์เพิ่งจะมาค้นพบความจริงเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง แม้ถ้อยคำดังกล่าวจะสอดคล้องกับวิทยาการทางด้านชีววิทยาและการแพทย์ในปัจจุบัน แต่เจตนาของการประทานถ้อยคำกุรอานดังกล่าวข้างต้นก็มิใช่เพื่อสอนวิชาชีววิทยาหรือวิทยาศาสตร์ให้แก่มนุษย์แต่ประการใด หากแต่ต้องการอธิบายให้มนุษย์เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้าและโลกหน้าซึ่งมนุษย์มองไม่เห็นเช่นเดียวกับโนอาห์ เพราะความเชื่อในสองสิ่งนี้เป็นรากฐานของคุณธรรมและจริยธรรมของมนุษย์ซึ่งบรรดานบีทั้งหลายถูกส่งมาปฏิรูป ถ้าไม่มีความศรัทธาหรือเกรงกลัวในสองสิ่งนี้ การปฏิรูปคุณธรรมและจริยธรรมของมนุษย์ก็ไม่อาจทำได้ เมื่อประมาณ 1,400 ปีที่แล้วในสังคมอารเบียที่ไร้ความเจริญ เมื่อท่านนบีมุฮัมมัดสั่งสอนผู้คนให้เกรงกลัวพระเจ้าและการพิพากษาในโลกหน้า ผู้คนต่างพากันเหยียดหยันและปฏิเสธท่าน ข้อความจากคัมภีร์กุรอานจึงถูกประทานมาเพื่อบอกผู้ปฏิเสธเรื่องโลกหน้าในทำนองว่า "ในโลกนี้แท้ๆ สิ่งที่อยู่ในมดลูกของเมียของตัวเอง เจ้าก็ยังไม่เห็นทั้งๆที่รู้ว่ามีเด็กอยู่ในครรภ์ แล้วเจ้าจะเห็นโลกหน้าได้อย่างไร ? แค่มองไม่เห็นสิ่งใด อย่าปฏิเสธว่าสิ่งนั้นไม่มี" แต่เนื่องจากคำสอนของศาสนาจะต้องใช้จนถึงวันสิ้นโลก ข้อความดังกล่าวข้างต้นก็สามารถนำมาอธิบายในยุคปัจจุบันได้ว่าเรื่องของโลกหน้านั้น ความรู้ของมนุษย์ก็เหมือนกับทารกในครรภ์มารดาซึ่งไม่รู้ว่าโลกหลังจากที่คลอดออกมาเป็นอย่างไร เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ศาสดาเมื่อหลายพันปีก่อนสามารถเอาวิทยาศาสตร์มาบูรณการในการสอนศาสนาเพื่อให้มนุษย์ใช้สติปัญญาตรึกตรองถึงชีวิตทางด้านจิตวิญญาณอันเป็นชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์ แต่การศึกษาสมัยใหม่ได้ตัดความรู้ทางด้านจิตวิญญาณออกไปจากการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างสิ้นเชิงเพราะการตามฝรั่งที่บ้าคลั่งลัทธิวัตถุนิยม ดังนั้น สมดุลแห่งชีวิตของมนุษย์จึงเสียไปซึ่งทำให้มนุษย์ไร้คุณธรรมและกลายเป็นปัญหาสังคมในปัจจุบัน บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน |
| มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย | ||
Photo by lof |
||
|
View All |
||
| มุสลิมทัวร์ ตอนมัสยิดบางหลวง | ||
มัสยิดทรงไทยแห่งเดียวของโลก |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |