• lof
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chalof_bismillah@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-29
  • จำนวนเรื่อง : 77
  • จำนวนผู้ชม : 19964
  • จำนวนผู้โหวต : 75
  • ส่ง msg :
อิสลาม สัจธรรมแห่งชีวิต
อิสลามสัจธรรมแห่งชีวิต สังคมมุสลิมจะไม่เป็นสังคมที่ลึกลับอีกต่อไป
Permalink : http://www.oknation.net/blog/islam
วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2550
ฮาเกีย โซเฟีย อนุสรณ์แห่งศรัทธา
Posted by lof , ผู้อ่าน : 268 , 19:03:05 น.   | หมวดหมู่ : บทความ อาจารย์บรรจง บินกาซัน  
พิมพ์หน้านี้


ชีวิตของมนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและวิญญาณ ตามคำสอนของคัมภีร์กุรอาน วิญญาณของมนุษย์รู้จักพระเจ้าก่อนที่มนุษย์จะเกิดมาในโลกนี้

ดังนั้น ความศรัทธาในพระเจ้าจึงเป็นธรรมชาติที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด หลักฐานความจริงในเรื่องนี้สามารถเห็นได้จากการที่มนุษย์ยังคงมีความเชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิ์บางอย่างที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากสถานที่สวดวิงวอนหรือทำพิธีสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิธีกรรมตามความเชื่อที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วโลก

      ดังนั้น ไม่ว่าใครจะพยายามทำลายหรือทำให้โลกเห็นว่าความศรัทธาและศาสนาไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับคนสมัยใหม่อย่างไรก็ตาม ความศรัทธาในพระเจ้าก็ไม่มีวันหมดไปจากวิญญาณของมนุษย์

      ตัวอย่างที่ยืนยันถึงความจริงในเรื่องนี้มีให้เห็นอย่างชัดเจนมากมาย เช่น ในอดีต รัฐบาลคอมมิวนิสต์รัสเซียและรัฐบริวารอื่นๆในยุโรปตะวันออกได้พยายามต่อต้านและหาทางทำลายศาสนาทุกวิถีทาง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถที่จะขจัดความศรัทธาออกไปจากจิตใจของผู้คนได้ มิหนำซ้ำ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและระบอบคอมมิวนิสต์ก็คือการฟื้นฟูบูรณะโบสถ์และศาสนสถานต่างๆให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งโดยบรรดาผู้ศรัทธาหลังจากที่ถูกกดขี่มาเป็นเวลา 50 ปี แต่ศรัทธาที่มีอยู่ก็ไม่ได้ถูกทำลาย

      ฮาเกียโซเฟียหรืออายาโซเฟีย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งซึ่งถูกเสนอชื่อเข้าคัดเลือกให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลกยุคใหม่ยืนตระหง่านเป็นหลักฐานยืนยันถึงความจริงดังกล่าวถึงแม้มันจะมิได้ถูกคัดเลือกก็ตาม

      ฮาเกียโซเฟียเป็นโบสถ์ใหญ่แห่งหนึ่งในนครอิสตันบูลเมืองหลวงเก่าของประเทศตุรกี สถานที่แห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานอีกแห่งหนึ่งที่ยืนหยัดท้าทายความพยายามที่จะลดความสำคัญของศาสนาและทำลายความศรัทธาของมนุษย์เมื่อมุสตาฟา เคมาล อดีตประธานาธิบดีของตุรกียุคใหม่ได้เปลี่ยนมันให้เป็นพิพิธภัณฑ์ใน ค.ศ.1935 แต่ฮาเกียโซเฟียก็ยังคงขัดขืนความพยายามที่จะสยบความศรัทธาในพระเจ้าที่เป็นแรงบันดาลใจให้มันถูกสร้างขึ้นมา

      ฮาเกียโซเฟียเคยเป็นโบสถ์มานานประมาณ 1,000 ปีในสมัยโรมัน หลังจากพวกโรมันเสียอำนาจให้พวกออตโตมานเติร์กแล้ว ฮาเกียโซเฟียก็ได้ถูกเปลี่ยนเป็นมัสญิดมานานกว่า 500 ปี ในเวลานั้น เมืองหลวงของอาณาจักรโรมันไบแซนตินมีชื่อว่าคอนแสตนติโนเปิลซึ่งปัจจุบันคืออิสตันบูล

      เดิมทีบริเวณที่ตั้งของฮาเกียโซเฟียเคยเป็นโบสถ์หลังหนึ่งมาตั้งแต่ ค.ศ.360 แต่ใน ระหว่าง ค.ศ.532 -537 จักรพรรดิจัสตีเนียนแห่งอาณาจักรโรมันไบแซนตินได้สร้างฮาเกียโซเฟียขึ้นมาเป็นโบสถ์หลังใหญ่อลังการจนบดบังโบสถ์เดิมไป เมื่อถูกสร้างเสร็จ มีคนกล่าวว่าจักรพรรดิจัสตีเนียนได้ประกาศว่า "โซโลมอนเอ๋ย ตอนนี้ ข้าพระองค์แซงหน้าท่านไปแล้ว"

      ในอดีต โซโลมอนหรือนบีสุลัยมานคือผู้สร้างมหาวิหารแห่งนครเยรูซาเล็มขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสถานที่แสดงความเคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้า

      สถาปนิกและวิศวกรของจักรพรรดิจัสตีเนียนไม่เพียงแต่สร้างโบสถ์ใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น แต่ยังได้สร้างโดมขนาดมหึมาครอบตัวอาคารเพื่อท้าทายผู้คนในเวลานั้นที่คิดว่าไม่สามารถเป็นไปได้ด้วย

      โดมของฮาเกียโซเฟียวางอยู่บนเสาหินขนาดใหญ่ที่นำมาจากบริเวณที่เรียกว่าซูดานในปัจจุบัน แต่ด้วยความรีบเร่งในการสร้างภายในเวลาห้าปี น้ำหนักของโดมที่กดทับลงมาบนกำแพงสี่ด้านได้ทำให้กำแพงโก่งออก หลังจากนั้น เมื่อเกิดแผ่นดินไหวในกรุงคอนสแตนติโนเปิลใน ค.ศ.989 จึงได้มีการซ่อมแซมโดมใหม่และทำให้โดมมีความสูงขึ้นกว่าเดิมอีก 20 ฟุต นับแต่นั้นมา โดมใหญ่แห่งฮาเกียโซเฟียก็กลายเป็นลักษณะมาตรฐานของสถาปัตยกรรมออร์โธดอกซ์ โรมันแคธอลิกและอิสลามต่อมาอีกหลายศตวรรษ

      ฮาเกียโซเฟียยืนผงาดเป็นโบสถ์ใหญ่ที่สุดในโลกมาจนกระทั่งได้มีการสร้างโบสถ์เซวิลล์หลังจากนั้นอีกพันปี กำแพงหินภายนอกตัวอาคารนั้นดูเรียบง่าย แต่ภายในกลับวิจิตรงดงามอลังการด้วยพื้นหินอ่อนและผนังโดยรอบที่ประดับประดาด้วยหินโมเสก ทองคำและกระจกสีที่นำมาทำเป็นรูปพระเยซูคริสต์และนักบุญ ต่างจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง

      เมื่อโบสถ์หลังนี้ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของพวกออตโตมานเติร์ก โบสถ์หลังนี้ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นมัสญิดและได้มีการนำสีขาวไปทาทับกระเบื้องโมเสกที่ทำเป็นรูปพระเยซู ทั้งนี้เนื่องจากอิสลามไม่อนุญาตให้มีรูปภาพหรือรูปปั้นในมัสญิด แต่กระเบื้องโมเสกเหล่านั้นก็ได้รับการซ่อมแซมตลอดเวลา ถึงแม้กระเบื้องบางชิ้นจะหลุดออกมา แต่ผู้ดูแลก็เก็บกระเบื้องเหล่านั้นไว้เพื่อนำไปติดยังที่เดิมหากมีการซ่อมแซม เพราะผู้ปกครองอาณาจักรออตโตมานเติร์กนั้นเคารพความสวยงามและศิลปกรรมของอาคาร แต่ในมัสญิด พวกเติร์กจะถือว่าคำสั่งของพระเจ้าสำคัญและยิ่งใหญ่กว่าศิลปะ

      เมื่อพวกครูเสดทำลายกรุงคอนสแตนติโนเปิลใน ค.ศ.1204 พวกครูเสดได้เอาชิ้นส่วนต่างๆและทรัพย์สมบัติอันมีค่าไปจากโบสถ์แห่งนี้ ต่อมา โบสถ์หลังนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นมัสญิดหลังจากที่กรุงคอนแสตนติโนเปิลถูกยึดได้โดยสุลต่านเมห์เมตที่ 2 ใน ค.ศ.1453 หลังจากนั้น สถาปนิกของสุลต่านสุลัยมานผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้บูรณะซ่อมแซมอาคารหลังนี้ให้มีความแข็งแรงกว่าเดิมโดยมีการเสริมความหนาของกำแพงสี่ด้านเพื่อค้ำยันโดมและกำแพงอาคารเดิมไว้ นอกจากนี้ก็ได้มีการสร้างหอสูงรูปทรงดินสอขึ้นมาตรงมุมอาคารทั้งสี่แห่ง มีการนำแผ่นโลหะวงกลมขนาดใหญ่ที่มีพระนามของอัลลอฮฺและนบีมุฮัมมัดไปติดตั้งไว้เหนือเสาที่ค้ำยันอาคารภายใน หลังจากนั้นก็มีการปรับปรุงซ่อมแซมครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งในศตวรรษที่ 19 ในสมัยของสุลต่านอับดุลมะญีด

      หลังจากอาณาจักรออตโตมานเติร์กล่มสลายลงพร้อมกับการปกครองแบบอิสลาม มุสตาฟา เคมาล ได้พยายามที่จะลบล้างหรือไม่ก็ทำลายสัญลักษณ์ต่างๆที่เป็นของอิสลามลง เช่น ยกเลิกการใช้ตัวอักษรภาษาอาหรับและหันมาใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษในการสะกดคำแทน ห้ามผู้ชายไว้เครา แม้จะไว้หนวดได้ก็ห้ามเกินริมฝีปาก ห้ามผู้หญิงใช้ผ้าคลุมศีรษะ ห้ามสวมใส่เครื่องแบบผู้ทรงความรู้ทางศาสนา แม้แต่เสียงอะซานเรียกผู้คนมานมาซในภาษาอาหรับที่กล่าวกันมานับพันปีก็มีความพยายามที่จะให้กล่าวเป็นภาษาตุรกีเช่นกัน

      อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่กล่าวมาหลังสุดนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทุกวันนี้ เสียงอะซานยังคงก้องกังวานเป็นภาษาอาหรับจากมัสญิดทุกแห่งวันละ 5 เวลา อีกทั้งผู้คนยังปฏิบัตินมาซเพื่อสรรเสริญพระเจ้าและยืนยันว่าความศรัทธาในพระองค์จะยังคงดำรงอยู่กับชีวิตของพวกเขาตลอดไปไม่จืดจาง และดูเหมือนว่าขณะนี้ความศรัทธาในศาสนาในตุรกีกำลังจะเวียนกลับมาอีกครั้งหนึ่งเสียด้วยซ้ำ เพราะคนมุสลิมในตุรกีอ่านข้อความในคัมภีร์กุรอานอยูเป็นประจำว่า

      "พระองค์คือพระผู้อภิบาลแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและที่อยู่ในระหว่างทั้งสองนั้น ดังนั้น จงเคารพภักดีพระองค์และจงอดทนในการรับใช้พระองค์ เจ้ารู้จักผู้ใดอื่นที่เสมอเหมือนกับพระองค์บ้างไหม ?" (กุรอาน 19:65)

      ถึงแม้ฮาเกียโซเฟียมิได้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ใหม่ของโลกก็ตาม แต่โดยลึกๆแล้ว ฮาเกียโซเฟียก็ได้เตือนมนุษย์ทั้งหมดบนโลกนี้ว่าถ้าเป็นชีวิตแล้ว ทุกคนต่างมีความศรัทธาอยู่ในชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น ถ้าพวกเขารวมกัน พวกเขาก็จะเข้มแข็ง ถ้าพวกเขาอดทนในการแสดงความภักดีต่อพระเจ้า พวกเขาก็จะได้ชัยชนะ

      ฮาเกียโซเฟียเป็นหลักฐานทางวัตถุอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันว่าความศรัทธาทางศาสนาของมนุษย์ยังคงไม่ตาย และมันจะยังคงอยู่กับมนุษย์ตลอดไปจนกว่าโลกสลาย

ทุกคำถาม อิสลามมีคำตอบ 

ถาม กระแสความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนาหรือล้าหลังอย่างเช่นประเทศในเอเชีย อาฟริกาและประเทศลาตินซึ่งผู้คนนับถือศาสนา แต่ความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์กลับไม่ค่อยปรากฏในประเทศตะวันตกที่ผู้คนรุ่นใหม่เลิกนับถือศาสนากันไปแล้ว เป็นเพราะศาสนาหรือเปล่าที่ทำให้ผู้คนเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์ ? 

ตอบ จะไปโทษศาสนาว่าเป็นสาเหตุให้ผู้คนมีความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์คงไม่ถูกต้องหรอกครับ เพราะถึงแม้ศาสนาจะมีเรื่องราวของความเร้นลับเหนือกฎธรรมชาติอยู่ แต่ก็ไม่มีศาสนาหรือศาสดาใดสอนให้มนุษย์เชื่อถือเรื่องโชคลางไสยศาสตร์ ในทางตรงข้าม บรรดาศาสดาทั้งหลายมักจะต่อต้านหรือทำลายความเชื่อถือในเรื่องนี้เสียด้วยซ้ำ

      ก่อนหน้าสมัยศาสดามุฮัมมัด เวลาชาวอาหรับจะออกจากบ้านไปทำธุรกิจหรือออกทำสงคราม ชาวอาหรับจะแหงนหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อดูว่ามีนกบินอยู่บนฟ้าทางด้านขวาหรือด้านซ้ายของบ้าน ถ้าหากมีนกบินทางด้านขวาก็ถือว่าเป็นลางดี แต่ถ้าหากมีนกบินทางด้านซ้ายก็ถือว่าเป็นลางร้ายและจะไม่ออกจากบ้านแม้จะวางแผนทำอะไรไว้แล้วก็ตาม

      ก็คงไม่ต่างจากคนไทยที่เชื่อว่าหากจิ้งจกร้องทักก่อนออกจากบ้านก็หมายถึงลางร้าย และจะไม่ออกจากบ้านหรือออกไปก็ด้วยความไม่สบายใจ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นก็จะอ้างเรื่องจิ้งจกร้องทักว่าเป็นลางบอกเหตุ

      กระแสความเชื่อเรื่องโชคลางไสยศาสตร์เกิดขึ้นก็เพราะพื้นฐานของมนุษย์ที่ต้องการสิ่งจำเป็นสองสิ่งในชีวิต นั่นคือ ความมั่นคงปลอดภัยและความมีกิน ถ้าสองสิ่งนี้มีหลักประกัน ความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์ก็จะไม่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์ หรือถ้าจะเกิดก็น้อยมาก ดังนั้น ความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์จึงไม่ค่อยมีปรากฏในประเทศที่เจริญแล้ว เพราะผู้คนได้รับหลักประกันในการดำรงชีพจากแผนการประกันสังคมของรัฐ

      แต่ในประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศยากจน ประชาชนไม่มีหลักประกันหรือความหวังในสิ่งเหล่านี้จากรัฐบาล ผู้คนจึงหันไปพึ่งโชคลางไสยศาสตร์หรือการพนันซึ่งพอจะเป็นความหวังได้บ้างถึงแม้จะน้อยเต็มทีก็ตาม จะเปิดงานหรือเริ่มต้นทำกิจการอะไรสักอย่างก็ต้องไปหาซินแสให้ดูฤกษ์ดูยาม ดูเลขผานาทีเพื่อความเป็นศิริมงคล

      ในอิสลามไม่มีความเชื่อในเรื่องนี้ครับ คนมุสลิมที่ศรัทธาในพระเจ้าจะถือว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ว่าจะดีหรือร้ายล้วนเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่มีอะไรสามารถที่จะขัดขวางพระประสงค์ของพระองค์ได้ เมื่อได้รับสิ่งดีงาม มุสลิมก็จะถือว่าเป็นความโปรดปรานของพระเจ้าและจะขอบคุณพระองค์ แต่เมื่อประสบเคราะห์กรรม ความสูญเสียหรือความตาย มุสลิมก็จะถือว่าพระเจ้าทรงต้องการทดสอบว่าจะยังคงศรัทธาในพระองค์และวิงวอนขอความช่วยเหลือต่อพระองค์หรือไม่ ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายอย่างไรก็ตาม มุสลิมจะวิงวอนขอความช่วยเหลือต่อพระเจ้าองค์เดียวและจะไม่หันไปพึ่งเกจิอาจารย์หรือโชคลางไสยศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น เพราะการทำเช่นนั้นถือเป็นบาปใหญ่อย่างหนึ่งที่มีผลทำให้สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมและจะได้รับความหายนะในชีวิตหลังความตายมากกว่าชีวิตในโลกนี้หลายเท่า

      ผมว่าทุกศาสดาก็มีหลักคำสอนคล้ายๆกันครับ เพราะศาสดาทั้งหลายก็ได้รับคำสอนจากพระเจ้าเหมือนกัน ความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในสังคมที่ขาดความศรัทธาในพระเจ้าและขาดความรู้ทางศาสนาที่ถูกต้องครับ

บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
คนใส่แว่น วันที่ : 03/11/2007 เวลา : 09.39 น.
http://www.oknation.net/blog/chattrg

เยี่ยมมาก
ความคิดเห็นที่ 1
Supawan วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 20.53 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

ขอบคุณค่ะ ... สำหรับบทความดีๆ

มีความสุขนะคะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

มุสลิมทัวร์ ตอนมัสยิดบางหลวง

มัสยิดทรงไทยแห่งเดียวของโลก

View All
<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30