พิมพ์หน้านี้
|
ชีวิตของมนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและวิญญาณ ตามคำสอนของคัมภีร์กุรอาน วิญญาณของมนุษย์รู้จักพระเจ้าก่อนที่มนุษย์จะเกิดมาในโลกนี้ ดังนั้น ความศรัทธาในพระเจ้าจึงเป็นธรรมชาติที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด หลักฐานความจริงในเรื่องนี้สามารถเห็นได้จากการที่มนุษย์ยังคงมีความเชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิ์บางอย่างที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากสถานที่สวดวิงวอนหรือทำพิธีสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิธีกรรมตามความเชื่อที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วโลก ดังนั้น ไม่ว่าใครจะพยายามทำลายหรือทำให้โลกเห็นว่าความศรัทธาและศาสนาไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับคนสมัยใหม่อย่างไรก็ตาม ความศรัทธาในพระเจ้าก็ไม่มีวันหมดไปจากวิญญาณของมนุษย์ ตัวอย่างที่ยืนยันถึงความจริงในเรื่องนี้มีให้เห็นอย่างชัดเจนมากมาย เช่น ในอดีต รัฐบาลคอมมิวนิสต์รัสเซียและรัฐบริวารอื่นๆในยุโรปตะวันออกได้พยายามต่อต้านและหาทางทำลายศาสนาทุกวิถีทาง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถที่จะขจัดความศรัทธาออกไปจากจิตใจของผู้คนได้ มิหนำซ้ำ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและระบอบคอมมิวนิสต์ก็คือการฟื้นฟูบูรณะโบสถ์และศาสนสถานต่างๆให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งโดยบรรดาผู้ศรัทธาหลังจากที่ถูกกดขี่มาเป็นเวลา 50 ปี แต่ศรัทธาที่มีอยู่ก็ไม่ได้ถูกทำลาย ฮาเกียโซเฟียหรืออายาโซเฟีย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งซึ่งถูกเสนอชื่อเข้าคัดเลือกให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลกยุคใหม่ยืนตระหง่านเป็นหลักฐานยืนยันถึงความจริงดังกล่าวถึงแม้มันจะมิได้ถูกคัดเลือกก็ตาม ฮาเกียโซเฟียเป็นโบสถ์ใหญ่แห่งหนึ่งในนครอิสตันบูลเมืองหลวงเก่าของประเทศตุรกี สถานที่แห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานอีกแห่งหนึ่งที่ยืนหยัดท้าทายความพยายามที่จะลดความสำคัญของศาสนาและทำลายความศรัทธาของมนุษย์เมื่อมุสตาฟา เคมาล อดีตประธานาธิบดีของตุรกียุคใหม่ได้เปลี่ยนมันให้เป็นพิพิธภัณฑ์ใน ค.ศ.1935 แต่ฮาเกียโซเฟียก็ยังคงขัดขืนความพยายามที่จะสยบความศรัทธาในพระเจ้าที่เป็นแรงบันดาลใจให้มันถูกสร้างขึ้นมา ฮาเกียโซเฟียเคยเป็นโบสถ์มานานประมาณ 1,000 ปีในสมัยโรมัน หลังจากพวกโรมันเสียอำนาจให้พวกออตโตมานเติร์กแล้ว ฮาเกียโซเฟียก็ได้ถูกเปลี่ยนเป็นมัสญิดมานานกว่า 500 ปี ในเวลานั้น เมืองหลวงของอาณาจักรโรมันไบแซนตินมีชื่อว่าคอนแสตนติโนเปิลซึ่งปัจจุบันคืออิสตันบูล เดิมทีบริเวณที่ตั้งของฮาเกียโซเฟียเคยเป็นโบสถ์หลังหนึ่งมาตั้งแต่ ค.ศ.360 แต่ใน ระหว่าง ค.ศ.532 -537 จักรพรรดิจัสตีเนียนแห่งอาณาจักรโรมันไบแซนตินได้สร้างฮาเกียโซเฟียขึ้นมาเป็นโบสถ์หลังใหญ่อลังการจนบดบังโบสถ์เดิมไป เมื่อถูกสร้างเสร็จ มีคนกล่าวว่าจักรพรรดิจัสตีเนียนได้ประกาศว่า "โซโลมอนเอ๋ย ตอนนี้ ข้าพระองค์แซงหน้าท่านไปแล้ว" ในอดีต โซโลมอนหรือนบีสุลัยมานคือผู้สร้างมหาวิหารแห่งนครเยรูซาเล็มขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสถานที่แสดงความเคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้า สถาปนิกและวิศวกรของจักรพรรดิจัสตีเนียนไม่เพียงแต่สร้างโบสถ์ใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น แต่ยังได้สร้างโดมขนาดมหึมาครอบตัวอาคารเพื่อท้าทายผู้คนในเวลานั้นที่คิดว่าไม่สามารถเป็นไปได้ด้วย โดมของฮาเกียโซเฟียวางอยู่บนเสาหินขนาดใหญ่ที่นำมาจากบริเวณที่เรียกว่าซูดานในปัจจุบัน แต่ด้วยความรีบเร่งในการสร้างภายในเวลาห้าปี น้ำหนักของโดมที่กดทับลงมาบนกำแพงสี่ด้านได้ทำให้กำแพงโก่งออก หลังจากนั้น เมื่อเกิดแผ่นดินไหวในกรุงคอนสแตนติโนเปิลใน ค.ศ.989 จึงได้มีการซ่อมแซมโดมใหม่และทำให้โดมมีความสูงขึ้นกว่าเดิมอีก 20 ฟุต นับแต่นั้นมา โดมใหญ่แห่งฮาเกียโซเฟียก็กลายเป็นลักษณะมาตรฐานของสถาปัตยกรรมออร์โธดอกซ์ โรมันแคธอลิกและอิสลามต่อมาอีกหลายศตวรรษ ฮาเกียโซเฟียยืนผงาดเป็นโบสถ์ใหญ่ที่สุดในโลกมาจนกระทั่งได้มีการสร้างโบสถ์เซวิลล์หลังจากนั้นอีกพันปี กำแพงหินภายนอกตัวอาคารนั้นดูเรียบง่าย แต่ภายในกลับวิจิตรงดงามอลังการด้วยพื้นหินอ่อนและผนังโดยรอบที่ประดับประดาด้วยหินโมเสก ทองคำและกระจกสีที่นำมาทำเป็นรูปพระเยซูคริสต์และนักบุญ ต่างจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง เมื่อโบสถ์หลังนี้ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของพวกออตโตมานเติร์ก โบสถ์หลังนี้ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นมัสญิดและได้มีการนำสีขาวไปทาทับกระเบื้องโมเสกที่ทำเป็นรูปพระเยซู ทั้งนี้เนื่องจากอิสลามไม่อนุญาตให้มีรูปภาพหรือรูปปั้นในมัสญิด แต่กระเบื้องโมเสกเหล่านั้นก็ได้รับการซ่อมแซมตลอดเวลา ถึงแม้กระเบื้องบางชิ้นจะหลุดออกมา แต่ผู้ดูแลก็เก็บกระเบื้องเหล่านั้นไว้เพื่อนำไปติดยังที่เดิมหากมีการซ่อมแซม เพราะผู้ปกครองอาณาจักรออตโตมานเติร์กนั้นเคารพความสวยงามและศิลปกรรมของอาคาร แต่ในมัสญิด พวกเติร์กจะถือว่าคำสั่งของพระเจ้าสำคัญและยิ่งใหญ่กว่าศิลปะ เมื่อพวกครูเสดทำลายกรุงคอนสแตนติโนเปิลใน ค.ศ.1204 พวกครูเสดได้เอาชิ้นส่วนต่างๆและทรัพย์สมบัติอันมีค่าไปจากโบสถ์แห่งนี้ ต่อมา โบสถ์หลังนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นมัสญิดหลังจากที่กรุงคอนแสตนติโนเปิลถูกยึดได้โดยสุลต่านเมห์เมตที่ 2 ใน ค.ศ.1453 หลังจากนั้น สถาปนิกของสุลต่านสุลัยมานผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้บูรณะซ่อมแซมอาคารหลังนี้ให้มีความแข็งแรงกว่าเดิมโดยมีการเสริมความหนาของกำแพงสี่ด้านเพื่อค้ำยันโดมและกำแพงอาคารเดิมไว้ นอกจากนี้ก็ได้มีการสร้างหอสูงรูปทรงดินสอขึ้นมาตรงมุมอาคารทั้งสี่แห่ง มีการนำแผ่นโลหะวงกลมขนาดใหญ่ที่มีพระนามของอัลลอฮฺและนบีมุฮัมมัดไปติดตั้งไว้เหนือเสาที่ค้ำยันอาคารภายใน หลังจากนั้นก็มีการปรับปรุงซ่อมแซมครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งในศตวรรษที่ 19 ในสมัยของสุลต่านอับดุลมะญีด หลังจากอาณาจักรออตโตมานเติร์กล่มสลายลงพร้อมกับการปกครองแบบอิสลาม มุสตาฟา เคมาล ได้พยายามที่จะลบล้างหรือไม่ก็ทำลายสัญลักษณ์ต่างๆที่เป็นของอิสลามลง เช่น ยกเลิกการใช้ตัวอักษรภาษาอาหรับและหันมาใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษในการสะกดคำแทน ห้ามผู้ชายไว้เครา แม้จะไว้หนวดได้ก็ห้ามเกินริมฝีปาก ห้ามผู้หญิงใช้ผ้าคลุมศีรษะ ห้ามสวมใส่เครื่องแบบผู้ทรงความรู้ทางศาสนา แม้แต่เสียงอะซานเรียกผู้คนมานมาซในภาษาอาหรับที่กล่าวกันมานับพันปีก็มีความพยายามที่จะให้กล่าวเป็นภาษาตุรกีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่กล่าวมาหลังสุดนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทุกวันนี้ เสียงอะซานยังคงก้องกังวานเป็นภาษาอาหรับจากมัสญิดทุกแห่งวันละ 5 เวลา อีกทั้งผู้คนยังปฏิบัตินมาซเพื่อสรรเสริญพระเจ้าและยืนยันว่าความศรัทธาในพระองค์จะยังคงดำรงอยู่กับชีวิตของพวกเขาตลอดไปไม่จืดจาง และดูเหมือนว่าขณะนี้ความศรัทธาในศาสนาในตุรกีกำลังจะเวียนกลับมาอีกครั้งหนึ่งเสียด้วยซ้ำ เพราะคนมุสลิมในตุรกีอ่านข้อความในคัมภีร์กุรอานอยูเป็นประจำว่า "พระองค์คือพระผู้อภิบาลแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและที่อยู่ในระหว่างทั้งสองนั้น ดังนั้น จงเคารพภักดีพระองค์และจงอดทนในการรับใช้พระองค์ เจ้ารู้จักผู้ใดอื่นที่เสมอเหมือนกับพระองค์บ้างไหม ?" (กุรอาน 19:65) ถึงแม้ฮาเกียโซเฟียมิได้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ใหม่ของโลกก็ตาม แต่โดยลึกๆแล้ว ฮาเกียโซเฟียก็ได้เตือนมนุษย์ทั้งหมดบนโลกนี้ว่าถ้าเป็นชีวิตแล้ว ทุกคนต่างมีความศรัทธาอยู่ในชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น ถ้าพวกเขารวมกัน พวกเขาก็จะเข้มแข็ง ถ้าพวกเขาอดทนในการแสดงความภักดีต่อพระเจ้า พวกเขาก็จะได้ชัยชนะ ฮาเกียโซเฟียเป็นหลักฐานทางวัตถุอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันว่าความศรัทธาทางศาสนาของมนุษย์ยังคงไม่ตาย และมันจะยังคงอยู่กับมนุษย์ตลอดไปจนกว่าโลกสลาย ทุกคำถาม อิสลามมีคำตอบ ถาม กระแสความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนาหรือล้าหลังอย่างเช่นประเทศในเอเชีย อาฟริกาและประเทศลาตินซึ่งผู้คนนับถือศาสนา แต่ความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์กลับไม่ค่อยปรากฏในประเทศตะวันตกที่ผู้คนรุ่นใหม่เลิกนับถือศาสนากันไปแล้ว เป็นเพราะศาสนาหรือเปล่าที่ทำให้ผู้คนเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์ ? ตอบ จะไปโทษศาสนาว่าเป็นสาเหตุให้ผู้คนมีความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์คงไม่ถูกต้องหรอกครับ เพราะถึงแม้ศาสนาจะมีเรื่องราวของความเร้นลับเหนือกฎธรรมชาติอยู่ แต่ก็ไม่มีศาสนาหรือศาสดาใดสอนให้มนุษย์เชื่อถือเรื่องโชคลางไสยศาสตร์ ในทางตรงข้าม บรรดาศาสดาทั้งหลายมักจะต่อต้านหรือทำลายความเชื่อถือในเรื่องนี้เสียด้วยซ้ำ ก่อนหน้าสมัยศาสดามุฮัมมัด เวลาชาวอาหรับจะออกจากบ้านไปทำธุรกิจหรือออกทำสงคราม ชาวอาหรับจะแหงนหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อดูว่ามีนกบินอยู่บนฟ้าทางด้านขวาหรือด้านซ้ายของบ้าน ถ้าหากมีนกบินทางด้านขวาก็ถือว่าเป็นลางดี แต่ถ้าหากมีนกบินทางด้านซ้ายก็ถือว่าเป็นลางร้ายและจะไม่ออกจากบ้านแม้จะวางแผนทำอะไรไว้แล้วก็ตาม ก็คงไม่ต่างจากคนไทยที่เชื่อว่าหากจิ้งจกร้องทักก่อนออกจากบ้านก็หมายถึงลางร้าย และจะไม่ออกจากบ้านหรือออกไปก็ด้วยความไม่สบายใจ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นก็จะอ้างเรื่องจิ้งจกร้องทักว่าเป็นลางบอกเหตุ กระแสความเชื่อเรื่องโชคลางไสยศาสตร์เกิดขึ้นก็เพราะพื้นฐานของมนุษย์ที่ต้องการสิ่งจำเป็นสองสิ่งในชีวิต นั่นคือ ความมั่นคงปลอดภัยและความมีกิน ถ้าสองสิ่งนี้มีหลักประกัน ความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์ก็จะไม่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์ หรือถ้าจะเกิดก็น้อยมาก ดังนั้น ความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์จึงไม่ค่อยมีปรากฏในประเทศที่เจริญแล้ว เพราะผู้คนได้รับหลักประกันในการดำรงชีพจากแผนการประกันสังคมของรัฐ แต่ในประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศยากจน ประชาชนไม่มีหลักประกันหรือความหวังในสิ่งเหล่านี้จากรัฐบาล ผู้คนจึงหันไปพึ่งโชคลางไสยศาสตร์หรือการพนันซึ่งพอจะเป็นความหวังได้บ้างถึงแม้จะน้อยเต็มทีก็ตาม จะเปิดงานหรือเริ่มต้นทำกิจการอะไรสักอย่างก็ต้องไปหาซินแสให้ดูฤกษ์ดูยาม ดูเลขผานาทีเพื่อความเป็นศิริมงคล ในอิสลามไม่มีความเชื่อในเรื่องนี้ครับ คนมุสลิมที่ศรัทธาในพระเจ้าจะถือว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ว่าจะดีหรือร้ายล้วนเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่มีอะไรสามารถที่จะขัดขวางพระประสงค์ของพระองค์ได้ เมื่อได้รับสิ่งดีงาม มุสลิมก็จะถือว่าเป็นความโปรดปรานของพระเจ้าและจะขอบคุณพระองค์ แต่เมื่อประสบเคราะห์กรรม ความสูญเสียหรือความตาย มุสลิมก็จะถือว่าพระเจ้าทรงต้องการทดสอบว่าจะยังคงศรัทธาในพระองค์และวิงวอนขอความช่วยเหลือต่อพระองค์หรือไม่ ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายอย่างไรก็ตาม มุสลิมจะวิงวอนขอความช่วยเหลือต่อพระเจ้าองค์เดียวและจะไม่หันไปพึ่งเกจิอาจารย์หรือโชคลางไสยศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น เพราะการทำเช่นนั้นถือเป็นบาปใหญ่อย่างหนึ่งที่มีผลทำให้สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมและจะได้รับความหายนะในชีวิตหลังความตายมากกว่าชีวิตในโลกนี้หลายเท่า ผมว่าทุกศาสดาก็มีหลักคำสอนคล้ายๆกันครับ เพราะศาสดาทั้งหลายก็ได้รับคำสอนจากพระเจ้าเหมือนกัน ความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในสังคมที่ขาดความศรัทธาในพระเจ้าและขาดความรู้ทางศาสนาที่ถูกต้องครับ บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน |
| มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย | ||
Photo by lof |
||
|
View All |
||
| มุสลิมทัวร์ ตอนมัสยิดบางหลวง | ||
มัสยิดทรงไทยแห่งเดียวของโลก |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |