วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน 2550
แนวความคิดเรื่องประวัติศาสตร์ของอิสลาม
Posted by
lof
,
ผู้อ่าน : 181
, 09:40:15 น.
| หมวดหมู่ :
บทความ อาจารย์บรรจง บินกาซัน
พิมพ์หน้านี้
|
จากคัมภีร์กุรอาน เราทราบว่าพระเจ้า(?อัลลอฮฺ?)ได้ทรงสร้างจักรวาลขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์บางอย่างและทุกส่วนของจักรวาลซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของพระองค์ก็กำลังทำงานไปตามแผนการของพระองค์โดยไม่บิดพลิ้วแม้แต่นิดเดียว ในทำนองเดียวกัน มนุษย์ก็ถูกสร้างมาโดยมีวัตถุประสงค์บางอย่างด้วยเช่นกัน แต่มนุษย์กลับแตกต่างจากสิ่งถูกสร้างอื่นๆตรงที่เขามีเสรีภาพ มนุษย์สามารถทำสิ่งที่เขาต้องการโดยการตัดสินใจของเขาเอง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีเสรีภาพ แต่เขาก็กำลังถูกอัลลอฮฺเฝ้ามองอยู่ตลอดเวลาเพราะพระองค์จะไม่ปล่อยให้เกิดการเบี่ยงเบนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเป็นเวลายาวนานเพื่อมาทำให้แผนการสร้างสรรค์ของพระองค์เสียหาย แผนการสร้างของอัลลอฮฺ จักรวาลที่อัลลอฮฺทรงสร้างมานั้นมีความกว้างใหญ่ไพศาลจนแม้แต่มนุษย์จะพยายามสักเท่าใด ความลับของจักรวาลก็ยังคงเป็นที่เร้นลับสำหรับเขา โลกใบนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล มันเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนสิ่งใดและไม่มีสิ่งใดเหมือนเพราะมันได้รับบรรยากาศและปัจจัยอื่นๆซึ่งจำเป็นสำหรับการอยู่อาศัยของมนุษย์ หลังจากสร้างโลกขึ้นมาแล้ว พระผู้เป็นเจ้าก็ได้ทรงสร้างอาดัมมนุษย์คนแรกและเฮาวาคู่ครองของเขาขึ้นมา ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อใด แต่มันก็เป็นความจริงอย่างหนึ่งว่ามนุษย์คู่แรกที่มาเหยียบเท้าบนโลกใบนี้นี้ก็คืออาดัมและเฮาวา อาดัมเป็นมนุษย์คนแรกเช่นเดียวกับเป็นนบีคนแรกด้วย วิธีการของอัลลอฮฺก็คือพระองค์จะทรงเลือกใครคนหนึ่งในหมู่มนุษย์ให้เป็นผู้นำสาร(รอซูล)ของพระองค์มายังมนุษยชาติ ดังนั้น อัลลอฮฺจึงได้ให้มลาอิก๊ะฮ(ทูตสวรรค์ผู้รับใช้พระเจ้า)มาเปิดเผยให้อาดัมรู้ถึงวัตถุประสงค์การอาศัยอยู่บนโลกนี้ของมนุษย์ ตามแผนการนี้ อัลลอฮฺได้สร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาอย่างหนึ่งในรูปของมนุษย์ที่พระองค์ได้ประทานเสรีภาพให้ ในขณะที่สิ่งถูกสร้างอย่างอื่นในจักรวาลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องยอมจำนนตามพระประสงค์ของพระองค์โดยสิ้นเชิง แต่สำหรับมนุษย์แล้ว เขาสามารถที่จะเลือกรับแผนการนี้ของพระเจ้าได้ด้วยเจตนาของเขาเอง แผนการแห่งพระประสงค์ของพระเจ้านี้วางพื้นฐานอยู่บนหลักการสองประการด้วยกัน นั่นคือ ความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวและความยุติธรรม หลักความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวต้องการให้มนุษย์เคารพสักการะอัลลอฮฺองค์เดียวและไม่นำผู้ใดหรือสิ่งใดมาเป็นหุ้นส่วนในการเคารพสักการะนี้ ส่วนความยุติธรรมถือว่ามนุษย์จะต้องยึดถือหลักการทางด้านจริยธรรมในการติดต่อคบค้ากับคนอื่นและต้องละเว้นจากความอธรรมและการกดขี่ทุกอย่าง พร้อมกันนี้ อัลลอฮฺก็ได้ทรงแจ้งให้มนุษย์ทราบว่าถึงแม้เขาจะมีเสรีภาพ แต่เขาก็ต้องไปรับผิดชอบต่อการกระทำของเขาทุกอย่างต่อพระองค์ อัลลอฮฺทรงมีบันทึกการกระทำของมนุษย์ทุกคนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ในชีวิตนิรันดรหลังความตาย พระองค์จะทรงตัดสินทุกคนตามบันทึกนี้ คนที่ใช้เสรีภาพของเขาไปในทางที่ผิดจะถูกโยนลงนรกอันนิรันดร อาดัมได้เตรียมแผ่นดินที่จารึกคำสอนพื้นฐานของอัลลอฮฺไว้ หลังจากนั้นก็นำไปเผาไฟให้แห้งเป็นแผ่นอิฐเพื่อรักษาคำสอนของพระองค์ไว้สำหรับชนรุ่นต่อมา เป็นที่เชื่อกันว่าคำสอนของพระผู้เป็นเจ้านี้ได้ถูกเขียนโดยอาดัมในภาษาซีรีแอค อาดัมเสียชีวิตในวัยชราและผู้คนของเขาก็ยังคงยึดถือคำสอนของอัลลอฮฺด้วยความศรัทธา ต่อมา ความเสื่อมทรามได้เกิดขึ้นในหมู่มนุษย์เมื่อการสักการะบูชารูปปั้นได้ถูกนำมาแทนที่การเคารพสักการะพระเจ้าองค์เดียว และมนุษย์ได้เริ่มสร้างความอธรรมและการกดขี่ในลักษณะต่างๆแทนความยุติธรรม หลังจากนั้นหลายพันปี ความหลงผิดนี้ก็ยิ่งทวีมากขึ้นจนผู้คนได้ออกห่างไปจากแนวทางของพระเจ้าที่อาดัมนำมา ยุคของการหลงผิด เมื่อมนุษย์เกิดความหลงผิด อัลลอฮฺก็ได้ส่งนูฮฺ(โนอาห์)มาเป็นศาสนทูตของพระองค์ นูฮฺได้รับชีวิตที่มีอายุยืนยาวถึง 950 ปี ในช่วงชีวิตอันยาวนานนี้ นูฮฺได้พยายามชี้ให้ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าเห็นทางที่ถูกต้อง แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ใส่ใจในคำสอนของเขา ส่วนใหญ่ยังคงดื้อรั้นดันทุรังทำบาปต่อไป ดังนั้น อัลลอฮฺจึงได้ทรงบัญชาให้เกิดน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่เพื่อเป็นการลงโทษ แต่นูฮฺและผู้ศรัทธาของท่านเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รอดชีวิตบนเรือที่อัลลอฮฺได้ทรงสั่งให้เขาสร้างขึ้น ในตอนนั้น ประชากรมนุษย์อาจจะอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่นเฉพาะในพื้นที่เอเซียตรงส่วนที่เรียกว่าเมโสโปเตเมีย มนุษย์ทั้งชายและหญิงที่รอดชีวิตจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้นจึงไปตั้งหลักแหล่งในส่วนอื่นๆของโลก ทำให้เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ทวีขึ้นจนกระทั่งแพร่กระจายไปทั่วโลกทั้งในเอเซีย อาฟริกาและยุโรป หลังจากที่นูฮฺเสียชีวิตไปแล้ว คนของเขาก็ยังคงปฏิบัติตามแนวทางของพระเจ้าต่อไปเป็นเวลานาน แต่เมื่อคนรุ่นหลังเกิดความเสื่อมทรามทางศีลธรรมและหลงออกไปจากแนวทางแห่งการเคารพสักการะพระเจ้าองค์เดียวและความยุติธรรมอีก อัลลอฮจึงได้ส่งนบี(ผู้ประกาศคำสอนของพระเจ้า)มายังมนุษย์อีกเป็นเวลานับพันปี บันทึกคำพูดของท่านนบีมุฮัมมัดบอกให้เราได้รู้ว่ามีนบีถึง 124,000 คนได้มายังโลกนี้ ดังนั้น ตลอดระยะเวลาอันยาวนานระหว่างอาดัมและท่านนบีมุฮัมมัดจึงมีนบีเกิดขึ้นในประชากรมนุษย์แทบทุกรุ่น แต่ทุกครั้งก็มีมนุษย์ส่วนน้อยเท่านั้นที่เชื่อฟัง ส่วนใหญ่จะปฏิเสธนบีเหล่านี้ทุกยุค เหตุผลของการหลงผิด อะไรคือสาเหตุที่ทำให้มนุษย์หลงผิดและฝ่าฝืนมาตลอด ? มีเหตุผลสำคัญสองประการด้วยกัน นั่นคือ ความเป็นเผด็จการทางการเมืองและความโง่เขลาของมนุษย์เกี่ยวกับโลกแห่งธรรมชาติ ในสมัยโบราณ ระบบกษัตริย์เป็นระบบการปกครองที่มีอยู่ทั่วทุกแห่ง กษัตริย์ในสมัยนั้นจะใช้วิธีการง่ายๆในการรวบรวมอาณาจักรของตน นั่นคือ การกำจัดเสรีภาพทางสติปัญญาของมนุษย์โดยสิ้นเชิง ผลที่ตามมาก็คือ วิทยาศาสตร์ไม่สามารถที่จะเจริญก้าวหน้าได้ในยุคโบราณ ในกรณีของศาสนาก็เช่นกัน กษัตริย์ทั้งหลายจะไม่ยอมอนุญาตให้ผู้อยู่ใต้การปกครองของตนปฏิบัติตามศาสนาใดๆนอกไปจากศาสนาที่กษัตริย์ยอมรับนับถือ ความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์คือศาสนาที่รับใช้วัตถุประสงค์ทางการเมืองของกษัตริย์เหล่านี้ ดังนั้น กษัตริย์จึงไม่เพียงแต่จะยอมรับนับถือศาสนาแห่งไสยศาสตร์เท่านั้น แต่ยังได้บังคับพลเมืองของตนให้นับถือตามด้วย ผู้คนไม่มีสิทธิ์ที่จะคิดอย่างอิสระและเลือกนับถือศาสนาใดนอกไปจากศาสนาทางการของกษัตริย์ นโยบายนี้ของกษัตริย์ได้ก่อให้เกิดการกดขี่ข่มเหงทางศาสนาขึ้น ประวัติศาสตร์แสดงให้เราเห็นว่าการกดขี่ข่มเหงทางศาสนาได้ดำเนินต่อเนื่องกันมาตลอดเวลายาวนานในหลายรูปแบบ ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือความโง่เขลา ในสมัยโบราณ มนุษย์มีความรู้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโลกและปรากฏการณ์ต่างๆ เผด็จการทางการเมืองได้สั่งห้ามการศึกษาค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์แทบจะทุกอย่าง ดังนั้น ความเชื่องมงายแบบไสยศาสตร์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติจึงได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีการควบคุม คนทั่วไปเชื่อกันว่าดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และโลกมีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นต้น ในทำนองเดียวกันก็มีการเชื่อกันว่าทะเล ภูเขาและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอื่นๆได้รับอำนาจพิเศษลึกลับบางอย่างและเป็นสิ่งที่ควบคุมชะตากรรมของมนุษย์ไว้เด็ดขาด ปัญหาเรื่องความชั่ว อย่างไรก็ตาม มีคนที่ต้องการจะอธิบายประวัติศาสตร์ของมนุษย์ว่ามันเป็นกฎที่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นเดียวกับกฎที่ถูกวางไว้สำหรับโลกวัตถุ แต่คนเหล่านี้ก็ต้องประสบความล้มเหลว ในขณะที่ปรากฏการณ์แห่งโลกวัตถุสามารถที่จะอธิบายได้โดยอาศัยความคิดเรื่องกฎที่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วนั้น เหตุการณ์ต่างๆของโลกมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ในคำพูดของกฎใดๆ บางคนต้องการที่จะอธิบายเหตุการณ์ต่างๆของโลกมนุษย์ในแง่เสรีภาพ แต่การตีความเช่นนี้ก็ไม่เป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้เพราะว่าในกรณีเสรีภาพของมนุษย์นั้น ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นในโลกนี้ไม่มีคำอธิบายใดๆที่เข้าใจได้ การที่ไม่สามารถอธิบายความหมายของประวัติศาสตร์ได้ก็เนื่องมาจากพวกเขาพยายามที่จะอธิบายปรากฏการณ์ทั้งหมดเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย ความจริงแล้ว หลักการที่ถูกต้องในการอธิบายประวัติศาสตร์มนุษยชาตินั้นมิใช่หลักความเชื่อในเรื่องกฎที่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว และก็มีใช่ความความเชื่อในเรื่องเสรีภาพด้วย ตามอิสลาม มีหลักการที่ถูกต้องเพียงหลักการเดียวเท่านั้นในการอธิบายประวัติศาสตร์มนุษยชาติ นั่นคือหลักการทดสอบ มนุษย์ได้ถูกส่งมายังโลกนี้เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะถูกทดสอบ ผลของการทดสอบนี้เองที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตนิรันดรกาลของมนุษยชาติทั้งหมด ถ้าทุกสิ่งในโลกนี้ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว เรื่องการทดสอบก็จะไม่มี อย่างไรก็ตาม การให้เสรีภาพก็เป็นเรื่องเสี่ยงสำหรับมนุษย์เอง เพราะมนุษย์อาจใช้เสรีภาพของตัวเองอย่างผิดๆไปทำความชั่วซึ่งจะมีผลทำให้เกิดปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนติดตามมา แต่ความทุกข์ยากเดือดร้อนหรือความชั่วร้ายนี้ก็ยังเป็นสิ่งเล็กน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งมีค่าที่จะได้รับ ตามอิสลาม คนที่มีค่าที่สุดก็คือคนที่ดำเนินชีวิตในโลกนี้โดยที่สามารถเอาชนะสิ่งเย้ายวนทั้งหลายได้ ถึงแม้เขาจะมีอำนาจในการใช้เสรีภาพของเขาไปในทางที่ผิด แต่เขาก็ไม่ทำเช่นนั้น ถึงแม้เขาสามารถที่จะดำเนินชีวิตโดยไม่มีหลักการก็ได้ แต่เขาก็เลือกใช้เสรีภาพของเขาที่จะเป็นคนมีหลักการ ดังนั้น เพื่อที่จะรู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นใคร จึงจำเป็นที่จะต้องมีบรรยากาศแห่งเสรีภาพในโลกนี้ซึ่งเป็นไปไม่ได้ภายใต้ระบบอื่น บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน
|