วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม 2550
เล่นหุ้น : เกมเศรษฐี
Posted by
lof
,
ผู้อ่าน : 145
, 16:21:57 น.
| หมวดหมู่ :
บทความ อาจารย์บรรจง บินกาซัน
พิมพ์หน้านี้
|
ในระบบทุนนิยม เราจะได้เห็นพวกเศรษฐีนายเงินส่วนใหญ่ใช้เงินเล่นเกม ?เงินต่อเงิน? กันโดยในแต่ละวัน เศรษฐีเหล่านี้จะคอยจ้องดูว่าถ้าสถาบันการเงินใดไม่ว่าจะเป็นธนาคารหรือไฟแนนซ์หรือกองทุนใดให้ดอกเบี้ยตอบแทนเงินของตนสูงกว่า เศรษฐีเหล่านี้ก็จะโยกย้ายถ่ายเทเงินของตนไปฝากไว้ในสถาบันการเงินแห่งนั้นแทนที่จะเอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นที่ส่งเสริมการผลิตและการจ้างงานอันเป็นที่มาของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เมื่อโลกแห่งธุรกิจก้าวหน้าทันสมัยขึ้น สถานที่เล่นเกมการเงินของเศรษฐีเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นมาอีกสนามหนึ่ง นั่นคือ ตลาดหลักทรัพย์หรือที่เรียกกันว่า ?ตลาดหุ้น? นั่นเอง โดยหลักการแล้ว ?ตลาดหุ้น? เป็นเรื่องดีครับ เพราะมันเป็นสถานที่ที่เจ้าของกิจการหรือนักลงทุนสามารถนำหุ้นของตนเข้ามาขายเพื่อหาผู้ร่วมลงทุนเพิ่มในธุรกิจของตนแทนที่จะต้อง ไปกู้เงินจากธนาคารโดยเสียดอกเบี้ย การร่วมลงทุนด้วยการเป็นหุ้นส่วนกันในการทำธุรกิจถือเป็นคุณค่าอันดีงามทางธุรกิจ เพราะมันก่อให้เกิดความร่วมมือความช่วยเหลือซึ่งกันและกันและมีความรับผิดชอบร่วมกัน เมื่อมีการนำหุ้นมาขายในตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดหุ้น มันก็เปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้เข้ามามีส่วนเป็นเจ้าของกิจการนั้นด้วย แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่เข้ามาในตลาดหุ้นนั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นเศรษฐีหรืออยากเป็นเศรษฐีทางลัดหรือนายทุนต่างชาติที่ต้องการประโยชน์จากการเป็นเจ้าของบริษัทหรือกิจการนั้น และนี่เป็นหนทางหนึ่งที่นายทุนต่างชาติใช้เป็นหนทางในการยึดครองเศรษฐกิจของประเทศอื่น ในประเทศที่เจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจอย่างเช่นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฮ่องกง ตลาดหุ้นจะรุ่งเรืองเฟื่องฟูมากเพราะธนาคารในประเทศเหล่านี้ให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ คนจึงนิยมเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทต่างๆจนกลายเป็น ?การเล่นหุ้น? ซึ่งเป็นเกมการเงินอีกอย่างหนึ่งของพวกเศรษฐี และในตลาดหุ้นนี้เองที่เศรษฐีหลายคนสามารถทำกำไรได้มากมายมหาศาลจากการซื้อขายหุ้นภายในวันเดียว เกมอย่างนี้คนชนบทไม่มีสิทธิ์ครับ โดยปกติแล้ว การถือหุ้นจะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลจากกำไร ถ้ากำไรสูง เงินปันผลก็จะสูง ถ้าเท่าทุนก็จะไม่มีเงินปันผลและถ้าขาดทุนก็จะต้องร่วมรับผิดชอบในการประกอบการด้วย หุ้นของบริษัทที่มีผลประกอบการดีหรือมีกำไรสูงก็จะมีราคาสูงเป็นที่ต้องการของผู้คน หุ้นบางตัวราคาหน้าใบหุ้นเพียง 10 บาทสามารถขายในตลาดหุ้นได้ถึง 100 บาทหรือมากกว่านั้นก็มี หากการถือหุ้นเพื่อหวังผลตอบแทนจากการประกอบการ มันก็เป็นเรื่องดีไม่มีความเสียหายแต่ประการใด แต่วัตถุประสงค์ของการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้วครับ มันได้กลายเป็นตลาดเก็งกำไรที่สร้างความมั่งคั่งให้แก่คนกลุ่มหนึ่งและสร้างความหายนะให้แก่คนอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะในตลาดหลักทรัพย์เดี๋ยวนี้จะมีพวกคนที่ในตลาดหุ้นเรียกว่า ?บุล? (วัวกระทิง) กับ ?แบร์? (หมี) เต็มไปหมด ?บุล? ก็คือนักเก็งกำไรที่เชื่อว่าหุ้นกำลังจะมีราคาสูงขึ้น หรือคนที่ทำสัญญาซื้อหุ้นไว้ โดยยังไม่จ่ายเงิน แต่เก็งว่าสามารถขายต่อในราคาสูงกว่าได้ในไม่ช้า ส่วน ?แบร์? ก็คือนักเก็งกำไรที่เชื่อว่าราคาหุ้นมีแนวโน้มจะตกและทำสัญญาขายหุ้นให้กับคนอื่นล่วงหน้าทั้งๆที่ตนเองอาจจะยังไม่มีหุ้นอยู่ในมือ แต่คาดว่าเมื่อถึงเวลาที่ตกลงกันไว้ ตนสามารถหาซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่าที่ตนตกลงขายเพื่อที่จะได้กำไรจากการขายหุ้น เห็นไหมครับว่าตลาดหุ้นได้กลายเป็นตลาดเก็งกำไรที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลผลิตจริงจัง ที่ส่งผลให้เกิดการจ้างงานและการกระจายรายได้แต่ประการใดไปแล้ว คนที่ซื้อหุ้นในตลาดหุ้นไม่มีใครที่หวังผลตอบแทนจากการประกอบการ แต่จะหวังกำไรจากส่วนต่างจากการซื้อขายหุ้นด้วยกันทั้งสิ้นและไม่มีใครในตลาดหุ้นคิดที่จะถือหุ้นไว้เป็นมือสุดท้าย มีเศรษฐีคนไหนครับที่คิดจะถือหุ้นที่ตัวเองซื้อไว้ในราคา 350 บาทเพื่อได้รับผลตอบแทน 5% จากราคาหน้าใบหุ้น 10 บาทหรือ 50 สตางค์หรือน้อยกว่านั้นหรืออาจไม่ได้เลย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่บริษัททั้งหลายไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กจึงมักจะมีการตกแต่งบัญชีผลประกอบการของตัวเองให้ดูสวยงามเพื่อลวงนักเล่นหุ้นประเภทแมลงเม่าทั้งหลายให้บินเข้ากองไฟมาซื้อหุ้นของตัวเองอย่างที่เห็นกันได้ในประเทศไทยเราหรือดังที่กำลังเป็นข่าวฉาวโฉ่อยู่ในอเมริกาขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเอ็นรอน หรือล่าสุดก็บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่อย่างเวิร์ลด์คอมและจะยังมีบริษัทอื่นๆติดตามมาอีก และที่น่าทุเรศที่สุดก็คือผู้บริหารประเทศระดับสูงอย่างนายดิค เชนีย์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯหรือแม้แต่นาย ยอร์จ ดับเบลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐฯเองก็ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เป็นเรื่องน่าเศร้าครับสำหรับชาวอเมริกันที่มารู้ว่าผู้นำประเทศของตนเป็นคนทุจริตและเป็นมาเฟียโลกก็ในตอนที่ตัวเองแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวจากการขาดทุนล้มละลายของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ตัวเองถือหุ้นอยู่ นอกจากนี้แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ยังเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับการเข้ายึดครองธุรกิจของคนในอีกชาติหนึ่งด้วย ในศตวรรษ 19 อังกฤษทำสงครามกับฝรั่งเศส เมื่อดุ๊คแห่งเวลลิงตันชนะนโปเลียนในสงครามวอตอร์ลู ผู้คนในอังกฤษยังไม่รู้ข่าว แต่เศรษฐชาวยิวชื่อนาธาน ร็อธไชล์ด รู้เรื่องก่อน เขาจึงใช้โอกาสนี้ปล่อยข่าวลือในเกาะอังกฤษว่าดุ๊คแห่งเวลลิงตันประสบความพ่ายแพ้ เมื่อได้ทราบข่าวเช่นนั้น ผู้คนชาวอังกฤษก็เกิดความสับสนอลหม่าน ตลาดหุ้นเริ่มปั่นป่วนซวนเซเพราะมีคนคิดแต่จะเทขาย ทำให้ราคาต่ำลง ค่าเงินปอนด์ก็ตกลงอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้น นาธาน ร็อธไชล์ดกับเพื่อนๆนักการเงินของเขาก็ไปกว้านซื้อหุ้นกิจการและหลักทรัพย์ต่างๆในอังกฤษไว้ในราคาที่ถูกแสนถูก กว่าคนอังกฤษจะรู้ความจริงว่าดุ๊คแห่งเวลลิงตันเป็นฝ่ายชนะ พวกนายเงินเจ้าเล่ห์ชาวยิวก็เข้าไปครอบครองทรัพย์สินของคนอังกฤษไว้เป็นจำนวนมากแล้ว เกมเศรษฐีบนโลกนี้มีคนเล่นกันไม่กี่คนหรอกครับ แต่คนที่เสียก็คือประชาชนทั่วไป บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน
|