วันศุกร์ ที่ 20 เมษายน 2550
I Dont Even Know Myself (part II)
Posted by
JACKPOT329
,
ผู้อ่าน : 131
, 20:43:23 น.
| หมวดหมู่ :
Mixed Emotions
Are You Experienced
พิมพ์หน้านี้
|
สอง "หนังที่ผมไม่มีวันดู" แต่ไหนแต่ไรมา เวลาที่ผมดูหนัง ละคร หรือสื่อประเภท ชม ต่างๆ หลายครั้งที่จะมีฉาก หรือช่วงเวลาที่ผมมักหลีกเลี่ยงที่จะชม ซึ่งโดยส่วนใหญ่ หากไม่ใช่ตัวละครที่ผมกำลังเอาใจช่วยทำอะไรพลาด หรือน่าขายหน้า ก็อาจจะเป็นฉากที่บีบคั้นอารมณ์ให้ดำดิ่งลงไปสู่ห้วงของความมืดมิดที่ไร้สิ้นสุดและปราศจากก้น ซึ่งทางออกของผมสำหรับปัญหาในฉากเหล่านี้ก็คือ หลับตา, เบือนหน้า หรือถ้าดูอยู่ที่บ้าน ผมก็อาจจะลุกเดินไปหลบเลย
กระนั้น กว่า 95% จากหนังหรือละครทุกๆ เรื่องที่ผ่านมาตลอด 29 ปีของชีวิต ผมก็ไม่ค่อยมีปัญหามากมายนัก ด้วยความที่ตัวเองสนใจในสื่อเพลง หรือหนังสือมากมายกว่าการไขว่คว้าหาหนังดีๆ มาดู เรียกว่า ผมไม่รู้สึกอะไรนักกับการที่พลาดชม Moulin Rouge ในเวอร์ชั่นหนังโรงไป (จากคำเทิดทูนของ วรรณฤดี เพื่อนที่ผมยกย่องว่าเป็นคนที่รู้เรื่องหนังดีที่สุดคนหนึ่งในคนรุ่นเรา ว่าต้องดูเรื่องนี้ที่โรงภาพยนตร์ใกล้บ้านเท่านั้น ถึงจะสาสมกับความดีงามของภาพของหนัง) แต่ผมไม่อาจหักห้ามใจไม่ซื้อซีดีบ๊อกเซ็ตชุด Beloved Memories of Rewat Buddhinan ในสนนราคา 1,850 บาท ทั้งๆ ที่ผมเหลือเงินใช้สอยหลังหักค่าหนี้สินต่างๆ เพียง 7,000 บาท ซึ่งในวันที่ซื้อคือวันที่ 31 ธันวาคม หรือสองวันหลังเงินเดือนออก! หรือผมสั่งซื้อหนังสือเก่าของ รงค์ วงษ์สวรรค์ 15 เล่มรวดในคราวเดียว เพราะไม่แน่ใจว่าจะสามารถหาซื้อที่ไหนได้อีก
แต่กับหนังเรื่องนี้ คือข้อยกเว้น
Final Score 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์
คือหนังที่ผมประกาศว่า ไม่ว่าเป็นตายร้ายดียังไง ผมก็จะไม่มีวันไปดู หรือกระทั่งปรายตาดูในยามที่ถูกนำมาฉายทางบิ๊กซีนีม่า
ไม่ใช่ว่าหนังเรื่องนี้มีหน้าหนังที่แย่
ไม่ใช่เพราะผมเคยได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าหนังห่วยแตก
ไม่ใช่เพราะผมแอนตี้หนังประเภทสารคดี หรือ Reality Show
แต่เป็นเพราะประเด็นเส้นเรื่องของหนังเรื่องนี้ ที่ว่าด้วยเรื่องราวหนึ่งปีสุดท้ายของชีวิตมัธยม กระทั่งเอนทร้านซ์ติดนั่นแหละครับ
สำหรับผม มันเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมากมายเกินกว่าผมคิดว่าตัวเองจะรับเอาไว้ได้
ประการแรก เนื่องด้วยผมเป็นคนที่เรียนเร็วมาโดยตลอด แม้กระทั่งตอนสอบเอ็นท์ผมก็ล่วงหน้าไปเพื่อนๆ ไปหนึ่งปี ทำให้ผมไม่มีโอกาสได้เรียนร่วมกับเพื่อนๆ ที่ส่วนใหญ่คบหากันมาตั้งแต่ ม.1 ในปีสุดท้ายของชั้นมัธยม ที่ใครต่อใครพร่ำบอกว่าเป็นปีที่มีความหมาย และสนุกสนานมากที่สุด แม้ว่าผมจะพยายามชดเชยตรงจุดนั้น ด้วยการพยายามกลับมาเมืองชล เพื่อเยี่ยมเพื่อนๆ ที่โรงเรียนให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เคยกระทั่งลงมาเพียงวันเดียว เพื่อร่วมเล่นดนตรีในงานปัจฉิมร่วมกับเพื่อนๆ ก่อนที่จะกลับเชียงใหม่ในวันรุ่งขึ้น
แต่นั่นก็ไม่อาจทดแทนช่องว่างในกาลเวลาเหล่านั้นในหัวใจผมได้
ประการที่สอง ซึ่งเป็นเหตุของผลที่กลายไปเป็นประการแรก ก็คือ ชีวิตการเรียนของผมนั้นได้ดำเนินตามรอยพี่สาวมาโดยตลอด หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ได้เห็นความสำเร็จของพี่ในการสอบเทียบ และเอ็นท์เข้ามหาวิทยาลัยได้ในสถาบันอันดับต้นๆ ของประเทศ (ยุคผม มหาวิทยาลัยเอกชน และมหาวิทยาลัยเปิดทุกประเภท ไม่ถือว่าเป็นการ เอ็นท์ติด รวมทั้งไม่มีสถาบันศึกษามากมายเหมือนทุกวันนี้) ชีวิตของผม ในฐานะลูกชายคนโตที่ควรเป็นความภูมิใจอันสูงสุดของวงศ์ตระกูล จึงมีความกดดันมาอยู่บนสองบ่ามาตลอดนับตั้งแต่เรียนมัธยมเรื่อยมา นับตั้งแต่การสอบเข้าโรงเรียนแข็งๆ ในกรุงเทพฯ ให้ได้ ซึ่งผมก็พลาดไปทั้งตอนมัธยมต้นและมัธยมปลาย อันแสดงให้เห็นว่า ผมเป็นเพียงปลาใหญ่ในแอ่งน้ำเล็กๆ ที่กลายเป็นเพียงปลาสร้อยในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ การได้เกรดดีๆ ระดับท็อปห้าของห้องเรียน ณ ต่างจังหวัดนั้นไม่ได้หมายความว่าผมจะเก่งไปกว่าใครๆ เลย
กับทั้งสองครั้งแห่งความพลั้งพลาด กำลังใจของผมก็เริ่มลดถอยลงทุกขณะ
กระทั่งมาจนถึงชั้น ม.4 ชีวิตก็ดำเนินไปตามขั้นตอนคือ สอบเทียบให้ผ่าน 7 วิชา และหนึ่งวิชาชีพ (พิมพ์ดีด) ซึ่งผมก็สามารถสอบผ่านทั้งหมดได้ในการสอบครั้งเดียว แต่ด้วยโชคชะตาที่ไม่ให้ผมได้สอบเอ็นทรานซ์ในปีนั้น ซึ่งหากเอ็นท์ติด ผมก็จะได้เรียนในรหัสที่ขึ้นต้นด้วย 37 อันเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากในหลวง ผมจึงพลาดไปด้วย Little Big Thing ที่ว่า ถ้าจะเอาวิชาชีพมาเทียบเป็นหนึ่งวิชา ต้องลงทะเบียนอะไรสักอย่างประกอบด้วย แต่ด้วยไร้เดียงสา ผมนึกว่าแค่มีประกาศนียบัตรก็เรียบร้อย ผลก็คือ ผมมีเวลาอยู่กับเพื่อนๆ อีกหนึ่งปี เพื่อที่จะพบว่า ม.5 เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิตการศึกษา เราทั้งห้องกลายเป็นเพื่อนสนิทกันทั้งหมด แต่ขั้นตอนของผมก็ต้องดำเนินต่อไป ผมต้องสอบเทียบเพิ่มอีกหนึ่งวิชา ถึงจะสามารถเอ็นท์ในปีนั้นได้
และในที่สุด ผมก็สอบผ่าน
ทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อแม่พยายามปลุกปั้นผมมาตั้งแต่ก่อนเข้า ม.1 มาจนถึงอีก 5 ปีให้หลัง ก็เพื่อครั้งนี้ เพื่อเอ็นทรานซ์ให้ติดไปยังมหาวิทยาลัยปิด ที่ท่านเห็นว่าเป็นคุณค่าที่ผม (ควรจะ) คู่ควร
ผมจำได้ว่าตลอดหลายปีนั้น โดยเฉพาะช่วง ม.4 เป็นช่วงที่ผมแทบจะไม่ยิ้มกับคุณแม่เลย ด้วยความคิดแบบเด็กๆ ว่า คุณแม่พยายามบังคับและควบคุมชีวิตผมอยู่ตลอดเวลา และทำให้ผมเกลียดการสอบแข่งขันจนเข้ากระดูกดำ ผมเคยกระทั่งพูดกับแม่ว่า ผมขอเรียนเอแบคก็ได้ ค่าเรียนเท่าไหร่ เดี๋ยวผมใช้ให้ตอนทำงาน ผมจะไม่เอ็นท์แล้ว
มองย้อนกลับไปมันช่างเป็นความคิดโง่ๆ ของเด็กจริงๆ
และเป็นความคิดโง่ๆ ที่ทำให้คุณแม่ต้องเสียน้ำตาในภายหลัง
ซึ่งอาจด้วยน้ำตาหยดนั้น ทำให้ผมกลับมาฮึดอีกครั้ง และพยายามสอบ
จนกระทั่งเอ็นท์ติด
ทุกอย่างน่าจะราบรื่น ราวกับตอนจบในนิทาน แต่ชีวิตจริงย่อมไม่เหมือนกัน
สำหรับผม ชีวิตตลอด 16 ปีแรกของชีวิตเหมือนกับว่าเกิดและร่ำเรียนมาทั้งหมดก็เพื่อการสอบเอ็นทรานซ์ ความหวัง ความฝัน ความมุ่งมั่น ของผม (ที่ได้มาโดยไม่รู้ตัว) แทบทั้งหมดล้วนผูกติดอยู่กับการสอบเอ็นทรานซ์ และสำหรับหลายคน หากได้ตั้งเป้าหมายใดๆ เอาไว้ด้วยชีวิตทั้งชีวิตแล้ว ชีวิตภายหลังจากเป้าหมายนั้นก็แทบจะเรียกได้ว่า ว่างเปล่า และไร้จุดหมาย
ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น
สี่ปีของชีวิตนักศึกษาของผมผ่านไปอย่างล่องลอย สนุกสนานกับเพื่อนไปวันๆ และไม่เคยมีเป้าหมายในชีวิตใดๆ อีกเลย จนกระทั่งต้องมาว้าวุ่นวุ่นวายกับการหาเป้าหมายและหนทางให้กับชีวิตที่เหลือ เมื่อตอนที่เรียนจบออกมา
เพราะถึงตอนนั้น ผมก็ก้าวมาถึงจุดที่ไม่มีโอกาสได้เดินกลับหลังได้อีกแล้ว
ในขณะเดียวกัน จินตนาการของผมก็คล้ายกับจะเหือดไปพร้อมกับการก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยด้วย จากที่เคยเขียนกลอน เขียนกวีได้เร็วและเยอะ ก็ค่อยๆ น้อยลง ช้าลง...จนถึงขั้นไม่เขียนอีกเลย เช่นเดียวกับระดับความฝันถึงตัวเองในอนาคต
ก่อนที่จะมาเริ่มรื้อฟื้นความฝันของตัวเองให้แจ่มชัดอีกครั้งในปีที่สองของการทำงาน เมื่อผมได้พบกับพี่ๆ ที่ให้โอกาสและพอมองเห็นศักยภาพอันลางเลือนในตัวของผู้ชายตกงานคนนี้ที่ไม่หลงเหลือความเชื่อมั่นในตัวเองอีกเลย เป็นตัวผมที่ผมไม่อยากรู้จักและจดจำ ซึ่งหากเป็นฉากในหนังหรือละคร ผมคงจะเบือนหน้าให้ไกลที่สุดจากภาพอันน่าอดสูที่อยู่ตรงหน้า
แล้วทีนี้คุณทราบแล้วหรือยัง ว่าเพราะเหตุใดผมถึงไม่มีวันดู Final Score 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์
|