พิมพ์หน้านี้
|
I wrote the song two hours before we met. Do you believe that there's someone up above? When we woke up that morning we had no way of knowing (From 'Something Changed' By Pulp) ผมเขียนเพลงนี้ในช่วงสองชั่วโมงก่อนที่เราจะได้พบกัน เนิ่นนานเต็มที ที่ผมมักตั้งใจคำถามให้กับตัวเองอยู่เสมอถึงผลสืบเนื่องของเวลากาล ผมจะคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าในวินาทีนั้น ผมไม่ได้ทำเช่นที่เป็น และเลือกที่จะทำอย่างอื่นแทน ผลลัพธ์ที่สืบเนื่องจากการตัดสินใจนั้นจะเป็นเช่นไร จะแสนดีหรือเลวร้ายเช่นดังความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าหรือไม่ ผมจะว่างเปล่ากว่าที่เป็นอยู่หรือไม่ หากผมตัดสินใจไม่หยิบ พล นิกร กิมหงวน เล่มนั้นขึ้นมา และซื้อกลับบ้าน? ผมจะเป็นคนเช่นปัจจุบันไหม ถ้าผมไม่ได้ฟังเพลงนั้น บนรถวันนั้น? ผมจะเป็นอย่างไร ถ้าผมเข้ามาเรียนมัธยมในกรุงเทพฯ? ผมจะเปลี่ยนไปเป็นคนที่หลายๆ คนทายทักไหม หากผมเลือกที่จะเรียนที่เอแบค ไม่ใช่ มช.? ผมจะเติบใหญ่ โตกล้า มากหรือน้อยกว่านี้ หากผมยังมีโอกาสทำงานโฆษณาต่อไป? ผมจะค้นพบตัวเองในอีกแง่มุมหนึ่งหรือเปล่า ถ้าผมเกิดไม่รับข้อเสนองานผ่านเพจข้อความนั้น ผมจะรับรู้ถึงความสามารถที่พอมีเฉกเช่นวันนี้ไหม หากผมไม่ได้รับโอกาสจากคนหนึ่งให้ได้ทำงาน กระทั่งได้พบกับอีกคนหนึ่ง? ผมจะมีเส้นทางชีวิตอย่างไร ถ้าผมไม่ได้พบกับผู้คนหรือมีสังคมดังเช่นเดียวกันกับทุกวันนี้? ผมจะได้พบกับ คนๆ นั้น หรือไม่ ถ้าเหตุการณ์ทั้งหกบรรทัดก่อนไม่เกิดขึ้น? ผมไม่รู้...และไม่มีวันรู้ ...คุณเชื่อหรือเปล่า ว่าอาจมีใครบางคนที่อยู่เบื้องบน? ตลอดชั่วชีวิต เฉกเช่นปุถุชนทุกคน หลายครั้งที่สถานการณ์ทำให้ผมจำต้องตัดสินใจ เพื่อยังผลถึงสิ่งที่ผมวาดหวังว่าจะเป็น หลากวาระที่ทางเลือกนั้นมีเพียง 2 ทาง บ้างก็สมดังคิด บ้างก็มีผิดพลาด เป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่มีทางเลยที่การ คาดเดา จะเทียมทันได้กับการ พบพาน กับสิ่งที่เกิดขึ้นในนาทีนั้นจริงๆ มิใยต้องพูดถึงประเด็นที่ว่ามันจะส่งผลลัพธ์ออกมาเป็นเช่นไรกันแน่ ครั้งหนึ่ง ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ ได้บอกกับผมและผู้อ่านนับล้านในการ์ตูนเรื่อง Time Pistol หรือ ตำรวจกาลเวลา ว่า เหตุ ที่ทำให้ตำรวจกาลเวลามิอาจลบตัวเอกของเรื่องออกไปจากโลกได้ มาจาก ผล ของการกระทำหนึ่งของเขา ได้ช่วยชีวิตของเด็กคนหนึ่งเอาไว้ และในอนาคตต่อมา เด็กคนนั้นก็ได้กลายเป็นนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ค้นพบตัวยาที่ช่วยชีวิตคนทั้งโลกเอาไว้ ในขณะเดียวกัน การฆ่าทำลายล้างสิ่งหนึ่งในวันนี้ ก็ยังผลให้สิ่งนั้นกลายเป็นอดีตไปอย่างถาวรในวันหน้า จากกันถึงกัน ต่างก็มีความสัมพันธ์ เชื่อมโยงกันไปทั้งนั้น ต่างผลักดันให้มันเป็นไป หากข้อความนี้ของ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ คือความจริงแท้ ความแปรเปลี่ยนก็ย่อมเกี่ยวพันอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงกับกาลเวลาที่ดำเนินหน้าไป...ไม่มีวันหยุด อีกครั้งหนึ่ง ฮอลลีวู้ดก็ได้ทำให้ผมได้รับรู้ว่า ความคับข้องสงสัยของผมนั้นมิได้เกิดขึ้นโดยโดดเดี่ยว เมื่อพี่คนโตแห่งแวดวงภาพยนตร์ได้เล่าเรื่องราวของ Helen Quilley ที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อเธอพลาดรถไฟฟ้าใต้ดินขบวน นั้น ทันทีที่ ประตูเลื่อน ของรถได้พลันปิดลง หลังจากวินาทีที่พลาดพลั้ง หนังก็เล่าทั้งสองแพร่งทางชีวิต คือ ชีวิตที่เฮเลนสามารถขึ้นรถได้ทันและไม่ทัน ซึ่งเป็นสองเส้นทางที่ผิดแผกกันโดยสิ้นเชิง ดังเป็นการสื่อให้ได้ตระหนักว่า ไม่มีชั่วนาทีใดเลย ที่จะไม่มีสาระสำคัญ หรือไม่ส่งผลถึงความเป็นไปในชีวิต และส่งอิทธิพลถึงกันและกัน ณ เวลาถัดมา จนเราไม่อาจที่จะละเลยให้แต่ละช่วงเวลาผ่านไปโดยปราศจากซึ่งความหมาย หรือการขบคิดให้ถี่ถ้วนถ่องแท้และรอบคอบ และอีกครั้งหนึ่ง ที่ Jarvis Cocker นักร้องนำแห่งวงดนตรีจากเมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษนาม Pulp ได้พร่ำพรรณนาและคร่ำถามถึง ความรัก ด้วยการไต่ย้อนถึงช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะได้พบกับคนรักของเขา ซึ่งมีปัจจัยนานัปการที่อาจทำให้เขาและเธอไม่ได้มาพบกัน รู้จักกัน และรักกัน เช่นในเวลาต่อมา โดยมีเสียงกีตาร์ทวีป๊อปอันแสนอบอุ่น คลอเคล้าไปกับเสียงเครื่องสายที่สดชื่นอ่อนหวานราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ร้อยเรียงเป็นฉากหลังของเรื่องราวผ่านน้ำเสียงอันนุ่มนวลได้อย่างวิจิตรงดงาม กระทั่งตัวอักษรท้ายสุดของคำร้อง ซึ่งเขาเองก็ยังไม่อาจหาคำตอบได้ถึงคำถามที่เวียนวนในสมองและหัวใจของเขาไม่รู้จบสิ้นนี้ นอกเสียจากสิ่งเดียวที่เขาได้รับรู้ ว่า วันนี้ เขามีเธออยู่เคียงข้างแล้วจริงๆ เฉกเช่นที่ John Lennon เคยตั้งชื่อเพลงหนึ่งของเขาว่า Tomorrow Never Knows หรือที่ ป๊อด-ธนชัย อุชชิน ได้พร่ำร้องในท่อนสุดท้ายของเพลง ขอบคุณ ว่า ถ้าไม่ได้พบเธอ แล้วฉันจะเป็นอย่างไร...ถ้าเราไม่ได้รักกัน แล้วฉันคู่กับใคร อนาคตคือความลึกลับที่ไม่มีใครเลยที่จะอาจเอื้อมเปล่งคำมั่นออกมาได้ว่า รับรู้ความเป็นไปของวันพรุ่งได้อย่างแท้จริง ทำได้แต่เพียงการตระเตรียมตัว ความคิด และชีวิตให้พร้อมที่สุดสำหรับความเปลี่ยนแปลงในชั่ววินาทีถัดไปที่กำลังจะมาถึง เพราะเพียงทันใด...บางสิ่งก็พลันเปลี่ยนแปลงไป และไม่อาจแปรเปลี่ยนได้...ตลอดกาล ดังนั้นจึงขึ้นอยู่เพียงว่า คุณจะเลือกที่จะยิ้มรับให้กับความเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างดีที่สุด หรือจะเพียรส่งจูบให้กับอดีตที่ไม่เคยหวนคืนมา...ไปตราบจนลมหายใจสุดท้าย หมายเหตุ ขออุทิศความนี้ให้กับ อดีต ท่านผู้นำ (ของใคร?) ที่น่าจะตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด...อย่างน้อยก็ในชั่วเวลานี้ |
| << | เมษายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||