หากใครที่มีโอกาสขับรถบนถนนสาย 551 : ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (ทางด่วน) ที่เชื่อมต่อมาจากถนนพระราม 9 อีกทอดหนึ่งในช่วงต้นค่ำของคืนหนึ่งเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ถ้าไม่รีบเร่งจนเกินไปก็คงจะพอสังเกตเห็นรถยนต์ที่มีสภาพรถบ่งบอกให้เห็นถึงอายุการใช้งานอันกรากกรำมานานกว่าหนึ่งทศวรรษที่กำลังสอดแทรกตัวอยู่บนถนนขนาดหลายๆ เลนที่มีเป้าหมายไม่ต่างจากรถส่วนมากที่อยู่ร่วมเส้นทาง คือ สนามบินศูนย์กลางแห่งใหม่ของประเทศเรา ที่เคยมีชื่อเล่นว่า สนามบินหนองงูเห่า
คืนนั้นเป็นเพียงไม่กี่ครั้ง ที่ผมได้ขับรถเพียงลำพัง เพื่อไปทำในสิ่งที่ไม่ต่างจากหลายๆ คนที่ได้กระทำมาตลอดชั่วระยะเวลาที่มนุษย์ได้สร้างสถานขนส่งในรูปแบบต่างๆ ขึ้นมา
นั่นคือ การไปส่งคน ที่ย่อมหมายถึงญาติสนิทหรือมิตรสหาย ที่มีภารกิจที่ต้องเดินทางไปจากสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ไปสู่จุดหมายหนึ่งจุดหมายใด ภายใต้ระยะเวลาที่นานบ้าง สั้นบ้าง ตามแต่ภารกิจที่พวกเขาและเธอจะได้ทำให้บรรลุเมื่อ ที่นั่น ได้กลายเป็น ที่นี่ โดยสมบูรณ์เมื่อพาหนะได้นำพาไปจนถึงจุดหมายแล้ว
สำหรับคนที่ผมไปส่งในวันนั้น เป็นเพื่อนสนิทที่ผมได้รู้จักกันมาตั้งแต่ตอนรับน้องรถไฟ ก่อนที่จะได้มาพูดคุยสนิทสนมกันอย่างจริงจัง เมื่อตอนที่ต้องแยกย้ายกันเข้าหอพัก นั่นทำให้ผมได้รู้จักผู้ชายร่างเล็กจากจังหวัดนครศรีธรรมราชคนนี้ ที่มีชื่อเรียกว่า (ไอ้) ตั้ม ซึ่งเรียนร่วมคณะกับผม ต่างเพียงภาควิชา ซึ่งก็ไม่ใช่สาระสำคัญอะไรสำหรับมิตรภาพระหว่างผู้ชายวัยแรกหนุ่มที่ต่างเข้ามาเริ่มต้นความฝันในฐานะของนักศึกษาในต่างบ้านต่างถิ่นเหมือนๆ กัน
แล้วเราก็คบหากันมานับจากนั้น
ผ่านเรื่องราวมากมายมาด้วยกัน นับตั้งแต่การรับน้อง ที่ผมยังจำได้ดีว่า เมเจอร์ของตั้มมันเริ่มเปิด ห้องเชียร์ ก่อนเมเจอร์ของผม คืนหนึ่ง ตั้ม กลับมายังห้อง ที่ผมและเพื่อนๆ ร่วมหอพักกำลังนั่งพูดคุยกันอย่างเฮฮา ด้วยไม่มีอะไรทำมากมายไปกว่านั้น สำหรับเด็กต่างจังหวัดเช่นพวกผม
คืนนั้น ตั้มกลับมาพร้อมกับสภาพที่สะบักสะบอม พร้อมกับโอดโอยว่าโดนรับน้องอย่างเมามันขนาดไหน ซึ่งเสียงตอบรับจากเพื่อนๆ ร่วมขบวนในตอนนั้นก็คือ เสียงหัวเราะโห่ฮาว่าตั้มนี่ช่างซวยจริงๆ ที่ต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมอันนั้น
เพื่อที่ผมและคนอื่นๆ จะต้องพบเจอบ้างเพียงหนึ่งวันต่อมา
หลังจากนั้น ทั้งผม และตั้ม ต่างก็ต้องเข้าไปทุ่มเทกับการเรียนของตัวเอง บวกกับสารพันกิจกรรมที่แต่ละคนเลือกที่จะเข้าไปคลุกคลี ตั้มนั้นเข้าไปเป็นหนึ่งในทีมของชมรมอาสา ใจขณะที่ผมก้าวเข้าไปสู่โลกของกิจกรรมของเมเจอร์ ซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า ผมกับเพื่อนๆ ผู้ชาย ที่แม้จะเป็นชนกลุ่มน้อย แต่ก็เห็นสมควรจะเข้าไปแบกภาระในส่วนที่ต้องใช้แรงงาน เพื่อที่เพื่อนผู้หญิงจะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงไปกับงานใช้แรงเหล่านั้นโดยใช่เหตุ
กระนั้น ผมกับตั้มก็ยังได้เจอกันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยอยู่ในหอพักเดียวกันมาตลอด แม้กระทั่งตอนที่พวกเราตกหอกันแบบแทบถ้วนหน้าตอนปี 3 ทำให้ต้องระเห็จออกไปเช่าอยู่หอนอก ผม ตั้ม และเอก เพื่อนอีกคนเลือกหอพักราคาถูกที่สุดเท่าที่หาได้ในขณะนั้นได้หอหนึ่ง เพื่อให้เหมาะกับกำลังกระเป๋าที่ได้รับการสนับสนุนจากทางบ้านของแต่ละคน
ซึ่งแน่นอนว่า คงเป็นเรื่องยาก ที่หอพักดีๆ ถูกๆ จะมาอยู่ใกล้ๆ ได้ดั่งใจ หอพักของพวกเราจึงอยู่ลึกเข้าไปในซอยที่ตอนนั้นทั้งเปลี่ยวและวังเวงเอามากๆ ยังไม่มีหอพักมากมายผุดขึ้นมาเหมือนในตอนนี้
ระดับความสนิทสนมของผมกับตั้มพุ่งขึ้นถึงจุดขีดสุดในช่วงนั้นเอง
หนึ่งปีที่เราไปผจญภัยกันอยู่ที่นั่น จึงเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ผมจะไม่มีวันลืมเลือน เพราะมีหลายเรื่องเหลือเกินที่พวกเรา 3 คนต้องเจอ และมีหลายเหตุการณ์ที่วัดใจและมิตรภาพระหว่างพวกเราได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป มันเป็นเหมือนดังบททดสอบของการใช้ชีวิตในโลกของการทำงานได้อย่างเข้มข้น และเป็นโลกแห่งความเป็นจริงที่เราต้องผ่านไปให้ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของเงินๆ ทองๆ หลังจากที่เคยชินกับการจ่ายค่าหอในอันแสนถูกเป็นรายเทอมพร้อมกับระบบสาธารณูปโภคที่สมบูรณ์ครบครัน ขณะที่พอมาอยู่หอนอกอะไรๆ มันก็ดูเป็นเงินเป็นทองไปเสียทั้งหมดทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟ ค่าน้ำ หรือค่าโทรศัพท์
แน่นอน ในปีถัดมา พวกเราทั้ง 3 จึงพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะกลับไปอยู่ในหอในให้จงได้ และเราก็ทำสำเร็จ แม้ว่าจะต้องย้ายหอมาอยู่หอข้างๆ กับหอเดิมที่พวกเราผูกพันมา 2 ปีเต็ม
ผมกับตั้มเลยเป็นประชากรใหม่ของหอนี้จนกระทั่งพวกเราเรียนจบ และแยกย้ายกันไปทำตามความฝันของตัวเอง
ในขณะที่ความฝันของผมนั้นจำเพาะต้องมาค้นหากันที่เมืองหลวงของประเทศเท่านั้น แต่กับตั้มนั้นเขากลับมีกรอบที่ชัดเจนว่า ความฝันของเขาฝังรากอยู่ที่ๆ พวกเราเรียน นั่นคือ จังหวัดเชียงใหม่
พวกเราจึงเจอๆ ห่างๆ กันอยู่หลายปี โดยที่จะโทรคุยกันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งตรงจุดนี้ต้องขอบคุณนวัตกรรมที่ชื่อ โทรศัพท์มือถือ ที่เชื่อมโลกของทุกคนให้เข้าใกล้กันยิ่งขึ้น (ในเงื่อนไขว่าถ้าใช้มันในปริมาณที่พอเหมาะพอควร) สิ่งหนึ่งที่เราจะทิ้งท้ายเสมอๆ ในทุกๆ การสนทนาก็คือ
มาที่นี่เมื่อไหร่บอกด้วยนะเว้ย แล้วมาเมากัน
โชคดีอยู่บ้าง ที่ผมไม่ต้องขึ้นเชียงใหม่ หรือตั้มไม่ต้องลงมากรุงเทพฯ บ่อยกว่าที่เป็นอยู่ เมื่อมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ตั้มลงมาทำงานที่กรุงเทพฯ โดยไม่ต้องสงสัย ตั้มจึงชวนผมไปร่วมสังสรรค์กับมันและเพื่อนๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่น่าจะมีเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่ผมตอบรับไป ด้วยภาระการงานที่รัดตัวไม่หยุดหย่อน และด้วยความคิดที่ว่า
ยังไง เดี๋ยวก็ได้เจอกันและเมากันจนได้แหละน่า
แต่ผมก็ไม่สามารถบรรลุความคิดนั้นได้มากนัก เพราะเมื่อเวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ ตั้มก็ไม่อาจอดรนทนได้กับการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ อีกต่อไป ในที่สุดตั้มก็ตัดสินใจกลับไปสู้ชีวิตต่อที่เชียงใหม่อีกสักตั้ง
ซึ่งเป็นช่วงเวลาท้ายๆ ที่ผมได้เจอตั้ม จนกระทั่งตั้มได้บอกผมว่า มันจะไปนิวซีแลนด์กับแฟนและเพื่อนของมันอีก 2 คน เพื่อที่จะเก็บเงินเริ่มต้นชีวิตใหม่กับแฟนมัน ในราว 2 ปีเป็นอย่างน้อย
นั่นเป็นเหตุผลที่รถที่แก่คราวพ่อของรถร่วมถนนของผมต้องมาโลดแล่นอีกครั้งบนถนนเส้นนี้
ที่ผมใช้คำว่า อีกครั้ง ผมหมายความตามนั้นจริงๆ เพราะหากนับกันจริงๆ ในรอบปี 2550 นี้ ผมต้องใช้ถนนเส้นเดียวกันนี้ไปทำภารกิจเดียวกันมาหลายครั้งเหลือเกิน
และเป็นหลายครั้งที่หมายถึงการจากไปเริ่มต้นชีวิตในอีกช่วงหนึ่งของเหล่าเพื่อนสนิทของผมแทบทั้งสิ้น
โดยก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เดือน ผมได้ไปรวมตัวกับเพื่อนๆ ที่สุวรรณภูมิ เพื่อส่ง สตางค์ เพื่อนรักของผมอีกคนหนึ่ง ซึ่งหากนับตามชั่วเวลาและระยะที่ได้คบกัน จะอยู่ระดับที่เข้มข้นมากกว่าตั้มเสียอีก และผ่านเรื่องราวทั้งดีและร้ายมามากต่อมากด้วยกัน เช่นเดียวกับ อั้ม หรือ หนุ่ย หรือ พี่ตู่ ซึ่งสักวันผมคงจะได้เล่าเรื่องราวของพวกเขาอย่างละเอียด ที่คงจะยาวเป็นเล่มๆ กันเลย
คืนที่ไปส่งตังค์ ผมยอมรับว่า ค่อนข้างใจหายมากพอสมควร ด้วยระยะเวลาพวกเราได้ผูกพันกันมานานกว่า 10 ปี จนเลยกับคำว่า เพื่อน ไปแล้วเสียด้วยซ้ำ และเพื่อนของผมคนนี้ก็กำลังจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ยังไม่อาจรู้ได้โดยสิ้นเชิงถึงอนาคต ไม่ว่าจะเป็นพวกเราหรือตัวมันเองก็ตามที
แต่เมื่อทุกสิ่งมาถึงจุดที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้แล้ว รวมทั้งผมก็มั่นใจว่า ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเลวร้ายหรือราบรื่นขนาดไหน ผมก็เชื่อว่า เพื่อนของผมจะต้องผ่านพ้นมันไปได้ในที่สุด เหมือนที่มันเคยผ่านช่วงเวลาเลวร้ายในชีวิตอันสาหัสสากรรจ์มาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง
กูรู้ว่ามึงทำได้ตังค์ คือคำที่ผมคิดอยู่ในใจ แต่ไม่ได้พูดออกไปในวันนั้น
ก่อนที่มันจะไปสู่เส้นทางที่มันเลือกแล้ว
เช่นเดียวกับ เจน ที่ทิ้งหน้าที่การงานอันมั่นคง หากขัดซึ่งอุดมการณ์ในการทำงานของเขาไปเรียนรู้โลกกว้างในช่วงเวลาไม่นานถัดจากตังค์ ความกระตือรือร้นในแววตาของเจนที่ไพล่ไปถึงบทเรียนที่รออยู่ตรงหน้าจากประสบการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ผมสัมผัสได้ กระทั่งเจนก้าวเข้าสู่ห้องพักผู้โดยสาร
เช่นเดียวกับ ฉอม รุ่นน้องที่เล่นดนตรีกับผมในวงหลังสุดของผม ที่ก็ลาออกจากงานเพื่อไปร่ำเรียนต่อที่ต่างประเทศ และวาดหวังไว้อย่างสวยงาม ถึงอนาคตอันใกล้ เมื่อเขากลับมาสู่แผ่นดินเกิด พร้อมกับดีกรีการศึกษาที่ฉอมได้ผ่านมา
ทีละคน...ทีละคน...ที่ผ่านไปสู่เครื่องบินสู่ปลายทางของความฝัน คือสิ่งที่ผมได้พบเจออย่างต่อเนื่องในปี 2550 นี้ จนคล้ายกับว่า ปีนี้เป็นเหมือนดังปีแห่งความเปลี่ยนแปลง
เปลี่ยนแปลงจากความฝันหนึ่งสู่อีกความฝันหนึ่ง
เปลี่ยนแปลงจากความจริงหนึ่งสู่อีกความจริงหนึ่ง
เพราะนอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนจากการเดินทาง เพื่อนๆ ของผมหลายๆ คนต่างก็ก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่งของชีวิต ด้วยการเริ่มต้นชีวิตครอบครัว อย่างการแต่งงานของเพื่อนที่ผมได้พบเจอในสถานการณ์ต่างๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น พินัน เพื่อนสมัยมัธยมของผมที่แต่งงานไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน หรือ ต้น เพื่อนจากที่ทำงานเก่าของผม ที่กำลังจะแต่งงานในช่วงปลายเดือนนี้ หรือกระทั่งการผูกเกลียวมัดของชีวิตคู่ให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้นด้วยการมีลูก เพราะเมื่อเดือนพฤศจิกายนมาถึงได้ไม่เท่าไหร่ หนุ่ย อีกหนึ่งเพื่อนรักของผม กลุ่มเดียวกับ ตังค์ อั้ม และพี่ตู่นั้นก็กลายเป็นคุณพ่อมือใหม่กับเขาอีกคนได้สำเร็จ ยังความปลาบปลื้มยินดีให้กับเหล่าเพื่อนฝูงยิ่งนัก
ในขณะเดียวกัน ผมก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เกิดขึ้นกับชีวิตเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็น การมีหนังสือเล่มเป็นของตัวเอง หรือ การย้ายออฟฟิศจากอาร์ซีเอ มาสู่ถนนลาดพร้าว ซึ่งต่างก็เป็นย่างก้าวใหม่ที่ผมต้องเจอภายในปีแห่งความเปลี่ยนแปลงเดียวกันนี้เอง
ซึ่งในมุมหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้สร้างความแปลกประหลาดใจใดใดให้กับตัวผมมากมายนัก เพราะในจุดหนึ่ง ผมก็ค่อนข้างเชื่อกับวงจรการเปลี่ยนแปลงของชีวิตในรอบ 10 ปี และพบเห็นมาหลายครั้ง ถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเมื่อครบรอบ 1 ทศวรรษ หรือเมื่ออายุต้องเปลี่ยนตัวเลขนำหน้าไป (กรณีของพวกเราคือเปลี่ยนจากเลข 2 เป็นเลข 3) หรือกระทั่งกับเลข 10 ที่มีหลายกรณีเหลือเกินที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามันเป็นตัวเลขที่ยากเย็นยิ่งที่จะมาถึง อันมีหลายตัวอย่างที่เหมือนเป็นการตอกตะปูลงบนความเชื่อของผมให้ลงลึกยิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะเป็น คอนเสิร์ต Green Concert ของเอไทม์ ที่ผมจดจำได้ดีว่า ใน Green Concert ครั้งที่ 9 นั้นเป็นการเหมือนการรวมเอาศิลปินจากทั้ง 8 ครั้งมาเล่นร่วมกัน พร้อมกับมีการเอื้อนเอ่ยถึงคุณค่าของคอนเสิร์ตสีเขียวเป็นระยะ จากบรรดาศิลปินที่ทยอยกันขึ้นมาบนเวที ที่แม้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย (ในระยะเวลาอันยาวนาน) แต่รูปการก็ทำผู้ชมเชื่อไปในทางนั้นได้อย่างง่ายดาย และท้ายที่สุดมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ก่อนที่ Green Concert จะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่ทิ้งช่วงไปนานหลายปี
หรือ ขยับปีก ที่เป็นกิจกรรมใหญ่ประจำปีของเมเจอร์ของผม ก็ต้องห่างหายไปจากมหาวิทยาลัยของเราไปปีหรือสองปีหลังจากครั้งที่ 9 ก่อนที่จะกลับมาในครั้งที่ 10 ในชื่อ ขยับปีก X ท่ามกลางการเอาใจช่วยของทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องๆ เอง
สำหรับ ผมและเพื่อนๆ เมเจอร์เอง มันก็เห็นได้อย่างชัดเจนมากๆ ว่า เมื่อระยะเวลาของความสัมพันธ์ของพวกเราผ่านปีที่ 10 มาเมื่อปี 2548 มาถึง พวกเราก็ค่อนข้างที่จะห่างกันไปกว่าช่วงก่อนหน้านั้น ด้วยสารพันปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่การงาน, ครอบครัว หรืออะไรก็ตามที เมื่อมารวมกับเหตุผลสำคัญที่เพื่อนคนหนึ่งของเราที่เป็นเหมือนศูนย์กลางทางจิตใจของพวกเราทุกคนได้ไปใช้ชีวิตในต่างแดน ก็ทำให้ระยะห่างระหว่างกันเริ่มถ่างกว้างขึ้นในทางระยะทาง แม้ว่าในแง่ความรู้สึกพวกเราจะยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม
ซึ่งก็เป็นครรลองของกาลเวลากับความเป็นปัจเจกที่คนเราไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่ว่าจะพยายามสักเพียงใดก็ตาม
อันเป็นสิ่งที่ผมเริ่มเรียนรู้จนกลายเป็นความเข้าใจ...และลึกซึ้งขึ้นทุกที
ว่าเราทุกคนต่างก็ต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่ขั้นต่อไปของชีวิตด้วยกันทั้งนั้น
ไม่เว้นแม้แต่ตัวผม หรือว่าใครๆ
นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมไม่รู้สึกเศร้าสร้อยเท่าใดนัก ที่เพื่อนของผมจะเปลี่ยนแปลงชีวิตไปสู่เรื่องราวบทใหม่ในชีวิต
เช่นเดียวกับตั้ม
ป้ายสีเขียวเหนือหัวได้บอกกับผมว่า อีกไม่นาน ผมก็จะไปถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิแล้ว อีกไม่นาน ผมคงจะได้พบกับเพื่อนรักของผมคนนี้อีกครั้ง เพื่อมองดูมันเดินเข้าสู่ห้องพักผู้โดยสาร และก้าวไปสู่อนาคตที่กำลังรอมันอยู่ข้างหน้า
กูรู้ว่ามึงทำได้ตั้ม คือคำที่ผมคิดอยู่ในใจ และตั้งใจจะไปบอกกับตั้ม เมื่อรถคู่ชีพของผมได้ไปถึงอาคารจอดรถ และสองขาได้พาผมไปถึงตรงหน้าของตั้มและเหล่ามิตรสหายแล้ว
และราว 10 นาทีจากนั้น ในชั่วขณะที่รถได้ถอยเข้าจอดได้จนสนิท ผมก็ดับเครื่อง พร้อมๆ กับที่บทเพลงนี้กำลังจะเริ่มต้น

One More Mile To Go
Now the lights are shining down below,
And I see the village that's my home,
And I see all the places that I love,
It's been so long, been away so long,
And I'm nearly home, one more mile to go;
There is joy for loved ones coming home,
And everyone has gone, I'm standing here alone,
But in the shadows I can see her face,
She comes to me, she's here for me;
And now a light is shining round the world,
It's a magic night, for every boy and girl,
'Cos it's the time, when all men dream of peace,
On Christmas eve, we dream of peace,
And we're nearly home, one more mile to go,
Yes we're nearly home, one more mile to go,
And we're nearly home, one more mile to go.
And we're nearly home, one more mile to go.
(From 'One More Mile To Go' By Chris De Burgh)