ในนามของคนที่เติบโตและดำเนินชีวิตตลอดมาด้วยการอ่านนิตยสารที่ว่าด้วยเรื่องราวของดนตรี เท่าที่พอหาได้ในช่วงชีวิตของคนวัยปลายเลข 2 เช่นผม อาทิ บันเทิงคดี, Music Express, Starpics, สีสัน, Quiet Storm, Coda, Young at Heart และซีรี่ส์ของนิตยสารที่นำทีมโดย พี่หน่อย-อนุสรณ์ สถิรรัตน์ (Crossroad/Sound Mag/Metal Mag) คอลัมน์หนึ่งที่ผมชื่นชอบ และผ่านตามาจากหลายๆ เล่มในกลุ่มนี้ ก็คือ คอลัมน์คำถามประเภท Q&A ที่มีรูปแบบคำถามที่ค่อนข้างตายตัว ประเภทที่ว่า เพลงที่เปิดในงานศพของคุณ, คนสุดท้ายที่คุณนอนด้วย, สิ่งที่มีค่าที่สุดของคุณ, ฯลฯ
หนึ่งในคำถามหนึ่งที่ผมจะรื่นรมย์ไปกับมันเป็นพิเศษ คือ คำถามข้อที่ว่า 5 สิ่งที่คุณต้องนำติดตัวเวลาออกจากบ้าน เพราะมันเป็นคำถามหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงวุฒิภาวะ, อารมณ์ขัน และกึ๋นของศิลปินที่มาตอบได้เป็นอย่างดีและชัดเจน
คำตอบหนึ่งที่ผมชอบมากคือ คำตอบของ Robert Palmer ที่ระบุว่า 1 ใน 5 สิ่งที่เขาไม่เคยลืมนำติดตัวออกจากบ้านคือ สติปัญญา ซึ่งทำให้ผมได้ลองบรรเจิดต่อยอดต่อไปว่า 5 สิ่ง ที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันนอกรั้วบ้านของผมกอปรไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อยอะไรบ้าง
แน่นอน ด้วยความที่เป็นเพียงผู้ชาย หรือ คนธรรมดาคนหนึ่งที่ร่างกายและจิตใจยังคงต้องพันผูกอยู่กับสารพันความต้องการตามแต่ความหนาแน่นหรือเข้มข้นของกิเลส คำตอบที่ผุดขึ้นในหัวก็ย่อมโกลาหลไปด้วยสารพัดสิ่งที่จะมาตอบสนองความต้องการของผมในแต่ละช่วงวัน, แต่ละช่วงเวลา และแต่ละช่วงวัย
หากสิ่งหนึ่ง ซึ่งยังคงมั่น ไม่เคยหลุดออกไปในการจัดอันดับท็อป 5 นี้เลยก็คือ ดนตรี
จากวันที่ต้องนั่งรถเมล์ไปทำงาน พร้อมกับซาวนด์อะเบ๊าต์หรือซีดีวอล์คแมนซึ่งไม่เคยขาดไปจาก 2 หูและกระเป๋าคู่ชีพ เรื่อยมาจนถึงวันที่ต้องย้ายเข้าสู่บ้านหลังที่ตั้งอยู่ในย่านที่ขาดแคลนซึ่งรถเมล์ที่จะนำตัวผมไปสู่ที่ทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว รวมถึงหน้าที่การงานที่มีขอบข่ายของงานอันเอื้อให้ผมต้องใช้เวลาอยู่ในโลกกว้างนอกบ้านดึกดื่นเกินกว่าจะรั้งพระอาทิตย์เอาไว้ได้ ทำให้ผมจำต้องขับรถไปทำงาน (และต้องเผชิญกับภาวะน้ำมันขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนจนวันนี้)
รถที่ผมใช้ เป็นรถคันที่คุณพ่อซื้อมานับตั้งแต่ผมเรียนอยู่ ม.5 เมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว ที่บ้านเรายังคงคงมั่นกับนวัตกรรมการฟังเพลงที่เรียกกันว่า เทปคาสเส็ตต์ เครื่องเสียงภายในรถที่ถูกติดตั้งมาคู่กับรถคันนี้ ตลอดเวลาที่ผมได้เห็นมัน จากวันที่เป็นเพียงผู้โดยสาร จนมาถึงวันที่ต้องเป็นคนขับเสียเองนั้น ก็ย่อมเป็นเครื่องเล่นเทปคาสเส็ตต์ พ่วงด้วยวิทยุที่ทันสมัยมากในเวลานั้นด้วยการติดตั้งคลื่นโปรดด้วยระบบดิจิตอล
เวลาผ่านมา พร้อมกับนวัตกรรมแห่งเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าแบบไม่หยุดพัก ซีดีได้กลายเป็นรูปแบบมาตรฐานในการฟังเพลงแทนที่เทปคาสเส็ตต์ เหตุนี้เอง ทำให้เทปเพลงที่ผมเพียรสะสมมาเป็นเวลากว่าสิบปี ด้วยปริมาณหลายร้อยร่วมพันม้วน ได้กลายมาเป็นเพียงกล่องที่ไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อยู่นาน กระทั่งวิทยุในเครื่องเสียงรถได้ยุติบทบาทของตัวเองลงอย่างสงบ หลังจากที่ผมได้พยายามยื้อยุดชีวิตของมันได้พักใหญ่ สถานการณ์ก็ได้บีบให้ผมต้องฟังเทปเพลงเป็นหลักเพียงสื่อเดียวในยามเดินทาง
นับจากนั้น การเลือกเทปเพลงจากตู้เทปที่เคยปราศจากการใช้สอย จนฝุ่นจับหนาคาตู้ก็กลายมาเป็นความหฤหรรษ์หนึ่งของผมก่อนที่จะออกจากบ้านในทุกเช้าวันจันทร์ จากความตั้งใจของผมที่พยายามเปลี่ยนเทปในรถทุกๆ สัปดาห์ ในปริมาณราวๆ 15 ม้วนต่อครั้ง
คราวหนึ่งของการสลับสับเปลี่ยนเทปในรถนั่นเอง ที่ทำให้ผมได้พบกับเทปอัลบั้มหนึ่ง ซึ่งผมไม่ได้หยิบมาฟังเนิ่นนานเต็มที อันพิสูจน์ได้จากขนาดความหนาของฝุ่นที่จับเกาะตัวกล่องอยู่
เทปชุดดังกล่าวนี้คือ อัลบั้มรวมเพลงดังขนาด 2 ม้วนของ 3 พี่น้องตระกูล Gibb แห่งวง Bee Gees ที่ตั้งชื่ออย่างเรียบง่ายว่า Their Greatest Hits: The Record

อัลบั้มชุดนี้ถูกผลิตออกมาเพื่อเฉลิมฉลองในวาระที่ Barry, Robin และ Maurice ก่อกำเนิด, สร้างสรรค์ผลงาน, ร้องร่ำ, โด่งดัง, ล้มเหลว ทว่าไม่เคยโรยราห่างหายไปจากวงการดนตรีจนครบ 35 ปีในปี 2001 ไล่หลังมาไม่นานจากสตูดิโออัลบั้มชุดหลังสุดในเวลานั้น (จนเวลานี้) คือ This Is Where I Came In ซึ่งได้เกริ่นนำถึงวาระแห่งการส่งจูบให้กับความทรงจำอันงดงามของอดีต ตั้งแต่ภาพหน้าปกอัลบั้มที่เป็นภาพของสมาชิกในช่วงวัยปัจจุบัน โดยมีจุดนำสายตาอยู่ที่ภาพขาวดำในวัยแรกหนุ่มของทั้ง 3 คน
หากใครเคยฟังTheir Greatest Hits: The Record คงจะได้มีความคิดเห็นต้องตรงกันถึงการสัมผัสได้ถึงพัฒนาการทั้งทางการแต่งเพลง และช่วงสมัยที่แต่ละบทเพลงที่เกิดขึ้น จากรูปแบบการเรียงเพลงแบบพิมพ์นิยมตามลำดับเวลา ไปจนถึงซิงเกิ้ลล่าสุดจาก This Is Where I Came In ในเพลงชื่อเดียวกัน ก่อนที่จะเชื่อมเข้ากับเพลงสุดท้ายจริงๆ คือ Spicks & Specks เพลงฮิตอันดับหนึ่ง (อย่างไม่เป็นทางการ) เพลงแรกของพวกเขาในปี 1966 ที่เป็นจุดแรกที่พวกเขาใช้เป็นหลักไมล์ในการนับคืนวันในวงการที่นำมาสู่ตัวเลข 35 ปี
เสมือนเป็นความตั้งใจให้ Their Greatest Hits: The Record เป็นดั่งการบรรจบอดีตเข้ากับปัจจุบัน และอนาคตได้อย่างเหมาะเจาะและครบวงจร
เพลงที่ผมชื่นชอบในการฟังมากที่สุดจากอัลบั้มชุดนี้ คือ 2 เพลงที่อยู่เรียงต่อกันในลำดับที่ 8 และ 9 ของเทปม้วนแรก ซึ่งน่าจะเป็นเพลงที่ผมชื่นชอบมากที่สุด เท่าที่ Bee Gees เคยนำเสนอออกมา (นอกเหนือจากเพลง The Singer Sang His Song ซิงเกิ้ลที่หาฟังยากของ Bee Gees)
นั่นคือเพลง I Started A Joke และ First of May

I Started A Joke
I started a joke,
which started the whole world crying,
but I didn't see
that the joke was on me, oh no.
I started to cry,
which started the whole world laughing.
Oh, if I'd only seen
that the joke was on me.
I looked at the skies,
running my hands
over my eyes,
and I fell out of bed,
hurting my head
from things that I'd said.
Til I finally died,
which started the whole world living.
Oh, if I'd only seen
that the joke was on me.
I looked at the skies,
running my hands
over my eyes,
and I fell out of bed,
hurting my head
from things that I'd said.
Til I finally died,
which started the whole world living.
Oh, if I'd only seen, oh yeah,
that the joke was on me, oh no,
that the joke was on me, oooooh.
(From 'I Started A Joke' By Bee Gees (1968))
I Started A Joke น่าจะเป็นเพลงแรกที่ทำให้ผมได้รู้จักกับ Bee Gees เฉกเช่นผู้เริ่มฟังเพลงของ 3 พี่น้อง Gibb จำนวนมาก และแน่นอนว่าบทเพลงนี้ได้เข้าไปประทับอยู่ในหัวใจของผมแทบในทันทีที่ท่วงทำนองอันหวานเศร้าจับใจ และเสียงร้องอันเปราะบางอ่อนไหวของ Robin ได้ชำแรกเข้าสู่โสตประสาทและความรู้สึก
แม้ว่าจะไม่อาจเข้าใจในสารของเพลงได้โดยสิ้นเชิง
รู้สึกได้เพียงว่า มันเป็นเพลงเศร้าเพียงเพลงเดียวเท่านั้นที่ผมเคยรู้จักในตอนนั้น ซึ่งมีชื่อเพลงที่ให้ความหมายที่ตรงข้ามกับความโศกสลดว่า ตลก (Joke)
จวบจนเวลาผ่านมา พร้อมๆ กับนานาเรื่องราว และประสบการณ์ที่ได้เข้ามาสู่ชีวิต ทำให้ผมเริ่มเข้าใจในเนื้อสารของเพลงมากขึ้นทีละน้อย
แต่ก็ยังคงไม่อาจเข้าใจในส่วนลึกให้จนซึ้งดั่งเช่นที่ผู้แต่งตั้งใจได้อย่างแท้จริง
กระนั้น จากหลากหลายครั้งที่ผมต้องเผชิญกับสภาวะที่คล้ายกับโดนทุกสิ่งอย่างในโลกผลักไสให้ผมต้องถอยร่นไปจนหลังชนเข้ากับกำแพง...
...โดยที่ไม่มีหนทางหลีกหนีอีกต่อไปแล้ว
จากความผิดพลาดในการกระทำ หรือความพลาดพลั้งในบางคำพูด ที่ผ่านปลายลิ้นของผมออกไปโดยสะเพร่าปราศจากการกลั่นกรองของสมองและอุดมคติ
กระทั่งความผิดพลั้งพลาดต่างๆ เหล่านั้นได้กลายมาเป็นบาดแผลที่ไม่มีวันเลือนหาย และย้อนกลับมาทำร้ายตัวผมอย่างเจ็บปวดในครั้งแล้วครั้งเล่า
บทเพลงนี้ก็คล้ายกับเป็นเพลงที่ถูกเขียนขึ้นมาเฉพาะเพื่อคนแพ้ เช่นตัวผม
รวมไปถึงคนอื่นๆ
.......

First of May
When I was small
and Christmas trees were tall,
we used to love while others used to play.
Don't ask me why,
but time has passed us by,
someone else moved in from far away.
Now we are tall,
and Christmas trees are small,
and you don't ask the time of day.
But you and I,
our love will never die,
but guess who'll cry,
come first of May.
The apple tree
that grew for you and me,
I watched the apples falling one by one.
And I recall the moment of them all,
the day I kissed your cheek
and you were gone.
Now we are tall,
and Christmas trees are small,
and you don't ask the time of day.
But you and I,
our love will never die,
but guess who'll cry,
come first of May.
When I was small
and Christmas trees were tall,
do do do do, do do do do.
Don't ask me why,
but time has passed us by,
some one else moved in from far away.
(From 'First of May' By Bee Gees (1969))
การเปลี่ยนแปลงย่อมเป็นนิรันดร์
คือคติแห่งความแน่นอนบนความไม่จีรังของชีวิตที่ผูกพันเข้ากับวันเวลาอย่างแนบแน่น
อย่างเช่นที่ผมเคยเปิดเผยเอาไว้ในหลายคราว่า ในขณะที่ผมมีความรู้สึกพิเศษให้กับผลสืบเนื่องของกาลเวลาซึ่งดำเนินไปไม่หยุดนิ่ง ความรู้สึกชิงชังในความเปลี่ยนแปลงก็ยังคงเติบโตเคียงคู่กันตลอดมาเฉกเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมีความอ่อนไหวมากเป็นพิเศษสำหรับการได้สัมผัสกับเรื่องราวแห่งการเปลี่ยนแปลงจากเงื่อนไขของกาลเวลา
บทเพลง First of May ก็ไม่แตกต่างไป
ความสามารถในการประพันธ์เนื้อร้องที่เรียบ ง่าย และน้อยในถ้อยคำ ทว่าเปี่ยมล้นไปด้วยความหมายในทุกๆ คำที่ Barry ได้พร่ำร้องออกมา คือความงดงามอันลึกซึ้งที่อาจมีเพียง Bee Gees เท่านั้นที่สามารถกลั่นกรองถ่ายทอดออกมาได้อย่างหมดจดเช่นนี้
เพราะเพียงไม่กี่ประโยคสั้นที่พวกเขานำมาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน ก็สามารถสื่อความหมายอันมหาศาล โดยเฉพาะอย่างในประโยคที่เล่าถึงจุดเริ่มต้นแห่งอดีตว่า เมื่อฉันยังเล็ก / และต้นคริสต์มาสช่างสูงใหญ่ / เราเคยรัก ขณะที่ใครคนอื่นกำลังเล่นกัน ก่อนที่จะมาบรรจบกับจุดปัจจุบันแห่งวันนี้ที่ว่า ตอนนี้เราเติบโตสูงใหญ่ / และต้นคริสต์มาสกลายเป็นเล็กไป / และเธอไม่ไถ่ถามถึงวันเวลาอีกแล้ว)
มันเป็นข้อเท็จจริงที่ผมได้มาประจักษ์อย่างถึงแก่นของหัวใจ เมื่อตัวเองได้เติบโตมาจนถึงวันที่ วันคริสต์มาส หรือ วันปีใหม่ ไม่มีความหมายพิเศษอย่างไรอีก นอกเหนือจากอีกวันหยุดหนึ่งที่ผ่านมาเพื่อที่จะผ่านไป
ไม่มีซานตาคลอส ไม่มีกวางเรนเดียร์ และไม่มีความตื่นเต้นที่รอคอยการค้นพบใดใดจากกล่องของขวัญที่บรรจงใส่เอาไว้ในถุงเท้าที่แขวนเอาไว้ที่หัวเตียงอีกต่อไป
พร้อมๆ กับตัวเราที่เปลี่ยนแปลงไป
...แม้เราจะไม่ต้องการหรือไม่รู้ตัวเลยก็ตาม
.......
และแล้ววันนี้
เครื่องเสียงในรถของผม ก็เริ่มแสดงให้เห็นถึงความเสื่อมถอยของสังขารของตัวมัน ยังผลให้เทปหลายม้วนของผมต้องกลายไปเป็นอื่น เนื่องจากถูกเครื่องเล่นเทปกินเทปไปอย่างไม่ปราณี
หลายม้วนจำต้องตัดให้ขาด เพื่อจะได้สามารถเล่นเทปม้วนอื่นต่อไปได้ หลายม้วนต้องเผชิญกับสภาพเทปยับที่ทำให้เสียงที่ออกมากระตุก หรือขาดห้วงตามแต่สภาพที่เหลือรอดออกมาได้
Their Greatest Hits: The Record ก็เป็นเทปชุดหนึ่ง ซึ่งต้องพบกับสภาวการณ์อันวิกฤตินี้ โดยส่วนหนึ่งของเทปที่ต้องเสียสภาพเสียงอันสมบูรณ์ไปอย่างถาวรคือส่วนของเพลง I Started A Joke และ First of May ด้วยความพยายามฟัง 2 เพลงนี้ในอัตราที่บ่อยครั้งกว่าเพลงอื่นๆ ไม่ว่าจะด้วยการกรอกลับมาที่ต้นเพลง หรือการฟังเพลงหน้าบี แล้วสลับหน้าเทปมาฟัง 2 เพลงนี้ในอีกหน้าหนึ่ง
กระนั้น ในขณะที่เทปม้วนที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีตำหนิจะถูกนำไปเก็บไว้บนชั้น และคงไม่ถูกหยิบลงมาอีก ไปจนถึงการย้ายถิ่นฐานไปสู่ถังขยะด้วยสภาพที่ย่ำแย่เกินกว่าจะนำมาฟังได้อีก แต่ Their Greatest Hits: The Record ก็ยังคงเป็นเทปที่อยู่ติดรถ และเครื่องเล่นเทปของผมต่อไป
เช่นเดียวกับเพลง I Started A Joke และ First of May ที่ยังคงถูกเปิดฟังต่อไป ไม่ว่าจะด้วยการฟังตามปกติ หรือการกรอเพื่อฟังเพลงคู่นี้โดยเฉพาะ หรือการกลับหน้าเทปในช่วงเพลงที่ผมกะได้อย่างแม่นยำตามประสบการณ์ที่ได้รับมาหลายปี แม้ว่าเสียงที่ได้จะขาดหายเว้าแหว่งก็ตาม
แต่ผมก็ยังคงซาบซึ้งและให้ความหมายความรู้สึกกับมันอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไป
เพราะสำหรับผมแล้ว บทเพลงที่ขาดหายเว้าแหว่งแบบนี้ บางทีก็ไม่มีความผิดแผกไปจากความทรงจำแต่หนหลัง
ในด้านมุมที่ว่า แม้ความทรงจำเหล่านั้นจะซีดจางลางเลือนไปตามกาลเวลาที่ผันผ่านสักเพียงใด
หากมันก็ยังคงคุณค่าความหมายของมันเอาไว้ดังเดิมไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
หรือท่วมทวีความลึกซึ้งมากมายขึ้นเรื่อยๆ
Bee Gees - I Started A Joke and First Of May (1969)