|
นักเขียนอังกฤษอย่างจอห์น วิธรอป เคยออกทะเลนานหกสัปดาห์ เมื่อเขาล่องเรือกลับเข้าใกล้ฝั่งอีกครั้ง เขาถึงกับปรารภเอาไว้กับปูมเรือว่าเขา ได้กลิ่นอันหอมหวานของสวนแห่งหนึ่ง ทั้งที่ยังเข้ามาไม่ถึงแผ่นดิน ผัสสะของมนุษย์แหลมคมได้ถึงเพียงนั้นเทียวหรือ หรือเพราะชีวิตอันวุ่นวายในเมือง จึงทำให้มนุษย์มีโอกาสได้ ลับ ผัสสะของตัวเองให้แหลมคมน้อยลงทุกที.......
หนังสือรวมความเรียงว่าด้วยอาหารและอากาศที่ชื่อ ลม ฟ้า อาหาร ได้พาสายตา และความคิดของผมเรื่อยมาจนถึงประโยคเหล่านี้ ณ หน้าที่ 166 ของตอน กลิ่น เสียง และการมองเห็นอากาศ ในบ่ายวันหนึ่งท่ามกลางควันจากรถ, ความร้อนที่ปลดปล่อยจากผนังคอนกรีตของตึก และเสียงอึกทึกวุ่นวายของเมือง โตมร ศุขปรีชา คือเจ้าของถ้อยความเหล่านั้น โตมร หรือ พี่หนุ่ม ที่ปัจจุบันรั้งตำแหน่งบรรณาธิการบริหารของนิตยสาร GM เป็นนักเขียนที่ผมติดตามผลงานมายาวนานแล้ว นับตั้งแต่ได้ตามอ่านคอลัมน์ Genderism ที่พี่หนุ่มเขียนลงในนิตยสาร a day weekly เมื่อปี 2547 และติดอกติดใจไปกับลีลาภาษาที่เฉียบคม ลึกซึ้ง ตรงไปตรงมา และ แรง ของเขาอย่างติดหนึบ Genderism จึงเป็นคอลัมน์ที่สามของ a day weekly ถัดจาก บท บก. ของคุณอาคม คุณาวุฒิ และ มากกว่านั้น ของพี่โหน่ง-วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ที่ผมอ่านในทันทีที่หนังสือได้มาตกอยู่ในมือ (ภายหลังจากเคยมีการพูดคุยหลังแก้วเหล้ากับพี่โจ้ วชิรา รุธิรกนก พี่โจ้ก็บอกว่าลำดับการอ่านของผมเหมือนกับเขาเลย) พี่หนุ่มแม่งอัจฉริยะ เป็นออสการ์ ไวลด์เมืองไทย คืออีกคำพูดจากพี่โจ้ (พี่ชายคนนี้กำลังจะปรากฏอีกหลายครั้ง ต้องขออนุญาตเจ้าตัวเอาไว้ ณ ตรงนี้) โดยมีฉากหลังเป็นค่าย smallroom และมีจานข้าวกลาดเกลื่อนโต๊ะของพวกเรา ในช่วงพักเที่ยงวันหนึ่ง ระหว่างการคร่ำเคร่งปิดต้นฉบับ ย้ายฉากมาที่โต๊ะไม้หน้าออฟฟิศ a day ผมก็ได้ทราบความจริงจากอดีต บก.บห. a day คนนี้ว่า พี่หนุ่มเป็นเจ้าของเรื่องราวที่ว่าด้วยประเด็นแห่งอนาคต ในคอลัมน์ Tomorrow ของนิตยสาร a day ซึ่งเป็นหนึ่งในคอลัมน์ที่ผมชอบมากคอลัมน์ของนิตยสารเล่มนี้ ซึ่งพี่หนุ่มเขียนไวมากเลยนะ พี่โจ้ เล่า เหมือนแกมีข้อมูลทุกอย่างอยู่ในหัวอยู่แล้ว แกก็แค่เอาข้อมูลเหล่านั้นถ่ายทอดออกมาเท่านั้นเอง ข้อความจริงนั้นทำให้ผมรู้สึกทึ่งมาก เพราะประเด็นอนาคตใน Tomorrow นั้นมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องของเทคโนโลยี ที่สามารถหาข้อมูลได้อย่างไม่ยากเย็นในเครือข่ายโลกกว้าง หรือ World Wide Web หากครอบคลุมไปจนถึง เรื่องของโภชนาการ, สภาพแวดล้อม, สัตว์, สิ่งของ และคน ที่จำเป็นต้องมีข้อมูล ความรู้ ทัศนคติ และทัศนะวิสัยมากมายพอสมควร ถึงจะถ่ายทอดออกมาได้อย่างกลมกลืนและกลมกล่อม เพราะมิเช่นนั้นบทความในกรอบความแบบนี้อาจนำไปสู่การเป็นบทความทางวิชาการได้อย่างไม่ยากเย็น แต่พี่หนุ่มทำให้ข้อมูลเหล่านี้ไหลลื่นลงไปสู่ห้วงความคิด ความพินิจ และความทรงจำได้อย่างง่ายดายหมดจด
นับจาก Mailbox หนังสือรวมคอลัมน์ชื่อเดียวกันในนิตยสาร Open ของพี่หนุ่ม ผมก็ไม่ได้อ่านหนังสือของพี่หนุ่มอีก ด้วยผมไม่ค่อยได้ซื้อหนังสือที่พี่หนุ่มแปลเท่าไหร่ เพราะชอบที่จะอ่านทัศนคติของเขาผ่านทางความเรียงมากกว่า กอปรกับไม่มีหนังสือเล่มใหม่จากโตมร ศุขปรีชาออกมาบ่อยครั้งนัก ซึ่งสามารถคาดเดา บวกกับคำบอกเล่าของ คุณวรพจน์ พันธ์พงศ์ ในคำนิยม ณ หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่งของพี่หนุ่มว่า งานทำนิตยสารทำให้งานเขียนหนังสือ (จริงๆ) ด้อยลง อันเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ โดยเฉพาะสำหรับผมที่ตกอยู่ในสถานภาพและสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ดังนั้นเมื่อปี 2550 มีหนังสือของพี่หนุ่มออกมาถึง 2 เล่ม ผมถึง รื่นรมย์ในโลกหนกขู กับ ลม ฟ้า อาหาร ผมจึงค่อนข้างตื่นเต้นและไปหาทั้ง 2 เล่มมาเป็นเจ้าของในเวลาไล่เลี่ยกัน สำหรับเล่มแรกผมยังไม่ได้หยิบขึ้นมาอ่าน ในขณะที่เล่มหลังผมค่อยๆ ละเลียดอ่านทีละน้อย เท่าที่เวลาระหว่างวันจะเอื้ออำนวย และอีกมุมหนึ่ง เพื่อให้ทันเทียมกับจังหวะของตัวอักษร เรื่องราว และแนวคิดในหนังสือเล่มนี้ ที่ละเมียดในภาษาที่ใช้ ละไมในแนวความคิดที่มีต่อเรื่องราวที่ตัวเขาพบและถ่ายทอดออกมา โดยไม่รู้ตัว ผมก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นอันคุ้นเคย ที่ผมไม่ได้พบมายาวนาน หลังจากที่ภาระหน้าที่รับผิดชอบในปัจจุบันได้นำพาชีวิตไปในทิศทางที่ควบคุมได้บ้างไม่ได้บ้าง โดยมีเวลาอยู่กับตัวเองลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ จนไม่มีเวลาไปเที่ยวเพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับชีวิตได้มากมายเท่าสมัยก่อน กระทั่งเชียงใหม่ที่เป็นเหมือนดั่งบ้านหลังที่สองของผม ที่เคยตั้งใจเอาไว้ว่า ในทุกๆ ปีจะต้องมีช่วงเวลาอย่างน้อย 1 ครั้งที่จะต้องขึ้นไปสัมผัสไอหนาวของสายลม อาหารอร่อยๆ แถวกาดพยอม และกลับไปรื้อฟื้นความหลังสมัยเรียนที่ มช. ซึ่งในปี 2550 เป็นครั้งแรกที่ผมไม่ได้ขึ้นไปสัมผัสบรรยากาศเหล่านั้นเลย นับจากปี 2538 ซึ่งผมขึ้นไปเป็นนักศึกษาเฟรชชี่ เป็นต้นมา
ไล่มาเรื่อย จนกระทั่งถึงหน้าที่ 166 บรรยากาศนอกหน้าต่างห้องเริ่มกลับครึ้มฝน และเริ่มโปรยละอองฝนลงมาให้ได้สัมผัสความนุ่มนวลของไอเย็นที่เบื้องบนประทานลงมาให้
และราวกับอุปทาน ผมพลันได้กลิ่นอันหอมหวานของความหลังแห่งปี 2549 
....... อย่างที่เคยเล่าไปบ้างแล้วว่า ผมได้ก้าวเข้าไปเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสารอย่างเต็มตัวในปี 2547 ซึ่งหากใครที่เคยเข้ามาสัมผัสงานตรงนี้ ก็คงจะพอทราบถึงปริมาณความหนักหนาของเนื้องานที่ต้องสะสางให้บรรลุผลภายในระยะเวลาที่จำกัด ยิ่งเมื่อทีมงานน้อย และมีความมุ่งหมายที่จะทำให้เนื้อหาเป็นจุดขายของเล่ม งานนิตยสารก็ไม่ต่างจากแม่เหล็กดึงดูดเราออกจากทุกสิ่งอย่าง เพื่อทุ่มเทให้กับงานตรงหน้าเพียงอย่างเดียว ทุกสิ่ง รวมถึง เวลา และแรงบันดาลใจ... หลังจากหลายเดือนของภาระการงานอันหนักหน่วง ทั้งงานประจำที่ทำตั้งแต่ 9 โมงเช้า เรื่อยไปอาจล่วงเลยไปจนถึงเช้าของอีกวัน ผมก็รู้สึก หมด กับสิ่งการใดๆ ทั้งมวลของชีวิต สภาวการณ์ดังกล่าวราวกับตัวผมถูกดันเข้าไปสู่สถานที่คับแคบ มืดมิด ปิดตาย และปราศจากอากาศ มันผลักดันให้ผมต้องผละจากวงจรชีวิตที่เวียนวนมายาวนานออกไปสู่สถานที่ใหม่ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ที่อาจนำมาซึ่งแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้ชีวิต และอีกไม่นานนัก มันก็ผลักให้ผมก้าวไปถึงสถานีขนส่งสายเหนือ หรือ หมอชิต โดยมีเป้าหมายอยู่ที่บ้านหลังที่สองของผม เชียงใหม่ โดยปกติแล้ว ด้วยความที่เป็นคนถิ่นมานาน 4 ปี ทุกครั้งที่ขึ้นไปเชียงใหม่ ผมจะโทรไปนัดหมายกับเพื่อน ที่น่าจะมีที่อยู่ให้ผมได้ซุกหัว รวมทั้งมีเวลาในการสังสรรค์กันตลอดระยะเวลา 2-3 วันที่ผมไปที่นั่น หรือไม่ก็นัดเพื่อนขึ้นไปพร้อมๆ กัน ซึ่งวิธีนี้จะไม่ต่างอะไรไปกับการซื้อทัวร์ เพราะมักจะมีเพื่อนที่มีลำดับสถานที่ที่อยากจะไปอยู่ในหัวอยู่แล้ว ดังนั้นเพื่อนๆ ทั้งกลุ่มก็จะไปเที่ยวตามลำดับสถานที่ของตารางในหัวของเพื่อนคนนั้น ส่วนสถานที่ก็มักจะไปหาเกสต์เฮ้าส์ถูกๆ พักกัน แน่นอน ในแง่มุมความสะดวก ทั้ง 2 วิธีต่างก็สามารถตอบสนองเราได้เป็นอย่างดี แต่กับครั้งนั้น ผมตัดสินใจว่า อยากจะหลีกหนีจากวิธีเดิมๆ เหล่านั้น เพราะต้องการสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับการเดินทางบ้าง ก่อนขึ้นไปเพียงวันเดียว ผมจึงโทรไปบอกให้เพื่อนหาหอพักรายวันหลังมอให้ผม และคิดเอาไว้ในใจว่า เหตุการณ์หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามครรลองของสถานการณ์ตรงหน้าก็แล้วกัน ผมจะไม่วางแผนใดๆ ให้กับตัวเอง ตลอดทั้ง 2 วันนั้น นอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์สำคัญ กูจะไปอ่านการ์ตูน รวมไปถึงรูปแบบการเดินทาง ก่อนหน้านั้น แทบทุกครั้งที่ผมขึ้นเชียงใหม่ ผมมักจะไปและกลับด้วยเครื่องบิน เพราะเวลาอันจำกัดจากงานที่เบียดเข้ามา ซึ่งเป็นพาหนะที่ผมไม่เคยชอบเลย ด้วยความกดอากาศภายในและสถานที่อันชวนอึดอัด ในขณะเดียวกัน ในทุกครั้งที่ผมต้องเดินทางด้วยเครื่องบิน ผมจะรู้สึกได้ถึงภาวะรีบเร่งรีบร้อนที่ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตผมมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะเป็นการครอบงำ ผมจึงเลือกเดินทางด้วยรถทัวร์ อย่างน้อยก็เพื่อรำลึกถึงความรู้สึกสมัยเรียนที่ต้องเดินทางนาน 14 ชั่วโมง เชียงใหม่-ชลบุรี ด้วยรถทัวร์ ซึ่งผมรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้เดินทางตอนกลางคืน โดยเฉพาะความรู้สึกที่ตื่นขึ้นมาตอนเช้า เพื่อที่จะรับรู้ว่าเป้าหมาย ที่เราคิดถึงกำลังใกล้เข้ามาถึง ฟ้ามืดหมดแล้ว ผมขึ้นไปนั่งบนรถทัวร์ เพื่อที่จะพบว่าที่นั่งข้างๆ มีเพื่อนร่วมทางขึ้นมานั่งเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับสัมภาระเป็นเป้ขนาดใหญ่ที่วางไว้ตรงที่วางเท้า เธอเป็นผู้หญิง ตัวขาว และผมยาว หนังสือที่อยู่ในมือของเธอ ทำให้ผมพอคาดเดาได้ว่า หากเธอไม่เป็นคนเกาหลี, ไต้หวัน ก็น่าจะเป็นคนญี่ปุ่น ผมกล่าวขอทางเธอเข้าไปนั่งที่ทางด้านในข้างกระจก และนั่งจัดของจัดตัวให้เข้าที่ แล้วผมก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านบ้าง

กาแฟและชา หมาและแมว หนังสือ 1 ใน 2 เล่มที่ผมพึ่งซื้อมา และอ่านไปได้หลายบทแล้ว เพื่อที่จะเอาไปอ่านสลับจากการ์ตูนที่ตั้งใจว่าจะเช่าร้านหนังสือเช่าหลังมอ ซึ่งมีลิสต์เรื่องในใจรั้งรออยู่มากมาย ในขณะที่อีกเล่มหนึ่งคือ โลกใหญ่ใบมด ของ โตมร ศุขปรีชา เช่นเดียวกับเล่มแรก เก้าอี้ที่ติดกัน 2 ตัวนั้นจึงเป็นเหมือนโลก 2 ใบที่แยกเราทั้ง 2 คนจากกันด้วยหนังสือคนละเล่ม กระทั่งไฟรถดับลง และผมเริ่มก้าวเข้าสู่โลกแห่งนิทรา หลายชั่วโมงจากนั้น ความมืดก็พลันถูกทำลายลงด้วยแสงไฟ และเสียงประกาศจากพนักงานต้อนรับประจำรถที่บอกว่า อีกไม่นานเราจะถึงจุดพักที่จังหวัดพิษณุโลก เพื่อทำธุระส่วนตัวและทานอาหาร ขอโทษนะคะ สองหูของผมพลันได้ยินประโยคภาษาอังกฤษเบาๆ จากทางข้างขวา เพื่อนร่วมทางของผมนั่นเอง ครับ? ผมตอบไปอย่างสลึมสลือ เมื่อกี๊พนักงานเขาพูดว่าอะไรน่ะคะ? เธอถาม นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้มองหน้าของเธอตรงๆ ทำให้รู้ว่าเธอก็ (คาดว่า) เป็นผู้หญิงญี่ปุ่นที่หน้าตาน่ารักทีเดียว แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้หัวใจคับพอง เพราะผมเองก็มีคนในหัวใจอยู่แล้ว แต่ผมก็รู้สึกดีไม่น้อยที่ได้พูดกับเพื่อนร่วมทางบ้าง เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ไปกลับเชียงใหม่ หรือกระทั่งที่อื่นๆ ก็ตาม ผมแทบจะได้ปริปากพูดกับเพื่อนโดยสารข้างๆ เลย จากนิสัยไม่ดีส่วนตัวที่ไม่กล้าวิสาสะกับคนที่ไม่รู้จัก ครั้งนั้นจึงแทบจะเป็นครั้งแรก เขาบอกว่า เดี๋ยวรถจะจอดเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมัน และมีเวลาพัก 20 นาทีให้ทานข้าว หรือทำธุระส่วนตัวตามอัธยาศัย ผมตอบเธอ ในจังหวะที่รถกำลังจอดตรงสี่แยก ที่ไฟจราจรกลายเป็นไฟกระพริบแล้ว เพื่อรอจังหวะเลี้ยวขวาไปยังปั๊มน้ำมันดังกล่าว แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมไม่ใช่คนที่จะชวนใครก็ตามที่เพิ่งรู้จักกันเป็นครั้งแรกได้อย่างต่อเนื่องและสนุกสนาน บรรยากาศรอบข้างเราจึงกลับมาเงียบงันอีกครั้ง
เพียงแต่คราวนี้ มีรอยยิ้มผุดขึ้นมาในระหว่างเราแล้ว จากครั้งแรกที่สายตาของทั้งคู่จดจ่ออยู่กับหนังสือและตัวเอง เมื่อไปถึงปั๊ม ผมกับเธอก็ลงจากรถไปไล่ๆ กัน และมีเป้าหมายแรกเดียวกันคือ ห้องน้ำ ก่อนที่ผมจะออกมา และไม่พบเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะไหนเลยสักโต๊ะเดียว ผมจึงทานข้าวลำพัง ร่วมกับเพื่อนร่วมโต๊ะอีก 2 คนที่ต่างมาและทานแบบลำพังเหมือนๆ กัน พอข้าวต้ม และกับข้าวเล็กๆ ตรงหน้าหมดลง ผมก็เดินไปยืดเส้นยืนสายแถวๆ รถ เพื่อที่จะได้พบเธออีกครั้งที่โต๊ะหินอ่อนไม่ไกลกัน เพียงแต่เธอไม่ได้นั่งคนเดียว แต่มีชายไทยไม่ทราบนาม ทราบแต่เป็นผู้ชายผิวคล้ำร่างโตใส่เสื้อบอลสีจัดพูดจ้ออยู่ข้างๆ โดยเธอตอบรับบ้าง เงียบขรึมบ้าง ผมยักไหล่ เมื่อกลับมาถึงรถ ผมยิ้มให้เธอ เมื่อเรามาประจำตำแหน่งแล้ว ก่อนหน้าที่ภาพเก่าจะกลับมาประดับรถคันนี้อีกครั้ง เมื่อเราทั้งคู่ต่างก็หยิบหนังสือของตัวเองขึ้นมาอ่าน จนกระทั่งไฟรถได้ดับลงจนสนิท
.......
นานหลายนานต่อมา แสงอาทิตย์ยามเช้าก็มากระทบกับเปลือกตาของผม ท่ามกลางอากาศที่หนาวจัดจากแอร์ของรถที่ทำให้ผ้าห่มที่ให้ผู้โดยสารทุกคนพลันบางไปถนัด ภาพแรกนอกหน้าต่างที่ได้เห็นผ่านสายตา คือภาพที่ผมหลงรักมายาวนาน นั่นคือภาพนอกภูเขาสูงสองข้างทาง ที่ยังความรู้สึกชุ่มฉ่ำจากสีเขียวของต้นไม้ ที่ประอยู่หนาแน่นบ้าง เบาบางบ้างบนเขาแต่ละลูก โดยทั้งหมดต่างพร่ามัวด้วยสายหมอกขาวจางๆ ที่ปกคลุมอยู่จนเต็มบรรยากาศ ภาพนั้นเป็นเหมือนดังสัญญาณที่บอกให้กับผมและทุกคนบนรถได้ทราบว่า ถนนเส้นนี้จะนำทางเราไปสู่จังหวัดลำปาง และอีกไม่นานเราก็จะได้พบกับจังหวัดเชียงใหม่ ชั่ววินาทีนั้น ผมรู้สึกได้ถึงความรู้สึกอบอุ่นของบ้าน บ้านที่เติมหัวใจของผมให้เต็มได้ในทุกครั้งที่ผมเหนื่อยล้ากับชีวิต และบ้านหลังนี้ก็รอต้อนรับผมอยู่ที่สถานีขนส่งอาเขตในอีก 1 ชั่วโมงต่อมา เมื่อลงจากรถเสร็จสรรพเรียบร้อยดีแล้ว ผมก็มานั่งรถอยู่ตรงที่พักผู้โดยสารของสถานี และโทรไปตาม
เพื่อนที่ผมวานให้ช่วยจองหอพักให้มารับผมไปส่ง ระหว่างที่นั่งรอนั่นเอง ผมก็หันไปเห็นเพื่อนร่วมรถสาวชาวญี่ปุ่นคนนั้น ที่เราโบกมือลากันตอนที่ลุกจากที่นั่ง ก่อนที่จะต่างคนต่างแยกย้ายลงจากรถ แน่นอนว่า ชายไทยไม่ทราบนามคนเดิมยังคงกุลีกุจอมาพูดคุยกับเธอทันทีที่ถึงสถานี ไปจนถึงบนที่นั่งแถวถัดจากผมไป 1 แถว ครั้งนี้ ดูเหมือนว่าเธอจะมีไมตรีกับเพื่อนเจ้าของที่คนนี้มากขึ้นกว่าตอนอยู่ที่ปั๊มพอสมควร ผมยิ้มให้กับภาพนั้น และหวังว่าเธอจะปลอดภัยและมีความทรงจำที่งดงามตลอดทั้งการเที่ยวเชียงใหม่ในครั้งนี้ และหากเป็นไปได้ ถ้าความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ไปด้วยกันได้ดี ก็คงจะดีไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ผมก็รู้สึกชื่นชมทุกคนที่มุ่งมั่นและพยายามเสมอ แต่ก่อนที่ผมจะทันหยิบ กาแฟและชา หมาและแมว มาอ่านต่อ เพื่อนผมก็มาถึง และเราก็ทิ้งให้ภาพของหนุ่มสาวชาวไทยกับญี่ปุ่นเอาไว้เบื้องหลัง ....... มอเตอร์ไซค์เจ้าของนิคเนม มาโค ที่ย่อมาจากมาโคโปโลของเพื่อนก็พาผมไปถึงหอพักแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจาก มช. ประตูเกษตร แม้ว่าผมจะขึ้นไปเชียงใหม่อย่างน้อยปีละครั้ง แต่ต้องสารภาพตามตรงว่า ชั่วระยะเวลาเพียงปีเดียว ภาพความทรงจำสำหรับหลังมอของผมก็ต้องกลายเป็นอดีตไปอย่างถาวร หลายสิ่งอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงไป ภาพร้านค้าสไตล์ตึกแถว รถเข็นขายอาหาร สลับกับร้านเช่าหนังสือ และทุ่งหญ้ารกเรื้อรอการบุกเบิกได้กลายมาเป็นหอพักใหม่ๆ ในลุคโมเดิร์น ร้านอาหารบรรยากาศเก๋ๆ และแน่นอนที่สุด 7-Eleven สาขาใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมาจนแทบจะเต็มพื้นที่ริมถนนเส้นหลังมอ ณ ชั่ววินาที ผมรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนแก่ไปในบัดดล ผมเกิดความรู้สึกที่ผสมผสานกันระหว่าง ความรู้สึกเศร้าของความเปลี่ยนแปลงของสถานที่ที่เราผูกพันที่ค่อยๆ ถูกคืบคลานเข้าครอบครองของกระแสธารแห่งทุนนิยม กับความรู้สึกตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจไปกับความเปลี่ยนแปลงและสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ผมก็รู้สึกอ่อนเพลียเกินกว่าที่จะครุ่นคิดพิจารณาใดๆ ให้มากความ เมื่อจ่ายเงินค่าห้อง ล่ำลาเพื่อนว่าเจอกันอีกทีในโอกาสต่อไป ก้าวเข้าห้อง และล้มตัวลงนอน ก่อนที่ในตอนเที่ยง ผมจะลงมาข้างล่างหอพัก และตัดสินใจทานอาหารในร้านของหอพัก ที่ก็ตกแต่ง และรังสรรค์เมนูที่ดู Cool คูล ไม่แพ้ร้านอื่นๆ รายรอบด้าน อันน่าจะตอบสนองความต้องการของเหล่านักศึกษาทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ระหว่างที่นั่งทานสเต็กสูตรของร้าน ผมก็นึกต่อไปว่า ช่วงเวลาจากนี้ผมจะทำอะไรต่อ ก่อนหน้าที่ช่วงเวลาเย็นจะมาถึง ไอ้ง่าวเอ๊ย คิงว่าจะมาอ่านการ์ตูน ก็ต้องไปเช่าการ์ตูนมาอ่านสิวะ! ความคิดของผมตะคอกด่าสามัญสำนึกของผมกลับมาดังลั่นเป็นภาษาคำเมือง จนผมรู้สึกผิด และรีบคิดเงิน เพื่อที่จะไปร้านเช่าการ์ตูนที่ผมได้อุดหนุนเป็นลูกค้ามาตั้งแต่เริ่มตั้งร้าน ร้านนี้มีชื่อว่า วาว ที่ตั้งมาจากชื่อของแฟนสาวของเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นหญิงสาวคนเดียวกับรุ่นพี่ภาควิชาของผม ก้าวแรกสู่สังเวียน และ Death Note คือ 2 เรื่องที่ผมเช่ามารวมกันกว่า 15 เล่ม นี่แหละที่ฮาต้องการ ผมบอกกับตัวเอง ระหว่างที่กำลังหันซ้ายหันขวาว่าจะเดินกลับที่พัก ผมก็รู้สึกว่า สเต็กจานเมื่อกี๊ไม่สามารถทำให้ผมหายหิวได้จนชะงัด และน้ำย่อยก็ส่งเสียงโครกครากเพื่อกระตุ้นเตือนให้ผมจดจำถึงความหอมอร่อยของข้าวหมูแดง เคล้าซีอิ๊วดำ และพริกเผา แกล้มกับแกงจืดผักต้มที่นุ่มนวลปลายลิ้นของร้านข้าวหมูแดงที่อยู่ถัดจากกาดพยอมไปเล็กน้อย ซึ่งผมทานมาตั้งแต่ปี 1 เป็นต้นมา ด้วยเหตุนั้น น้ำย่อยก็สั่งให้สองขาของผมค่อยๆ เดินฝ่าแสงแดดจัดช่วงเที่ยงไปสู่ร้านในห้วงคิด ...45 นาทีผ่านไป... ผมนั่งอิ่มแน่นอยู่ที่โต๊ะแรกของร้านข้าวหมูแดง โดยมี ก้าวแรกสู่สังเวียน เป็นเหมือนเพื่อนที่ร่วมเดินทางกันนับตั้งแต่ข้าวคำแรกไปจนถึงน้ำชาอึกสุดท้าย การ์ตูนเล่มแรกจบลงไปอย่างชื่นมื่น พร้อมๆ กับคำถามที่เกิดขึ้นในหัวสำหรับเป้าหมายถัดไป หากยังไม่อยากกลับที่พัก คำถามนำไปสู่ความทรงจำถึงเรื่องราวของถนนนิมมานเหมินทร์ที่ทอดยาวจากถนนหลังมอออกไปจนทะลุถนนสุเทพทางด้านหน้ามอ แน่นอน สำหรับนักศึกษา คนเชียงใหม่ และนักท่องเที่ยวแห่งปัจจุบัน ถนนเส้นนี้แทบจะไม่ต่างไปจากอาร์ซีเอของกรุงเทพฯ เลย ด้วยสองข้างถนนถัดไปจากหอประชุมใหญ่ของมช. นั้นรายเรียงไปด้วยสถานที่เที่ยวยามค่ำคืนหลากหลายแห่งให้เลือกสรรกัน แต่สำหรับผม นอกเหนือจากข้อเท็จจริงนั้นแล้ว ถนนเส้นเดียวกันยังเป็นเส้นทางที่พาผมและเพื่อนๆ ไปสู่หอพักของโจ้ เพื่อนร่วมคณะ ต่างภาควิชา ที่เป็นเสมือนแหล่งบัญชาการของชาวอาสาฯ ที่โจ้เป็นประธานอยู่ เท่าๆ กับเป็นที่ๆ ผม ตั้ม และเพื่อนอีกหลายคนจะไปเฮฮาไปตามประสาผู้ชายกันอยู่บ่อยครั้ง ในขณะที่เลยไปอีกนิดหนึ่ง ก็จะพบทางเข้าซอยเล็กๆ ที่จะพาเราไปถึงเซ็นทรัลกาดสวนแก้ว ห้างสรรพสินค้ายอดนิยมในช่วงเวลาของการเป็นนักศึกษาของผม แต่แล้วความทรงจำก็พาผมวกกลับมายังสวนสุขภาพใกล้ๆ กับหอประชุมใหญ่ ที่ช่วงเย็นจะเต็มไปด้วยนักศึกษาและคนรักสุขภาพที่มาออกกำลังกายกัน ตั้งแต่วิ่ง ไปจนถึงการเต้นแอโรบิค แล้วภาพสุดท้ายที่พาสองขาของผมออกจากร้านข้าวหมูแดงไปถึงก็คือ ภาพเดียวกับที่ผมเห็น หลังจากที่เหงื่อแตกพลั่กจากระยะทางร่วมครึ่งกิโลใต้แสงอาทิตย์ของเชียงใหม่ช่วงหน้าร้อน ร้านนมหลังมอ คือชื่อที่ผมและใครหลายคนเรียกกัน แต่ในทุกครั้ง เมนูที่ผมสั่งจะไม่ใช่นม หากเป็นน้ำส้มคั้นที่ใส่มาใส่ขวดกาแฟผง ที่เข้ากันได้ดีกับขนมปังฉ่ำเนยที่สั่งมาคู่กัน ปกติแล้วร้านนี้จะเต็มไปด้วยผู้คนที่มากันเป็นคู่ หรือหมู่คณะ เช่นเดียวกับผมที่มักจะมาพร้อมกับเพื่อนๆ จำนวนมากเสมอ ร้านนมจึงมักครื้นเครงไปด้วยคำพูด คำสบถ และเสียงหัวเราะของมิตรภาพ แต่อาจเพราะบ่ายวันนั้นอากาศร้อนจนคนไม่อยากออกจากบ้าน หรือหอพักก็เป็นได้ ผมจึงเป็นลูกค้าเพียงคนเดียวของร้าน และบรรยากาศจึงครึกครื้นไปด้วยความเงียบและเสียงของสายลม ระหว่างที่ผมดูดน้ำส้มเข้าปาก บรรยากาศของความเงียบได้ทำให้ผมคิดไปถึงหนังเรื่อง หมานคร ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ฉากหนึ่งของสารพันภาพอันฉูดฉาดไปด้วยสีสันของหนัง ได้เล่าถึงการกลับไปบ้านเกิดของป๊อด (มหาสมุทร บุณยรักษ์) ความรู้สึกของป๊อด ณ ชั่วนาทีแรกที่ไปถึงบ้านก็คือ ภาพและเสียงของบุพการีของเขากับสรรพสิ่งรอบตัวท่านกลายเป็นภาพในแบบ Slow Motion ไปเสียแล้ว อันเปรียบเทียบถึงสภาพชีวิตอันสับสนวุ่นวายและรวดเร็วของสังคมกับวิถีเรียบง่ายนิ่มเนิบของสังคมชนบทได้อย่างชัดเจน ที่นี่ ในเวลาเพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมงผมได้ทำกิจกรรมมากมายไปกว่า 3 อย่าง ใน 3 สถานที่ด้วยการเดินเท้า ซึ่งอาจไม่สามารถทำได้สักอย่างเดียวจากเวลาที่หมดไปกับชีวิตที่รีบเร่งจนเป็นกิจวัตร การจราจรที่คับคั่ง และการหาที่จอดรถอันเหมือนไม่มีสุดสิ้นในกรุงเทพฯ การได้มานั่งละเมียดไปกับอาหารว่างตรงหน้าอย่างไม่ต้องคิดถึงกิจกรรมที่จะตามมา ทำให้ผมรู้สึกสงบอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งความสงบก็มักนำไปสู่การทบทวนย่างก้าวทั้งที่ผ่านมา กำลังเป็นอยู่ และต่อไปของชีวิต ถึงตอนนั้น ผมก็เริ่มรู้สึกล้าที่ขาอยู่เล็กน้อย จากร่างกายที่แทบไม่ได้ผ่านการออกกำลังกายมาเนิ่นนาน การสะสมของกรดแลกติก อันเป็นต้นเหตุทำให้เมื่อยล้านี้เองที่ทำให้ผมรู้ว่า ผมควรจะทำอะไรต่อไป .......
'It's Nice To Go Trav'ling' By Frank, Sammy, Nancy & Elvis
|