• JACKPOT329
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jack_music@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 26
  • จำนวนผู้ชม : 9076
  • จำนวนผู้โหวต : 14
  • ส่ง msg :
ดนตรีวิวัฒน์
คนรักเพลง...บรรเลงชีวิต
Permalink : http://www.oknation.net/blog/jackpot329
วันจันทร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551
Its Nice To Go Travling (part 1)
Posted by JACKPOT329 , ผู้อ่าน : 175 , 16:04:43 น.   | หมวดหมู่ : Are You Experienced   Legend Of A Mind  
พิมพ์หน้านี้


…นักเขียนอังกฤษอย่างจอห์น วิธรอป เคยออกทะเลนานหกสัปดาห์ เมื่อเขาล่องเรือกลับเข้าใกล้ฝั่งอีกครั้ง เขาถึงกับปรารภเอาไว้กับปูมเรือว่าเขา ‘ได้กลิ่นอันหอมหวานของสวนแห่งหนึ่ง’ ทั้งที่ยังเข้ามาไม่ถึงแผ่นดิน
 
ผัสสะของมนุษย์แหลมคมได้ถึงเพียงนั้นเทียวหรือ
 
หรือเพราะชีวิตอันวุ่นวายในเมือง จึงทำให้มนุษย์มีโอกาสได้ ‘ลับ’ ผัสสะของตัวเองให้แหลมคมน้อยลงทุกที.......

หนังสือรวมความเรียงว่าด้วยอาหารและอากาศที่ชื่อ ‘ลม ฟ้า อาหาร’ ได้พาสายตา และความคิดของผมเรื่อยมาจนถึงประโยคเหล่านี้ ณ หน้าที่ 166 ของตอน ‘กลิ่น เสียง และการมองเห็นอากาศ’ ในบ่ายวันหนึ่งท่ามกลางควันจากรถ, ความร้อนที่ปลดปล่อยจากผนังคอนกรีตของตึก และเสียงอึกทึกวุ่นวายของเมือง
 
โตมร ศุขปรีชา คือเจ้าของถ้อยความเหล่านั้น
 
โตมร หรือ พี่หนุ่ม ที่ปัจจุบันรั้งตำแหน่งบรรณาธิการบริหารของนิตยสาร GM เป็นนักเขียนที่ผมติดตามผลงานมายาวนานแล้ว นับตั้งแต่ได้ตามอ่านคอลัมน์ Genderism ที่พี่หนุ่มเขียนลงในนิตยสาร a day weekly เมื่อปี 2547 และติดอกติดใจไปกับลีลาภาษาที่เฉียบคม ลึกซึ้ง ตรงไปตรงมา และ “แรง” ของเขาอย่างติดหนึบ Genderism จึงเป็นคอลัมน์ที่สามของ a day weekly ถัดจาก บท บก. ของคุณอาคม คุณาวุฒิ และ มากกว่านั้น ของพี่โหน่ง-วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ที่ผมอ่านในทันทีที่หนังสือได้มาตกอยู่ในมือ
 
(ภายหลังจากเคยมีการพูดคุยหลังแก้วเหล้ากับพี่โจ้ วชิรา รุธิรกนก พี่โจ้ก็บอกว่าลำดับการอ่านของผมเหมือนกับเขาเลย)
 
“พี่หนุ่มแม่งอัจฉริยะ เป็นออสการ์ ไวลด์เมืองไทย” คืออีกคำพูดจากพี่โจ้ (พี่ชายคนนี้กำลังจะปรากฏอีกหลายครั้ง ต้องขออนุญาตเจ้าตัวเอาไว้ ณ ตรงนี้) โดยมีฉากหลังเป็นค่าย smallroom และมีจานข้าวกลาดเกลื่อนโต๊ะของพวกเรา ในช่วงพักเที่ยงวันหนึ่ง ระหว่างการคร่ำเคร่งปิดต้นฉบับ
 
ย้ายฉากมาที่โต๊ะไม้หน้าออฟฟิศ  a day ผมก็ได้ทราบความจริงจากอดีต บก.บห. a day คนนี้ว่า พี่หนุ่มเป็นเจ้าของเรื่องราวที่ว่าด้วยประเด็นแห่งอนาคต ในคอลัมน์ Tomorrow ของนิตยสาร a day ซึ่งเป็นหนึ่งในคอลัมน์ที่ผมชอบมากคอลัมน์ของนิตยสารเล่มนี้
 
“ซึ่งพี่หนุ่มเขียนไวมากเลยนะ” พี่โจ้ เล่า “เหมือนแกมีข้อมูลทุกอย่างอยู่ในหัวอยู่แล้ว แกก็แค่เอาข้อมูลเหล่านั้นถ่ายทอดออกมาเท่านั้นเอง”
 
ข้อความจริงนั้นทำให้ผมรู้สึกทึ่งมาก เพราะประเด็นอนาคตใน Tomorrow นั้นมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องของเทคโนโลยี ที่สามารถหาข้อมูลได้อย่างไม่ยากเย็นในเครือข่ายโลกกว้าง หรือ World Wide Web หากครอบคลุมไปจนถึง เรื่องของโภชนาการ, สภาพแวดล้อม, สัตว์, สิ่งของ และคน ที่จำเป็นต้องมีข้อมูล ความรู้ ทัศนคติ และทัศนะวิสัยมากมายพอสมควร ถึงจะถ่ายทอดออกมาได้อย่างกลมกลืนและกลมกล่อม เพราะมิเช่นนั้นบทความในกรอบความแบบนี้อาจนำไปสู่การเป็นบทความทางวิชาการได้อย่างไม่ยากเย็น
 
แต่พี่หนุ่มทำให้ข้อมูลเหล่านี้ไหลลื่นลงไปสู่ห้วงความคิด ความพินิจ และความทรงจำได้อย่างง่ายดายหมดจด
 
……
 
นับจาก ‘Mailbox’ หนังสือรวมคอลัมน์ชื่อเดียวกันในนิตยสาร Open ของพี่หนุ่ม ผมก็ไม่ได้อ่านหนังสือของพี่หนุ่มอีก ด้วยผมไม่ค่อยได้ซื้อหนังสือที่พี่หนุ่มแปลเท่าไหร่ เพราะชอบที่จะอ่านทัศนคติของเขาผ่านทางความเรียงมากกว่า กอปรกับไม่มีหนังสือเล่มใหม่จากโตมร ศุขปรีชาออกมาบ่อยครั้งนัก ซึ่งสามารถคาดเดา บวกกับคำบอกเล่าของ คุณวรพจน์ พันธ์พงศ์ ในคำนิยม ณ หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่งของพี่หนุ่มว่า งานทำนิตยสารทำให้งานเขียนหนังสือ (จริงๆ) ด้อยลง อันเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ โดยเฉพาะสำหรับผมที่ตกอยู่ในสถานภาพและสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก
 
ดังนั้นเมื่อปี 2550 มีหนังสือของพี่หนุ่มออกมาถึง 2 เล่ม ผมถึง ‘รื่นรมย์ในโลกหนกขู’ กับ ‘ลม ฟ้า อาหาร’ ผมจึงค่อนข้างตื่นเต้นและไปหาทั้ง 2 เล่มมาเป็นเจ้าของในเวลาไล่เลี่ยกัน
 
สำหรับเล่มแรกผมยังไม่ได้หยิบขึ้นมาอ่าน ในขณะที่เล่มหลังผมค่อยๆ ละเลียดอ่านทีละน้อย เท่าที่เวลาระหว่างวันจะเอื้ออำนวย และอีกมุมหนึ่ง เพื่อให้ทันเทียมกับจังหวะของตัวอักษร เรื่องราว และแนวคิดในหนังสือเล่มนี้ ที่ละเมียดในภาษาที่ใช้ ละไมในแนวความคิดที่มีต่อเรื่องราวที่ตัวเขาพบและถ่ายทอดออกมา
 
โดยไม่รู้ตัว ผมก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นอันคุ้นเคย ที่ผมไม่ได้พบมายาวนาน หลังจากที่ภาระหน้าที่รับผิดชอบในปัจจุบันได้นำพาชีวิตไปในทิศทางที่ควบคุมได้บ้างไม่ได้บ้าง โดยมีเวลาอยู่กับตัวเองลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ จนไม่มีเวลาไปเที่ยวเพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับชีวิตได้มากมายเท่าสมัยก่อน กระทั่งเชียงใหม่ที่เป็นเหมือนดั่งบ้านหลังที่สองของผม ที่เคยตั้งใจเอาไว้ว่า ในทุกๆ ปีจะต้องมีช่วงเวลาอย่างน้อย 1 ครั้งที่จะต้องขึ้นไปสัมผัสไอหนาวของสายลม อาหารอร่อยๆ แถวกาดพยอม และกลับไปรื้อฟื้นความหลังสมัยเรียนที่ มช.
 
ซึ่งในปี 2550 เป็นครั้งแรกที่ผมไม่ได้ขึ้นไปสัมผัสบรรยากาศเหล่านั้นเลย นับจากปี 2538 ซึ่งผมขึ้นไปเป็นนักศึกษาเฟรชชี่ เป็นต้นมา

ไล่มาเรื่อย จนกระทั่งถึงหน้าที่ 166 บรรยากาศนอกหน้าต่างห้องเริ่มกลับครึ้มฝน และเริ่มโปรยละอองฝนลงมาให้ได้สัมผัสความนุ่มนวลของไอเย็นที่เบื้องบนประทานลงมาให้

และราวกับอุปทาน ผมพลันได้กลิ่นอันหอมหวานของความหลังแห่งปี 2549

.......
 
อย่างที่เคยเล่าไปบ้างแล้วว่า ผมได้ก้าวเข้าไปเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสารอย่างเต็มตัวในปี 2547 ซึ่งหากใครที่เคยเข้ามาสัมผัสงานตรงนี้ ก็คงจะพอทราบถึงปริมาณความหนักหนาของเนื้องานที่ต้องสะสางให้บรรลุผลภายในระยะเวลาที่จำกัด ยิ่งเมื่อทีมงานน้อย และมีความมุ่งหมายที่จะทำให้เนื้อหาเป็นจุดขายของเล่ม งานนิตยสารก็ไม่ต่างจากแม่เหล็กดึงดูดเราออกจากทุกสิ่งอย่าง เพื่อทุ่มเทให้กับงานตรงหน้าเพียงอย่างเดียว
 
ทุกสิ่ง รวมถึง เวลา และแรงบันดาลใจ...
 
หลังจากหลายเดือนของภาระการงานอันหนักหน่วง ทั้งงานประจำที่ทำตั้งแต่ 9 โมงเช้า เรื่อยไปอาจล่วงเลยไปจนถึงเช้าของอีกวัน ผมก็รู้สึก “หมด” กับสิ่งการใดๆ ทั้งมวลของชีวิต
 
สภาวการณ์ดังกล่าวราวกับตัวผมถูกดันเข้าไปสู่สถานที่คับแคบ มืดมิด ปิดตาย และปราศจากอากาศ
 
มันผลักดันให้ผมต้องผละจากวงจรชีวิตที่เวียนวนมายาวนานออกไปสู่สถานที่ใหม่ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ที่อาจนำมาซึ่งแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้ชีวิต
 
และอีกไม่นานนัก มันก็ผลักให้ผมก้าวไปถึงสถานีขนส่งสายเหนือ หรือ หมอชิต โดยมีเป้าหมายอยู่ที่บ้านหลังที่สองของผม – เชียงใหม่
 
โดยปกติแล้ว ด้วยความที่เป็นคนถิ่นมานาน 4 ปี ทุกครั้งที่ขึ้นไปเชียงใหม่ ผมจะโทรไปนัดหมายกับเพื่อน ที่น่าจะมีที่อยู่ให้ผมได้ซุกหัว รวมทั้งมีเวลาในการสังสรรค์กันตลอดระยะเวลา 2-3 วันที่ผมไปที่นั่น หรือไม่ก็นัดเพื่อนขึ้นไปพร้อมๆ กัน ซึ่งวิธีนี้จะไม่ต่างอะไรไปกับการซื้อทัวร์ เพราะมักจะมีเพื่อนที่มีลำดับสถานที่ที่อยากจะไปอยู่ในหัวอยู่แล้ว ดังนั้นเพื่อนๆ ทั้งกลุ่มก็จะไปเที่ยวตามลำดับสถานที่ของตารางในหัวของเพื่อนคนนั้น ส่วนสถานที่ก็มักจะไปหาเกสต์เฮ้าส์ถูกๆ พักกัน
 
แน่นอน ในแง่มุมความสะดวก ทั้ง 2 วิธีต่างก็สามารถตอบสนองเราได้เป็นอย่างดี
 
แต่กับครั้งนั้น ผมตัดสินใจว่า อยากจะหลีกหนีจากวิธีเดิมๆ เหล่านั้น เพราะต้องการสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับการเดินทางบ้าง
 
ก่อนขึ้นไปเพียงวันเดียว ผมจึงโทรไปบอกให้เพื่อนหาหอพักรายวันหลังมอให้ผม และคิดเอาไว้ในใจว่า เหตุการณ์หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามครรลองของสถานการณ์ตรงหน้าก็แล้วกัน ผมจะไม่วางแผนใดๆ ให้กับตัวเอง ตลอดทั้ง 2 วันนั้น นอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์สำคัญ “กูจะไปอ่านการ์ตูน”
 
รวมไปถึงรูปแบบการเดินทาง ก่อนหน้านั้น แทบทุกครั้งที่ผมขึ้นเชียงใหม่ ผมมักจะไปและกลับด้วยเครื่องบิน เพราะเวลาอันจำกัดจากงานที่เบียดเข้ามา ซึ่งเป็นพาหนะที่ผมไม่เคยชอบเลย ด้วยความกดอากาศภายในและสถานที่อันชวนอึดอัด ในขณะเดียวกัน ในทุกครั้งที่ผมต้องเดินทางด้วยเครื่องบิน ผมจะรู้สึกได้ถึงภาวะรีบเร่งรีบร้อนที่ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตผมมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะเป็นการครอบงำ
 
ผมจึงเลือกเดินทางด้วยรถทัวร์ อย่างน้อยก็เพื่อรำลึกถึงความรู้สึกสมัยเรียนที่ต้องเดินทางนาน 14 ชั่วโมง เชียงใหม่-ชลบุรี ด้วยรถทัวร์ ซึ่งผมรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้เดินทางตอนกลางคืน โดยเฉพาะความรู้สึกที่ตื่นขึ้นมาตอนเช้า เพื่อที่จะรับรู้ว่าเป้าหมาย ที่เราคิดถึงกำลังใกล้เข้ามาถึง
 
ฟ้ามืดหมดแล้ว ผมขึ้นไปนั่งบนรถทัวร์ เพื่อที่จะพบว่าที่นั่งข้างๆ มีเพื่อนร่วมทางขึ้นมานั่งเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับสัมภาระเป็นเป้ขนาดใหญ่ที่วางไว้ตรงที่วางเท้า
 
เธอเป็นผู้หญิง ตัวขาว และผมยาว หนังสือที่อยู่ในมือของเธอ ทำให้ผมพอคาดเดาได้ว่า หากเธอไม่เป็นคนเกาหลี, ไต้หวัน ก็น่าจะเป็นคนญี่ปุ่น
 
ผมกล่าวขอทางเธอเข้าไปนั่งที่ทางด้านในข้างกระจก และนั่งจัดของจัดตัวให้เข้าที่
 
แล้วผมก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านบ้าง



‘กาแฟและชา หมาและแมว’
 
หนังสือ 1 ใน 2 เล่มที่ผมพึ่งซื้อมา และอ่านไปได้หลายบทแล้ว เพื่อที่จะเอาไปอ่านสลับจากการ์ตูนที่ตั้งใจว่าจะเช่าร้านหนังสือเช่าหลังมอ ซึ่งมีลิสต์เรื่องในใจรั้งรออยู่มากมาย ในขณะที่อีกเล่มหนึ่งคือ  ‘โลกใหญ่ใบมด’ ของ โตมร ศุขปรีชา เช่นเดียวกับเล่มแรก
 
เก้าอี้ที่ติดกัน 2 ตัวนั้นจึงเป็นเหมือนโลก 2 ใบที่แยกเราทั้ง 2 คนจากกันด้วยหนังสือคนละเล่ม
 
กระทั่งไฟรถดับลง และผมเริ่มก้าวเข้าสู่โลกแห่งนิทรา
 
หลายชั่วโมงจากนั้น ความมืดก็พลันถูกทำลายลงด้วยแสงไฟ และเสียงประกาศจากพนักงานต้อนรับประจำรถที่บอกว่า อีกไม่นานเราจะถึงจุดพักที่จังหวัดพิษณุโลก เพื่อทำธุระส่วนตัวและทานอาหาร
 
“ขอโทษนะคะ”
 
สองหูของผมพลันได้ยินประโยคภาษาอังกฤษเบาๆ จากทางข้างขวา
 
เพื่อนร่วมทางของผมนั่นเอง
 
“ครับ?” ผมตอบไปอย่างสลึมสลือ
 
“เมื่อกี๊พนักงานเขาพูดว่าอะไรน่ะคะ?” เธอถาม
 
นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้มองหน้าของเธอตรงๆ ทำให้รู้ว่าเธอก็ (คาดว่า) เป็นผู้หญิงญี่ปุ่นที่หน้าตาน่ารักทีเดียว แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้หัวใจคับพอง เพราะผมเองก็มีคนในหัวใจอยู่แล้ว แต่ผมก็รู้สึกดีไม่น้อยที่ได้พูดกับเพื่อนร่วมทางบ้าง เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ไปกลับเชียงใหม่ หรือกระทั่งที่อื่นๆ ก็ตาม ผมแทบจะได้ปริปากพูดกับเพื่อนโดยสารข้างๆ เลย จากนิสัยไม่ดีส่วนตัวที่ไม่กล้าวิสาสะกับคนที่ไม่รู้จัก ครั้งนั้นจึงแทบจะเป็นครั้งแรก
 
“เขาบอกว่า เดี๋ยวรถจะจอดเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมัน และมีเวลาพัก 20 นาทีให้ทานข้าว หรือทำธุระส่วนตัวตามอัธยาศัย” ผมตอบเธอ ในจังหวะที่รถกำลังจอดตรงสี่แยก ที่ไฟจราจรกลายเป็นไฟกระพริบแล้ว เพื่อรอจังหวะเลี้ยวขวาไปยังปั๊มน้ำมันดังกล่าว
 
แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมไม่ใช่คนที่จะชวนใครก็ตามที่เพิ่งรู้จักกันเป็นครั้งแรกได้อย่างต่อเนื่องและสนุกสนาน บรรยากาศรอบข้างเราจึงกลับมาเงียบงันอีกครั้ง

เพียงแต่คราวนี้ มีรอยยิ้มผุดขึ้นมาในระหว่างเราแล้ว จากครั้งแรกที่สายตาของทั้งคู่จดจ่ออยู่กับหนังสือและตัวเอง

เมื่อไปถึงปั๊ม ผมกับเธอก็ลงจากรถไปไล่ๆ กัน และมีเป้าหมายแรกเดียวกันคือ ห้องน้ำ

ก่อนที่ผมจะออกมา และไม่พบเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะไหนเลยสักโต๊ะเดียว

ผมจึงทานข้าวลำพัง ร่วมกับเพื่อนร่วมโต๊ะอีก 2 คนที่ต่างมาและทานแบบลำพังเหมือนๆ กัน

พอข้าวต้ม และกับข้าวเล็กๆ ตรงหน้าหมดลง ผมก็เดินไปยืดเส้นยืนสายแถวๆ รถ เพื่อที่จะได้พบเธออีกครั้งที่โต๊ะหินอ่อนไม่ไกลกัน เพียงแต่เธอไม่ได้นั่งคนเดียว แต่มีชายไทยไม่ทราบนาม ทราบแต่เป็นผู้ชายผิวคล้ำร่างโตใส่เสื้อบอลสีจัดพูดจ้ออยู่ข้างๆ โดยเธอตอบรับบ้าง เงียบขรึมบ้าง

ผมยักไหล่

เมื่อกลับมาถึงรถ ผมยิ้มให้เธอ เมื่อเรามาประจำตำแหน่งแล้ว ก่อนหน้าที่ภาพเก่าจะกลับมาประดับรถคันนี้อีกครั้ง เมื่อเราทั้งคู่ต่างก็หยิบหนังสือของตัวเองขึ้นมาอ่าน

จนกระทั่งไฟรถได้ดับลงจนสนิท

.......

นานหลายนานต่อมา แสงอาทิตย์ยามเช้าก็มากระทบกับเปลือกตาของผม ท่ามกลางอากาศที่หนาวจัดจากแอร์ของรถที่ทำให้ผ้าห่มที่ให้ผู้โดยสารทุกคนพลันบางไปถนัด ภาพแรกนอกหน้าต่างที่ได้เห็นผ่านสายตา คือภาพที่ผมหลงรักมายาวนาน
 
นั่นคือภาพนอกภูเขาสูงสองข้างทาง ที่ยังความรู้สึกชุ่มฉ่ำจากสีเขียวของต้นไม้ ที่ประอยู่หนาแน่นบ้าง เบาบางบ้างบนเขาแต่ละลูก โดยทั้งหมดต่างพร่ามัวด้วยสายหมอกขาวจางๆ ที่ปกคลุมอยู่จนเต็มบรรยากาศ
 
ภาพนั้นเป็นเหมือนดังสัญญาณที่บอกให้กับผมและทุกคนบนรถได้ทราบว่า ถนนเส้นนี้จะนำทางเราไปสู่จังหวัดลำปาง และอีกไม่นานเราก็จะได้พบกับจังหวัดเชียงใหม่
 
ชั่ววินาทีนั้น ผมรู้สึกได้ถึงความรู้สึกอบอุ่นของบ้าน
 
บ้านที่เติมหัวใจของผมให้เต็มได้ในทุกครั้งที่ผมเหนื่อยล้ากับชีวิต
 
และบ้านหลังนี้ก็รอต้อนรับผมอยู่ที่สถานีขนส่งอาเขตในอีก 1 ชั่วโมงต่อมา
 
เมื่อลงจากรถเสร็จสรรพเรียบร้อยดีแล้ว ผมก็มานั่งรถอยู่ตรงที่พักผู้โดยสารของสถานี และโทรไปตาม


เพื่อนที่ผมวานให้ช่วยจองหอพักให้มารับผมไปส่ง
 
ระหว่างที่นั่งรอนั่นเอง ผมก็หันไปเห็นเพื่อนร่วมรถสาวชาวญี่ปุ่นคนนั้น ที่เราโบกมือลากันตอนที่ลุกจากที่นั่ง ก่อนที่จะต่างคนต่างแยกย้ายลงจากรถ – แน่นอนว่า ชายไทยไม่ทราบนามคนเดิมยังคงกุลีกุจอมาพูดคุยกับเธอทันทีที่ถึงสถานี ไปจนถึงบนที่นั่งแถวถัดจากผมไป 1 แถว 
 
ครั้งนี้ ดูเหมือนว่าเธอจะมีไมตรีกับเพื่อนเจ้าของที่คนนี้มากขึ้นกว่าตอนอยู่ที่ปั๊มพอสมควร
 
ผมยิ้มให้กับภาพนั้น และหวังว่าเธอจะปลอดภัยและมีความทรงจำที่งดงามตลอดทั้งการเที่ยวเชียงใหม่ในครั้งนี้ และหากเป็นไปได้ ถ้าความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ไปด้วยกันได้ดี ก็คงจะดีไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ผมก็รู้สึกชื่นชมทุกคนที่มุ่งมั่นและพยายามเสมอ
 
แต่ก่อนที่ผมจะทันหยิบ ‘กาแฟและชา หมาและแมว’ มาอ่านต่อ เพื่อนผมก็มาถึง
 
และเราก็ทิ้งให้ภาพของหนุ่มสาวชาวไทยกับญี่ปุ่นเอาไว้เบื้องหลัง
 
.......
 
มอเตอร์ไซค์เจ้าของนิคเนม “มาโค” ที่ย่อมาจากมาโคโปโลของเพื่อนก็พาผมไปถึงหอพักแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจาก มช. ประตูเกษตร
 
แม้ว่าผมจะขึ้นไปเชียงใหม่อย่างน้อยปีละครั้ง แต่ต้องสารภาพตามตรงว่า ชั่วระยะเวลาเพียงปีเดียว ภาพความทรงจำสำหรับหลังมอของผมก็ต้องกลายเป็นอดีตไปอย่างถาวร
 
หลายสิ่งอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงไป
 
ภาพร้านค้าสไตล์ตึกแถว รถเข็นขายอาหาร สลับกับร้านเช่าหนังสือ และทุ่งหญ้ารกเรื้อรอการบุกเบิกได้กลายมาเป็นหอพักใหม่ๆ ในลุคโมเดิร์น ร้านอาหารบรรยากาศเก๋ๆ และแน่นอนที่สุด 7-Eleven สาขาใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมาจนแทบจะเต็มพื้นที่ริมถนนเส้นหลังมอ
 
ณ ชั่ววินาที ผมรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนแก่ไปในบัดดล
 
ผมเกิดความรู้สึกที่ผสมผสานกันระหว่าง ความรู้สึกเศร้าของความเปลี่ยนแปลงของสถานที่ที่เราผูกพันที่ค่อยๆ ถูกคืบคลานเข้าครอบครองของกระแสธารแห่งทุนนิยม
 
กับความรู้สึกตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจไปกับความเปลี่ยนแปลงและสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น
 
อย่างไรก็ดี ผมก็รู้สึกอ่อนเพลียเกินกว่าที่จะครุ่นคิดพิจารณาใดๆ ให้มากความ เมื่อจ่ายเงินค่าห้อง ล่ำลาเพื่อนว่าเจอกันอีกทีในโอกาสต่อไป ก้าวเข้าห้อง และล้มตัวลงนอน
 
ก่อนที่ในตอนเที่ยง ผมจะลงมาข้างล่างหอพัก และตัดสินใจทานอาหารในร้านของหอพัก ที่ก็ตกแต่ง และรังสรรค์เมนูที่ดู Cool คูล ไม่แพ้ร้านอื่นๆ รายรอบด้าน อันน่าจะตอบสนองความต้องการของเหล่านักศึกษาทั้งหลายได้เป็นอย่างดี
 
ระหว่างที่นั่งทานสเต็กสูตรของร้าน ผมก็นึกต่อไปว่า ช่วงเวลาจากนี้ผมจะทำอะไรต่อ ก่อนหน้าที่ช่วงเวลาเย็นจะมาถึง
 
“ไอ้ง่าวเอ๊ย คิงว่าจะมาอ่านการ์ตูน ก็ต้องไปเช่าการ์ตูนมาอ่านสิวะ!” ความคิดของผมตะคอกด่าสามัญสำนึกของผมกลับมาดังลั่นเป็นภาษาคำเมือง จนผมรู้สึกผิด และรีบคิดเงิน เพื่อที่จะไปร้านเช่าการ์ตูนที่ผมได้อุดหนุนเป็นลูกค้ามาตั้งแต่เริ่มตั้งร้าน
 
ร้านนี้มีชื่อว่า วาว
 
ที่ตั้งมาจากชื่อของแฟนสาวของเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นหญิงสาวคนเดียวกับรุ่นพี่ภาควิชาของผม
 
‘ก้าวแรกสู่สังเวียน’ และ ‘Death Note’ คือ 2 เรื่องที่ผมเช่ามารวมกันกว่า 15 เล่ม
 
“นี่แหละที่ฮาต้องการ” ผมบอกกับตัวเอง
 
ระหว่างที่กำลังหันซ้ายหันขวาว่าจะเดินกลับที่พัก ผมก็รู้สึกว่า สเต็กจานเมื่อกี๊ไม่สามารถทำให้ผมหายหิวได้จนชะงัด และน้ำย่อยก็ส่งเสียงโครกครากเพื่อกระตุ้นเตือนให้ผมจดจำถึงความหอมอร่อยของข้าวหมูแดง เคล้าซีอิ๊วดำ และพริกเผา แกล้มกับแกงจืดผักต้มที่นุ่มนวลปลายลิ้นของร้านข้าวหมูแดงที่อยู่ถัดจากกาดพยอมไปเล็กน้อย ซึ่งผมทานมาตั้งแต่ปี 1 เป็นต้นมา
 
ด้วยเหตุนั้น น้ำย่อยก็สั่งให้สองขาของผมค่อยๆ เดินฝ่าแสงแดดจัดช่วงเที่ยงไปสู่ร้านในห้วงคิด
 
...45 นาทีผ่านไป...
 
ผมนั่งอิ่มแน่นอยู่ที่โต๊ะแรกของร้านข้าวหมูแดง โดยมี ‘ก้าวแรกสู่สังเวียน’ เป็นเหมือนเพื่อนที่ร่วมเดินทางกันนับตั้งแต่ข้าวคำแรกไปจนถึงน้ำชาอึกสุดท้าย
 
การ์ตูนเล่มแรกจบลงไปอย่างชื่นมื่น พร้อมๆ กับคำถามที่เกิดขึ้นในหัวสำหรับเป้าหมายถัดไป หากยังไม่อยากกลับที่พัก
 
คำถามนำไปสู่ความทรงจำถึงเรื่องราวของถนนนิมมานเหมินทร์ที่ทอดยาวจากถนนหลังมอออกไปจนทะลุถนนสุเทพทางด้านหน้ามอ
 
แน่นอน สำหรับนักศึกษา คนเชียงใหม่ และนักท่องเที่ยวแห่งปัจจุบัน ถนนเส้นนี้แทบจะไม่ต่างไปจากอาร์ซีเอของกรุงเทพฯ เลย ด้วยสองข้างถนนถัดไปจากหอประชุมใหญ่ของมช. นั้นรายเรียงไปด้วยสถานที่เที่ยวยามค่ำคืนหลากหลายแห่งให้เลือกสรรกัน
 
แต่สำหรับผม นอกเหนือจากข้อเท็จจริงนั้นแล้ว ถนนเส้นเดียวกันยังเป็นเส้นทางที่พาผมและเพื่อนๆ ไปสู่หอพักของโจ้ เพื่อนร่วมคณะ ต่างภาควิชา ที่เป็นเสมือนแหล่งบัญชาการของชาวอาสาฯ ที่โจ้เป็นประธานอยู่ เท่าๆ กับเป็นที่ๆ ผม ตั้ม และเพื่อนอีกหลายคนจะไปเฮฮาไปตามประสาผู้ชายกันอยู่บ่อยครั้ง ในขณะที่เลยไปอีกนิดหนึ่ง ก็จะพบทางเข้าซอยเล็กๆ ที่จะพาเราไปถึงเซ็นทรัลกาดสวนแก้ว ห้างสรรพสินค้ายอดนิยมในช่วงเวลาของการเป็นนักศึกษาของผม 
 
แต่แล้วความทรงจำก็พาผมวกกลับมายังสวนสุขภาพใกล้ๆ กับหอประชุมใหญ่ ที่ช่วงเย็นจะเต็มไปด้วยนักศึกษาและคนรักสุขภาพที่มาออกกำลังกายกัน ตั้งแต่วิ่ง ไปจนถึงการเต้นแอโรบิค
 
แล้วภาพสุดท้ายที่พาสองขาของผมออกจากร้านข้าวหมูแดงไปถึงก็คือ ภาพเดียวกับที่ผมเห็น หลังจากที่เหงื่อแตกพลั่กจากระยะทางร่วมครึ่งกิโลใต้แสงอาทิตย์ของเชียงใหม่ช่วงหน้าร้อน
 
ร้านนมหลังมอ คือชื่อที่ผมและใครหลายคนเรียกกัน
 
แต่ในทุกครั้ง เมนูที่ผมสั่งจะไม่ใช่นม หากเป็นน้ำส้มคั้นที่ใส่มาใส่ขวดกาแฟผง ที่เข้ากันได้ดีกับขนมปังฉ่ำเนยที่สั่งมาคู่กัน
 
ปกติแล้วร้านนี้จะเต็มไปด้วยผู้คนที่มากันเป็นคู่ หรือหมู่คณะ เช่นเดียวกับผมที่มักจะมาพร้อมกับเพื่อนๆ จำนวนมากเสมอ ร้านนมจึงมักครื้นเครงไปด้วยคำพูด คำสบถ และเสียงหัวเราะของมิตรภาพ แต่อาจเพราะบ่ายวันนั้นอากาศร้อนจนคนไม่อยากออกจากบ้าน หรือหอพักก็เป็นได้ ผมจึงเป็นลูกค้าเพียงคนเดียวของร้าน และบรรยากาศจึงครึกครื้นไปด้วยความเงียบและเสียงของสายลม
 
ระหว่างที่ผมดูดน้ำส้มเข้าปาก บรรยากาศของความเงียบได้ทำให้ผมคิดไปถึงหนังเรื่อง ‘หมานคร’ ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

ฉากหนึ่งของสารพันภาพอันฉูดฉาดไปด้วยสีสันของหนัง ได้เล่าถึงการกลับไปบ้านเกิดของป๊อด (มหาสมุทร บุณยรักษ์) ความรู้สึกของป๊อด ณ ชั่วนาทีแรกที่ไปถึงบ้านก็คือ ภาพและเสียงของบุพการีของเขากับสรรพสิ่งรอบตัวท่านกลายเป็นภาพในแบบ Slow Motion ไปเสียแล้ว อันเปรียบเทียบถึงสภาพชีวิตอันสับสนวุ่นวายและรวดเร็วของสังคมกับวิถีเรียบง่ายนิ่มเนิบของสังคมชนบทได้อย่างชัดเจน

ที่นี่ ในเวลาเพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมงผมได้ทำกิจกรรมมากมายไปกว่า 3 อย่าง ใน 3 สถานที่ด้วยการเดินเท้า ซึ่งอาจไม่สามารถทำได้สักอย่างเดียวจากเวลาที่หมดไปกับชีวิตที่รีบเร่งจนเป็นกิจวัตร การจราจรที่คับคั่ง และการหาที่จอดรถอันเหมือนไม่มีสุดสิ้นในกรุงเทพฯ การได้มานั่งละเมียดไปกับอาหารว่างตรงหน้าอย่างไม่ต้องคิดถึงกิจกรรมที่จะตามมา ทำให้ผมรู้สึกสงบอย่างไม่น่าเชื่อ

ซึ่งความสงบก็มักนำไปสู่การทบทวนย่างก้าวทั้งที่ผ่านมา กำลังเป็นอยู่ และต่อไปของชีวิต
 
ถึงตอนนั้น ผมก็เริ่มรู้สึกล้าที่ขาอยู่เล็กน้อย จากร่างกายที่แทบไม่ได้ผ่านการออกกำลังกายมาเนิ่นนาน
 
การสะสมของกรดแลกติก อันเป็นต้นเหตุทำให้เมื่อยล้านี้เองที่ทำให้ผมรู้ว่า ผมควรจะทำอะไรต่อไป

.......



'It's Nice To Go Trav'ling' By Frank, Sammy, Nancy & Elvis


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
TheQueenofNostalgia วันที่ : 09/02/2008 เวลา : 11.18 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
 

คราวนี้บอกเวลาลงตอนต่อไปเลยนะ
อ่าน Mailbox แล้วอยากเขียนจนหมายถึงคุณโตมรบ้าง

ต้องขึ้นต้นว่า
คุณคะ...
ความคิดเห็นที่ 2
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 04/02/2008 เวลา : 16.40 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

น่าอ่านจัง
ความคิดเห็นที่ 1
ความสุขบนทางเปลี่ยว วันที่ : 04/02/2008 เวลา : 16.08 น.
http://www.oknation.net/blog/amonratfon

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆๆ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน