• JACKPOT329
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jack_music@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 26
  • จำนวนผู้ชม : 9739
  • จำนวนผู้โหวต : 14
  • ส่ง msg :
ดนตรีวิวัฒน์
คนรักเพลง...บรรเลงชีวิต
Permalink : http://www.oknation.net/blog/jackpot329
วันพฤหัสบดี ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551
Its Nice To Go Travling (part 2)
Posted by JACKPOT329 , ผู้อ่าน : 267 , 15:17:41 น.   | หมวดหมู่ : Are You Experienced   Legend Of A Mind  
พิมพ์หน้านี้


ตกเย็น แสงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงสู่เบื้องล่าง ในขณะเดียวกับที่ผมในชุดเสื้อยืด กางเกงขาสั้น  และรองเท้าผ้าใบคู่ชีพ ก็เดินหน้าจากหอพัก โดยมีปลายทางอยู่ที่สนามรักบี้ทางหน้ามอ สถานออกกำลังกายประจำของผมนับตั้งแต่อยู่ปี 3
 
ในยามแรกเจอ ระยะทางรอบสนามราว 700 เมตรช่างเป็นความท้าทายของผู้ชายวัยสิบกว่าๆ ตอนปลาย ที่ออกกำลังกายอย่างจริงจังทุกๆ วัน นอกเหนือจากการเรียน รด. ปี 3 ในตอนปี 3 ของการเรียนมหาวิทยาลัย
 
แต่ในยามล่าสุดนี้ที่เจอ ระยะทางเดียวกันนั้นกลับเป็นระยะทางไกลที่ยากจะทำให้บรรลุได้โดยง่ายดาย 3 รอบติดต่อโดยไม่เหน็ดเหนื่อยมากมายในสมัยแรก ได้ผกผันกลายเป็นทีละรอบสลับเดิน โดยความเหนื่อยล้าได้มาเยือนในครั้งแล้วครั้งเล่าจนแทบจะไม่สามารถวิ่งให้ครบรอบได้
 
ความตั้งใจที่จะวิ่งให้ถึง 5 รอบจึงกลายเป็นหมันไปโดยปริยาย ด้วยสังขารที่ไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย
 
ถึงตอนนั้น ฟ้าก็คล้ายว่าจะถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดและแสงดาวที่ค่อยๆ ทยอยผุดขึ้นมาตรงนั้นตรงนี้จนทั่วไปหมด
 
จากสนามรักบี้ ผมก็ค่อยๆ เดินเลียบไปตามทางเดินของมหาวิทยาลัยที่ทำเชื่อมเกือบทุกส่วนของมอเอาไว้ เพื่อคนที่ไม่มีพาหนะจะได้เดินทางไปภายในมอ เรื่อยไปจนถึงหน้ามอข้างมอและหลังมอได้สะดวกที่สุด
 
ผมค่อยๆ เดินไป พร้อมทั้งดูสองข้างทางไปเรื่อยๆ เพื่อซึมซับความรู้สึกและบรรยากาศของบ้านหลังนี้ให้เต็มที่มากที่สุด
 
จากหน้ามอ ผมเดินเลาะมาจนถึงซุ้มของภาควิชาของผม ที่ปัจจุบันเหลือเพียงฐานสีขาว จากเดิมที่เป็นซุ้มไม้สีขาว ไว้เป็นที่นั่ง ที่พูดคุย ที่กินเหล้า ที่เล่นไพ่ ที่รับน้อง ที่ทะเลาะ ที่หัวเราะ ที่ร้องไห้ ที่รัก และอีกสารพันอารมณ์ ความรู้สึก และเหตุการณ์ในยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของผม และเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ภาควิชา
 
แม้ว่าทุกอย่างจะกลายเป็นเพียงความหลังแล้วก็ตาม
 
ถัดไปบนเนินหญ้าที่ผมเคยเดินขึ้นลงมาจนนับครั้งถ้วน ด้วยบนยอดเนินนั้นเป็นที่ตั้งของภาควิชาของผม และเชื่อมต่อไปยังตึกเรียนของคณะ, สโมสรนักศึกษาของคณะ และโรงละคร ผมตัดสินใจนั่งพักอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนหน้าภาควิชา (หลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีการปลดป้ายภาควิชาลง และติดป้ายคณะเข้าไปแทนที่แล้ว)
 
ตรงนั้น ผมเคยนั่งเพื่อรอเพื่อนๆ ก่อนหน้าที่จะพากันเข้าประตูกระจกติดฟิล์มเพื่อขึ้นไปทำงานกันที่สตูดิโอข้างบน ที่เป็นสถานีจัดรายการวิทยุของมหาวิทยาลัยด้วย
 
ซึ่งบริเวณเดียวกันนั่นเองก็เป็นที่ๆ ผมและเพื่อนๆ รวมทั้งพี่ๆ และน้องๆ ผู้ชายรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้มาโดนทรมานกรรมอันเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนจากรุ่นพี่ถึงรุ่นน้องกันที่นี่
 
แต่ความโรแมนติกทั้งหลายก็พังทลายสิ้น เมื่อผมรู้สึกหิวอีกครั้ง
 
และมันก็ได้นำทางผมไปถึงหอพัก 7 ชาย
 
สมัยเรียนผมจะไปทานมาม่าที่นั่นบ่อยมาก ด้วยมีมาม่า และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้ออื่นๆ ให้เลือกหลากหลายรสชาติ ที่แม้ว่าเครื่องเคียงจะไม่มีอะไรมากไปกว่าหมูสับ, ไข่ลวก และผัก แต่มันก็ลงตัวสำหรับนักศึกษาทุนน้อยและกำลังหิวโหยได้เป็นอย่างดีนัก
 
และท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของหลากหลาย มาม่าของร้านนั้นยังคงสูตร วัตถุดิบเครื่องเคียง และบรรยากาศของร้านเอาไว้ได้ดังเดิม นอกเหนือจากมาม่าที่มีรสเพิ่มมาให้เลือกสรรตามวันเวลาที่ผ่านไป
 
ในพริบตา มาม่าในชามก็กลายเป็นความว่างเปล่า
 
ขณะที่เวลาในค่ำคืนนี้ยังเหลืออีกมากมายเหลือเกิน
 
ความทรงจำเลาๆ ได้เล่าให้ผมฟังว่า ต้อม เพื่อนภาควิชาได้เปิดแบล็คแคนย่อนขึ้นที่ถนนคนเดิน
 
แล้วถนนคนเดินมันอยู่ที่ไหน และเป็นอย่างไรกันล่ะ?
 
จะเหมือนกับ Walking Street ของพัทยาไหม?
 
ด้วยความขับข้องใจนี้ เมื่อเดินออกมาจนถึงหอพัก ผมจึงรีบกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า และออกมาเมียงมองหารถสองแถวที่เราเรียกกันว่า “รถแดง” คันว่างๆ ที่น่าจะเต็มใจพาผมไปถนนคนเดินสักคัน คำตอบของผมจะมาถึงเร็วหรือช้า ขึ้นกับว่ารถแดงจะพาผมไปถึงได้เมื่อไหร่
 
“ไปถนนคนเดินครับ” ผมบอกกับคนขับแบบนี้ ซึ่งเขาก็ตอบผมมาอย่างใจดีว่า
 
“ถนนคนเดินอันไหนครับ มันมี 2 อัน”
 
แน่นอนว่า ผมที่ไม่รู้จักมันมาก่อนย่อมไม่รู้หรอกว่า ถนนคนเดินเส้นไหนที่อยู่ในละแวกของร้านต้อม แต่เมื่อพี่คนขับได้บอกกับผมว่า
 
“ใช่ ถนนคนเดิน ราชดำเนิน หรือเปล่า?”
 
แม้ผมจะงงๆ อยู่บ้างว่า เชียงใหม่มีถนนราชดำเนินด้วยหรือ และจะมีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตระหง่านอยู่ตรงกลางด้วยหรือเปล่า 1 ปีที่ผ่านไปมีผลต่อเชียงใหม่ขนาดนี้เชียวหรือ แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธ และรีบขึ้นรถ
 
และเมื่อไปถึง ผมก็ได้พบกับถนนคนเดินสมใจ

ภาพจาก esanlanna.bloggang.com
 (ขอขอบคุณภาพถนนคนเดินจาก esanlanna.bloggang.com )

โดยผิวเผิน ที่นั่นก็ไม่อะไรแตกต่างไปจากถนนขายของตอนกลางคืนในกรุงเทพฯ สักเท่าไหร่ ด้วยภาพสองข้างทางที่เต็มไปด้วยของที่มาวางขาย และผู้คนที่เดินกันไปมาขวักไขว่
 
แต่สิ่งที่ทำให้ถนนคนเดินของเชียงใหม่มีสัมผัสที่ต่างไปก็คือ ผู้คนและบรรยากาศ
 
แม้ผู้คนจะมีปริมาณมาก และนอกถนนใหญ่ตรงสุดถนนก็คลาคล่ำไปด้วยการจราจรที่คับคั่ง แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงความเนิบงามอันเป็นเอกลักษณ์ของคนเหนือได้อย่างชัดเจน
 
หลายสิ่งสามารถสะดุดใจผมได้นับตั้งแต่สัมผัสแรก ไม่ว่าจะเป็น ภาพของเด็กนักเรียนที่รำฟ้อนในแบบล้านนากลางถนน พร้อมกับกระป๋องเงินตรงหน้า หรือแผงขายเทปซีดีเพลงคำเมือง ทั้งในแบบดั้งเดิม และร่วมสมัย
 
แน่นอน – ผมเสียเงินไปมากพอดูกับสารพันสิ่งเหล่านี้
 
และหลังจากที่ผมได้ชมการแสดงของนักเรียนในงานประกวดหรือฉลองอะไรสักอย่างอยู่ร่วมชั่วโมง ในที่สุด ผมจะได้พบกับร้านอาหารผสานกาแฟที่หมายมั่นตรงสุดถนนนั่นเอง
 
ผมจึงกลับที่พักด้วยความรู้สึกทั้งอิ่มท้อง และอิ่มเอมกับภาพบรรยากาศที่เพิ่งได้พบ
 
แล้วจบท้ายวันด้วยการอ่านการ์ตูน ให้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อพรุ่งนี้มาถึง ผมก็ต้องคืนหนังสือการ์ตูนทั้งหมด เพื่อตระเตรียมตัวในการกลับบ้าน

.......
 
รุ่งขึ้น ผมนอนตื่นสาย

สายอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน จนราวกับเป็นการเอาคืนของร่ายกายที่ถูกปรับสภาพให้ต้องเผชิญกับเวลานอนอันน้อยนิดและตื่นเร็วในแทบทุกวันเป็นเวลายาวนานหลายเดือน
 
ผมค่อยๆ ยกตัวขึ้นอย่างช้าๆ และเกียจคร้าน ซึ่งทันทีที่ขยับตัวผมก็ได้ยินเสียงของตกทางด้านข้างตัว
 
นั่นคือส่วนหนึ่งหนังสือการ์ตูนที่ผมเพียรอ่านให้ถึงหน้าสุดท้ายของเล่มสุดท้ายให้จงได้ หลายเล่มจึงระกะอยู่ข้างตัวผมจนกระทั่งผล็อยหลับไปอย่างหมดแรง
 
เมื่อสะบัดหัวเรียกสติสัมปชัญญะจนกระทั่งกลับมาเข้าที่แล้ว ผมก็ก้าวเข้าไปอาบน้ำ เพื่อเตรียมตัวเข้ามออีกครั้ง
 
แม้ตัวจะยังอยู่ในห้อง แต่ใจและท้องของผมต่างก็ล่วงหน้าไปถึง อาคารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ อมช. แล้ว
 
ที่นี่เป็นหลักฐานหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า นอกเหนือจากค่าครองชีพของคนเชียงใหม่จะอยู่ในระดับที่เป็นมิตรมากกว่ากรุงเทพฯ อยู่หลายเท่า หากค่าครองชีพในสถาบันศึกษาก็ยิ่งเพิ่มดีกรีระดับมิตรภาพยิ่งขึ้นไปอีก
 
15 นาที หลังจากที่อาบน้ำเสร็จ ข้าวแกง 3 อย่างราคา 14 บาทก็ควันฉุยอยู่ในมือผม
 
ผมเดินไปหาโต๊ะว่างๆ นั่ง เพื่อปรีเปรมให้เต็มที่กับอาหารตรงหน้า
 
ระหว่างที่ทานผมก็ชะเง้อซ้ายส่ายหน้าไปขวาดูสภาพของตึก อมช. ไปรอบๆ ซึ่งแม้วันนั้นจะเป็นช่วงสายของวันอาทิตย์ แต่ก็ยังมีคนมาใช้บริการห้องอาหารอยู่พอสมควร
 
ในเสี้ยวคิดหนึ่ง ผมก็บอกตัวเองว่า บางทีหลายคนจากจำนวนนี้อาจจะนั่งต่อเนื่องมาจากคืนก่อนก็เป็นได้ เพราะสำหรับนักศึกษา มช. ประโยชน์ใช้สอยของที่ทำการ อมช. มิใช่เพียงเป็นสถานที่รวมตัวของชาวกิจกรรมแห่งชมรมต่างๆ หรือของคนผู้หิวโหยเท่านั้น หากยังเป็นสถานที่อ่านหนังสือยามค่ำคืนอีกด้วย
 
โดยเฉพาะวันที่เกิดเหตุอยู่ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่การสอบไฟนอลเริ่มงวดเข้ามา ผมจึงไม่แปลกใจหากโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ในตอนนั้นจะเพิ่งโดนผละไปโดยนักศึกษารุ่นน้องผู้แสนขยันบางคน
 
ไม่นานนัก ภารกิจตรงหน้าของผมก็สิ้นสุดลง เพื่อรอให้ผมได้เริ่มต้นอะไรซักอย่างต่อไปอีก
 
แต่ก่อนที่จะได้คิดอะไรต่อไป ผมก็หันกลับมาดูกองหนังสือการ์ตูนที่อัดแน่นอยู่ในย่าม ที่เกือบครึ่งในจำนวนนั้นกำลังรอคอยการพลิกอ่าน
 
แต่หลังจากหนึ่งวันกว่าๆ ของการพักในหอ ทำให้ผมเบื่อห้องพักตัวเองขึ้นมา ความคิดจึงผันไปนึกถึงสถานที่เหมาะๆ ในการอ่านการ์ตูนเหล่านี้ให้จบลงให้ได้
 
แล้วผมก็นึกถึงมาม่าตาลน และร้านสวนนม ที่หลบตัวอยู่ในซอยหลังมอ
 
แม้ว่าผมจะพึ่งอิ่มข้าว แต่การไปอ่านการ์ตูนรอน้ำย่อยเรียกร้องหาอาหารมื้อถัดไปพลางๆ ในร้านบรรยากาศดีๆ ก็เป็นเรื่องที่ไม่เลวเลยไม่ใช่หรือ
 
ว่าแล้วผมก็ค่อยๆ คลำทางไปร้านสวนนมจากความทรงจำอันเลือนราง

 ไม่นานจนเหนื่อยหอบ ผมในเหงื่อโซมตัวก็มาถึงร้านสวนนม ที่แฟนเพลงของพี่หนึ่ง Sleeper One คงเคยได้ผ่านตามาบ้าง จากส่วนคำขอบคุณในปกอัลบั้มของพี่หนึ่ง ที่มักมีชื่อร้านอยู่ในลิสต์ด้วยเสมอ ซึ่งหากใครที่ได้เคยมาทานอาหาร หรือกระทั่งมานั่งทานนมกับคนรักที่นี่ก็คงจะมีความรู้สึกดีๆ อันไม่แตกต่างที่จะติดตัวและติดใจในยามกลับไปเพื่อจะได้กลับมาอีกครั้ง ด้วยบรรยากาศเงียบๆ ช่ำชื่นด้วยสีเขียวของต้นไม้รอบๆ ร้าน ที่ตั้งอยู่ห่างจากถนนใหญ่พอสมควร ทำให้บรรยากาศโรแมนติกนัก
 
แม้ว่าที่นี่จะเปลี่ยนที่มาแล้ว 2 ครั้ง ทว่าสถานที่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงบรรยากาศและรสนิยมของร้านนี้ไปได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวร้านที่เป็นบ้านไม้ แต่ที่มีสายน้ำไหลผ่านอยู่ทางด้านหน้า มีโต๊ะเล็กๆ น้อยๆ ให้ลูกค้านั่งกันแบบอบอุ่นไม่เบียดเสียด มีของประดับร้านน่ารักๆ มีมันบด และมีมาม่าตาลน
 
มาม่าตาลนเป็นมาม่าต้มยำโดยมีเครื่องเคียงเป็นข้าวโพด, แครอท และผักอื่นๆ ซึ่งผมจะพยายามไปทานทุกครั้งที่มาเชียงใหม่
 
สำหรับครั้งนี้ หลังโอวัลตินเย็นแก้วพอเหมาะมือ การ์ตูนผมก็ค่อยๆ ผ่านตาไปเล่มแล้วเล่มเล่า จนกระทั่งโอวัลตินหมดแก้ว นาฬิกาข้อมือผมก็บอกเวลาบ่ายโมง ครึ่งชั่วโมงจากนั้นจึงเป็นเวลาของมาม่าตาลน
 
แต่ความตั้งใจเดิมที่จะจัดการกับการ์ตูนให้หมดไปก็ดูจะไม่เป็นจริงได้ง่ายๆ

Death Note

 
เพราะหากใครที่เคยอ่าน ‘Death Note’ ก็คงจะทราบได้ว่า แม้จะแต่ละเล่มจะมีจำนวนหน้าและความหนาไม่มากมายอะไร หากเนื้อหาที่ส่วนใหญ่แสดงถึงการชิงไหวชิงพริบในทางจิตวิทยาระหว่างตัวละครก็ทำให้แต่ละหน้าผ่านไปด้วยเวลาที่ค่อนข้างยาวนานกว่าปกติ
 
ผมจึงต้องย้ายตัวเองจากร้านสวนนมกลับห้องเพื่อที่จะสานต่อความตั้งใจนั้น โดยมีแผนคร่าวๆ ว่าก่อนหน้าที่จะกลับไปสถานีขนส่งอาเขต ผมจะแวะไปทานข้าวเย็นปิดท้ายที่ร้าน กินเส้น ที่กาดสวนแก้ว เป็นการส่งท้าย
 
แต่ในที่สุดผมก็ทำไม่สำเร็จ
 
ผมไม่สามารถอ่าน ‘Death Note’ จนจบได้ เพราะเวลาเหลืออีกไม่เท่าไหร่ก็จะ 5 โมงเย็นแล้ว ผมมีเวลาอีกไม่มากที่จะได้อร่อยไปกับเมนูอาหารเส้นที่ร้านกินเส้น และด้วยสาเหตุสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผมยังไม่ได้ซื้อตั๋วรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ เลย ด้วยความตั้งใจตั้งแต่แรกว่าจะใช้ชีวิตแบบไม่วางแผนล่วงหน้านานๆ และก้าวไปทีละย่างตามแต่สถานการณ์จะพาไป
 
ซึ่งเมื่อผมเช็คเอ๊าต์หอพักที่ผมอยู่มาร่วม 2 วัน และเดินไปจนถึงกาดสวนแก้ว สถานการณ์ก็พาผมไปพบกับป้ายโฆษณาที่แขวนเอาไว้ในห้าง
 
“Voice Studio proudly presents
Joseph and the Amazing Technicolor DreamCoat”
 
ละครเวทีในแบบ Musical ของ Andrew Lloyd Webber และ Tim Rice ที่ผมโปรดปรานมายาวนาน นับตั้งแต่ซื้อในรูปแบบเทปคาสเส็ตต์ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนที่จะขยับขยายมาเป็นซีดีเมื่อปีที่แล้ว (2550) เมื่อ Universal ได้นำงานของ Andrew Lloyd Webber มาออกแบบชุดใหม่อีกครั้ง โดยครั้งนี้เป็นเวอร์ชั่นของคนไทย จากการกำกับการแสดงของ พี่ต้อ-มารุต สาโรวาท

Joseph เป็นเรื่องราวที่ดึงมาจากส่วนหนึ่งของตำนานโบราณของศาสนาคริสต์ ว่าด้วย โจเซฟ หนึ่งในลูกชายทั้ง 12 คนของเจคอป (หรือยาขอป) ต้นตระกูลของอิสราเอล และด้วยรูปกายที่งดงามเหมือนแม่ ที่เป็นภรรยาคนที่เจคอปรักมากที่สุด เขาจึงเป็นลูกชายคนโปรดของเจคอปที่พิสูจน์ความรักของเขาที่มีต่อลูกชายคนนี้โดยมอบเสื้อโค้ตหลากสีสันอันงดงามให้กับเขา ยังความเกลียดชังให้กับพี่ชายที่เหลือเป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือจากความขัดเคืองที่ถูกโจเซฟที่มีนิมิตวิเศษสามารถทำนายฝันได้ว่า เมื่อยามเติบโตพี่ชายทั้ง 11 จะต้อยต่ำเป็นเบี้ยล่างให้กับตัวเขาที่เติบใหญ่เป็นคนโตในแผ่นดิน
 
ในที่สุดโจเซฟจึงถูกพี่ชายกำจัด และโชคชะตาก็พัดพาให้โจเซฟถูกพาตัวไปอียิปต์ในฐานะของทาส...


David Easter (Pharaoh) และ Jason Donovan

เพลงนำของละครเวทีเรื่องนี้คือ ‘Any Dream Will Do’ ซึ่งไพเราะมากๆ โดยเฉพาะถ้อยคำในเนื้อเพลงของทิม ไรซ์ ผ่านเสียงร้องของ Jason Donovan สามารถสื่อถึงความช่างคิดช่างฝันของโจเซฟออกมาได้อย่างงดงามและจับใจมาก
 
“A crash of drums, a flash of light
My golden coat flew out of sight
The colours faded into darkness
I was left alone

“May I return to the beginning
The light is dimming, and the dream is too
The world and I, we are still waiting
Still hesitating
Any dream will do”

แต่ถึงแม้ว่าผมจะชอบละครเวทีในรูปแบบนี้มาก แต่ผมก็ยังไม่เคยได้ดูละครเวทีมิวสิคคอลของแอนดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์เลยสักครั้ง เคยแต่ดูโชว์ที่รวมเอาเพลงเด่นๆ ของเว็บเบอร์มาเล่นโชว์ในคราวเดียว เมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่ที่เชียงใหม่ ขณะที่พลาดการแสดงเรื่องของโจเซฟ โปรดักชั่นของต่างประเทศที่กรุงเทพฯ เมื่อหลายปีก่อนไปอย่างน่าโมโหตัวเอง ดังนั้นเมื่อเห็นป้ายดังกล่าว ผมจึงรีบเลื่อนสายตาที่แทบเก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ไปที่วันและเวลาแสดง
  
“5th February 2006 Showtime 07.00 P.M.”

รอบสุดท้ายของการแสดง และเป็นรอบเดียวที่ผมยังทันชมอยู่ในชั่วนาทีที่เดินไปถึงบูธประชาสัมพันธ์ของกาดสวนแก้ว
  
เมื่อลองคำนวณในใจ อัลบั้มโจเซฟที่ผมเคยฟังจะยาวประมาณชั่วโมงกว่าๆ หากเริ่มตอน 1 ทุ่ม ก็จะออกจากโรงประมาณเกือบๆ 3 ทุ่ม

เฉียดฉิวกับรถทัวร์เที่ยวสุดท้าย

แต่ด้วยความอยากดู กอปรกับพยายามบอกตัวเองว่า

”ช่างมันวะ มาคราวนี้ เราไม่มีแผน ไม่มีอะไรต้องกลัวอยู่แล้วนี่หว่า”

ผมจึงตัดสินใจขึ้นลิฟต์ไปชั้น 5 ของกาดสวนแก้ว ที่ครั้งสุดท้ายที่ผมได้ขึ้นไปก็คือ เมื่อครั้งที่ไปดูโชว์รวมเพลงของเว็บเบอร์ ผมมองซ้ายขวา เพื่อหาที่ซื้อตั๋ว ก่อนที่จะเดินรี่เอาเงิน 500 บาทไปแลกบัตรผ่านไปสู่โลกแห่งละครเวทีของชายรูปงามในเสื้อโค้ตหลากสีเรื่องนี้

เมื่อบัตรใบนี้มาอยู่ในมือ ผมก็มีเวลาเหลืออีกร่วม 2 ชั่วโมงในการไปเยี่ยมร้านเทป Oscar ที่เป็นสถานที่สำคัญหนึ่งที่หล่อหลอมประสบการณ์ในการฟังเพลง ผ่านทางเทปทั้งไทยและสากลจำนวนมากให้แก่ผม จนเป็นวัตถุดิบในการทำงานในภายหลังอย่างเหลือเฟือ

ก่อนที่จะตามด้วยอาหารเส้นที่ร้านกินเส้น

…อร่อย...

กระนั้นหลังจากที่อิ่มหนำ ผมก็ยังมีเวลาเหลือพอที่จะอ่านหนังสืออีกหลายหน้า ผมจึงหยิบ ‘โลกใหญ่ใบมด’ ขึ้นมาอ่าน หลังจากที่อ่าน ‘กาแฟและชา หมาและแมว’ จบไปตั้งแต่คืนก่อน

 
เนื้อหาในนั้น พี่หนุ่มได้แนะนำให้ผมได้รู้จักเพื่อนร่วมโลกเพิ่มเติมขึ้นอีกมากมาย ทั้งในด้านผิวเผินและมุมลึก ไม่ว่าจะเป็น กระรอก, มด หรือกระทั่งแบคทีเรีย

มันทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด อย่างน้อยก็ในแง่มุมที่ว่า แท้ที่จริงแล้วโลกไม่เคยเป็นของมนุษย์แต่อย่างใด แล้วเราก็ช่างเล็กจ้อยและเบาปัญญาเสียเหลือเกินกับการยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของตัวเองโดยไม่รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

แต่ราวกับโลกอันงดงามผ่านตัวหนังสือนั้นถูกกดปุ่ม Pause ในทันทีที่ไฟของโรงละครดับลง และเสียงเครื่องดนตรีเล่นเพลง ‘Prologue’ อันเป็นท่อนโหมโรงของเรื่องได้ดังขึ้น
 
แล้วชั่วนาทีหลังจากนั้นไป โลกใหญ่ใบมดก็เปลี่ยนไปสู่โลกแห่งสารพันสีสันของโจเซฟ
 
.......
 
ในที่สุด เมื่อโจเซฟและชาวคณะได้ออกมาร้องและเต้น Finale ในเพลง ‘Joseph Megamix’ ผมที่กำลังอิ่มเอมกับโปรดักชั่นตรงหน้าก็ยกมือซ้ายขึ้นมาดูเวลา ตำแหน่งของเข็มสั้นและเข็มยาวได้แสดงความยินดีกับผมว่า ตัวเองกะเวลาเอาไว้ไม่ผิดพลาดเลยสักนิด เพราะอีกเพียงไม่ถึง 3 นาทีก็จะเข้าสู่เวลา 3 ทุ่ม
 
ผมจึงต้องตัดใจจากภาพตรงหน้า ที่อาจมีการส่ง ท้ายพิเศษๆ อันใดอีกก็เกินจะทราบได้ เพราะผมรีบพาตัวเองออกมาจากโรงละคร ถลาลงไปชั้นล่าง และข้ามถนนไปฝั่งสิบสองห้วยแก้ว เพื่อโบกรถแดงไปอาเขต
 
หากใครได้เคยหยิบแผนที่เมืองเชียงใหม่ขึ้นมาดู ก็คงจะพอทราบว่า ตำแหน่งที่กาดสวนแก้วอยู่กับสถานที่ตั้งของอาเขตนั้นมีระยะทางกางกั้นอยู่ห่างไกลเพียงใด มิใยต้องพูดถึงการจราจรที่คับคั่งของยามค่ำคืนวันอาทิตย์
 
ครึ่งชั่วโมงของการเดินทางนั้นน่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่นานที่สุดอีกครั้งหนึ่งของชีวิตผม ความกดดันที่ผมได้ปล่อยวางไปตลอด 2 วันคล้ายกับได้เข้ามาจับจองพื้นที่ในความรู้สึกของผมอีกครั้ง และบางทีอาจเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนหน้าที่วันพรุ่งนี้ของการทำงานจะมาถึง
 
ทันทีที่รถแดงจอด ผมก็จ่ายเงิน และรีบไปยังเคาเตอร์ขายตั๋วที่ใกล้ที่สุด เพื่อที่จะพบว่า ได้หมดเวลาการจองตั๋วไปตั้งแต่ช่วงหัวค่ำแล้ว
 
ผมจึงหันเหทิศทางตัวเองไปสู่รถแดงอีกครั้ง เพื่อให้พาผมไปยังอีกสถานีขนส่งหนึ่ง
 
เพียงแต่เปลี่ยนจากทางถนนยางมะตอยสลับคอนกรีตไปเป็นถนนอากาศเท่านั้น
 
เวลาผ่านไปนานกว่าการเดินทางก่อนหน้า แต่ความกดดันในตัวผมกลับพลันลดลงอย่างประหลาด ในหัวของผมไม่ได้คิดเหมือนที่เคยคิดในช่วงหลายนาทีก่อนว่า หากผมตกเครื่องบิน ผมจะทำอย่างไรต่อไป
 
ไม่ต่างจากคริสต์ศาสนิกชน หรือชาวมุสลิมที่มอบชีวิตและสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปของชีวิตเป็นไปตามกำหนดของพระเจ้า ผมก็ตัดสินใจปล่อยวางตัวเองไปตามธรรมชาติและสถานการณ์ตรงหน้า
 
ผมจึงไม่ร้อนรนใดใดอีก เมื่อไม่มีเที่ยวบินใดๆ ในคืนนั้นที่จะพาผมกลับกรุงเทพฯ อีกแล้ว 8 โมงเช้าของวันพรุ่งคือรอบที่เร็วที่สุดที่ผมจะไปได้
 
ผมจึงจองตั๋วเครื่องบินเที่ยวนั้น และโทรศัพท์สายแรกของการเดินทางครั้งนี้นับตั้งแต่แยกจากเพื่อนที่หอพัก เพื่อโทรหาออกัส เพื่อนสนิทคนหนึ่งของผม เพื่อขอที่ซุกหัวในคืนนี้
 
ทว่าหลายครั้งผ่านไป ออกัสก็ยังไม่รับสาย ผมจึงเปลี่ยนใจไปโทรหา หนุ่ย เพื่อนสนิทอีกคนแทน
 
ครั้งนี้โชคดีที่เพียงโทรไม่กี่ครั้ง หนุ่ย ก็รับสาย แม้สุ้มเสียงจะบ่งบอกว่ามันได้เข้านอนไปแล้วก็ตาม และรับคำว่าจะมารับผมที่แอร์พอร์ตและจะไปส่งผมกลับมาที่นี่ในช่วงเช่า ก่อนที่มันจะไปสอนหนังสือที่ มช.
 
ผมนัดกับหนุ่ยว่าจะรออยู่ตรงแถวๆ ประตูของบริเวณที่จอดรับคนทางด้านหน้า เมื่อวางหูเสร็จสรรพเรียบร้อย ผมก็หอบของออกมานั่งตรงที่นัด
 
เก้าอี้ที่ผมนั่งเป็นเก้าอี้แบบแถวที่มี 3 ตัวเชื่อมเข้าไว้ด้วยกันด้วยโครงเหล็กสีดำ หลังจากที่ผมนั่ง ก็มีผู้ชายอีก 2 คนมานั่งอยู่ด้วย ท่าทางของเขา 2 คนน่าจะรอขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯเที่ยวสุดท้ายกัน
 
ระหว่างที่รอ ผมก็หยิบ ‘โลกใหญ่ใบมด’ ขึ้นมาอ่านต่อ
 
ในขณะที่อ่าน ผมก็เริ่มสังเกตว่า ผู้ชายที่นั่งข้างๆ เริ่มหันมามองสิ่งที่อยู่ในมือผมอยู่เป็นระยะ แต่ผมก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมากมายนัก จนกระทั่งเขาได้ทักขึ้นมาว่า
 
“ไปดูโจเซฟมาหรือครับ?”
 
ผมถึงได้เงยหน้าไปทางซ้าย และพบว่าผู้ชายคนที่ถามผมคือ พี่ต้อ มารุต และคนที่นั่งข้างๆ เขาคือ ป้าแจ๋ว-ยุทธนา ลอพันธ์ไพบูลย์ ที่ร่วมแสดงนำด้วย (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะรับบทเป็น เจคอป) ทั้งคู่ต่างมองมาที่ตั๋วโจเซฟที่ผมใช้คั่นหนังสือเอาไว้

“ครับ ผมชอบเรื่องนี้มานานแล้วครับ” ผมตอบ

”แล้วชอบโชว์ไหมครับ” พี่ต้อถามต่อ

“ก็โอเคเลยนะครับ” ผมตอบไปตามตรง “ปกติผมเคยฟังแต่เพลง ก็ยังนึกไม่ออกว่าพอปรับมาเป็นการแสดงแล้วมันจะได้ความต่อเนื่องแบบในอัลบั้มเลยหรือเปล่า แต่ที่ออกมาก็ลื่นไหลดีครับ”
 
“โปรดักชั่นก็จะย่อลงมาจากเวอร์ชั่นของบรอดเวย์บ้าง แต่ก็ใกล้เคียงมากแล้วครับ” พี่ต้อ ตอบยิ้ม “เราเต็มที่กับมันมาก และผลตอบรับที่นี่ก็ถือว่าน่าพอใจมาก”

ยังไม่ทันที่พี่ต้อหรือผมจะพูดอะไรต่อ การสนทนาของเราก็จบลง เมื่อป้าแจ๋วได้สะกิดเรียกให้ไปขึ้นเครื่อง ผมจึงยกมือไหว้อำลา 2 รุ่นใหญ่แห่งวงการละครไทยทั้ง 2 ท่าน

ไล่เลี่ยกับเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น
 
“ฮัลโหล กูมาถึงแล้ว มึงอยู่ไหนวะ” เสียงหนุ่ยกรอกมาตามสาย

“กูก็อยู่ประตูทางด้านหน้าไง” ผมตอบไป

“ไหนวะ กูเดินทั่วตรงที่นั่งผู้โดยสารอาเขตแล้วเนี่ย” เสียงหนุ่ยยังคงพึมพำที่ปลายสาย

“อะไรนะ มึงว่ามึงอยู่ที่ไหนนะ” ผมโพล่งถามไปทันทีที่หนุ่ยบ่นจบ

“อาเขตไง”

“ไอ้บ้า กูอยู่แอร์พอร์ต” ผมบอกไปอย่างร้อนรน
 
“อ้าว ห่าเอ๊ย เออๆ เดี๋ยวกูเข้าไป”

แล้วหนุ่ยก็วางสายไปด้วยความรู้สึกที่คาดเดาได้ว่าเซ็งสุดๆ ถึงเราจะเรียนสื่อสารมวลชนกันมา แต่การสื่อสารก็ยังคงมีการผิดพลาดกันได้อยู่เสมอๆ

แต่ผมก็ไม่ได้บ่นนาน ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก

ออกัสโทรกลับมา

“ฮัลโหลว่าไงวะ” เสียงออกัสดังออกมาจากโทรศัพท์

“กูตกเครื่องบินคืนนี้ว่ะ เลยจะขอค้างกับมึง เพราะกูได้เที่ยวพรุ่งนี้เช้าแทน” ผมเล่าให้มันฟัง

“พอโทรหามึงไม่ติด กูเลยโทรหาหนุ่ยแล้ว นี่ก็รอมันมารับอยู่”

“เฮ้ย เหรอ เดี๋ยวกูไปรับ คืนนี้มานอนบ้านกู แม่งมาไม่บอกกันเลยเว้ย” เสียงออกัสตื่นเต้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“แต่หนุ่ยมันกำลังมาแล้วนะเว้ย” ผมบอกไปตามตรง

“มึงก็บอกมันให้กลับเข้าบ้านไปเลย เดี๋ยวกูรับช่วงเอง นี่กูกำลังจะไปกินหมูกระทะจะได้ไปกินด้วยกัน”

คำพูดของออกัส ทำให้ตาชั่งผิดชอบชั่วดีของผมต้องชั่งระหว่างความฮาเฮบนโต๊ะหมูกระทะกับกลับไปนอนแบบเงียบๆ ไม่ให้รบกวนคู่แต่งงานใหม่
 
ในที่สุดตาชั่งก็ได้ผลที่แน่นอนออกมา

ผมจึงโทรไปหาหนุ่ยเพื่อบอกว่ามันไม่ต้องมาแล้ว
 
ส่วนปฏิกิริยาตอบรับของหนุ่ยเป็นอย่างไร ผมขออนุญาตละไว้ฐานที่น่าจะเข้าใจก็แล้วกันนะครับ และหวังว่าถึงวันนี้มันที่กลายเป็นพ่อลูกหนึ่งจะลืมเหตุการณ์นี้ไปแล้ว

หรือถ้ายัง....กูก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ว่ะหนุ่ย
 
ไม่นานต่อมา รถของออกัสก็มาถึง และมันก็เคลื่อนตัวไปถึงร้านหมูกระทะร้านโปรดของมัน ที่ผมเพิ่งมีโอกาสได้แรกทำความรู้จัก
 
คืนสุดท้ายของการเดินทางครั้งนั้น จึงจบลงด้วยบทสนทนาที่เต็มไปด้วยคำกักขฬะหยาบคายและเสียงหัวเราะอย่างไม่ปิดบังประสาเพื่อนที่สนิทกันมาตั้งแต่เมื่อ 11 ปีก่อนหน้านั้น
 
เวลาไม่เคยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนลดน้อยถอยลงไป ไม่ว่าจะเป็นออกัส, หนุ่ย และทุกๆ คนที่เคยร่วมช่วงเวลา เหตุการณ์ และสถานที่ร่วมกันมา
 
ก่อนหน้าที่ผมจะหลับลงอย่างอิ่มเอมไปกับสารพันเรื่องราวตลอดทั้ง 2 วัน 3 คืน

เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับเช้าวันใหม่ และโลกแห่งความเป็นจริงจริงๆ ที่กำลังใกล้เข้ามา
 
.......

...โลกสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนเข้มข้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจตนารมณ์ของคนเหล่านี้

ผมไม่คิดว่า การเดินทางควรเป็นไปเพื่อตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยความหมายไหน ตั้งแต่เพื่อความสำราญ สำนองความใคร่รู้ส่วนตัว ประกาศศักดาปักธงป่าวเขตแดน เจรจาธุรกิจ หรือกระทั่งเดินทางไปรบ

ถ้าเรามิได้ออกเดินทางเพราะผู้อื่นที่อาศัยอยู่ในจักรวาลเดียวกับเรา ก็จงอย่าออกเดินทางเลย

เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะไม่มีวันรู้เห็น และเข้าใจได้เลยว่า ผู้ปูโต๊ะกับลมหมอที่เมืองเคปทาวน์...บังเกิดมาเพื่ออะไร?

แล้วผมก็พลิกผ่านไปสู่หน้าที่ 167

บรรยากาศนอกหน้าต่างห้องเริ่มกลับกลายสู่สภาวะปกติ ละอองฝนได้พาตัวหายไปตามกำลังของสายลมแรง แสงแดดเริ่มแทรกตัวเข้ามาท่ามกลางหมู่แมฆ พร้อมๆ กับที่ความคิดของผมได้เลื่อนเลยจากความทรงจำในจังหวัดเชียงใหม่ ไปสู่หลายบรรทัดท้ายของคำนำผู้เขียนของ ‘ผ้าปูโต๊ะกับลมหมอ การเดินทางธรรมดาในห้าทวีป’ หนังสืออีกหนึ่งเล่มของพี่หนุ่ม โตมร ที่อ้างอิงถึงเรื่องราวแห่งเมืองเคปทาวน์และปรากฏการณ์ที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างขึ้นมาให้กับโลก ในบทความเรื่อง ‘Untamed South Africa แอฟริกาใต้ไม่เชื่อง’

สารภาพตามตรงว่า จากที่อ่านไป 1 รอบเมื่อหลายปีก่อน ผมก็ยังนึกภาพตามไม่ออกว่า “ลมหมอ” และ “ผ้าปูโต๊ะ” ที่พี่หนุ่มได้บรรยายเอาไว้นั้นมีคุโณปการอย่างไร และผมก็รอวันที่จะมีแรงบันดาลใจและเวลาที่จะหยิบมันขึ้นอ่านอีกสักรอบเป็นอย่างน้อย

ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็อดคิดต่อไปไม่ได้ว่า หรือว่าบางที กับหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต เราอาจจะไม่มีวันเข้าใจสารพัดสิ่งเหล่านั้นได้เลย หากไม่ได้ก้าวเข้าไปพบเห็น ได้ยิน ดอมดม รู้สึก และสัมผัสมันด้วยตัวเอง

มิใช่ผ่านทางสารคดีโทรทัศน์,  ตัวหนังสือ หรือการบอกเล่าจากใครคนอื่น

“ทุกคนล้วนมีการเดินทางที่เป็นของตัวเอง” ดูเหมือน พี่โจ้ วชิรา จะเคยเขียนเอาไว้ประมาณนั้นในหนังสือของเขา

แล้วการเดินทางของผมล่ะ?

เมื่อลองค้นหาดูพร้อมๆ ไปกับการพิจารณาร่วมไปกับคำกล่าวของพี่หนุ่ม บางครั้งผมก็ยังไม่แน่ใจนักว่า  เอาเข้าจริงๆ ตลอดทั้งชั่วชีวิตที่ผ่านมา ผมได้เคยออกเดินทางด้วยความประสงค์เพื่อผู้อื่นที่อาศัยอยู่ในจักรวาลเดียวกับเราสักกี่มากน้อย

และผมจะรู้สึกครุ่นคิดผิดหวังใดๆ หรือไม่ หากเมื่อท้ายที่สุดแล้ว ผมจะไม่มีวันรู้เห็น และเข้าใจได้เลยว่า ผู้ปูโต๊ะกับลมหมอที่เมืองเคปทาวน์บังเกิดมาเพื่ออะไร

คำถามและคำตอบมากมายต่างล่องลอยอยู่ในห้วงอากาศแห่งความคิด โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถนำมายัดใส่หัวเพื่อเป็นบทสรุปให้กับตัวเองได้

แต่ไม่นานนัก สารพันความสับสนเหล่านั้นต่างก็พลันราบคาบไปกับความคิดหนึ่งที่แทรกเข้ามา

ว่า หรือบางที การค้นหาคำตอบอาจจะไม่สามารถจบลงได้ด้วยการคิดครุ่นให้กรุ่นร้อนอยู่ในหัวที่เต็มไปด้วยอคติในวงจรชีวิตอันซ้ำซ้อนซ้ำซากที่ถูกจำกัดซึ่งความฝันบันดาลใจโดยเพียงลำพัง

หากต้องรับการหล่อหลอมกล่อมเกลาจากโลกกว้างที่จะช่วยสั่งสอนเราอีกครั้ง และอีกครั้งอย่างไม่รู้จบ ให้เข้าใจอีกทีว่าแท้ที่จริงแล้วตัวเราเล็กจ้อยและเบาปัญญาขนาดไหน

เพียงปิดสวิตช์จากวิถีเดิมๆ อันแสนสับสนวุ่นวาย และเปิดใจไปสูดกลิ่นหอมของโลกกว้างที่กระจ่างรอเราอยู่ข้างนอกนั่น
 
It's Nice To Go Trav'ling

It's very nice to go trav'ling
To Paris London and Rome
It's oh so nice to go trav'ling
But it's so much nicer, yes it's so
much nicer, to come home

It's very nice to just wander
The camel route to Iraq
It's oh so nice to just wander
But it's so much nicer, yes it's oh
so nice, to wander back

The mam'selles and frauleins, and
the senoritas are sweet
But they can't compete 'cause they just don't have
What the models have, on Madison Ave.

It's very nice to be footloose
With just a toothbrush and comb
It's oh so nice to be footloose
But your heart starts singin'
when your homeward wingin' across
the foam

And you know your fate is
Where the Empire State is
All you contemplate is
The view from Miss Liberty's dome

It's very nice to go trav'ling
But it's oh so nice to come home

You will find the maiden and the
gay muchachas are rare
But they can't compare with that sexy line
That parades each day at Sunset and Vine

It's quite the life to play gypsy
And roam as Gipsies will roam
It's quite the life to play gypsy
But your heart starts singin'
when your homeward wingin' across
the foam

And the Hudson River
Makes you start to quiver
Like the latest flivver
That's simply dripin' with crome

It's very nice to go trav'ling
But it's oh so nice to come home

(From ‘It's Nice To Go Trav'ling’ By Frank Sinatra)

ปล. ขอขอบคุณ พี่โจ้ วชิรา ที่ไม่ถือในวิสาสะกับการต้องมาปรากฏตัวในหลายๆ ส่วนของบทความขนาด 16 หน้า A4 เรื่องนี้ และ "แจ๊ค มึงต้องเขียนเรื่องนี้เก็บไว้" คำพูดหลังแก้วเหล้าเมื่อเหตุการณ์เพิ่งผ่านไปได้หมาดๆ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
TheQueenofNostalgia วันที่ : 21/02/2008 เวลา : 20.29 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
The worst is yet to come. 

Reading this entry is also a journey.

I found so many elements of your thoughts and feelings those i reminisce it also some how, previously.
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน